หน้าหลัก เกี่ยวกับเรา บริการ เจาะสำรวจและทดสอบดิน ทดสอบเสาเข็ม สำรวจภูมิประเทศ ติดตั้งเครื่องมือวัด Structural Testing ประเมินสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ออกแบบด้านวิศวกรรมธรณี ออกแบบด้านวิศวกรรมโยธา บทความ ดูทั้งหมด → มาตรฐาน ASTM งานเจาะดิน กฎกระทรวงฐานราก 2566 แปลผลค่า SPT N-value วิธีทดสอบเสาเข็มทุกแบบ กำลังรับน้ำหนักของดิน ร่วมงานกับเรา ติดต่อเรา · ขอใบเสนอราคา
บริการทดสอบเสาเข็ม

ทดสอบเสาเข็มมีกี่วิธี? เปรียบเทียบ PDA, Static Load Test และ Seismic PIT

บริการทดสอบเสาเข็มของ SPN แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 12 บริการ คือ ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก (PDA, Static Load Test แบบ Kentledge และแบบ Anchor Pile, Instrumented, Tension, Lateral) ตรวจความสมบูรณ์แบบไม่ทำลาย (Seismic PIT, Side Echo, CSL, Parallel Seismic และตรวจเสาเข็มอาคารเดิม) และงานทดสอบเฉพาะทาง (Pile Bending Test) โดยทั่วไป Seismic Integrity Test ประหยัดที่สุดจึงเหมาะกับการตรวจทุกต้น Dynamic Load Test (PDA) ให้ค่ากำลังรับน้ำหนักภายในวันเดียว ส่วน Static Load Test ให้ผลตรงที่สุดแต่ใช้เวลาและงบประมาณสูงสุด

ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก

Load Testing — ยืนยันว่าเสาเข็มรับแรงได้ตามแบบ

นิยมใช้

Dynamic Load Test (PDA)

High Strain Dynamic TestingASTM D4945 · มยผ.1252-51
  • หากำลังรับน้ำหนักด้วย CAPWAP
  • ทดสอบได้หลายต้นต่อวัน
  • ใช้ได้ทั้งเข็มตอกและเข็มเจาะ
ดูรายละเอียด →

Static Load Test — Kentledge

Kentledge Method · น้ำหนักถ่วงASTM D1143
  • ใช้แท่นน้ำหนักถ่วงเป็นแรงต้าน
  • ได้ Load–Settlement Curve
  • เหมาะพื้นที่กว้าง โรงงาน คลังสินค้า
ดูรายละเอียด →

Static Load Test — Anchor Pile

Anchor / Reaction Pile MethodASTM D1143
  • ใช้เสาเข็มสมอรับแรงต้านแทนน้ำหนักถ่วง
  • ไม่ต้องขนน้ำหนักถ่วงเข้าหน้างาน
  • เหมาะพื้นที่แคบ ในเมือง เข็มเจาะใหญ่
ดูรายละเอียด →
บริการเพิ่ม

Instrumented Static Load Test

Strain Gauge ตามความยาวเข็มASTM D1143 + Strain Gauge
  • แยกแรงเสียดทานผิว / แรงแบกทานปลาย
  • ได้ Load Transfer Curve รายชั้นดิน
  • ใช้ปรับลดความยาวเข็มอย่างมีหลักฐาน
ดูรายละเอียด →

Static Tension Test

Uplift Capacity TestASTM D3689
  • หากำลังรับแรงถอน
  • โซลาร์ฟาร์ม เสาส่ง ท่าเรือ
  • ได้ Load–Uplift Curve
ดูรายละเอียด →

Lateral Load Test

แรงกระทำด้านข้างASTM D3966
  • หากำลังรับแรงด้านข้าง
  • วัด Lateral Deflection
  • สะพาน ท่าเรือ กำแพงกันดิน
ดูรายละเอียด →

ตรวจความสมบูรณ์และงานทดสอบเฉพาะทาง

Integrity & Special Testing — หาข้อบกพร่อง ความยาว และกำลังรับแรงดัดของเสาเข็ม

นิยมใช้

Seismic Integrity Test (PIT)

Low Strain Pile Integrity Testมยผ.1551-51
  • ตรวจได้ทุกต้น ประหยัดที่สุด
  • หารอยแตก คอคอด รอยต่อ
  • ยืนยันความยาวเข็มเบื้องต้น
ดูรายละเอียด →
บริการเพิ่ม

Side Echo Test

ตรวจความสมบูรณ์เสาเข็มทางด้านข้างประยุกต์จาก มยผ.1551-51
  • ใช้เมื่อติดหัววัดที่หัวเสาเข็มไม่ได้
  • เสาเข็มใต้ฐานราก / โครงสร้างเดิม
  • ประเมินความยาวได้ เมื่อเห็นสัญญาณปลายเข็มชัด
ดูรายละเอียด →

Cross-Hole Sonic Logging (CSL)

ตรวจคอนกรีตในเสาเข็มเจาะACI PRC-228.2
  • ตรวจเนื้อคอนกรีตตลอดความยาว
  • หา Void / Inclusion
  • เข็มเจาะขนาดใหญ่ / Barrette
ดูรายละเอียด →

Parallel Seismic Test

ประเมินความยาวเสาเข็มเดิมASTM D8381
  • ไม่ต้องเปิดหัวเข็ม
  • อาคารเก่าที่ไม่มีแบบ
  • ต่อเติม / ซ่อมแซม / ประเมินก่อนซื้อ
ดูรายละเอียด →
บริการเพิ่ม

ตรวจเสาเข็มอาคารเดิม

Existing Foundation AssessmentASTM D8381 · มยผ.1551-51
  • แพ็กเกจตรวจฐานราก + เสาเข็ม + คอนกรีต
  • ก่อนซื้อโรงงาน/โกดังมือสอง
  • ก่อนต่อเติมหรือเพิ่มน้ำหนักบรรทุก
ดูรายละเอียด →
บริการเพิ่ม

Pile Bending Test

ทดสอบโมเมนต์ดัดเสาเข็มProof Load ตามข้อกำหนดโครงการ
  • เสาเข็มกำแพงกันดิน ริมคลอง ตลิ่ง
  • ตรวจรับเสาเข็มสำเร็จรูป
  • วัดการแอ่นตัวและรอยร้าวทุกขั้น
ดูรายละเอียด →
เปรียบเทียบ

ตารางเปรียบเทียบการทดสอบเสาเข็มแต่ละวิธี

แต่ละวิธีตอบคำถามต่างกัน — ดูว่าโครงการของคุณต้องการคำตอบแบบไหน แล้วเลือกวิธีที่ให้ผลนั้นโดยตรง

← เลื่อนตารางซ้าย–ขวาเพื่อดูครบทุกคอลัมน์ →

เปรียบเทียบบริการทดสอบเสาเข็ม 12 รายการ — คำถามที่ตอบ ผลที่ได้ มาตรฐาน และราคาเริ่มต้น
บริการตอบคำถามว่าผลที่ได้มาตรฐานราคาเริ่มต้น
ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก
Dynamic Load Test (PDA)เสาเข็มรับน้ำหนักได้เท่าไหร่ (ประเมินจากคลื่นความเค้น)Ultimate Capacity (CAPWAP), Driving Stress, Hammer EfficiencyASTM D4945 · มยผ.1252-51เริ่ม ~5,500 บาท/ต้น
Static Load Test — Kentledgeเสาเข็มรับน้ำหนักได้ตามแบบภายใต้แรงกดจริงหรือไม่ (ใช้แท่นน้ำหนักถ่วงเป็นแรงต้าน)Load–Settlement Curve, การทรุดตัวคงค้างASTM D114350,000–150,000+ บาท/ต้น
Static Load Test — Anchor Pileเสาเข็มรับน้ำหนักได้ตามแบบหรือไม่ ในพื้นที่แคบหรือขนน้ำหนักถ่วงเข้าไม่สะดวก (ใช้เสาเข็มสมอรับแรงต้าน)Load–Settlement Curve, การทรุดตัวคงค้างASTM D114350,000–150,000+ บาท/ต้น
Instrumented Static Load Testแรงต้านมาจากผิวเข็มหรือปลายเข็ม แต่ละชั้นดินเท่าไหร่Load Transfer Curve, Unit Skin Friction รายชั้น, End BearingASTM D1143 + Strain Gaugeขอใบเสนอราคา
Static Tension Testเสาเข็มรับแรงถอน (Uplift) ได้เท่าไหร่Load–Uplift CurveASTM D3689ขอใบเสนอราคา
Lateral Load Testเสาเข็มรับแรงด้านข้างได้เท่าไหร่Load–Deflection Curve, พารามิเตอร์ p-yASTM D3966ขอใบเสนอราคา
ตรวจความสมบูรณ์แบบไม่ทำลาย
Seismic Integrity Test (PIT)เนื้อเสาเข็มสมบูรณ์หรือมีรอยแตก คอคอดReflectogram ระบุตำแหน่ง Defect และความยาวโดยประมาณมยผ.1551-51~100–150 บาท/ต้น
Side Echo Testเสาเข็มที่มีฐานรากหรือโครงสร้างอยู่ด้านบนแล้ว สมบูรณ์หรือไม่Reflectogram ระบุตำแหน่งความผิดปกติ และความยาวเข็ม (เมื่อเห็นสัญญาณปลายเข็มชัดเจน)ประยุกต์จาก มยผ.1551-51ขอใบเสนอราคา
Cross-Hole Sonic Logging (CSL)คอนกรีตในเสาเข็มเจาะมีโพรงหรือคุณภาพต่ำตรงไหนWaterfall Plot, Velocity TomographyACI PRC-228.2ขอใบเสนอราคา
Parallel Seismic Testเสาเข็มเดิมยาวเท่าไหร่ (ไม่มีแบบ / เปิดหัวเข็มไม่ได้)ระดับปลายเสาเข็ม (Pile Toe)ASTM D8381ขอใบเสนอราคา
ตรวจเสาเข็มอาคารเดิมฐานรากอาคารเดิมพร้อมรับการต่อเติมหรือเพิ่มน้ำหนักหรือไม่ความยาว/สภาพเสาเข็ม สภาพคอนกรีต กำลังรับน้ำหนักที่ประเมินได้ASTM D8381 · มยผ.1551-51 · ASTM C597/C805ขอใบเสนอราคา
งานทดสอบเฉพาะทาง
Pile Bending Testเสาเข็มรับโมเมนต์ดัดได้ตามที่ออกแบบหรือไม่Load–Deflection Curve, Cracking Moment, ความกว้างรอยร้าวProof Load ตามข้อกำหนดโครงการ (เช่น ACI 318-19 บทที่ 27)ขอใบเสนอราคา

ราคาเริ่มต้นโดยประมาณ ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน — รายละเอียดดูที่ ราคาและพื้นที่ให้บริการ

เลือกวิธีทดสอบ

เลือกวิธีทดสอบเสาเข็มแบบไหนดี?

เริ่มจากสิ่งที่โครงการต้องการรู้ แล้วเลือกวิธีที่ตอบคำถามนั้น — ถ้ายังไม่แน่ใจ ส่งแบบฐานรากมาทาง LINE ให้วิศวกรช่วยเลือกได้ (ต้องทดสอบกี่ต้น?)

ต้องยืนยันกำลังรับน้ำหนักเสาเข็ม เพื่อยื่นหน่วยงานหรือผู้ออกแบบ

แนะนำPDAStatic Load Test

ตอกหรือเจาะเข็มเสร็จแล้ว อยากตรวจความสมบูรณ์ทุกต้นก่อนทำฐานราก

แนะนำSeismic PIT

หล่อฐานรากหรือมีโครงสร้างทับหัวเสาเข็มแล้ว อยากรู้ว่าเสาเข็มใต้ฐานรากสมบูรณ์ไหม

เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ ต้องการ QA คอนกรีตตลอดความยาวเข็ม

แนะนำCSLSeismic PIT

อาคารเดิมไม่มีแบบ จะซื้อหรือต่อเติม อยากรู้ว่าเข็มยาวเท่าไหร่

โซลาร์ฟาร์ม เสาส่ง ท่าเรือ — เข็มต้องรับแรงถอนหรือแรงด้านข้าง

โครงการเข็มจำนวนมาก อยากปรับความยาวเข็มด้วยข้อมูลสนามจริง

แนะนำInstrumented SLT

ใช้เสาเข็มเป็นกำแพงกันดินหรือริมคลอง ต้องรับแรงดัดเป็นหลัก

แนะนำPile Bending Test

ต้องทำ Static Load Test แต่หน้างานแคบ หรือขนน้ำหนักถ่วงเข้าไม่สะดวก

แนะนำStatic — Anchor Pile
ขั้นตอนการทำงาน

ขั้นตอนการทำงานทดสอบเสาเข็มกับ SPN

  1. ส่งข้อมูลโครงการ

    แบบฐานราก ชนิด/ขนาด/จำนวนเสาเข็ม และพิกัดหน้างาน ทาง LINE @spnth หรือโทร 064-746-9601

  2. แนะนำวิธีและเสนอราคา

    วิศวกรเลือกวิธีทดสอบที่ตอบโจทย์ พร้อมใบเสนอราคาภายใน 24 ชม.

  3. เตรียมหน้างาน

    เตรียมหัวเสาเข็มและระบบค้ำยันตามเช็คลิสต์ (ดูวิธีเตรียมหัวเสาเข็ม)

  4. ทดสอบหน้างาน

    ทีมวิศวกรพร้อมเครื่องมือ PDA · Seismic · ชุด Static Load ออกหน้างานทั่วประเทศ

  5. วิเคราะห์และออกรายงาน

    วิเคราะห์ผล (เช่น CAPWAP) รายงานรับรองโดยวิศวกร กว. (รายงานต้องมีอะไรบ้าง)

รายละเอียดบริการ

รายละเอียดการทดสอบแต่ละวิธี

หลักการ ข้อมูลที่ได้ และงานที่เหมาะกับแต่ละวิธี พร้อมภาพหน้างานจริงของ SPN — คลิกรูปเพื่อดูภาพขยายทั้งหมด

ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก (Load Testing)

Dynamic Load Test (PDA / High Strain)

ASTM D4945ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก
อ่านคู่มือเต็ม →

Dynamic Load Test (PDA) คืออะไร?

Dynamic Load Test หรือ PDA Test (Pile Driving Analyzer) คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มแบบ High Strain Dynamic Testing ตามมาตรฐาน ASTM D4945 และ มยผ.1252-51 โดยติดตั้ง Strain Gauge และ Accelerometer บนเสาเข็มใกล้หัวเข็ม บันทึกค่าแรงและความเร็ว (Force and Velocity) ในขณะที่ค้อนกระแทกหัวเสาเข็ม เครื่อง PDA ประมวลผลเบื้องต้น (Case Method) แบบ Real-time แล้วนำสัญญาณไปวิเคราะห์ Signal Matching ด้วยโปรแกรม CAPWAP (Case Pile Wave Analysis Program) เพื่อหาค่ากำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Ultimate Pile Capacity)

ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ PDA

  • Ultimate Pile Capacity—กำลังรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของเสาเข็ม แยกเป็น Skin Friction และ End Bearing
  • Driving Stress—แรงอัดและแรงดึงสูงสุดในเสาเข็มระหว่างการตอก ใช้ป้องกันเสาเข็มแตกหรือเสียหาย
  • Hammer Efficiency—ประสิทธิภาพของค้อนตอกเสาเข็ม ใช้ตรวจสอบและปรับปรุงการตอก
  • Pile Integrity—ตรวจสอบความสมบูรณ์เบื้องต้นของเสาเข็มจากสัญญาณคลื่น
  • Set per Blow—การทรุดตัวต่อครั้งที่ตอก ใช้ควบคุมการหยุดตอกเสาเข็ม

ข้อดีของ Dynamic Load Test เทียบกับ Static Load Test

Dynamic Load Test ทดสอบได้หลายต้นต่อวัน ค่าใช้จ่ายต่อต้นต่ำกว่า Static Load Test หลายเท่า (เปรียบเทียบ Dynamic vs Static แบบละเอียด) เหมาะสำหรับการทดสอบในปริมาณมากเพื่อ Quality Control ทั่วทั้งโครงการ อย่างไรก็ตามหากโครงการต้องการความแม่นยำสูงสุดหรือใช้ในงานวิจัย Static Load Test ยังคงเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่ให้ Load-Settlement Curve จากแรงกดจริง

โครงการที่เหมาะสมกับ PDA Test

  • โครงการขนาดใหญ่ ที่มีเสาเข็มจำนวนมาก ต้องการ QC รวดเร็ว เช่น นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า โรงงาน
  • Re-strike Test ทดสอบซ้ำหลังพัก Set-up เพื่อยืนยัน Long-term Capacity ที่เพิ่มขึ้นจาก Soil Setup Effect
  • เสาเข็มที่สงสัยว่าตอกไม่ถึงชั้นดินแข็ง ตรวจสอบก่อนตัดสินใจตอกเพิ่ม
  • โครงการที่มีข้อจำกัดพื้นที่ ไม่สามารถจัดเตรียม Reaction สำหรับ Static Test ได้

Static Load Test — Kentledge Method

ASTM D1143ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก
อ่านคู่มือเต็ม →

Static Load Test — Kentledge Method คืออะไร?

Static Load Test แบบ Kentledge Method คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มที่แม่นยำที่สุด โดยใช้แผ่นคอนกรีตหรือแผ่นเหล็กน้ำหนักรวมไม่น้อยกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุด (โดยทั่วไป 200% ของ Design Load) วางซ้อนกันเป็น Kentledge Stack เหนือเสาเข็มทดสอบ ออกแรงกดผ่านแม่แรงไฮดรอลิก (Hydraulic Jack) วัดการทรุดตัว (Settlement) ด้วย Dial Gauge หรือ Linear Transducer ที่ติดกับ Reference Beam อิสระ บันทึกทุก Load Increment ตามมาตรฐาน ASTM D1143

ขั้นตอนการทดสอบ Maintained Load Test (MLT)

  • Loading Phase—เพิ่มโหลดทีละขั้น (Load Increment) โดยทั่วไป 8–10 ขั้นจนถึง 200% ของ Design Load รอให้การทรุดตัวหยุดนิ่งก่อนเพิ่มโหลดขั้นต่อไป
  • Maintained Load—ค้างโหลดสูงสุดไว้ 24 ชั่วโมง บันทึกการทรุดตัวตลอดช่วงเวลา
  • Unloading Phase—ลดโหลดลงทีละขั้น บันทึก Rebound (การฟื้นตัว)
  • Residual Settlement—วัดการทรุดตัวถาวรหลังปลดโหลดทั้งหมด

โครงการที่เหมาะสมกับ Kentledge Method

  • โครงการที่พื้นที่กว้างพอสำหรับวาง Kentledge Stack เช่น โรงงาน คลังสินค้า นิคมอุตสาหกรรม
  • เสาเข็มที่ต้องการผล Load-Settlement Curve เพื่อออกแบบฐานราก หรือยืนยันกำลังสูงกว่า 500 ตัน
  • งานสำคัญที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงสุด เช่น โรงไฟฟ้า คลังน้ำมัน และโครงสร้างพิเศษ

Static Load Test — Anchor Pile Method

ASTM D1143ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก
Kentledge vs Anchor →

Static Load Test — Anchor Pile Method คืออะไร?

Anchor Pile Method คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็มโดยใช้เสาเข็มสมอ (Anchor Pile หรือ Reaction Pile) รับแรงต้านแทนน้ำหนักถ่วง โครงสร้างประกอบด้วย Test Pile ตรงกลาง Anchor Pile 2–4 ต้นรอบข้าง และคาน Reaction Beam เชื่อมกัน ออกแรงกดผ่าน Hydraulic Jack วัด Settlement ด้วย Reference Beam อิสระ ให้ผลเทียบเท่า Kentledge Method ตามมาตรฐาน ASTM D1143

ข้อแตกต่างจาก Kentledge Method

  • ไม่ต้องขนส่งน้ำหนัก—ลดต้นทุนการขนส่งและติดตั้ง Kentledge มากในพื้นที่ห่างไกล
  • เหมาะกับพื้นที่จำกัด—ไม่ต้องการพื้นที่วาง Stack น้ำหนักขนาดใหญ่
  • ยืดหยุ่นสูง—ปรับทิศทาง Reaction ได้ตามสภาพหน้างาน
  • ต้องออกแบบ Anchor Pile—Anchor Pile ต้องรับแรงดึงได้เพียงพอ ต้องพิจารณา Uplift Capacity

โครงการที่เหมาะสมกับ Anchor Pile Method

  • พื้นที่ก่อสร้างที่ขนส่ง Kentledge เข้าไม่สะดวก เช่น ในเมือง ใต้สะพาน หรือพื้นที่แคบ
  • โครงการที่ตอก Anchor Pile พร้อมกับ Production Pile อยู่แล้ว ประหยัดต้นทุนได้มาก
  • ทดสอบเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่ไม่ต้องการ Kentledge น้ำหนักสูงมาก

Instrumented Static Load Test

ASTM D1143 + Strain Gaugeทดสอบกำลังรับน้ำหนัก
อ่านคู่มือเต็ม →

Instrumented Static Load Test คืออะไร?

Instrumented Static Load Test คือ Static Load Test ตามมาตรฐาน ASTM D1143 ที่ติดตั้ง Strain Gauge ไว้หลายระดับตามความยาวเสาเข็มตั้งแต่ก่อนหล่อ เมื่อเพิ่มน้ำหนักแต่ละขั้นจะอ่านค่าความเครียดทุกระดับแล้วแปลงเป็นแรงในเสาเข็ม ทำให้แยกได้ว่าน้ำหนักถูกถ่ายลงดินด้วยแรงเสียดทานผิว (Skin Friction) ของแต่ละชั้นดินเท่าไหร่ และเหลือถึงปลายเข็ม (End Bearing) เท่าไหร่ — ข้อมูลที่ Static Load Test ธรรมดาให้ไม่ได้

ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ

  • Load Transfer Curve—กราฟแรงในเสาเข็มตามความลึก ทุกขั้นน้ำหนัก
  • Unit Skin Friction รายชั้นดิน—ค่าแรงเสียดทานจริงของแต่ละชั้น ใช้เทียบกับค่าที่ใช้ออกแบบ
  • End Bearing—แรงแบกทานที่ปลายเสาเข็ม
  • Load–Settlement Curve—ผลเดียวกับ Static Load Test ทั่วไป

คุ้มที่จะทำเมื่อไหร่

  • โครงการที่มีเสาเข็มจำนวนมาก ข้อมูลจากเข็มทดสอบไม่กี่ต้นอาจใช้ปรับความยาวเข็มทั้งโครงการได้
  • ชั้นดินซับซ้อน เช่น ดินเหนียวอ่อนหนาสลับชั้นทราย ที่พารามิเตอร์ออกแบบไม่แน่นอนสูง
  • เสาเข็มยาวหรือรับน้ำหนักสูง ที่สัดส่วนแรงผิว/ปลายมีผลต่อความปลอดภัยและค่าก่อสร้างมาก

ข้อกำหนดก่อนทดสอบ

ต้องตัดสินใจก่อนหล่อเสาเข็ม เพราะเกจต้องผูกติดกับโครงเหล็กเสริมและฝังอยู่ในคอนกรีต ระดับติดตั้งกำหนดให้คร่อมรอยต่อชั้นดินจากผลเจาะสำรวจ และต้องป้องกันสายสัญญาณระหว่างหย่อนโครงเหล็กและเทคอนกรีต ดูงานติดตั้งเครื่องมือวัดเพิ่มเติมที่ บริการติดตั้งเครื่องมือวัด

Static Tension Pile Load Test

ASTM D3689ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก
อ่านคู่มือเต็ม →

Static Tension Pile Load Test คืออะไร?

Static Tension Pile Load Test หรือ Uplift Test คือการทดสอบกำลังรับแรงดึง (Tensile Capacity / Uplift Capacity) ของเสาเข็มโดยออกแรงดึงขึ้นตามแนวแกน ตามมาตรฐาน ASTM D3689 กำลังรับแรงดึงของเสาเข็มเกิดจากแรงเสียดทานผิว (Skin Friction) ระหว่างเสาเข็มกับดินเป็นหลัก โดยไม่นับกำลังรับที่ปลายเสาเข็ม (End Bearing)

หลักการทดสอบ

ยึดหัวเสาเข็มกับ Reaction Frame โดยใช้ Rod หรือ Strand ที่เชื่อมกับโครงสร้างคาน ออกแรงดึงผ่าน Hydraulic Jack วัดการยกตัว (Upward Displacement) ด้วย Dial Gauge หรือ LVDT ที่ติดกับ Reference Beam อิสระ บันทึก Load-Uplift Curve ในแต่ละ Load Increment จนถึง 200% ของ Design Tensile Load

โครงการที่ต้องใช้ Tension Test

  • หอคอยสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (Transmission Tower)—เสาเข็มรับแรงดึงจากโมเมนต์และแรงลมสูงมาก
  • โครงสร้างลอยน้ำและท่าเทียบเรือ—รับแรงยกจากน้ำและคลื่น
  • อาคารสูงในพื้นที่แผ่นดินไหว—เสาเข็มมุมรับแรงดึงขณะแผ่นดินไหว
  • โครงสร้างยึดกันดิน (Anchor Wall / Tie-back)—ต้องการยืนยัน Pullout Capacity ก่อนใช้งาน
  • คลังน้ำมันใต้ดินและถังเก็บน้ำ—รับแรงดันน้ำใต้ดินที่พยายามยกโครงสร้างขึ้น

Lateral Pile Load Test

ASTM D3966ทดสอบกำลังรับน้ำหนัก
อ่านคู่มือเต็ม →

Lateral Pile Load Test คืออะไร?

Lateral Pile Load Test คือการทดสอบกำลังรับแรงกระทำในแนวนอน (Lateral Capacity) และพฤติกรรมการเคลื่อนตัวด้านข้าง (Lateral Deflection) ของเสาเข็มตามมาตรฐาน ASTM D3966 ออกแรงผ่าน Hydraulic Jack ระหว่างเสาเข็มทดสอบกับ Reaction ซึ่งอาจเป็นเสาเข็มข้างเคียง รถขุด หรือโครงสร้างที่มีอยู่ วัดการเคลื่อนตัวด้วย Dial Gauge หรือ Electronic Displacement Transducer พร้อม Reference Beam อิสระ

ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ

  • Load-Deflection Curve—ความสัมพันธ์ระหว่างแรงกระทำด้านข้างกับการเคลื่อนตัว ใช้ยืนยันการออกแบบ
  • Subgrade Reaction Modulus (p-y Curve)—พารามิเตอร์สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมเสาเข็มรับแรงด้านข้าง
  • Ultimate Lateral Capacity—กำลังรับแรงด้านข้างสูงสุดก่อนเสาเข็มล้มเหลว
  • Bending Moment Profile—หากติด Strain Gauge ตามความยาวเสาเข็ม สามารถระบุตำแหน่ง Maximum Moment ได้

โครงการที่ต้องใช้ Lateral Load Test

  • เสาตอม่อสะพานและทางยกระดับ—รับแรงเบรก แรงลม และแรงแผ่นดินไหวในแนวราบ
  • ท่าเทียบเรือและโครงสร้างชายฝั่ง—รับแรงกระแทกเรือและแรงคลื่น
  • เสาเข็มในงานขุดลึก (Deep Excavation)—ยืนยัน Lateral Stiffness ของระบบค้ำยัน
  • อาคารในพื้นที่แผ่นดินไหว—ตรวจสอบพฤติกรรมเสาเข็มภายใต้แรงแผ่นดินไหว
  • เสาเข็มสำหรับกำแพงกันดิน (Retaining Wall)—ยืนยัน Passive Resistance ของดิน

ตรวจความสมบูรณ์แบบไม่ทำลาย (Integrity Testing)

Seismic Pile Integrity Test (PIT)

มยผ.1551-51 · ASTM D5882-16 (ถอนปี 2025)ตรวจความสมบูรณ์แบบไม่ทำลาย
อ่านคู่มือเต็ม →

Seismic Pile Integrity Test (PIT) คืออะไร?

Seismic Pile Integrity Test หรือ Low Strain Integrity Test คือการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Test) ตามมาตรฐาน มยผ.1551-51 และ ASTM D5882-16 (ถูกถอนปี 2025 — ยึด มยผ. เป็นเกณฑ์หลัก) โดยใช้ค้อนน้ำหนักเบาเคาะที่หัวเสาเข็ม สร้างคลื่นความเค้น (Stress Wave) ที่วิ่งลงตลอดความยาวเสาเข็ม รับสัญญาณกลับด้วย Accelerometer หรือ Velocity Transducer วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม PILE INTEGRITY TESTER (PIT-W) เพื่อหาตำแหน่งและขนาดของข้อบกพร่อง (อ่านเพิ่มเติม: วิธีอ่านผล Seismic Test)

สิ่งที่ตรวจพบได้จาก PIT Test

  • รอยแตกร้าว (Crack)—เสาเข็มแตกระหว่างการตอกหรือขนส่ง แสดงเป็น Early Reflection ในกราฟ
  • การลดหน้าตัด (Necking)—เสาเข็มเจาะที่เส้นผ่านศูนย์กลางแคบลงในบางระดับ
  • ข้อต่อเสาเข็ม (Pile Joint)—รอยต่อระหว่างท่อนเสาเข็ม ตรวจสอบความต่อเนื่อง
  • ปลายเสาเข็ม (Pile Toe)—ยืนยันความยาวเสาเข็มเทียบกับแบบก่อสร้าง
  • โพรงหรือคอนกรีตไม่แน่น—ในเสาเข็มเจาะที่มีคุณภาพคอนกรีตต่ำกว่ามาตรฐาน

ข้อจำกัดของ PIT Test

PIT Test มีข้อจำกัดสำหรับเสาเข็มที่มีอัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลาง (L/D) สูงกว่า 30 เพราะสัญญาณจะลดทอนก่อนถึงปลายเข็ม และไม่เหมาะสำหรับการตรวจสอบข้อบกพร่องในระดับลึกมาก ในกรณีดังกล่าวแนะนำให้ใช้ CSL Test หรือ Parallel Seismic Test ร่วมด้วย

โครงการที่เหมาะสมกับ PIT Test

  • ตรวจสอบเสาเข็มทั้งโครงการหลังตอกเสร็จ เพื่อ QC เบื้องต้นก่อนเทฐาน
  • เสาเข็มที่สงสัยว่าแตกหรือเสียหายระหว่างการตอก
  • ตรวจสอบเสาเข็มเดิมในงานซ่อมแซมอาคารก่อนเพิ่มโหลด
  • ยืนยันความยาวเสาเข็มร่วมกับข้อมูล Boring Log

Side Echo Test — ทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มทางด้านข้าง

ประยุกต์จาก มยผ.1551-51ตรวจความสมบูรณ์แบบไม่ทำลาย
ขอใบเสนอราคา →

Side Echo Test คืออะไร?

การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มทางด้านข้าง (Side Echo Test) เป็นการทดสอบที่พัฒนามาจากการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธี Seismic Integrity Test ทั่วไป เพื่อให้สามารถทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มในกรณีที่ไม่สามารถติดหัววัดสัญญาณที่หัวเสาเข็มได้ เช่น กรณีที่มีโครงสร้างด้านบนอยู่เหนือหัวเสาเข็มทดสอบแล้ว เพื่อทดสอบประเมินความสมบูรณ์ของเสาเข็ม รวมไปถึงสามารถประเมินความยาวเสาเข็มได้ (ในกรณีที่พบสัญญาณสะท้อนกลับที่ปลายเข็มอย่างชัดเจน)

หลักการทดสอบ

  • ขุดเปิดหลุมข้างฐานราก—ขุดดินข้างฐานรากหรือตอม่อจนเห็นผิวด้านข้างของเสาเข็มใต้ฐานราก
  • ติดตั้งจุดเคาะและหัววัดสัญญาณ—ยึดแผ่นรับแรงกระแทก (Transfer Block) และหัววัดสัญญาณ (Accelerometer) ที่ผิวด้านข้างของเสาเข็ม
  • เคาะและบันทึกสัญญาณ—เคาะด้วยค้อนมือให้คลื่นความเค้นวิ่งไปตามตัวเข็ม บันทึกสัญญาณสะท้อนด้วยเครื่อง Seismic Integrity Tester
  • วิเคราะห์ผล—แปลผลกราฟสัญญาณสะท้อน (Reflectogram) หาความผิดปกติในตัวเข็ม และระดับปลายเข็มเมื่อพบสัญญาณสะท้อนชัดเจน

เหมาะกับงานแบบไหน

  • เสาเข็มที่หล่อฐานราก ตอม่อ หรือมีโครงสร้างอยู่เหนือหัวเข็มแล้ว
  • ตรวจเสาเข็มอาคารเดิมก่อนต่อเติม ซ่อมแซม หรือเพิ่มน้ำหนักบรรทุก (ดู ตรวจเสาเข็มอาคารเดิม)
  • อาคารที่มีการทรุดตัวหรือรอยร้าว ต้องการตรวจสภาพเสาเข็มใต้ฐานราก
  • ประเมินความยาวเสาเข็มเดิมเบื้องต้น เมื่อพบสัญญาณสะท้อนที่ปลายเข็มชัดเจน

ข้อจำกัดที่ควรทราบ

ต้องขุดเปิดหลุมให้ถึงผิวด้านข้างของเสาเข็ม หากระดับน้ำใต้ดินสูงต้องสูบน้ำออกก่อนทดสอบ สัญญาณสะท้อนจากฐานรากและโครงสร้างด้านบนอาจรบกวนการแปลผล จึงแปลผลได้ยากกว่า Seismic Integrity Test ที่หัวเข็มปกติ และประเมินความยาวได้เฉพาะกรณีที่เห็นสัญญาณสะท้อนที่ปลายเข็มชัดเจน — หากต้องการยืนยันความยาวเสาเข็มเดิมโดยตรง แนะนำ Parallel Seismic Test (ASTM D8381)

Cross-Hole Sonic Logging (CSL)

ACI PRC-228.2 · ASTM D6760-16 (ถอนปี 2025)ตรวจความสมบูรณ์แบบไม่ทำลาย
อ่านคู่มือเต็ม →

Cross-Hole Sonic Logging (CSL) คืออะไร?

Cross-Hole Sonic Logging (CSL) คือการทดสอบคุณภาพคอนกรีตในเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) แบบไม่ทำลาย โดยส่งคลื่นอัลตราโซนิกจาก Transmitter Probe ในท่อน้ำ (Water-filled Access Tube) หนึ่งไปยัง Receiver Probe ในอีกท่อหนึ่ง วัดความเร็วคลื่น (Wave Velocity) และพลังงาน (Signal Energy) ที่เดินทางผ่านเนื้อคอนกรีต ตามแนวทาง ASTM D6760-16 (ถูก ASTM ถอนสถานะปี 2025 และยังไม่มีฉบับใหม่มาแทน) ปัจจุบันอ้างอิงแนวปฏิบัติ ACI PRC-228.2 เป็นเอกสารแนวทางหลัก ผลการวิเคราะห์แสดงเป็น Waterfall Plot และ Velocity Tomography Map ระบุตำแหน่งและระดับความลึกที่พบข้อบกพร่องได้อย่างแม่นยำ

หลักการอ่านผล — Good Signal / Delayed Signal / Blocked Signal

สัญญาณที่รับได้แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Good Signal คือคลื่นเดินทางตรงผ่านคอนกรีตปกติด้วยความเร็วสูง แสดงว่าคอนกรีตแน่น (Sound Concrete) Delayed Signal คือคลื่นใช้เวลานานขึ้น แสดงว่ามี Defect บางส่วนในเนื้อคอนกรีต เช่น โพรงขนาดเล็กหรือคอนกรีตแยกตัว และ Blocked Signal คือไม่ได้รับสัญญาณหรือสัญญาณอ่อนมาก แสดงว่ามีข้อบกพร่องขนาดใหญ่หรือ Void ขวางเส้นทางการส่งสัญญาณ

โครงการที่เหมาะสมกับ CSL Test

  • เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ (Bored Pile / Barrette)—ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.60 ม. ขึ้นไป ที่ต้องการยืนยันคุณภาพคอนกรีตก่อนรับโหลดจริง
  • โครงการโรงงาน คลังสินค้า และอาคารสูง—ที่มีข้อกำหนดพิเศษจากวิศวกรออกแบบหรือผู้ว่าจ้าง
  • เสาเข็มที่สงสัยว่ามีปัญหาจากการก่อสร้าง—เช่น Slurry หรือน้ำซึมเข้าระหว่างการเทคอนกรีต
  • โครงการพลังงาน ปิโตรเคมี และโครงสร้างพื้นฐาน—ที่ต้องการเอกสารรับรองคุณภาพ (Quality Assurance)

ข้อกำหนดเบื้องต้นก่อนทดสอบ

เสาเข็มต้องติดตั้ง Access Tube (ท่อ PVC หรือเหล็ก) ในโครงเหล็กเสริมก่อนเทคอนกรีต จำนวนท่อขึ้นกับขนาดเสาเข็ม (แนวทาง FHWA ประมาณ 1 ท่อต่อเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.25–0.30 ม. เช่น 3 ท่อสำหรับ ⌀ 0.80 ม. และ 4 ท่อขึ้นไปสำหรับเสาเข็มขนาดใหญ่) ท่อต้องเต็มไปด้วยน้ำก่อนทดสอบ และทดสอบได้เร็วที่สุดหลังคอนกรีตอายุ 7 วัน

Parallel Seismic Test (PS Test)

ASTM D8381ตรวจความสมบูรณ์แบบไม่ทำลาย
อ่านคู่มือเต็ม →

Parallel Seismic Test คืออะไร?

Parallel Seismic Test (PS Test) คือการทดสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Test) ที่ใช้ประเมินความยาวของเสาเข็มหรือโครงสร้างใต้ดิน (Foundation Depth Assessment) โดยไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้าง (As-Built Drawing) หรือเสาเข็มที่ไม่สามารถเข้าถึงหัวเสาได้

หลักการทดสอบ Parallel Seismic

การทดสอบทำโดยเจาะหลุมสำรวจ (Borehole) ข้างเสาเข็มในระยะ 1–3 เมตร ให้ลึกกว่าความยาวเสาเข็มที่คาดไว้ จากนั้นตอกหรือกระแทกหัวเสาเข็มเพื่อสร้างคลื่นสั่นสะเทือน แล้วรับสัญญาณด้วย Hydrophone หรือ Geophone ที่ลดระดับลงในหลุมสำรวจทีละช่วง บันทึกเวลาที่คลื่นเดินทางถึงในแต่ละระดับความลึก (Travel Time) วิเคราะห์กราฟ Velocity Profile จะพบว่าความเร็วคลื่นเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ณ ตำแหน่งที่คลื่นเดินทางจากเสาเข็มไปสู่ชั้นดินโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับความยาวปลายเสาเข็ม

ข้อดีของ Parallel Seismic Test

  • ประเมินความยาวเสาเข็มได้โดยไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน — ลดความเสียหายต่อโครงสร้างเดิม
  • เหมาะสำหรับเสาเข็มที่หัวเสาเข็มถูกฝังอยู่ใต้ฐานรากหรือพื้นคอนกรีต
  • ใช้กับโครงสร้างทุกประเภท — เสาเข็มคอนกรีต เสาเข็มไม้ เสาเข็มเหล็ก และเสาเข็มเจาะ (Bored Pile)
  • รองรับการประเมินโครงสร้างพิเศษ เช่น เสาตอม่อสะพาน กำแพงกันดิน Sheet Pile และฝายน้ำ
  • ผลการทดสอบแม่นยำสูง เมื่อใช้ร่วมกับข้อมูลชั้นดินจากการเจาะสำรวจ (Soil Boring)

กรณีที่ควรใช้ Parallel Seismic Test

  • งานซ่อมแซมและต่อเติมอาคาร—ต้องทราบความยาวเสาเข็มเดิมก่อนออกแบบเพิ่มโหลด
  • โครงสร้างไม่มีแบบก่อสร้าง (As-Built)—อาคารเก่า สะพาน ท่าเรือ ที่สร้างมานานและสูญหายแบบ
  • ประเมินก่อนรื้อถอนหรือปรับปรุง—ตรวจสอบว่าเสาเข็มเดิมรับน้ำหนักเพิ่มได้หรือไม่
  • งานสะพานและโครงสร้างชลประทาน—ประเมินความลึกของฐานรากในน้ำที่เข้าถึงยาก
  • กรณีพิพาทและคดีวิศวกรรม—ใช้เป็นหลักฐานเชิงเทคนิคในการพิสูจน์ความยาวเสาเข็ม

ความแตกต่างระหว่าง Parallel Seismic และ Seismic PIT

Seismic PIT (Low Strain) ใช้ตรวจสอบ ความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Integrity) ว่ามีรอยแตกหรือข้อบกพร่องหรือไม่ แต่มีข้อจำกัดในการประเมินความยาวของเสาเข็มที่มีอัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลางสูง (L/D > 30) ส่วน Parallel Seismic ออกแบบมาเพื่อ ประเมินความยาว (Length Assessment) โดยเฉพาะ ให้ผลแม่นยำกว่าสำหรับเสาเข็มยาวและโครงสร้างฐานรากที่ซับซ้อน

ตรวจเสาเข็มอาคารเดิม (Existing Foundation Assessment)

ASTM D8381 · มยผ.1551-51ตรวจความสมบูรณ์แบบไม่ทำลาย
อ่านคู่มือเต็ม →

ตรวจเสาเข็มอาคารเดิม คืออะไร?

บริการตรวจฐานรากและเสาเข็มของอาคารที่ใช้งานอยู่ สำหรับกรณีซื้อโรงงานหรือโกดังมือสอง ต่อเติมอาคาร เพิ่มน้ำหนักบรรทุก หรืออาคารที่ไม่มีแบบก่อสร้าง SPN จัดชุดการตรวจให้ตอบคำถามของโครงการโดยตรง แทนการทดสอบทุกอย่าง — เริ่มจากวิศวกรเดินสำรวจสภาพ ขุดหลุมสำรวจเปิดฐานรากในจุดตัวแทน แล้วเลือกวิธีทดสอบที่จำเป็น

ชุดการตรวจที่ใช้บ่อย

สิ่งที่ได้รับ

รายงานสภาพฐานราก ความยาวและความสมบูรณ์ของเสาเข็มในจุดตัวแทน กำลังรับน้ำหนักที่ประเมินได้ และข้อแนะนำสำหรับการต่อเติมหรือเสริมฐานราก รับรองโดยวิศวกร ใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อขายหรือออกแบบต่อเติมได้

งานทดสอบเฉพาะทาง (Special Testing)

Pile Bending Test — ทดสอบโมเมนต์ดัดเสาเข็ม

Proof Load ตามข้อกำหนดโครงการงานทดสอบเฉพาะทาง
ขอใบเสนอราคา →

Pile Bending Test คืออะไร?

Pile Bending Test คือการทดสอบกำลังรับโมเมนต์ดัดของเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูป เช่น เสาเข็มไอ เสาเข็มสี่เหลี่ยม หรือเสาเข็มสปัน โดยวางเสาเข็มบนจุดรองรับสองจุดแบบช่วงเดี่ยว (Simply Supported) แล้วเพิ่มน้ำหนักเป็นขั้น (Step Loading) ด้วยบล็อกคอนกรีตถ่วงน้ำหนักหรือแม่แรงไฮดรอลิก จนถึงโมเมนต์ทดสอบที่กำหนด (Proof Load) พร้อมวัดการแอ่นตัวและตรวจรอยร้าวทุกขั้น

เกณฑ์น้ำหนักทดสอบ

โมเมนต์ทดสอบกำหนดตามข้อกำหนดโครงการหรือวิศวกรผู้ออกแบบ เช่น อ้างอิงเกณฑ์การทดสอบน้ำหนักบรรทุกของ ACI 318-19 บทที่ 27 หรือเกณฑ์ ว.ส.ท. SPN จัดทำรายการคำนวณน้ำหนักถ่วง ตำแหน่งวาง และขั้นการเพิ่มน้ำหนักให้ผู้ออกแบบตรวจก่อนทดสอบ

ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ

  • Load–Deflection Curve—การแอ่นตัวกลางช่วงทุกขั้นน้ำหนัก และการคืนตัวหลังปลดน้ำหนัก
  • Cracking Moment—โมเมนต์ที่เริ่มเกิดรอยร้าวแรก
  • ความกว้างรอยร้าว—วัดเทียบกับเกณฑ์ยอมรับของโครงการ

งานที่ต้องทดสอบแรงดัด

  • เสาเข็มที่ใช้เป็นกำแพงกันดิน ริมคลอง ตลิ่ง และคลองระบายน้ำ ที่รับแรงดัดเป็นหลัก
  • ตรวจรับเสาเข็มสำเร็จรูป ก่อนนำไปใช้งานตามข้อกำหนดโครงการ
  • เสาเข็มที่สงสัยว่าเสียหาย จากการยก ขนย้าย หรือกองเก็บ
แผนภาพการทดสอบโมเมนต์ดัดเสาเข็ม (Pile Bending Test) เสาเข็มวางบนจุดรองรับสองจุดแบบช่วงเดี่ยว บล็อกคอนกรีตถ่วงน้ำหนักวางซ้อนกลางช่วงเพิ่มทีละขั้น Dial Gauge วัดการแอ่นตัวใต้กึ่งกลางช่วง บล็อกคอนกรีตถ่วงน้ำหนัก — เพิ่มทีละขั้น (Step Loading) เสาเข็มทดสอบ จุดรองรับ จุดรองรับ Dial Gauge วัดการแอ่นตัว ช่วงทดสอบ (Span) — กำหนดตามแบบและโมเมนต์ทดสอบ
แผนภาพหลักการ Pile Bending Test — น้ำหนักถ่วงวางกลางช่วง เพิ่มทีละขั้น (แถบประสีส้ม = ขั้นถัดไป) วัดการแอ่นตัวและตรวจรอยร้าวทุกขั้น

ผลทดสอบที่เชื่อถือได้

รายงานการทดสอบเสาเข็มทุกฉบับรับรองโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ใช้ประกอบการออกแบบโครงสร้างและยื่นขออนุญาตก่อสร้าง/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที

  • รายงาน PDA / CAPWAP Analysis
  • Load-Settlement Curve / Load Transfer Curve
  • Load–Deflection Curve (Lateral · Bending)
  • ผล Pile Integrity Evaluation
  • ข้อแนะนำวิศวกรรมฐานราก
  • รับรองโดยวิศวกร
20+
ปีประสบการณ์
12
บริการทดสอบ
ASTM
มาตรฐานสากล
100%
รับรองวิศวกร
ราคาและพื้นที่

ทดสอบเสาเข็มราคาเริ่มต้นเท่าไหร่ และ SPN รับงานพื้นที่ไหนบ้าง?

ราคาทดสอบเสาเข็มปี 2026 แบ่งตามวิธี: Seismic Integrity Test ประมาณ 100–150 บาท/ต้น, Dynamic Load Test (PDA) เริ่มต้นประมาณ 5,500 บาท/ต้น และ Static Load Test 50,000–150,000+ บาท/ต้น ทีมทดสอบออกหน้างานทั่วประเทศจากสำนักงานที่สมุทรปราการ

ราคาเริ่มต้น ปี 2026

ราคาเริ่มต้นการทดสอบเสาเข็มแต่ละวิธี ปี 2026
วิธีทดสอบใช้ตรวจอะไรราคาเริ่มต้น
Seismic Integrity Test (PIT)ความสมบูรณ์ของเนื้อเสาเข็ม — ตรวจได้ทุกต้น~100–150 บาท/ต้น
Dynamic Load Test (PDA)กำลังรับน้ำหนัก ประเมินจากคลื่นความเค้นเริ่ม ~5,500 บาท/ต้น
Static Load Test (Kentledge / Anchor Pile)กำลังรับน้ำหนักโดยตรง ตามน้ำหนักทดสอบ50,000–150,000+ บาท/ต้น
CSL · Parallel Seismic · Side Echo · Tension · Lateralตามจำนวนต้นและข้อกำหนดโครงการขอใบเสนอราคา
Instrumented SLT · ตรวจเสาเข็มอาคารเดิม · Bendingตามขอบเขตงานและจำนวนจุดทดสอบขอใบเสนอราคา

ราคาเริ่มต้นโดยประมาณ Seismic Test มีค่าบริการขั้นต่ำต่อการเข้าหน้างาน 1 ครั้ง ราคา PDA ขึ้นกับขนาดเสาเข็มและตุ้มน้ำหนักที่ต้องใช้ ส่วน Static Load Test ขึ้นกับน้ำหนักทดสอบสูงสุดและระบบค้ำยัน (Kentledge / เสาเข็มสมอ) ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน — ดูปัจจัยราคาและตัวอย่างการคิดที่ ราคาทดสอบเสาเข็ม ปี 2026

พื้นที่ให้บริการ

ทีมทดสอบเสาเข็มของ SPN พร้อมอุปกรณ์ PDA, Seismic และชุด Static Load Test ออกปฏิบัติงานจากสำนักงานที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ครอบคลุมพื้นที่ต่อไปนี้เป็นประจำ

  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล — สมุทรปราการ (สำนักงานที่ อ.บางเสาธง) นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม — ออกหน้างานได้เร็วที่สุด ค่าเดินทางเริ่มต้นต่ำสุด
  • ภาคตะวันออก / EEC — ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี — โรงงาน คลังสินค้า และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงนิคมปิโตรเคมี จ.ระยอง
  • ภาคกลาง — พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี — งานสะพาน ถนน โรงงาน และเขื่อน
  • ทั่วประเทศ 77 จังหวัด — รวมงานในแม่น้ำ ทะเล (Offshore) และพื้นที่พิเศษ ค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

ตัวอย่างงานจริงในแกลเลอรีด้านบน: PDA เสาเข็มเจาะโครงการขนาดใหญ่และในนิคมอุตสาหกรรม · Static Load Test ระบบ Kentledge · Seismic Test ทั้งโครงการ · Lateral Load Test เสาเข็มสปัน

ส่งพิกัดหน้างาน รับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.
FAQ

คำถามที่พบบ่อย เรื่องทดสอบเสาเข็ม

ขึ้นกับวิธีทดสอบและข้อกำหนดของวิศวกรผู้ออกแบบ แนวปฏิบัติที่พบบ่อยคือ Seismic Integrity Test ตรวจทุกต้นหรือเกือบทุกต้น ส่วน Dynamic Load Test (PDA) สุ่มราว 1–2% ของจำนวนเสาเข็มทั้งหมดและไม่น้อยกว่า 1 ต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโครงการ) อาคารขนาดเล็กอาจทดสอบ 2–3 ต้น อาคารขนาดใหญ่อาจต้องการมากกว่านั้น

ทำได้กับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงตอก เสาเข็มเจาะหล่อกับที่ เสาเข็มเหล็ก และเสาเข็มไม้ ทีมวิศวกรจะแนะนำวิธีที่เหมาะสมตามประเภทเสาเข็ม

การทดสอบ 1 ต้นใช้เวลา 1–3 วัน ขึ้นกับโปรโตคอลการทดสอบ (Quick Test หรือ Slow Maintained Load) รวมเวลาเตรียมอุปกรณ์และติดตั้งน้ำหนักอีก 1–2 วัน

Seismic Test บอกได้เฉพาะความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (ว่ามีรอยแตก หักงอ หรือหัก) ไม่สามารถระบุกำลังรับน้ำหนักได้ หากต้องการกำลังรับน้ำหนักต้องทำ Dynamic หรือ Static Load Test

ได้ครับ รายงานทดสอบเสาเข็มของ SPN รับรองโดยวิศวกร (ใบอนุญาต กว.) ใช้ประกอบการยื่นขออนุญาตก่อสร้างได้ทันที

CSL คือการทดสอบคุณภาพคอนกรีตภายในเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) โดยส่งคลื่นอัลตราโซนิกระหว่างท่อที่ฝังไว้ล่วงหน้า วิเคราะห์ความเร็วคลื่นเพื่อหาตำแหน่งที่คอนกรีตมีโพรงหรือคุณภาพต่ำ ตามแนวทาง ASTM D6760-16 (ถูกถอนปี 2025) และแนวปฏิบัติ ACI PRC-228.2

การทดสอบแรงดึงเสาเข็ม (ASTM D3689) คือการออกแรงดึงขึ้นบนหัวเสาเข็มเพื่อหากำลังรับแรงดึงสูงสุด ใช้กับโครงสร้างที่รับแรงยก เช่น หอคอยสายส่งไฟฟ้า ท่าเทียบเรือ และอาคารรับแรงลมสูง

ใช้ทดสอบกำลังรับแรงด้านข้างของเสาเข็ม (ASTM D3966) เหมาะสำหรับเสาเข็มสะพาน ท่าเทียบเรือ โครงสร้างกันดิน และอาคารในพื้นที่แผ่นดินไหว โดยวัด Lateral Deflection ที่แต่ละระดับโหลด

Parallel Seismic Test (ASTM D8381) คือการทดสอบแบบไม่ทำลายเพื่อประเมินความยาวของเสาเข็มหรือโครงสร้างใต้ดิน โดยไม่ต้องขุดเปิดหน้างาน เหมาะสำหรับโครงสร้างเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้าง อาคารที่ต้องการต่อเติม สะพาน และโครงสร้างชลประทานที่เข้าถึงยาก

Seismic PIT (Low Strain) ใช้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Integrity) ว่ามีรอยแตกหรือข้อบกพร่องหรือไม่ แต่มีข้อจำกัดสำหรับเสาเข็มยาว ส่วน Parallel Seismic ออกแบบมาเพื่อประเมินความยาวเสาเข็ม (Length Assessment) โดยเฉพาะ ให้ผลแม่นยำกว่าสำหรับเสาเข็มที่มี L/D สูงและโครงสร้างที่ซับซ้อน

Seismic PIT ใช้คลื่นจากการเคาะหัวเสาเข็ม เหมาะกับเสาเข็มทุกประเภท รวดเร็วและราคาต่ำ แต่ความละเอียดต่ำกว่า CSL ส่วน CSL ใช้ท่อที่ฝังไว้ล่วงหน้า ให้ผลแม่นยำสูงกว่า เหมาะกับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่ต้องการผลละเอียด

ราคาขึ้นกับวิธีทดสอบ จำนวนต้น และน้ำหนักทดสอบ โดย Seismic Integrity Test ประหยัดที่สุด ราคาประมาณ 100–150 บาท/ต้น เหมาะกับการตรวจทุกต้น Dynamic Load Test (PDA) เริ่มต้นประมาณ 5,500 บาท/ต้น และ Static Load Test ประมาณ 50,000–150,000+ บาท/ต้น ตามขนาดน้ำหนักทดสอบ ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ราคาทดสอบเสาเข็ม ปี 2026 หรือติดต่อขอใบเสนอราคาฟรีที่ 064-746-9601

รับครับ ทีมทดสอบเสาเข็มออกหน้างานทั่วประเทศ 77 จังหวัด จากสำนักงานที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ จึงเข้าหน้างานกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้เร็วที่สุด และมีผลงานต่อเนื่องในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก/EEC (ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี) และภาคกลาง (พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี) เข้าทำงานในนิคมได้ตามระเบียบความปลอดภัยของแต่ละแห่ง ค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

Static Load Test ธรรมดาบอกได้เฉพาะกำลังรับน้ำหนักรวมและการทรุดตัวที่หัวเสาเข็ม ส่วน Instrumented Static Load Test ติดตั้ง Strain Gauge หลายระดับตามความยาวเสาเข็มตั้งแต่ก่อนหล่อ ทำให้แยกได้ว่าแรงต้านมาจากแรงเสียดทานผิวของแต่ละชั้นดินและแรงแบกทานที่ปลายเข็มเท่าไหร่ (Load Transfer Curve) เหมาะกับโครงการที่มีเสาเข็มจำนวนมากหรือต้องการยืนยันพารามิเตอร์ออกแบบ ต้องวางแผนติดตั้งเกจก่อนหล่อเสาเข็ม

ได้ครับ ใช้ Parallel Seismic Test (ASTM D8381) หาความยาวเสาเข็มเดิมโดยไม่ต้องเปิดหัวเข็ม ร่วมกับการขุดหลุมสำรวจเปิดฐานราก Seismic Integrity Test เมื่อเปิดหัวเข็มได้ (หรือ Side Echo Test เมื่อมีฐานรากทับหัวเข็ม) การทดสอบคอนกรีตแบบไม่ทำลาย และเจาะสำรวจดิน เพื่อประเมินกำลังรับน้ำหนักก่อนซื้ออาคารหรือต่อเติม

ได้ครับ ใช้ Side Echo Test ซึ่งพัฒนามาจาก Seismic Integrity Test ทั่วไป โดยขุดเปิดหลุมข้างฐานรากแล้วติดหัววัดสัญญาณที่ผิวด้านข้างของเสาเข็มแทนการติดที่หัวเข็ม ใช้ประเมินความสมบูรณ์ของเสาเข็มใต้ฐานรากหรือโครงสร้างเดิม และประเมินความยาวเสาเข็มได้ในกรณีที่พบสัญญาณสะท้อนกลับที่ปลายเข็มอย่างชัดเจน หากต้องการยืนยันความยาวเสาเข็มโดยตรงแนะนำ Parallel Seismic Test (ASTM D8381)

ใช้ตรวจว่าเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูปรับโมเมนต์ดัดได้ตามที่ออกแบบ โดยวางเสาเข็มบนจุดรองรับสองจุดแล้วเพิ่มน้ำหนักถ่วงเป็นขั้นจนถึงโมเมนต์ทดสอบ วัดการแอ่นตัวและรอยร้าวทุกขั้น มักใช้กับเสาเข็มที่ทำหน้าที่กำแพงกันดิน ริมคลองและตลิ่ง หรือการตรวจรับเสาเข็มสำเร็จรูป น้ำหนักทดสอบกำหนดตามข้อกำหนดโครงการหรือวิศวกรผู้ออกแบบ