ใครกำหนดจำนวนเสาเข็มที่ต้องทดสอบ?

วิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด โดยระบุไว้ในข้อกำหนดโครงการ (Specification) และแบบก่อสร้าง ก่อนดูตัวเลขใด ๆ ให้เข้าใจลำดับความสำคัญของเอกสารที่มีผลบังคับจริงดังนี้:

  1. ข้อกำหนดโครงการ (Specification) และแบบก่อสร้าง — วิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนดจำนวนและวิธีทดสอบ ถือเป็นข้อบังคับของสัญญา
  2. ข้อกำหนดของหน่วยงานเจ้าของงาน — งานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือนิคมอุตสาหกรรม มักมีเกณฑ์ของตัวเอง
  3. มาตรฐานอ้างอิง — เช่น มยผ. 1251 (Static Load Test), มยผ.1252-51 (Dynamic Load Test), มยผ.1551-51 (Seismic/Integrity Test) และมาตรฐาน ASTM มาตรฐานเหล่านี้กำหนด "วิธีทดสอบ" เป็นหลัก ส่วนจำนวนต้นให้เป็นดุลยพินิจของผู้ออกแบบ

ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดของคำถาม "ต้องทดสอบกี่ต้น" คือ เปิดสเปคโครงการของคุณ ตัวเลขในบทความนี้เป็นแนวปฏิบัติที่พบบ่อย ใช้วางแผนงบประมาณเบื้องต้นเท่านั้น

วิศวกร SPN ระบุตำแหน่งเสาเข็มที่เลือกทดสอบกลางไซต์งานจริง เพื่อกระจายจุดทดสอบให้ครอบคลุมทั้งผังอาคาร
การเลือกและระบุตำแหน่งเสาเข็มที่จะทดสอบกลางไซต์งานจริง — กระจายจุดทดสอบให้ครอบคลุมทั้งผังอาคาร (ภาพ: SPN Soil Engineering)

แต่ละวิธีทดสอบกี่ต้น? แนวปฏิบัติที่พบบ่อย

คำตอบสั้น: Seismic Integrity Test มักทดสอบทุกต้นหรือเกือบทุกต้น PDA สุ่มราว 1–2% ของเสาเข็มทั้งหมด (ไม่น้อยกว่า 1 ต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโครงการ) ส่วน Static Load Test ทดสอบน้อยกว่า PDA แต่ไม่น้อยกว่า 1 ต้นต่อชนิด/ขนาดเสาเข็ม

ตารางต่อไปนี้เป็นแนวปฏิบัติที่พบบ่อยในข้อกำหนดโครงการ ใช้วางแผนงบประมาณเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อบังคับ — จำนวนจริงให้ยึดตามสเปคและวิศวกรผู้ออกแบบ (ยังไม่คุ้นแต่ละวิธี อ่านก่อนได้ที่ วิธีทดสอบเสาเข็มมีกี่แบบ? และ Seismic Integrity Test คืออะไร):

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทการทดสอบจำนวนที่พบบ่อยในข้อกำหนดโครงการ*เหตุผล
Seismic Integrity Test
(มยผ.1551-51 / ASTM D5882-16 ถูกถอนปี 2025)
ทุกต้น (100%) หรือเกือบทุกต้น โดยเฉพาะเสาเข็มเจาะราคาต่อต้นต่ำ ทดสอบเร็ว คัดกรอง defect ได้ทั้งโครงการ
Dynamic Load Test (PDA)
(มยผ.1252-51 / ASTM D4945)
สุ่มเป็นสัดส่วนของจำนวนเข็มทั้งหมด (มักระดับ ~1–2% และไม่น้อยกว่า 1 ต้น)ยืนยันกำลังรับน้ำหนักด้วยต้นทุนต่ำกว่า Static
Static Load Test
(มยผ. 1251 / ASTM D1143)
สุ่มจำนวนน้อยกว่า PDA (มักไม่น้อยกว่า 1 ต้นต่อชนิด/ขนาดเสาเข็ม)ค่าใช้จ่ายสูง ใช้เป็นการทดสอบอ้างอิงหลัก

* ตัวเลขเป็นแนวปฏิบัติที่พบบ่อย ไม่ใช่ข้อบังคับ — จำนวนจริงให้ยึดตามข้อกำหนดโครงการและวิศวกรผู้ออกแบบ

ภาพด้านล่างแปลงตารางเป็นผังฐานรากตัวอย่าง: หัวเสาเข็มสีฟ้าคือ Seismic ทุกต้น วงส้มคือ PDA ที่สุ่มกระจายคนละมุมของผัง และกรอบกรมท่าคือ Static บนต้นตัวแทนของเสาเข็มแต่ละขนาด ด้านขวาเป็นตัวอย่างคำนวณด้วยค่าสมมติ เสาเข็ม 600 ต้น × 1–2% จะได้ PDA ประมาณ 6–12 ต้น

ผังฐานรากเชิงแนวคิดแสดงว่าแต่ละวิธีทดสอบเสาเข็มมักทดสอบกี่ต้น: Seismic ทุกต้นหรือเกือบทุกต้น PDA สุ่มเป็นสัดส่วน และ Static บนต้นตัวแทน พร้อมตัวอย่างคำนวณด้วยค่าสมมติ แผนภาพสองช่องเรียงซ้ายขวา ช่องซ้ายเป็นผังฐานรากเชิงแนวคิดที่แสดงเพียงบางส่วนของอาคาร มีเส้นกริดเสาห้าแนวตั้งกับสามแนวนอน ฐานรากริมผังเป็นฐานรากเสาเข็มสองต้นขนาดเล็ก ฐานรากใต้เสาหลักกลางผังสามจุดเป็นฐานรากเสาเข็มสี่ต้นขนาดใหญ่ หัวเสาเข็มทุกต้นระบายสีฟ้า หมายถึงทดสอบ Seismic Integrity Test ทุกต้นหรือเกือบทุกต้น มีเสาเข็มสี่ต้นที่กระจายอยู่คนละมุมของผังล้อมด้วยวงสีส้ม หมายถึงสุ่มทดสอบ Dynamic Load Test หรือ PDA เป็นสัดส่วน และมีเสาเข็มสองต้นล้อมด้วยกรอบสี่เหลี่ยมสีกรมท่า หมายถึง Static Load Test บนต้นตัวแทน ต้นหนึ่งเป็นเสาเข็มขนาดเล็กริมผัง อีกต้นเป็นเสาเข็มขนาดใหญ่ใต้เสาหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทุกขนาด มีหมายเหตุว่าจำนวนต้นในภาพไม่ใช่สัดส่วนจริง ช่องขวาเป็นตัวอย่างคำนวณด้วยค่าสมมติ โครงการมีเสาเข็มขนาดเล็ก 450 ต้นและขนาดใหญ่ 150 ต้น รวม 600 ต้น Seismic ทดสอบทุกต้นหรือเกือบทุกต้น คือประมาณ 600 ต้น PDA ที่ระดับที่พบบ่อยราวร้อยละ 1 ถึง 2 ได้ประมาณ 6 ถึง 12 ต้น ไม่น้อยกว่า 1 ต้นและครอบคลุมทั้งสองขนาด Static Load Test ทดสอบน้อยกว่า PDA ไม่น้อยกว่า 1 ต้นต่อชนิดหรือขนาดเสาเข็ม จึงอย่างน้อย 2 ต้น กรอบหมายเหตุระบุว่าตัวเลขเป็นแนวปฏิบัติที่พบบ่อย ไม่ใช่ข้อบังคับ แถบล่างสรุปสามข้อ เปิดข้อกำหนดโครงการก่อน ขั้นต่ำอย่างน้อย 1 ต้นต่อชนิดหรือขนาดเสาเข็ม และวิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนดจำนวนและตำแหน่งจริง ทดสอบกี่ต้น? ทุกต้น → สุ่มเป็นสัดส่วน → ต้นตัวแทน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ผังฐานราก (ภาพเชิงแนวคิด) บางส่วนของผัง · จำนวนต้นในภาพไม่ใช่สัดส่วนจริง 1 2 3 4 5 A B C ฐานรากใต้เสาหลัก 3 จุด · เข็ม L Seismic ทุกต้น / เกือบทุกต้น PDA สุ่มเป็นสัดส่วน Static ต้นตัวแทน ทุกขนาด ขนาดเข็ม เล็ก (S) · ใหญ่ (L) ตัวอย่างคำนวณ (ค่าสมมติ) เข็ม S 450 ต้น + เข็ม L 150 ต้น รวม N = 600 ต้น Seismic Integrity Test ทุกต้น (100%) หรือเกือบทุกต้น → ประมาณ 600 ต้น Dynamic Load Test (PDA) 600 × ~1–2% ไม่น้อยกว่า 1 ต้น · ครอบคลุม S และ L → ประมาณ 6–12 ต้น Static Load Test จำนวนน้อยกว่า PDA ≥ 1 ต้นต่อชนิด/ขนาด (S + L) → อย่างน้อย 2 ต้น แนวปฏิบัติที่พบบ่อย ไม่ใช่ข้อบังคับ จำนวนจริงยึดตามสเปคโครงการ และวิศวกรผู้ออกแบบ 1 เปิดสเปคโครงการก่อน ตัวเลขนี้ใช้วางแผนงบเบื้องต้น 2 ขั้นต่ำอย่างน้อย 1 ต้น ต่อชนิด/ขนาดเสาเข็ม 3 ผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด จำนวนและตำแหน่งจริง
ผังฐานรากเชิงแนวคิด: Seismic Integrity Test ทุกต้นหรือเกือบทุกต้น, PDA สุ่มราว 1–2% (ไม่น้อยกว่า 1 ต้น) และ Static Load Test บนต้นตัวแทนอย่างน้อย 1 ต้นต่อชนิด/ขนาดเสาเข็ม — ตัวอย่างคำนวณใช้ค่าสมมติ N = 600 ต้น ตัวเลขเป็นแนวปฏิบัติที่พบบ่อย ไม่ใช่ข้อบังคับ จำนวนและตำแหน่งจริงให้วิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด

วิศวกรใช้ปัจจัยอะไรกำหนดจำนวนต้นทดสอบ?

ปัจจัยหลักมี 4 ข้อ ได้แก่ ชนิดเสาเข็ม ขนาดและความสำคัญของอาคาร ความแปรปรวนของชั้นดิน และผลการทดสอบต้นแรก ๆ ยิ่งความเสี่ยงสูง จำนวนต้นทดสอบก็มักมากขึ้น

1. ชนิดเสาเข็ม

  • เสาเข็มเจาะ (Bored Pile) — หล่อในที่ มองไม่เห็นเนื้อคอนกรีตใต้ดิน ความเสี่ยงเรื่องความสมบูรณ์สูงกว่า จึงมักกำหนด Seismic Test ทุกต้น
  • เสาเข็มตอก (Driven Pile) — ผลิตจากโรงงานที่ควบคุมคุณภาพได้ แต่มีความเสี่ยงแตกร้าวจากการตอก จึงมักสุ่ม Seismic Test ร่วมกับการตรวจ blow count ระหว่างตอก

2. ขนาดและความสำคัญของอาคาร

อาคารสูง อาคารสาธารณะ หรือโครงสร้างที่รับน้ำหนักมาก มักกำหนดสัดส่วนการทดสอบสูงกว่าบ้านพักอาศัยทั่วไป และมักกำหนดให้มี Static Load Test อย่างน้อย 1 ต้น

3. ความแปรปรวนของชั้นดิน

ถ้าผลเจาะสำรวจดินแสดงว่าชั้นดินในพื้นที่โครงการแปรปรวนมาก วิศวกรอาจเพิ่มจำนวนต้นทดสอบ และกระจายตำแหน่งทดสอบให้ครอบคลุมทุกโซน อยากเข้าใจว่าข้อมูลชั้นดินมาจากไหน ดูได้ที่ ทำไมต้องเจาะสำรวจดินก่อนสร้าง

4. ผลการทดสอบต้นแรก ๆ

หากพบผลผิดปกติ เช่น Seismic Test เจอสัญญาณคอคอด (necking) หรือ PDA ให้ค่ากำลังต่ำกว่าที่ออกแบบ วิศวกรมักสั่ง เพิ่มจำนวนต้นทดสอบ รอบ ๆ ต้นที่มีปัญหา เพื่อหาขอบเขตของปัญหา

📋 Seismic บอกความสมบูรณ์ · PDA/Static บอกกำลัง

เข้าใจง่าย ๆ ว่า Seismic Integrity Test ตอบว่า "เนื้อเสาเข็มสมบูรณ์ไหม" ส่วน PDA และ Static Load Test ตอบว่า "รับน้ำหนักได้จริงตามออกแบบไหม" โครงการส่วนใหญ่จึงใช้ทั้งสองกลุ่มร่วมกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เลือกต้นไหนมาทดสอบ? หลักการกระจายตำแหน่ง

ต้นที่ควรเลือกทดสอบคือต้นที่เป็นตัวแทนของทั้งโครงการ และต้นที่เสี่ยงที่สุด สิ่งสำคัญกว่า "จำนวน" คือ "การเลือกต้นให้เป็น" หลักการที่วิศวกรใช้เลือกต้นทดสอบ:

  • กระจายให้ครอบคลุมทั้งผังอาคารและทุกโซนของชั้นดิน ไม่กระจุกอยู่มุมเดียว
  • เลือกต้นที่รับน้ำหนักมาก หรือต้นใต้เสาหลักของโครงสร้าง
  • รวมต้นที่มีบันทึกผิดปกติระหว่างก่อสร้าง เช่น ตอกยาก คอนกรีตยุบ ระดับปลายเข็มไม่ถึงชั้นดินที่ออกแบบ
  • ครอบคลุมทุกชนิด/ขนาดเสาเข็มที่ใช้ในโครงการ

แบบจำลองด้านล่างรวมหลักการทั้ง 4 ข้อไว้ในผังเดียว: ต้นที่เลือกกระจายทั้งโซน A และโซน B ซึ่งชั้นดินต่างกัน มีต้นใต้เสาหลักที่รับน้ำหนักมาก ต้นที่ปักธงแดงเพราะปลายเข็มไม่ถึงชั้นที่ออกแบบ และต้นตัวแทนของเสาเข็มทั้งสองขนาด

แบบจำลอง 3 มิติเชิงแนวคิด แสดงหลักการเลือกเสาเข็มต้นที่จะทดสอบ PDA และ Static Load Test ในผังเสาเข็ม หลังคัดกรองทุกต้นด้วย Seismic Integrity Test ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของพื้นที่ฐานรากหลังตอกหรือเจาะเสาเข็มเสร็จ บนก้อนดินที่ตัดหน้าให้เห็นชั้นดินเหนียวอ่อนทับชั้นทราย ผังแบ่งเป็นโซน A ทางซ้ายและโซน B ทางขวา โซน B มีชั้นดินอ่อนหนากว่า เสาเข็มแถวหน้าในโซน B จึงยาวกว่า เสาเข็มเป็นกลุ่มตามตำแหน่งเสา ฐานรากริมผังเป็นกลุ่มเสาเข็มสองต้นขนาดเล็ก ส่วนกลางผังมีกลุ่มเสาเข็มสี่ต้นขนาดใหญ่สองกลุ่มใต้เสาหลักที่รับน้ำหนักมาก มีลูกศรน้ำหนักขนาดใหญ่กดลงแสดงไว้ หัวเสาเข็มทุกต้นระบายสีฟ้า หมายถึงคัดกรองความสมบูรณ์ด้วย Seismic Integrity Test ทุกต้นหรือเกือบทุกต้นแล้ว เสาเข็มที่ล้อมด้วยวงสีส้มคือต้นที่เลือกทดสอบ PDA ได้แก่ ต้นมุมหลังซ้าย ต้นในโซน B ต้นใต้เสาหลัก และต้นแถวหน้าที่มีธงสีแดงเพราะมีบันทึกผิดปกติระหว่างก่อสร้าง ในหน้าตัดดินเห็นว่าปลายของเสาเข็มต้นนี้หยุดอยู่ในชั้นดินอ่อน ไม่ถึงชั้นทรายตามที่ออกแบบ เสาเข็มที่ล้อมด้วยกรอบสี่เหลี่ยมสีกรมท่าคือต้นตัวแทนสำหรับ Static Load Test ต้นหนึ่งเป็นเสาเข็มขนาดใหญ่ใต้เสาหลัก อีกต้นเป็นเสาเข็มขนาดเล็กในโซน B เพื่อครอบคลุมทุกขนาด แต่ละจุดมีป้ายหมายเลขหนึ่งถึงสี่โยงกับกรอบด้านขวา ซึ่งสรุปหลักการเลือกต้นทดสอบ หนึ่ง กระจายให้ครอบคลุมทั้งผังและทุกโซน ไม่กระจุกมุมเดียว สอง เลือกต้นที่รับน้ำหนักมากหรือต้นใต้เสาหลัก สาม รวมต้นที่มีบันทึกผิดปกติ เช่น ตอกยาก คอนกรีตยุบ หรือปลายเข็มไม่ถึงชั้นดินที่ออกแบบ สี่ ครอบคลุมทุกชนิดและขนาดเสาเข็ม ตามด้วยลำดับที่คุ้มงบ คือ Seismic คัดกรองก่อน แล้วเลือกต้นเสี่ยงหรือรับน้ำหนักมากไปทดสอบ PDA และทำ Static เท่าที่สเปคกำหนด และหมายเหตุว่าจำนวนและตำแหน่งจริงให้วิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด ภาพนี้เป็นภาพเชิงแนวคิด ไม่ใช่ผังเสาเข็มจริง แบบจำลอง 3 มิติ (3D): เลือกเสาเข็มต้นไหนไปทดสอบ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ผังเสาเข็มหลังตอก/เจาะเสร็จ แบ่ง 2 โซนตามชั้นดิน · เสาเข็ม 2 ขนาด โซน A โซน B เสาหลัก รับน้ำหนักมาก 2 1 1 4 4 2 3 บันทึกผิดปกติ (ธงแดง) ปลายเข็มไม่ถึงชั้นที่ออกแบบ โซน B ดินอ่อนหนากว่า เข็มจึงยาวกว่า ดินเหนียวอ่อน ชั้นทราย หัวฟ้า Seismic ทุกต้น/เกือบทุกต้น วงส้ม เลือกทดสอบ PDA กรอบกรมท่า Static ต้นตัวแทน ธงแดง บันทึกระหว่างก่อสร้างผิดปกติ เลือกต้นไหนทดสอบ? หลัง Seismic คัดกรองทั้งโครงการแล้ว 1 กระจายทั่วผัง · ทุกโซน ไม่กระจุกอยู่มุมเดียว 2 ต้นรับน้ำหนักมาก ใต้เสาหลักของโครงสร้าง 3 ต้นมีบันทึกผิดปกติ ตอกยาก · คอนกรีตยุบ ปลายไม่ถึงชั้นดินที่ออกแบบ 4 ครบทุกชนิด/ขนาดเสาเข็ม ที่ใช้ในโครงการ (S และ L) ลำดับที่คุ้มงบ ① Seismic คัดกรองทั้งโครงการก่อน ② ต้นเสี่ยง/รับน้ำหนักมาก → PDA ③ Static เท่าที่สเปคกำหนด ผลต้นแรก ๆ ผิดปกติ? ทดสอบเพิ่มรอบ ๆ เพื่อหาขอบเขต จำนวน/ตำแหน่งจริง วิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด ภาพเชิงแนวคิด · ไม่ใช่ผังเสาเข็มจริง
แบบจำลอง 3 มิติเชิงแนวคิด: หลัง Seismic คัดกรองทั้งโครงการ วิศวกรเลือกต้นทดสอบ PDA และ Static โดยกระจายทุกโซน เน้นต้นใต้เสาหลักที่รับน้ำหนักมาก ต้นที่มีบันทึกผิดปกติ และต้นตัวแทนของเสาเข็มทุกขนาด — ภาพไม่ใช่ผังเสาเข็มจริง จำนวนและตำแหน่งจริงให้วิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด

วางแผนจำนวนทดสอบอย่างไรให้คุ้มงบ?

วิธีที่คุ้มงบที่สุดคือทดสอบเป็นลำดับ ไม่ใช่ทำทุกวิธีกับทุกต้น แนวทางที่ช่วยให้ทดสอบครบตามสเปคโดยไม่บานปลาย:

  1. เริ่มจาก Seismic Integrity Test คัดกรองความสมบูรณ์ทั้งโครงการก่อน
  2. เลือกต้นที่เสี่ยงหรือรับน้ำหนักมากไปทำ PDA
  3. เก็บ Static Load Test ไว้เป็นการทดสอบอ้างอิง เฉพาะเท่าที่สเปคกำหนด

ราคาอ้างอิงต่อต้นสำหรับประเมินงบเบื้องต้น: Seismic Integrity Test ประมาณ 100–150 บาท/ต้น, PDA ประมาณ 5,500 บาท/ต้น และ Static Load Test ประมาณ 50,000–150,000+ บาท/ต้น ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน ดูรายละเอียดราคาแต่ละวิธีได้ที่ ราคาทดสอบเสาเข็ม 2026 และวางตารางเวลาทดสอบให้พอดีกับอายุคอนกรีตได้ที่ ทดสอบเสาเข็มได้ตอนอายุคอนกรีตกี่วัน

⚠️ อย่าตัดจำนวนทดสอบเพื่อประหยัดโดยไม่ปรึกษาวิศวกร

การลดจำนวนต้นทดสอบต่ำกว่าที่สเปคกำหนดอาจทำให้งานไม่ผ่านการตรวจรับ หรือมองข้ามเสาเข็มที่มีปัญหา ค่าซ่อมฐานรากภายหลังสูงกว่าค่าทดสอบหลายเท่า หากต้องการปรับแผนทดสอบให้ประหยัด ควรให้วิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้พิจารณาเสมอ

📌 หมายเหตุ

บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทางวิศวกรรม การกำหนดจำนวนเสาเข็มที่ต้องทดสอบ สัดส่วนการสุ่ม และการเลือกต้นทดสอบ ควรเป็นไปตามข้อกำหนดของโครงการและดุลยพินิจของวิศวกรผู้มีใบอนุญาต ช่วงตัวเลขสัดส่วน (เช่น ~1–2% สำหรับ PDA) เป็นแนวปฏิบัติที่พบบ่อย ไม่ใช่ข้อบังคับ

SPN Soil Engineering ให้บริการทดสอบเสาเข็มครบทุกวิธี ทั้ง Seismic Integrity Test, PDA และ Static Load Test ทั่วประเทศ 77 จังหวัด — ดูรายละเอียดที่หน้า บริการทดสอบเสาเข็ม