CSL เป็นวิธีที่วิศวกรเลือกใช้กับเสาเข็มเจาะเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ ที่การทดสอบจากหัวเสาเข็มอย่าง Seismic Integrity Test (Low Strain) ให้ข้อมูลไม่ละเอียดพอสำหรับเนื้อในทั้งหน้าตัด บทความนี้อธิบายว่า CSL ทำงานอย่างไร ต้องเตรียมอะไรล่วงหน้า ตรวจอะไรได้บ้าง สถานะปัจจุบันของมาตรฐาน ASTM D6760 และต่างจาก Seismic Test อย่างไร

แผนภาพหลักการ Cross Hole Sonic Logging แสดงท่อทดสอบฝังในเสาเข็มเจาะ หัวส่งและหัวรับคลื่นเสียง จุดบกพร่องในเนื้อคอนกรีต และ Waterfall Diagram
หลักการ CSL — หัวส่งและหัวรับถูกดึงขึ้นพร้อมกันในท่อคู่หนึ่ง คลื่นที่วิ่งผ่านบริเวณบกพร่องจะช้าลงและอ่อนลง ปรากฏเป็นแถบผิดปกติบน Waterfall Diagram (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

Cross Hole Sonic Logging (CSL) ทำงานอย่างไร?

CSL ทำงานโดยส่งคลื่นเสียงอัลตราโซนิก (Ultrasonic Pulse) จากหัวส่ง (Transmitter) ที่หย่อนลงในท่อหนึ่ง ไปยังหัวรับ (Receiver) ในอีกท่อหนึ่งที่ฝังคู่ขนานกันในเสาเข็ม ระบบจะดึงหัวส่งและหัวรับขึ้นพร้อมกันจากก้นเสาเข็มถึงหัวเสาเข็ม แล้วบันทึกเวลาเดินทางของคลื่น (First Arrival Time) และพลังงานคลื่นที่รับได้ที่ทุกระดับความลึก

หลักการอ่านผลคือ คอนกรีตที่สมบูรณ์นำคลื่นเสียงได้เร็วและแรงสม่ำเสมอ ส่วนบริเวณที่มีโพรง รอยแยก หรือคอนกรีตปนดิน คลื่นจะเดินทางช้าลงและพลังงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลแสดงเป็นภาพ Waterfall Diagram หรือ Contour ตามความลึก จึงระบุได้ทั้งตำแหน่งและระดับความลึกของความบกพร่อง

ค่าที่ใช้ตีความหลักคือความเร็วคลื่น โดยทั่วไปคอนกรีตที่ดีอยู่ที่ประมาณ 3,500–4,500 เมตร/วินาที ถ้าความเร็วลดลงเกิน 10–20% เทียบกับค่าเฉลี่ยของเสาเข็มต้นนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ต้องประเมินเพิ่มเติม เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินจริงต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบตามข้อกำหนดของแต่ละโครงการ

ต้องฝังท่ออะไรไว้ในเสาเข็มก่อนเทคอนกรีต?

CSL ต้องวางแผนตั้งแต่ก่อนเทคอนกรีต เพราะต้องผูกท่อทดสอบ (Access Tube) ซึ่งเป็นท่อเหล็กหรือ PVC ติดกับโครงเหล็กเสริม แล้วหย่อนลงหลุมพร้อมกัน จำนวนท่อขึ้นกับขนาดเสาเข็ม โดยแนวปฏิบัติทั่วไปคือ

  • เสาเข็มเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 0.60 ม. ใช้อย่างน้อย 2 ท่อ
  • เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.60–1.20 ม. ใช้ 3–4 ท่อ
  • เส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 1.20 ม. ใช้ 4 ท่อขึ้นไป

ยิ่งมีท่อมาก ยิ่งได้จำนวนคู่ทดสอบ (Profile) มากขึ้น ครอบคลุมหน้าตัดได้ทั่วถึงกว่า ท่อควรกรอกน้ำให้เต็มเพื่อเป็นตัวกลางส่งคลื่นระหว่างหัวเซนเซอร์กับผนังท่อ และต้องปิดปลายท่อกันคอนกรีตหรือน้ำโคลนเข้าไปอุดระหว่างเท

Ø ไม่เกิน 0.60 ม. 2 ท่อ · 1 คู่ทดสอบ Ø 0.60–1.20 ม. 3–4 ท่อ · ครอบคลุมหน้าตัดมากขึ้น Ø เกิน 1.20 ม. 4 ท่อขึ้นไป · คู่ทดสอบหลายแนว
จำนวนท่อทดสอบ (Access Tube) ยิ่งมาก ยิ่งได้คู่ทดสอบหลายแนวและครอบคลุมหน้าตัดเสาเข็มได้ทั่วถึงกว่า เส้นประคือแนวที่คลื่นเสียงวิ่งข้ามระหว่างท่อ (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

ASTM D6760 ถูกถอนปี 2025 แล้ววันนี้อ้างอิงอะไร?

มาตรฐานที่ใช้กับงาน CSL มายาวนานคือ ASTM D6760-16 (Standard Test Method for Integrity Testing of Concrete Deep Foundations by Ultrasonic Crosshole Testing) อย่างไรก็ตาม ASTM ได้ถอนมาตรฐานฉบับนี้ออกจากสถานะที่ยังใช้งาน (withdrawn) ในปี 2025

⚠️ เข้าใจให้ถูกเรื่องการถอน ASTM D6760

การถอนครั้งนี้เป็นเหตุผลเชิงระเบียบ ไม่ใช่เพราะวิธีทดสอบผิดหรือใช้ไม่ได้ — ASTM กำหนดให้ทบทวนและรับรองมาตรฐานซ้ำภายในรอบ 8 ปี เมื่อ D6760-16 ไม่ได้รับการทบทวนทันรอบ จึงถูกถอนโดยอัตโนมัติ ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐาน ASTM ฉบับใหม่ออกมาแทนโดยตรง และมีการเปิด work item เพื่อพิจารณานำกลับมาใช้ใหม่

ในทางปฏิบัติ วิศวกรและผู้ทดสอบยังใช้ขั้นตอนตาม D6760-16 เป็นแนวทางหลัก ควบคู่กับ ACI 228.2R (Report on Nondestructive Test Methods for Evaluation of Concrete in Structures) ซึ่งครอบคลุมวิธี crosshole sonic logging ในเชิงคำแนะนำ และข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละโครงการหรือเจ้าของงาน

สิ่งที่ควรทำเมื่อเขียนสเปกหรือทำ TOR วันนี้คือ ระบุให้ชัดว่าอ้างอิง "ขั้นตอนตาม ASTM D6760-16 (withdrawn 2025)" แทนการเขียนลอย ๆ ว่า "ตาม ASTM D6760" เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งภายหลังว่าอ้างมาตรฐานที่ไม่มีสถานะแล้ว และควรระบุเกณฑ์ยอมรับ (acceptance criteria) ไว้ในสเปกโดยตรง

Cross Hole Sonic Logging ใช้เมื่อไหร่?

CSL ใช้เมื่อเสาเข็มเป็นเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ หรือเป็นเสาเข็มสำคัญที่ต้องการความมั่นใจสูงในความสมบูรณ์ของเนื้อคอนกรีตทั้งหน้าตัด ซึ่ง Seismic Integrity Test แบบ Low Strain ให้ข้อมูลไม่ละเอียดพอ กรณีที่นิยมใช้ CSL ได้แก่

  • เสาเข็มเจาะเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ประมาณ 0.80–1.00 ม. ขึ้นไป ที่คลื่นจาก Seismic Test กระจายจนตีความยาก
  • เสาเข็มเจาะที่ยาวมากจนสัญญาณ Low Strain สะท้อนกลับไม่ชัดถึงปลาย
  • เสาเข็มของโครงสร้างสำคัญ เช่น สะพาน อาคารสูง หรือฐานรากที่รับน้ำหนักมาก
  • เสาเข็มที่พบปัญหาระหว่างเทคอนกรีต เช่น คอนกรีตไหลไม่ต่อเนื่อง หรือสงสัยเรื่องคุณภาพส่วนผสม

เนื่องจาก CSL ต้องฝังท่อไว้ล่วงหน้า จึงเหมาะกับงานที่ระบุความต้องการทดสอบไว้ในสเปกตั้งแต่ต้น ถ้าเสาเข็มเทเสร็จแล้วโดยไม่ได้ฝังท่อ จะทำ CSL ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน

Cross Hole Sonic Logging ตรวจอะไรได้บ้าง?

CSL ตรวจหาความบกพร่องภายในเนื้อคอนกรีตเสาเข็มเจาะได้ละเอียดกว่าวิธีทดสอบจากหัวเสาเข็ม โดยระบุได้ทั้งประเภทและตำแหน่งความลึกของปัญหา สิ่งที่ CSL ตรวจได้ ได้แก่

  • โพรงและช่องว่าง (Voids / Honeycomb) จากคอนกรีตแยกตัวหรือไหลไม่เต็ม
  • รอยแยกและคอนกรีตขาดต่อเนื่อง (Discontinuity / Necking) ระหว่างช่วงเท
  • คอนกรีตปนดินหรือปนน้ำโคลน (Soil Inclusion) จากการล้างหลุมไม่สะอาด
  • คุณภาพคอนกรีตด้อยเฉพาะจุด ที่ความเร็วคลื่นต่ำกว่าบริเวณข้างเคียงอย่างชัดเจน

ข้อจำกัดที่ควรเข้าใจคือ CSL ตรวจได้เฉพาะบริเวณ "ระหว่างท่อ" เท่านั้น ความบกพร่องที่อยู่นอกวงท่อ เช่น ผิวนอกเสาเข็มด้านที่ไม่มีท่อคร่อม อาจตรวจไม่พบ นี่คือเหตุผลที่ต้องกำหนดจำนวนท่อให้เหมาะกับขนาดเสาเข็ม ผลทดสอบสรุปในรายงานที่รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน สำหรับประกอบการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

CSL กับ Seismic Integrity Test ต่างกันอย่างไร?

CSL และ Seismic Integrity Test (Low Strain) เป็นการทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็มทั้งคู่ แต่ต่างกันที่วิธีวัดและความละเอียด Seismic Test เคาะที่หัวเสาเข็มแล้ววัดคลื่นสะท้อน ทำได้เร็วและประหยัด แต่ตีความยากในเสาเข็มใหญ่ ส่วน CSL ต้องฝังท่อล่วงหน้า แต่ให้ภาพภายในหน้าตัดที่ละเอียดกว่ามาก

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

หัวข้อCSLSeismic Integrity Test
หลักการคลื่นเสียงข้ามระหว่างท่อฝังในเสาเข็มคลื่นสะท้อนจากการเคาะหัวเสาเข็ม
ต้องเตรียมล่วงหน้าต้องฝังท่อก่อนเทคอนกรีตไม่ต้อง ทดสอบที่หัวเสาเข็มได้เลย
เหมาะกับเสาเข็มเจาะเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เสาเข็มทั่วไป / เสาเข็มตอก
ความละเอียดสูง ระบุตำแหน่งความบกพร่องได้ปานกลาง ดูความต่อเนื่องภาพรวม
ความเร็ว / ต้นทุนต่อต้นช้าและสูงกว่าเร็วและประหยัดกว่า
มาตรฐานอ้างอิงASTM D6760-16 (ถอนปี 2025) + ACI 228.2RASTM D5882 / มยผ.1551-51

โดยสรุป Seismic Test เหมาะกับการทดสอบจำนวนมากเพื่อคัดกรองเบื้องต้น ส่วน CSL เหมาะกับเสาเข็มใหญ่หรือเสาเข็มสำคัญที่ต้องการยืนยันคุณภาพเนื้อในอย่างมั่นใจ หลายโครงการจึงใช้สองวิธีเสริมกัน

💡 อ่านเพิ่มเรื่องวิธีทดสอบที่เกี่ยวข้อง

ดูรายละเอียด Seismic Integrity Test และภาพรวมทุกวิธีที่ คู่มือวิธีทดสอบเสาเข็มฉบับสมบูรณ์ หากเสาเข็มเสร็จแล้วและไม่ทราบความลึก ดู Parallel Seismic Test

Cross Hole Sonic Logging ราคาเท่าไหร่?

ค่าบริการ CSL ขึ้นกับจำนวนเสาเข็ม จำนวนท่อต่อต้น ขนาดและความลึกเสาเข็ม รวมถึงระยะทางหน้างาน จึงไม่มีราคาตายตัว SPN แนะนำให้ติดต่อขอใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. เพื่อประเมินตามเงื่อนไขจริงของโครงการ

หมายเหตุ: ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน SPN มีบริการ Cross Hole Sonic Logging อยู่ในหมวดทดสอบเสาเข็ม ดูรายละเอียดได้ที่หน้า บริการทดสอบเสาเข็ม

สรุป

Cross Hole Sonic Logging คือวิธีตรวจความสมบูรณ์เสาเข็มเจาะที่ให้ภาพเนื้อในละเอียดที่สุดวิธีหนึ่ง แลกกับการต้องวางแผนฝังท่อทดสอบตั้งแต่ก่อนเทคอนกรีต และตรวจได้เฉพาะบริเวณระหว่างท่อ มาตรฐาน ASTM D6760-16 ถูกถอนสถานะในปี 2025 ด้วยเหตุผลเชิงระเบียบการทบทวน ไม่ใช่เพราะวิธีใช้ไม่ได้ จึงยังใช้เป็นแนวทางร่วมกับ ACI 228.2R และข้อกำหนดโครงการ การเลือกใช้ CSL หรือ Seismic Test ควรพิจารณาจากขนาดเสาเข็ม ความสำคัญของโครงสร้าง และสิ่งที่ต้องการยืนยัน โดยให้วิศวกรผู้รับผิดชอบเป็นผู้ตัดสิน

SPN Soil Engineering ให้บริการทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็มครบวงจร ทั้ง CSL และ Seismic Integrity Test พร้อมรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.