CSL เป็นวิธีที่วิศวกรเลือกใช้กับเสาเข็มเจาะเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ ซึ่งการทดสอบจากหัวเสาเข็มอย่าง Seismic Integrity Test (Low Strain) ให้ข้อมูลเนื้อในทั้งหน้าตัดได้ไม่ละเอียดพอ บทความนี้อธิบายว่า CSL ทำงานอย่างไร ต้องเตรียมท่ออะไรล่วงหน้า ตรวจอะไรได้บ้าง ควรอ้างอิงมาตรฐานใดหลัง ASTM D6760 ถูกถอนในปี 2025 และต่างจาก Seismic Test อย่างไร

ภาพแรกสรุปหลักการทั้งหมดในภาพเดียว ด้านซ้ายคือหัวส่งและหัวรับที่เลื่อนขึ้นพร้อมกันในท่อคู่หนึ่ง ด้านขวาคือ Waterfall Diagram ที่จุดบกพร่องปรากฏเป็นช่วงที่คลื่นมาช้าและสัญญาณอ่อน

หลักการทดสอบ Cross Hole Sonic Logging (CSL) ในเสาเข็มเจาะ และการอ่าน Waterfall Diagram ภาพซ้ายเป็นรูปตัดเสาเข็มเจาะที่ฝังท่อเหล็กทดสอบเติมน้ำไว้ติดโครงเหล็กเสริม หัวส่งคลื่นอัลตราโซนิกอยู่ในท่อหนึ่ง หัวรับอยู่ในอีกท่อที่ระดับเดียวกัน สายสัญญาณผ่านรอกวัดความลึกขึ้นไปยังเครื่องบันทึกบนผิวดิน หัววัดทั้งสองถูกดึงขึ้นพร้อมกันตลอดความยาวเสาเข็ม ช่วงล่างมีจุดบกพร่องในเนื้อคอนกรีต ภาพขวาเป็น Waterfall Diagram เรียงสัญญาณตามความลึก เส้นเวลาคลื่นมาถึงครั้งแรกตรงเกือบตลอด แต่ที่ระดับจุดบกพร่องคลื่นมาถึงช้าลงและสัญญาณอ่อนลง แถบด้านล่างสรุปว่าจำนวนท่อขึ้นกับขนาดเสาเข็ม ตรวจได้เฉพาะแนวระหว่างท่อ และอ้างอิงขั้นตอนตาม ASTM D6760-16 (ASTM ถอนปี 2025) ร่วมกับแนวทาง ACI PRC-228.2 หลักการ CSL: ส่งคลื่นเสียงระหว่างท่อคู่ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ดินเหนียว ชั้นทราย เครื่องบันทึก CSL ดึงขึ้นพร้อมกัน รอกวัดความลึก หัวส่ง (TX) หัวรับ (RX) ระดับเดียวกับหัวส่ง ท่อทดสอบ (เติมน้ำ) ฝังติดโครงเหล็กก่อนเทคอนกรีต จุดบกพร่อง ดินปน / โพรง / คอนกรีตพรุน Waterfall Diagram ← ความลึก เวลา → FAT: เวลาคลื่นมาถึงครั้งแรก คลื่นมาช้า + สัญญาณอ่อน = แนวที่ต้องสงสัยบกพร่อง 1 จำนวนท่อตามขนาดเสาเข็ม ทดสอบทุกคู่ท่อ รอบนอก + แนวทแยง 2 ตรวจได้เฉพาะแนวระหว่างท่อ คอนกรีตนอกโครงเหล็กตรวจไม่ถึง 3 มาตรฐานอ้างอิง ASTM D6760-16 (ถอนปี 2025)
หลักการ CSL — หัวส่งและหัวรับถูกดึงขึ้นพร้อมกันในท่อคู่หนึ่ง คลื่นที่วิ่งผ่านบริเวณบกพร่องจะช้าลงและอ่อนลง ปรากฏเป็นแถบผิดปกติบน Waterfall Diagram (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

Cross Hole Sonic Logging (CSL) ทำงานอย่างไร?

CSL ทำงานโดยส่งคลื่นเสียงอัลตราโซนิก (Ultrasonic Pulse) จากหัวส่ง (Transmitter) ในท่อหนึ่ง ไปยังหัวรับ (Receiver) ในอีกท่อหนึ่งที่ระดับความลึกเดียวกัน ระบบดึงหัวส่งและหัวรับขึ้นพร้อมกันจากก้นเสาเข็มถึงหัวเสาเข็ม โดยมีรอกวัดความลึกบันทึกระดับของทุกจุดอ่าน ข้อมูลที่ได้คือเวลาที่คลื่นมาถึงครั้งแรก (First Arrival Time, FAT) และพลังงานคลื่นที่รับได้ตลอดความยาวเสาเข็ม

หลักการอ่านผลคือ คอนกรีตที่สมบูรณ์นำคลื่นเสียงได้เร็วและแรงสม่ำเสมอ ส่วนบริเวณที่มีโพรง รอยแยก หรือคอนกรีตปนดิน คลื่นจะเดินทางช้าลงและพลังงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลแสดงเป็นภาพ Waterfall Diagram หรือ Contour ตามความลึก จึงระบุได้ทั้งตำแหน่งและระดับความลึกของความบกพร่อง

ค่าที่ใช้ตีความหลักคือความเร็วคลื่น ซึ่งคำนวณจากระยะห่างระหว่างท่อหารด้วยเวลาที่คลื่นมาถึง คอนกรีตที่ดีโดยทั่วไปมีความเร็วคลื่นประมาณ 3,500–4,500 เมตร/วินาที ถ้าความเร็วช่วงใดลดลงเกิน 10–20% จากค่าเฉลี่ยของเสาเข็มต้นนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ต้องประเมินเพิ่มเติม เกณฑ์ตัดสินจริงต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบตามข้อกำหนดของแต่ละโครงการ

ต้องฝังท่ออะไรไว้ในเสาเข็มก่อนเทคอนกรีต?

CSL ต้องวางแผนตั้งแต่ก่อนเทคอนกรีต เพราะต้องผูกท่อทดสอบ (Access Tube) ซึ่งเป็นท่อเหล็กหรือ PVC ติดกับโครงเหล็กเสริม แล้วหย่อนลงหลุมพร้อมกัน จำนวนท่อขึ้นกับขนาดเสาเข็ม โดยแนวปฏิบัติทั่วไปคือ

  • เสาเข็มเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 0.60 ม. ใช้อย่างน้อย 2 ท่อ
  • เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.60–1.20 ม. ใช้ 3–4 ท่อ
  • เส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 1.20 ม. ใช้ 4 ท่อขึ้นไป

ยิ่งมีท่อมาก ยิ่งได้จำนวนคู่ทดสอบ (Profile) มากขึ้นและครอบคลุมหน้าตัดได้ทั่วถึงกว่า จำนวนคู่ทดสอบเท่ากับ n(n−1)/2 เช่น 4 ท่อได้ 6 แนว และ 6 ท่อได้ 15 แนว ท่อต้องปิดปลายกันคอนกรีตหรือน้ำโคลนเข้าไปอุดระหว่างเท และกรอกน้ำให้เต็มเพื่อเป็นตัวกลางส่งคลื่นระหว่างหัววัดกับผนังท่อ

ท่อควรตรงและขนานกันตลอดความยาว เพราะระยะห่างระหว่างท่อใช้คำนวณความเร็วคลื่น ท่อเหล็กนิยมใช้มากกว่าท่อ PVC เพราะท่อ PVC อาจหลุดล่อนจากเนื้อคอนกรีต ทำให้สัญญาณอ่อนลงคล้ายมีความบกพร่อง

จำนวนท่อทดสอบ CSL ตามขนาดเสาเข็มเจาะ และจำนวนแนวคลื่นที่ได้จากทุกคู่ท่อ หน้าตัดเสาเข็มเจาะสามขนาด ซ้ายเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 0.60 เมตร ใช้อย่างน้อย 2 ท่อ ได้คู่ทดสอบ 1 แนว กลางเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.60 ถึง 1.20 เมตร ใช้ 3 ถึง 4 ท่อ ภาพแสดง 4 ท่อ ได้ 6 แนว คือแนวขอบ 4 แนวและแนวทแยง 2 แนว ขวาเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 1.20 เมตร ใช้ 4 ท่อขึ้นไป ภาพแสดง 6 ท่อ ได้ 15 แนว ท่อทุกท่อผูกติดด้านในโครงเหล็กเสริม พื้นที่แรเงาสีส้มอ่อนคือบริเวณที่แนวคลื่นครอบคลุม วงแหวนลายเส้นรอบนอกคือคอนกรีตหุ้มนอกโครงเหล็กซึ่ง CSL ตรวจไม่ถึง แถบด้านล่างสรุป จำนวนคู่ทดสอบเท่ากับ n คูณ n ลบหนึ่ง หารสอง คอนกรีตนอกโครงเหล็กตรวจไม่ถึง และท่อต้องกรอกน้ำเต็มและปิดปลาย ตามขั้นตอนของ ASTM D6760-16 (ASTM ถอนปี 2025) จำนวนท่อ CSL ตามขนาดเสาเข็ม — ยิ่งท่อมาก แนวตรวจยิ่งครบ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน Ø ไม่เกิน 0.60 ม. อย่างน้อย 2 ท่อ 2 ท่อ → 1 แนว Ø 0.60–1.20 ม. 3–4 ท่อ 4 ท่อ → 6 แนว (ขอบ 4 + ทแยง 2) Ø เกิน 1.20 ม. 4 ท่อขึ้นไป เช่น 6 ท่อ → 15 แนว (ขอบ 6 + ภายใน 9) ท่อทดสอบ (กรอกน้ำ) แนวขอบ แนวทแยง/ภายใน คอนกรีตหุ้มนอกโครงเหล็ก 1 คู่ทดสอบ = n(n−1)/2 ทดสอบทุกคู่ ทั้งขอบและทแยง 2 นอกโครงเหล็กตรวจไม่ถึง ข้อจำกัดของ CSL 3 กรอกน้ำเต็ม + ปิดปลายท่อ ASTM D6760-16 (ถอนปี 2025)
จำนวนท่อทดสอบ (Access Tube) ยิ่งมาก ยิ่งได้คู่ทดสอบหลายแนวและครอบคลุมหน้าตัดเสาเข็มได้ทั่วถึงกว่า — จำนวนแนวเท่ากับ n(n−1)/2 เช่น 4 ท่อได้ 6 แนว (ขอบ 4 + ทแยง 2) ส่วนคอนกรีตหุ้มนอกโครงเหล็กอยู่นอกแนวคลื่นจึงตรวจไม่ถึง (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

ภาพด้านล่างแสดงการติดตั้งอุปกรณ์ CSL หน้างานเป็นแบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัดด้านข้าง) และ 3 มิติ ให้สังเกตท่อทดสอบที่ผูกติดโครงเหล็ก รอกวัดความลึกบนปากท่อ และระนาบวัดที่คลื่นวิ่งข้ามคู่ท่อครบ 6 แนวในเสาเข็มที่มี 4 ท่อ

แบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัดด้านข้าง) การติดตั้งอุปกรณ์ Cross Hole Sonic Logging ในเสาเข็มเจาะ เสาเข็มเจาะมีท่อทดสอบ 4 ท่อผูกติดโครงเหล็กเสริม ท่อยื่นเหนือหัวเสาเข็ม ปลายล่างปิดฝาและกรอกน้ำเต็มท่อ หัวส่งคลื่นอยู่ในท่อที่ 1 และหัวรับคลื่นอยู่ในท่อที่ 3 ที่ระดับความลึกเดียวกัน สายสัญญาณพาดผ่านรอกที่มีตัววัดความลึก ต่อเข้าเครื่องบันทึก CSL บนพื้นดิน ทั้งสองหัวถูกดึงขึ้นพร้อมกันจากปลายเข็มถึงหัวเข็ม ภาพหน้าตัด A–A ด้านขวาแสดงท่อ 4 ท่อที่ให้คู่ทดสอบ 6 แนว รูปตัดด้านข้าง (2D Section) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน A A รอก + ตัววัดความลึก Depth Encoder บันทึกระดับทุกจุดอ่าน ระดับหัวเสาเข็ม ท่อทดสอบ (Access Tube) ท่อเหล็กหรือ PVC ผูกติดโครงเหล็ก เติมน้ำเต็มท่อ เป็นตัวกลางส่งคลื่นเสียง หัวส่ง (Transmitter) ดึงขึ้นพร้อมกัน จากปลายเข็มถึงหัวเข็ม ฝาปิดปลายท่อ กันคอนกรีตและโคลนเข้าท่อ ท่อ 2 และ 4 ซ้อนกันในมุมมองนี้ หัวรับ (Receiver) โครงเหล็กเสริม Reinforcement Cage คอนกรีตผิดปกติ คลื่นช้าลงและอ่อนลง ปลายเสาเข็ม เครื่องบันทึก CSL แสดงผลแบบ Waterfall หน้าตัด A–A มองจากด้านบน 1 2 3 4 แนวขอบ 4 คู่ แนวทแยง 2 คู่ 4 ท่อ = 6 คู่ทดสอบ
แบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัดด้านข้าง) — ท่อทดสอบผูกติดโครงเหล็กเสริมและกรอกน้ำเต็มท่อ หัวส่งและหัวรับหย่อนลงถึงก้นท่อแล้วดึงขึ้นพร้อมกัน รอกที่มีตัววัดความลึกบันทึกระดับของทุกจุดอ่าน หน้าตัด A–A แสดงว่าท่อ 4 ท่อให้คู่ทดสอบ (Profile) ได้ 6 แนว (ภาพ: SPN Soil Engineering)
แบบจำลอง 3 มิติ การทดสอบ Cross Hole Sonic Logging ในเสาเข็มเจาะ แสดงดินแบบตัดออกและเสาเข็มแบบโปร่ง ภาพสามมิติตัดดินออกหนึ่งมุมให้เห็นเสาเข็มเจาะทั้งต้น เสาเข็มแสดงแบบโปร่งเพื่อให้เห็นโครงเหล็กเสริมและท่อทดสอบ 4 ท่อ หัวส่งคลื่นในท่อที่ 1 และหัวรับคลื่นในท่อที่ 3 อยู่บนระนาบวัดเดียวกัน ระนาบนี้แสดงแนวคลื่นระหว่างคู่ท่อทั้ง 6 แนว สายสัญญาณพาดผ่านรอกที่มีตัววัดความลึกบนปากท่อไปยังเครื่องบันทึก CSL บนพื้นดิน บริเวณคอนกรีตผิดปกติอยู่ช่วงล่างของเสาเข็ม แบบจำลอง 3 มิติ (3D Cut-away) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 2 3 4 ท่อทดสอบ 4 ท่อ เหล็กหรือ PVC · กรอกน้ำเต็มท่อ รอก + ตัววัดความลึก Depth Encoder ดึงขึ้นพร้อมกัน ทีละระดับจากปลายถึงหัวเข็ม หัวส่ง (Transmitter) ฝาปิดปลายท่อ กันคอนกรีตและโคลน เครื่องบันทึก CSL แสดงผลแบบ Waterfall หัวรับ (Receiver) ระนาบวัด 1 ระดับ คลื่นข้ามครบ 6 คู่ท่อ คอนกรีตผิดปกติ ระบุได้ทั้งความลึกและด้าน โครงเหล็กเสริม ท่อผูกติดด้านใน เสาเข็มเจาะ แสดงแบบโปร่ง
แบบจำลอง 3 มิติ — ตัดดินออกหนึ่งมุมและแสดงเสาเข็มแบบโปร่ง ท่อทดสอบ 4 ท่อผูกติดด้านในโครงเหล็กเสริม ที่แต่ละระดับความลึกจะวัดคลื่นข้ามคู่ท่อได้ครบ 6 แนว (ขอบ 4 แนว + ทแยง 2 แนว) จึงบอกได้ทั้งความลึกและด้านของเสาเข็มที่ผิดปกติ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ASTM D6760 ถูกถอนปี 2025 แล้ว CSL อ้างอิงมาตรฐานอะไร?

ปัจจุบันงาน CSL ทดสอบตามแนวทาง ACI PRC-228.2 ร่วมกับขั้นตอนตาม ASTM D6760-16 (ระบุสถานะว่า ASTM ถอนปี 2025) และเกณฑ์ยอมรับในสเปกของโครงการ มาตรฐานที่ใช้กับงาน CSL มายาวนานคือ ASTM D6760-16 (Standard Test Method for Integrity Testing of Concrete Deep Foundations by Ultrasonic Crosshole Testing) แต่ ASTM ได้ถอนมาตรฐานฉบับนี้ออกจากสถานะที่ยังใช้งาน (withdrawn) ในปี 2025

⚠️ เข้าใจให้ถูกเรื่องการถอน ASTM D6760

การถอนครั้งนี้เป็นเหตุผลเชิงระเบียบ ไม่ใช่เพราะวิธีทดสอบผิดหรือใช้ไม่ได้ ตามระเบียบของ ASTM มาตรฐานที่ไม่ได้รับการทบทวนหรือรับรองซ้ำภายใน 8 ปีจะถูกถอนโดยอัตโนมัติ D6760-16 ไม่ได้รับการทบทวนทันรอบจึงถูกถอน และปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐาน ASTM ฉบับใหม่ออกมาแทนโดยตรง

ในทางปฏิบัติ วิธีทดสอบยังเหมือนเดิม วิศวกรและผู้ทดสอบยังใช้ขั้นตอนตาม D6760-16 เป็นแนวทาง ส่วน ACI PRC-228.2 (Report on Nondestructive Test Methods for Evaluation of Concrete in Structures เดิมชื่อ ACI 228.2R) ครอบคลุมวิธี Crosshole Sonic Logging ในเชิงคำแนะนำ และเกณฑ์ตัดสินผลกำหนดตามข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละโครงการหรือเจ้าของงาน

เมื่อเขียนสเปกหรือ TOR วันนี้ ควรระบุให้ชัดว่า "ทดสอบตามแนวทาง ACI PRC-228.2 และขั้นตอนตาม ASTM D6760-16 (withdrawn 2025)" แทนการเขียนลอย ๆ ว่า "ตาม ASTM D6760" เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งภายหลังว่าอ้างมาตรฐานที่ไม่มีสถานะแล้ว และควรระบุเกณฑ์ยอมรับ (Acceptance Criteria) ไว้ในสเปกโดยตรง

สำหรับเจ้าของโครงการ รายงานผล CSL ของ SPN ระบุวิธีทดสอบตามแนวทาง ACI PRC-228.2 และขั้นตอนตาม ASTM D6760-16 พร้อมปีฉบับและสถานะ (ASTM ถอนปี 2025) กำกับชัดเจน ควบคู่กับเกณฑ์ยอมรับที่ตกลงไว้ในสเปกของโครงการ รายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ใช้ประกอบเอกสารยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

เสาเข็มแบบไหนควรทดสอบด้วย CSL?

CSL เหมาะกับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ หรือเสาเข็มสำคัญที่ต้องการความมั่นใจสูงในเนื้อคอนกรีตทั้งหน้าตัด ซึ่ง Seismic Integrity Test แบบ Low Strain ให้ข้อมูลไม่ละเอียดพอ กรณีที่นิยมใช้ CSL ได้แก่

  • เสาเข็มเจาะเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ประมาณ 0.80–1.00 ม. ขึ้นไป ที่คลื่นจาก Seismic Test กระจายจนตีความยาก
  • เสาเข็มเจาะที่ยาวมากจนสัญญาณ Low Strain สะท้อนกลับไม่ชัดถึงปลาย
  • เสาเข็มของโครงสร้างสำคัญ เช่น สะพาน อาคารสูง หรือฐานรากที่รับน้ำหนักมาก
  • เสาเข็มที่พบปัญหาระหว่างเทคอนกรีต เช่น คอนกรีตไหลไม่ต่อเนื่อง หรือสงสัยเรื่องคุณภาพส่วนผสม

CSL ต้องฝังท่อไว้ล่วงหน้า จึงต้องระบุการทดสอบไว้ในสเปกตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเสาเข็ม ถ้าเสาเข็มเทเสร็จแล้วโดยไม่ได้ฝังท่อ จะทำ CSL ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน สำหรับงานที่ต้องการตรวจคอนกรีตหุ้มนอกโครงเหล็กด้วย บางโครงการใช้ Thermal Integrity Profiling (TIP) ตาม ASTM D7949-25 ร่วมกับ CSL ซึ่งต้องติดตั้งอุปกรณ์ก่อนเทคอนกรีตเช่นกัน

Cross Hole Sonic Logging ตรวจอะไรได้บ้าง?

CSL ตรวจหาความบกพร่องภายในเนื้อคอนกรีตเสาเข็มเจาะได้ละเอียดกว่าวิธีทดสอบจากหัวเสาเข็ม โดยระบุได้ทั้งประเภทและตำแหน่งความลึกของปัญหา สิ่งที่ CSL ตรวจได้ ได้แก่

  • โพรงและช่องว่าง (Voids / Honeycomb) จากคอนกรีตแยกตัวหรือไหลไม่เต็ม
  • รอยแยกและคอนกรีตขาดต่อเนื่อง (Discontinuity / Necking) ระหว่างช่วงเท
  • คอนกรีตปนดินหรือปนน้ำโคลน (Soil Inclusion) จากการล้างหลุมไม่สะอาด
  • คุณภาพคอนกรีตด้อยเฉพาะจุด ที่ความเร็วคลื่นต่ำกว่าบริเวณข้างเคียงอย่างชัดเจน

สาเหตุของความบกพร่องแต่ละแบบและวิธีตรวจอื่นที่ใช้ร่วมกัน อธิบายไว้ที่ ข้อบกพร่องในเสาเข็ม สาเหตุและวิธีตรวจพบ

ข้อจำกัดที่ควรเข้าใจคือ CSL ตรวจได้เฉพาะบริเวณ "ระหว่างท่อ" เท่านั้น ความบกพร่องนอกวงท่อ เช่น คอนกรีตหุ้มนอกโครงเหล็กหรือผิวนอกด้านที่ไม่มีท่อคร่อม อาจตรวจไม่พบ จึงต้องกำหนดจำนวนท่อให้เหมาะกับขนาดเสาเข็ม นอกจากนี้ CSL บอกความสมบูรณ์ของเนื้อคอนกรีตเท่านั้น ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม

ผลทดสอบสรุปในรายงานที่รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ใช้ประกอบการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

CSL กับ Seismic Integrity Test ต่างกันอย่างไร?

CSL กับ Seismic Integrity Test (Low Strain) ต่างกันที่วิธีวัดและความละเอียด แม้จะเป็นการทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็มทั้งคู่ Seismic Test เคาะที่หัวเสาเข็มแล้ววัดคลื่นสะท้อน ทำได้เร็วและประหยัด แต่ตีความยากในเสาเข็มขนาดใหญ่ ส่วน CSL ต้องฝังท่อล่วงหน้า แต่ให้ภาพภายในหน้าตัดที่ละเอียดกว่ามาก

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

หัวข้อCSLSeismic Integrity Test
หลักการคลื่นเสียงข้ามระหว่างท่อฝังในเสาเข็มคลื่นสะท้อนจากการเคาะหัวเสาเข็ม
ต้องเตรียมล่วงหน้าต้องฝังท่อก่อนเทคอนกรีตไม่ต้อง ทดสอบที่หัวเสาเข็มได้เลย
เหมาะกับเสาเข็มเจาะเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เสาเข็มทั่วไป / เสาเข็มตอก
ความละเอียดสูง ระบุตำแหน่งความบกพร่องได้ปานกลาง ดูความต่อเนื่องภาพรวม
ความเร็ว / ต้นทุนต่อต้นช้าและสูงกว่าเร็วและประหยัดกว่า
มาตรฐานอ้างอิงแนวทาง ACI PRC-228.2 + ขั้นตอนตาม ASTM D6760-16 (ถอนปี 2025)มยผ.1551-51 (วิธีตาม ASTM D5882-16 ซึ่ง ASTM ถอนปี 2025)

โดยสรุป Seismic Test เหมาะกับการทดสอบจำนวนมากเพื่อคัดกรองเบื้องต้น ส่วน CSL เหมาะกับเสาเข็มใหญ่หรือเสาเข็มสำคัญที่ต้องการยืนยันคุณภาพเนื้อในอย่างมั่นใจ หลายโครงการจึงใช้สองวิธีเสริมกัน

💡 อ่านเพิ่มเรื่องวิธีทดสอบที่เกี่ยวข้อง

ดูรายละเอียด Seismic Integrity Test และภาพรวมทุกวิธีที่ คู่มือวิธีทดสอบเสาเข็มฉบับสมบูรณ์ หากเสาเข็มเสร็จแล้วและไม่ทราบความลึก ดู Parallel Seismic Test

Cross Hole Sonic Logging ราคาเท่าไหร่?

CSL ไม่มีราคาตายตัว ค่าบริการขึ้นกับจำนวนเสาเข็ม จำนวนท่อต่อต้น ขนาดและความลึกเสาเข็ม รวมถึงระยะทางหน้างาน ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. เพื่อประเมินตามเงื่อนไขจริงของโครงการ

ต้นทุนต่อต้นของ CSL สูงกว่า Seismic Integrity Test ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 100–150 บาท/ต้น เพราะต้องหย่อนและดึงหัววัดให้ครบทุกคู่ท่อในแต่ละต้น การจัดหาและติดตั้งท่อทดสอบเป็นอีกรายการที่ควรตกลงให้ชัดตั้งแต่ขั้นสเปกว่าเป็นขอบเขตงานของผู้รับเหมาเสาเข็มหรือไม่

หมายเหตุ: ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน SPN ให้บริการ Cross Hole Sonic Logging ในหมวดทดสอบเสาเข็ม ดูรายละเอียดได้ที่หน้า บริการทดสอบเสาเข็ม

สรุป

Cross Hole Sonic Logging คือวิธีตรวจความสมบูรณ์เสาเข็มเจาะที่ให้ภาพเนื้อในละเอียดที่สุดวิธีหนึ่ง แลกกับการต้องวางแผนฝังท่อทดสอบตั้งแต่ก่อนเทคอนกรีต และตรวจได้เฉพาะบริเวณระหว่างท่อ ปัจจุบันทดสอบตามแนวทาง ACI PRC-228.2 ร่วมกับขั้นตอนตาม ASTM D6760-16 ซึ่ง ASTM ถอนในปี 2025 ด้วยเหตุผลเชิงระเบียบการทบทวน ไม่ใช่เพราะวิธีใช้ไม่ได้ การเลือกใช้ CSL หรือ Seismic Test ควรพิจารณาจากขนาดเสาเข็ม ความสำคัญของโครงสร้าง และสิ่งที่ต้องการยืนยัน โดยให้วิศวกรผู้รับผิดชอบเป็นผู้ตัดสิน

SPN Soil Engineering ให้บริการทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็ม ทั้ง CSL และ Seismic Integrity Test ทั่วประเทศ 77 จังหวัด ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี พร้อมรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.