การทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็มแบบสถิต (Static Load Test) วัดกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มได้โดยตรง เพราะให้น้ำหนักจริงแล้ววัดการทรุดตัวจริง หัวใจของงานติดตั้งอยู่ที่ ระบบให้แรงต้าน (Reaction System) ซึ่งต้องออกแบบให้รับแรงได้มากกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุด บทความนี้เทียบทั้งสองระบบสำหรับวิศวกรและผู้รับเหมาที่ต้องวางแผนหน้างาน

Static Load Test ใช้ระบบให้แรงต้านทำไม?

ระบบให้แรงต้าน คือ โครงสร้างที่ทำหน้าที่ยันแจ็คไฮดรอลิกไว้ เพื่อให้แจ็คออกแรงกดหัวเสาเข็มลงได้จริง

Static Load Test ใช้แจ็คไฮดรอลิก (Hydraulic Jack) ดันหัวเสาเข็มลงด้วยน้ำหนักที่กำหนด แต่แจ็คต้องมีแรงต้าน (Reaction Force) จากด้านบนดันกลับ มิฉะนั้นแจ็คจะยกตัวเองขึ้นแทนที่จะกดเข็มลง ระบบให้แรงต้านจึงเป็นตัวยันให้แจ็คถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาเข็มทดสอบได้

ระบบให้แรงต้านต้องออกแบบให้รับแรงได้มากกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุดเสมอ น้ำหนักทดสอบสูงสุดมักกำหนดเป็นสัดส่วนของน้ำหนักออกแบบ (Design Load) ตามข้อกำหนดของโครงการ

วิธีให้น้ำหนักแบบสถิตอ้างอิงมาตรฐาน ASTM D1143/D1143M-20e1 และ มยผ. 1251 (กรมโยธาธิการและผังเมือง) ซึ่งกำหนดขั้นตอนการให้น้ำหนักเป็นขั้น การคงน้ำหนัก และการบันทึกการทรุดตัว

ภาพด้านล่างเทียบเส้นทางแรงของทั้งสองระบบ ให้ดูลูกศรส้ม (แรง P จากแจ็ค) ซึ่งดันคานขึ้นและกดเสาเข็มลงพร้อมกัน ฝั่ง Kentledge แรงนี้ถูกต้านด้วยน้ำหนักถ่วง W (ลูกศรน้ำเงิน) ส่วนฝั่ง Reaction Pile ถูกต้านด้วยแรงถอน T ของเสาเข็มยึด (ลูกศรแดง)

เส้นทางแรงของระบบให้แรงต้านใน Static Load Test เปรียบเทียบ Kentledge (กองน้ำหนักถ่วง) กับ Reaction Pile (เสาเข็มยึด) ในรูปตัดด้านข้าง แผนภาพสองช่องเรียงซ้ายขวา เป็นรูปตัดด้านข้างเชิงหลักการ ไม่ตามมาตราส่วน ช่องซ้ายคือระบบ Kentledge แท่งน้ำหนักถ่วงสามชั้นวางบนคานหลักซึ่งพาดอยู่บนฐานรองไม้หมอนสองกองที่วางบนดิน แจ็คไฮดรอลิกกับ Load Cell ตั้งอยู่บนหัวเสาเข็มทดสอบใต้กึ่งกลางคาน เมื่อแจ็คดันคานขึ้นด้วยแรง P น้ำหนักถ่วง W กดคานไว้ แรงเท่ากันจึงกดเสาเข็มลง ส่วนที่เหลือคือ W ลบ P ถ่ายลงดินผ่านฐานรอง น้ำหนักถ่วงจึงต้องมากกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุดเสมอ มีเส้นบอกระยะระหว่างเสาเข็มทดสอบกับฐานรองซึ่งต้องห่างตามข้อกำหนดของโครงการ จุดที่ต้องระวังคือเสถียรภาพของแท่นถ่วงบนดินอ่อน ช่องขวาคือระบบ Reaction Pile คานถ่ายแรงหลักพาดเหนือเสาเข็มทดสอบ ปลายคานยึดกับเสาเข็มยึดสองต้นด้วยเหล็กยึด เมื่อแจ็คดันคานขึ้น คานดึงเหล็กยึดและดึงเสาเข็มยึดขึ้นเป็นแรงถอน T ดินรอบเสาเข็มยึดต้านแรงถอนด้วยแรงเสียดทานทิศลง ขณะที่เสาเข็มทดสอบถูกกดลงและดินต้านทิศขึ้น มีเส้นบอกระยะห่างระหว่างเสาเข็มทดสอบกับเสาเข็มยึดซึ่งต้องเพียงพอเพื่อลดการรบกวนกัน จุดที่ต้องระวังคือการถ่ายแรงถอนและระยะรบกวน ทั้งสองช่องมีคานอ้างอิงพร้อม Dial Gauge ที่ขาตั้งอยู่นอกเขตรบกวน แถวคำอธิบายสีลูกศรอยู่ใต้ภาพ แถบล่างสรุปสามข้อ คือ ทั้งสองระบบต้องให้แรงต้านมากกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุด Kentledge ทดสอบ 200 ตันต้องถ่วงมากกว่า 200 ตัน และ Reaction Pile ใช้เสาเข็มยึด 2 ถึง 4 ต้นที่แรงถอนรวมมากกว่าน้ำหนักทดสอบ เส้นทางแรง: Kentledge vs Reaction Pile แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน A Kentledge (กองน้ำหนักถ่วง) น้ำหนักจริงกดคานไว้ให้แจ็คดันต้าน B Reaction Pile (เสาเข็มยึด) เสาเข็มยึดรับแรงถอนแทนน้ำหนักถ่วง น้ำหนักถ่วง W > น้ำหนัก ทดสอบสูงสุด คานหลัก ฐานรอง (ไม้หมอน) P แจ็ค + Load Cell P กดเข็มลง W − P ห่างตามสเปค เข็มทดสอบ คานอ้างอิง + Dial Gauge ขาตั้งนอกฐานรอง ระวัง: เสถียรภาพแท่นถ่วง / ฐานดินอ่อน คานถ่ายแรงหลัก T T คานดึงเหล็กยึด → ดึงเสาเข็มยึดขึ้น แรงถอนรวม > น้ำหนักทดสอบสูงสุด P แจ็ค + Load Cell P ห่างเพียงพอ เข็มทดสอบ เข็มยึด เข็มยึด ดินต้านแรงถอน ระวัง: การถ่ายแรงถอน + ระยะรบกวน (Interaction) P แรงจากแจ็ค W น้ำหนักถ่วง T แรงถอนในเข็มยึด แรงต้านจากดิน W − P ลงฐานรอง 1 ทั้ง 2 ระบบ แรงต้าน > น้ำหนักทดสอบสูงสุด 2 Kentledge ทดสอบ 200 ตัน → ถ่วง > 200 ตัน 3 Reaction Pile แรงถอนรวม (2–4 ต้น) > น้ำหนักทดสอบ
เส้นทางแรงของระบบให้แรงต้าน: (A) Kentledge — แจ็คดันคานขึ้นด้วยแรง P น้ำหนักถ่วง W กดคานไว้ ส่วนที่เหลือ (W − P) ลงดินผ่านฐานรอง จึงต้องถ่วงมากกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุด; (B) Reaction Pile — คานดึงเสาเข็มยึดขึ้นเป็นแรงถอน T โดยดินรอบเสาเข็มยึดต้านไว้ — ภาพเชิงหลักการ ไม่ตามมาตราส่วน

Kentledge (กองน้ำหนักถ่วง) ทำงานยังไง ต้องถ่วงเท่าไหร่?

Kentledge คือ ระบบให้แรงต้านด้วยการกองน้ำหนักจริง เช่น แท่งคอนกรีต เหล็ก หรือแผ่นถ่วง ไว้บนแท่นรับ (Platform) ที่วางคร่อมเหนือหัวเสาเข็ม น้ำหนักถ่วงรวมต้องมากกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุดเสมอ

เมื่อแจ็คดันขึ้น น้ำหนักกองถ่วงทั้งหมดทำหน้าที่เป็นแรงต้านดันแจ็คกลับลงมากดเสาเข็มทดสอบ ตัวอย่างเช่น ถ้าทดสอบที่ 200 ตัน ต้องกองน้ำหนักถ่วงมากกว่า 200 ตันขึ้นไป เพื่อเผื่อ Safety Margin ตามที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนด

แท่นรับวางอยู่บนฐานรอง เช่น กองไม้หมอน ซึ่งต้องตั้งบนดินที่รับน้ำหนักได้มั่นคง และวางห่างจากเสาเข็มทดสอบตามระยะที่สเปคโครงการกำหนด เพื่อไม่ให้น้ำหนักแท่นกดดินรอบเสาเข็มทดสอบจนผลคลาดเคลื่อน

แผนภาพระบบ Kentledge กองน้ำหนักถ่วงบนแท่นรับเหนือหัวเสาเข็มสำหรับ Static Load Test
ระบบ Kentledge — น้ำหนักถ่วงกองบนแท่นรับที่คร่อมเหนือหัวเสาเข็มทดสอบ ทำหน้าที่เป็นแรงต้านให้แจ็คไฮดรอลิก (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ข้อดีของ Kentledge

  • ตรงไปตรงมา ไม่ต้องอาศัยเสาเข็มยึดเพิ่ม เหมาะเมื่อไม่มีเสาเข็มรอบ ๆ ให้ใช้เป็นสมอ
  • เหมาะกับงานที่ต้องการทดสอบเสาเข็มเดี่ยวโดยไม่รบกวนเข็มข้างเคียง
  • แรงต้านที่ได้คงที่และคาดเดาง่าย เพราะเป็นน้ำหนักจริงที่ชั่งได้

ข้อจำกัดของ Kentledge

  • ต้องขนย้ายน้ำหนักถ่วงจำนวนมากเข้าหน้างาน ยิ่งน้ำหนักทดสอบสูง ยิ่งเปลืองเวลาและต้นทุนขนส่ง
  • ใช้พื้นที่กว้างในการวางแท่นและกองน้ำหนัก
  • มีประเด็นเสถียรภาพของแท่นถ่วงหากฐานดินอ่อนหรือกองไม่สมดุล ต้องควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
  • ไม่เหมาะกับน้ำหนักทดสอบสูงมาก เพราะการกองน้ำหนักหลายร้อยตันทำได้ยาก
แท่นน้ำหนักถ่วง Kentledge กองแท่งคอนกรีตเหนือหัวเสาเข็มทดสอบ พร้อมรถเครนยกน้ำหนักที่หน้างานจริง
การกองน้ำหนักถ่วงต้องใช้รถเครนยกและพื้นที่วางแท่นโดยรอบ เป็นต้นทุนหลักของระบบ Kentledge (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Reaction Pile (เสาเข็มยึด) ทำงานยังไง ใช้กี่ต้น?

Reaction Pile หรือ Anchor Pile คือ ระบบให้แรงต้านด้วยเสาเข็มยึด โดยทั่วไปใช้ 2–4 ต้นล้อมรอบเสาเข็มทดสอบ และมีคานถ่ายแรงหลัก (Main Beam / Reaction Beam) พาดเชื่อมหัวเสาเข็มยึดเข้าด้วยกัน

เมื่อแจ็คดันขึ้น คานจะถ่ายแรงไปดึงเสาเข็มยึดขึ้นเป็นแรงถอน เสาเข็มยึดที่ต้านแรงถอนไว้จึงกลายเป็นแรงต้านให้แจ็คกดเสาเข็มทดสอบลง จำนวนและกำลังของเสาเข็มยึดต้องออกแบบให้รับแรงถอนรวมได้มากกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุด

เสาเข็มยึดทำงานรับแรงถอน (Tension) ด้วยหลักการเดียวกับการทดสอบแรงถอนเสาเข็ม กำลังต้านแรงถอนมาจากแรงเสียดทานระหว่างผิวเสาเข็มกับดินรอบข้างเป็นหลัก

แผนภาพระบบ Reaction Pile แสดงเสาเข็มยึด คานถ่ายแรง และคานอ้างอิงในการทดสอบ Static Load Test
ระบบ Reaction Pile — คานถ่ายแรงพาดระหว่างเสาเข็มยึด (Anchor Pile) เพื่อสร้างแรงต้านให้แจ็คกดเสาเข็มทดสอบ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ข้อดีของ Reaction Pile

  • รองรับน้ำหนักทดสอบสูงได้ดีกว่า Kentledge จึงนิยมในงานเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่
  • ไม่ต้องขนย้ายน้ำหนักถ่วงจำนวนมากเข้าหน้างาน
  • ใช้พื้นที่หน้างานน้อยกว่าเมื่อเทียบที่น้ำหนักทดสอบเท่ากัน
ชุดคานถ่ายแรงเหล็กและเหล็กเสริมหัวเสาเข็มยึดของระบบ Reaction Pile ในพื้นที่ก่อสร้างจำกัด
ระบบเสาเข็มยึดทำงานได้ในพื้นที่แคบ เพราะไม่ต้องเผื่อที่กองน้ำหนักถ่วงรอบจุดทดสอบ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ข้อจำกัดของ Reaction Pile

  • ต้องมีเสาเข็มยึดที่ออกแบบและติดตั้งเพิ่ม เพิ่มต้นทุนและเวลาหากไม่มีเข็มเดิมให้ใช้
  • ระยะห่างระหว่างเสาเข็มยึดกับเสาเข็มทดสอบต้องเพียงพอ เพื่อลดการรบกวนกัน (Interaction) ที่มีผลต่อผลทดสอบ
  • การออกแบบคานถ่ายแรงและระบบยึดซับซ้อนกว่า ต้องคำนวณโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ
งานติดตั้งระบบ Reaction Pile จริงที่หน้างาน คานถ่ายแรงเหล็กและแจ็คไฮดรอลิกเหนือหัวเสาเข็มทดสอบ
งานติดตั้ง Static Load Test ระบบเสาเข็มยึดที่หน้างานจริง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Kentledge กับ Reaction Pile ต่างกันตรงไหน?

Kentledge กับ Reaction Pile ต่างกันที่แหล่งของแรงต้าน Kentledge ใช้น้ำหนักจริงที่กองไว้ ส่วน Reaction Pile ใช้แรงถอนของเสาเข็มยึด ความต่างนี้มีผลต่อน้ำหนักทดสอบที่ทำได้ พื้นที่ การขนย้าย และประเด็นความปลอดภัย ตามตารางด้านล่าง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

เปรียบเทียบระบบให้แรงต้าน Kentledge กับ Reaction Pile
หัวข้อKentledge (กองน้ำหนักถ่วง)Reaction Pile (เสาเข็มยึด)
หลักการสร้างแรงต้านน้ำหนักจริงกองบนแท่นรับแรงถอนจากเสาเข็มยึด + คานถ่ายแรง
เหมาะกับน้ำหนักทดสอบต่ำถึงปานกลางปานกลางถึงสูงมาก
พื้นที่หน้างานต้องการพื้นที่กว้างใช้น้อยกว่าที่น้ำหนักเท่ากัน
การขนย้ายขนน้ำหนักถ่วงจำนวนมากไม่ต้องขนน้ำหนักถ่วง
ต้องมีเสาเข็มเพิ่มไม่ต้องต้องมีเสาเข็มยึด 2–4 ต้น
ความซับซ้อนการออกแบบน้อยกว่ามากกว่า
ประเด็นความปลอดภัยหลักเสถียรภาพของแท่นถ่วงการถ่ายแรงถอนและระยะรบกวน

Kentledge หรือ Reaction Pile เลือกแบบไหนดี?

เลือก Reaction Pile เมื่อน้ำหนักทดสอบสูงมาก พื้นที่จำกัด หรือมีเสาเข็มเดิมใช้เป็นสมอได้ ส่วน Kentledge เหมาะเมื่อพื้นที่โล่งและน้ำหนักทดสอบไม่มาก การตัดสินใจขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ น้ำหนักทดสอบ พื้นที่หน้างาน และความพร้อมของเสาเข็มยึด

  • น้ำหนักทดสอบ: ถ้าน้ำหนักทดสอบสูงมาก Reaction Pile มักได้เปรียบ เพราะการกองน้ำหนักถ่วงหลายร้อยตันทำได้ยาก
  • พื้นที่หน้างาน: พื้นที่จำกัดเอียงไปทาง Reaction Pile ส่วนพื้นที่โล่งและน้ำหนักทดสอบไม่มาก Kentledge ก็สะดวกกว่า
  • ความพร้อมของเสาเข็มยึด: ถ้ามีเสาเข็มเดิมที่ใช้เป็นสมอได้ Reaction Pile จะประหยัดกว่า แต่ถ้าไม่มีเลย การกองน้ำหนักอาจคุ้มกว่า
แผ่นน้ำหนักถ่วงคอนกรีตกองรอติดตั้งข้างงานขุดฐานราก แสดงพื้นที่ที่ระบบ Kentledge ต้องใช้ในหน้างาน
สภาพหน้างานจริงเป็นตัวชี้ขาด — พื้นที่วางน้ำหนักถ่วงและทางเข้าออกของรถบรรทุกมีผลต่อการเลือกระบบไม่แพ้น้ำหนักทดสอบ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

การเลือกระบบและออกแบบรายละเอียดควรให้วิศวกรผู้รับผิดชอบพิจารณาจากเงื่อนไขจริงของโครงการ ไม่ควรกำหนดตายตัวจากบทความ อ่านภาพรวมวิธีทดสอบได้ที่ Static Pile Load Test คืออะไร และหากยังลังเลระหว่างวิธีทดสอบ ดู Dynamic vs Static Load Test เลือกแบบไหนดี

ถ้าเลือก Reaction Pile หน้างานจะมีองค์ประกอบตามภาพ 3 มิติด้านล่าง ให้สังเกตว่าคานอ้างอิง (G) ตั้งขาอยู่นอกแนวเสาเข็มยึด และหน้าตัดด้านหน้าแสดงเสาเข็มยึดที่ถูกดึงขึ้น (ลูกศรแดง) โดยมีดินต้านไว้ (ลูกศรเขียว) กรอบขวาคือเช็คลิสต์ก่อนเลือกและก่อนทดสอบ

แบบจำลอง 3 มิติ การติดตั้ง Static Load Test ระบบ Reaction Pile ด้วยเสาเข็มยึด 4 ต้น คานหลัก คานขวาง เหล็กยึด แจ็คไฮดรอลิก คานอ้างอิงอิสระ ปั๊มไฮดรอลิก และ Datalogger พร้อมเช็คลิสต์การเลือกและตรวจระบบ ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของหน้างาน Static Load Test แบบ Reaction Pile บนก้อนดินที่ตัดหน้าให้เห็นชั้นดิน เสาเข็มทดสอบอยู่กลาง ล้อมด้วยเสาเข็มยึดสี่ต้นที่มุมสี่เหลี่ยม แจ็คไฮดรอลิกและ Load Cell ตั้งบนแผ่นเหล็กหัวเสาเข็มทดสอบ ดันขึ้นใต้คานหลักที่พาดผ่านเหนือหัวเสาเข็ม ปลายคานหลักรับคานขวางสองตัว แต่ละตัวพาดระหว่างเสาเข็มยึดสองต้น และยึดลงหัวเสาเข็มยึดด้วยเหล็กยึดกับแผ่นเหล็กด้านบน ลูกศรสีแดงเหนือเหล็กยึดแสดงแรงถอนที่เสาเข็มยึดรับ หน้าตัดด้านหน้าผ่านเสาเข็มยึดแถวหน้าสองต้น เห็นลำตัวเสาเข็มยึดลงไปในชั้นดิน ลูกศรแดงในเสาเข็มคือแรงถอน และลูกศรเขียวข้างเสาเข็มคือแรงเสียดทานของดินที่ต้านการถอน มีเส้นบอกระยะห่างระหว่างเสาเข็มทดสอบกับแนวเสาเข็มยึดซึ่งต้องเพียงพอ คานอ้างอิงสองเส้นวางขนานคานหลักทั้งสองข้างของเสาเข็มทดสอบ ขาตั้งอยู่นอกแนวเสาเข็มยึด และมี Dial Gauge สี่ตัววัดการทรุดตัวของหัวเสาเข็ม ปั๊มไฮดรอลิกต่อสายไปยังแจ็ค และ Datalogger รับสายสัญญาณจาก Load Cell และมาตรวัด ตั้งอยู่ด้านขวาห่างจากชุดทดสอบ กรอบด้านขวาเป็นเช็คลิสต์สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกรณีที่ Reaction Pile เหมาะ ได้แก่ น้ำหนักทดสอบสูงมาก พื้นที่หน้างานจำกัด และมีเสาเข็มเดิมใช้เป็นสมอได้ กลุ่มที่สองคือสิ่งที่ต้องตรวจก่อนทดสอบ ได้แก่ แรงถอนรวมของเสาเข็มยึดต้องมากกว่าน้ำหนักทดสอบสูงสุด ระยะห่างระหว่างเสาเข็มยึดกับเสาเข็มทดสอบต้องเพียงพอเพื่อลดการรบกวน และคานถ่ายแรงกับเหล็กยึดต้องออกแบบโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ หมายเหตุว่าเป็นภาพเชิงแนวคิด จำนวนเสาเข็มยึดโดยทั่วไป 2 ถึง 4 ต้นตามการคำนวณของวิศวกร แบบจำลอง 3 มิติ (3D): ชุดทดสอบ Reaction Pile (เสาเข็มยึด 4 ต้น) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ห่างเพียงพอ ดินต้านแรงถอน แรงถอน A B C D E F G H I A หัวเสาเข็มทดสอบ + แผ่นเหล็ก B แจ็คไฮดรอลิก + Load Cell C คานหลัก (Main Beam) D คานขวาง ×2 (Cross Beam) E เหล็กยึด + แผ่นยึดบนคาน F เสาเข็มยึด ×4 (Anchor Pile) G คานอ้างอิงอิสระ ×2 + Dial Gauge H ปั๊มไฮดรอลิก → แจ็ค I Datalogger ← Load Cell/มาตรวัด แดง = แรงถอน · เขียว = ดินต้าน เช็คลิสต์ Reaction Pile เหมาะเมื่อ น้ำหนักทดสอบสูงมาก กองน้ำหนักถ่วงหลายร้อยตันทำได้ยาก พื้นที่หน้างานจำกัด ไม่ต้องเผื่อที่กองน้ำหนักถ่วง มีเสาเข็มเดิมใช้เป็นสมอได้ ไม่มี = ต้องติดตั้งเพิ่ม (เวลา + ต้นทุน) ต้องตรวจให้ครบก่อนทดสอบ แรงถอนรวม > น้ำหนักทดสอบ จำนวน/กำลังเข็มยึดตามการคำนวณ ระยะห่างเข็มยึด–เข็มทดสอบ เพียงพอ ลดการรบกวน (Interaction) คานถ่ายแรง + เหล็กยึด ออกแบบโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ คานอ้างอิงตั้งแยกอิสระ ขาตั้งอยู่นอกแนวเสาเข็มยึด ภาพเชิงแนวคิด โดยทั่วไปใช้เสาเข็มยึด 2–4 ต้น จำนวนและระยะจริงตามการคำนวณ ของวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการ
แบบจำลอง 3 มิติ ชุดทดสอบ Reaction Pile: แจ็คและ Load Cell ดันคานหลัก ส่งแรงผ่านคานขวางและเหล็กยึดไปดึงเสาเข็มยึด 4 ต้น คานอ้างอิงอิสระพร้อม Dial Gauge วัดการทรุดตัว — ภาพเชิงแนวคิด จำนวนเสาเข็มยึดโดยทั่วไป 2–4 ต้นตามการคำนวณของวิศวกร

ติดตั้งเสร็จแล้ว ทดสอบและอ่านผลอย่างไร?

เมื่อระบบให้แรงต้านพร้อม การทดสอบจะให้น้ำหนักเป็นขั้น (Load Increment) แล้ววัดการทรุดตัวของหัวเสาเข็มที่แต่ละขั้น จากนั้นนำมาเขียนเป็นกราฟ Load-Settlement เพื่อประเมินกำลังรับน้ำหนักตามเกณฑ์ที่กำหนดในสเปค เช่น Davisson Offset

ก่อนเริ่มให้น้ำหนัก หัวเสาเข็มต้องเตรียมให้เรียบและได้ระดับ และตั้งแจ็คให้ตรงแนวแกนเสาเข็ม ดูรายละเอียดในการเตรียมหัวเสาเข็มก่อนทดสอบ

แจ็คไฮดรอลิกและ Dial Gauge วัดการทรุดตัวหัวเสาเข็มใต้แท่นน้ำหนักถ่วงระหว่างทดสอบ Static Load Test
แจ็คไฮดรอลิกและ Dial Gauge ที่ติดตั้งบนคานอ้างอิง สำหรับอ่านการทรุดตัวหัวเสาเข็มในแต่ละขั้นน้ำหนัก (ภาพ: SPN Soil Engineering)

วิธีอ่านผลอย่างละเอียดอยู่ในบทความ Static Load Test อ่านผลยังไง

SPN Soil Engineering ให้บริการทดสอบเสาเข็ม Static Load Test ทั่วประเทศ 77 จังหวัด รายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

Static Load Test ราคาเท่าไหร่ต่อต้น?

Static Load Test อยู่ที่ประมาณ 50,000–150,000+ บาท/ต้น ขึ้นกับน้ำหนักทดสอบและระบบให้แรงต้านที่เลือกใช้ เพราะต้นทุนหลักอยู่ที่การเตรียมระบบให้แรงต้าน ไม่ใช่ตัวการทดสอบ

ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน ต้องการตัวเลขที่ตรงกับโครงการ ติดต่อขอใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมง

📌 หมายเหตุ

บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทางวิศวกรรมภาพรวม การเลือกระบบให้แรงต้าน จำนวนเสาเข็มยึด น้ำหนักถ่วงที่ต้องใช้ ระยะห่างระหว่างเสาเข็มยึดกับเสาเข็มทดสอบ และค่า Safety Margin ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะของโครงการและการคำนวณของวิศวกรผู้รับผิดชอบที่มีใบอนุญาต ไม่ใช่คำแนะนำการออกแบบที่เจาะจงกับโครงการใดโครงการหนึ่ง