วิศวกร SPN เคาะทดสอบ Seismic Integrity Test ที่หัวเสาเข็มด้วยค้อนพร้อมเซนเซอร์วัดคลื่นหน้างานจริง
การทดสอบ Seismic Integrity Test ทำโดยเคาะหัวเสาเข็มด้วยค้อนมือ แล้ววัดคลื่นสะท้อนด้วยเซนเซอร์ที่หัวเข็ม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Seismic Integrity Test อ่านผลจากอะไร?

Seismic Integrity Test (หรือ Low Strain Pile Integrity Test) อ่านผลจาก กราฟความเร็วคลื่น (Velocity) เทียบกับเวลา การทดสอบทำโดยเคาะหัวเสาเข็มด้วยค้อนมือ (Hand-held Hammer) คลื่นความเค้น (Stress Wave) จะวิ่งลงไปตามตัวเสาเข็ม เมื่อเจอ การเปลี่ยนแปลงของหน้าตัดหรือคุณภาพคอนกรีต (Impedance Change) คลื่นบางส่วนจะสะท้อนกลับขึ้นมาให้เซนเซอร์ที่หัวเข็มจับได้

ตำแหน่งของสิ่งที่คลื่นเจอ คำนวณจากสมการง่าย ๆ:

📐 สมการหาความลึก

ความลึก = (ความเร็วคลื่น × เวลาที่คลื่นสะท้อนกลับ) ÷ 2
ความเร็วคลื่นในเสาเข็มคอนกรีตทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3,500–4,000 เมตร/วินาที ขึ้นกับกำลังและอายุคอนกรีต
ตัวอย่างค่าสมมติ: ความเร็วคลื่น 4,000 ม./วินาที และคลื่นสะท้อนกลับมาที่ 0.010 วินาที → ความลึก = 4,000 × 0.010 ÷ 2 = 20 ม.

การทดสอบและการแปลผลในไทยอ้างอิงมาตรฐาน มยผ.1551-51 เป็นหลัก ส่วนวิธีสากล ASTM D5882-16 ถูก ASTM ถอนสถานะ (Withdrawn) เมื่อปี ค.ศ. 2025 หากอ้างถึงในเอกสารจึงควรระบุปีฉบับและสถานะกำกับ

Seismic Test ทำได้เร็วและราคาประหยัด จึงนิยมใช้คัดกรองความสมบูรณ์ของเสาเข็มจำนวนมากในโครงการ (ดูพื้นฐานวิธีทดสอบที่ Seismic Integrity Test คืออะไร)

เสาเข็มปกติ กราฟหน้าตาเป็นยังไง?

กราฟเสาเข็มสมบูรณ์มียอดคลื่นหลัก 2 จุด คือ Impact Pulse ที่หัวเข็ม และ Toe Reflection ที่ความยาวตามแบบ ส่วนช่วงกลางราบเรียบ

  1. Impact Pulse — ยอดคลื่นแรกตอนเคาะ อยู่ที่ตำแหน่งใกล้ศูนย์ (หัวเสาเข็ม)
  2. Toe Reflection — คลื่นสะท้อนจากปลายเข็ม ปรากฏที่ตำแหน่งตรงกับความยาวเสาเข็มตามแบบ (เช่น เข็มยาว 21 ม. ต้องเห็นสัญญาณสะท้อนที่ประมาณ 21 ม.)

ระหว่างสองจุดนี้ กราฟควร ราบเรียบ ไม่มียอดคลื่นแปลกปลอมที่ชัดเจน ซึ่งหมายความว่าหน้าตัดเสาเข็มสม่ำเสมอตลอดความยาว

ตัวอย่างกราฟ Seismic Test ของเสาเข็มสมบูรณ์ เห็น Impact Pulse ที่หัวเข็มและ Toe Reflection ชัดเจนที่ 7 เมตรตรงตามความยาวเข็มจำลอง จาก มยผ.1551-51
เสาเข็มสมบูรณ์ — เห็นยอดคลื่นตอนเคาะ (0 ม.) และ Toe Reflection ที่ ~7 ม. ตรงกับความยาวเข็มจำลอง ช่วงกลางราบเรียบ (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง, กรมโยธาธิการและผังเมือง — ทดสอบกับเสาเข็มจำลอง)

กราฟแบบไหนบอกว่าเสาเข็มมี Defect?

กราฟที่มีคลื่นสะท้อนกลับมาก่อนถึงปลายเข็ม บอกว่าหน้าตัดหรือเนื้อคอนกรีตอาจเปลี่ยนที่ความลึกนั้น ทิศของคลื่นเทียบกับ Impact Pulse บอกประเภท: ทิศเดียวกันหมายถึงหน้าตัดลดลง ทิศตรงข้ามหมายถึงหน้าตัดขยาย ตารางด้านล่างสรุป 5 รูปแบบที่พบบ่อย

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

รูปแบบสัญญาณบนกราฟความหมายที่เป็นไปได้พบบ่อยใน
คลื่นสะท้อน ทิศทางเดียวกับ Impact Pulse ก่อนถึงปลายเข็มหน้าตัดลดลง — คอคอด (Necking), รอยแตก (Crack), โพรง (Void), คอนกรีตคุณภาพต่ำเสาเข็มเจาะช่วงดินอ่อน / เสาเข็มตอกที่แตกร้าว
คลื่นสะท้อน ทิศทางตรงข้ามกับ Impact Pulseหน้าตัดขยาย — เข็มบวม (Bulging) จากคอนกรีตไหลออกในชั้นดินอ่อนเสาเข็มเจาะระบบเปียก
สัญญาณสะท้อนซ้ำ ๆ เป็นจังหวะจากตำแหน่งเดียวรอยแตกหรือรอยต่อที่แยกตัวชัดเจน คลื่นส่วนใหญ่สะท้อนกลับที่จุดนั้นเสาเข็มตอกหลายท่อน / เข็มที่ตอกจนแตก
ไม่เห็น Toe Reflection ที่ความยาวตามแบบคลื่นถูกดูดซับหมดก่อนถึงปลาย (เข็มยาว/แรงเสียดทานสูง) หรือมี defect ใหญ่กั้นเสาเข็มยาวในดินเหนียวแข็ง
Toe Reflection ปรากฏ ตื้นกว่าความยาวตามแบบความยาวเข็มจริงอาจสั้นกว่าแบบ หรือมีรอยแตกขาดที่ตำแหน่งนั้นต้องตรวจสอบร่วมกับบันทึกการก่อสร้าง

ตัวอย่างสัญญาณจริงจากการทดสอบกับเสาเข็มจำลองใน มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง ช่วยให้เห็นภาพแต่ละกรณีชัดขึ้น

ตัวอย่างกราฟ Seismic Test เสาเข็มหน้าตัดลดลง (Necking) คลื่นสะท้อนทิศทางเดียวกับ Impact Pulse ปรากฏก่อนถึงปลายเข็ม จาก มยผ.1551-51
หน้าตัดลดลง (Necking) — คลื่นสะท้อนทิศทางเดียวกับยอดคลื่นแรก ปรากฏกลางเข็มก่อนถึง Toe Reflection (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง)
ตัวอย่างกราฟ Seismic Test เสาเข็มแตกร้าว สัญญาณสะท้อนจากรอยร้าวปรากฏชัดก่อนถึงปลายเข็ม จาก มยผ.1551-51
เสาเข็มแตกร้าว — สัญญาณสะท้อนจากรอยร้าวชัดเจนและแอมพลิจูดสูง เพราะคลื่นส่วนใหญ่สะท้อนกลับที่รอยแตก (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง)
ตัวอย่างกราฟ Seismic Test เสาเข็มหน้าตัดเพิ่มขึ้น (Bulging) คลื่นสะท้อนทิศทางตรงข้ามกับ Impact Pulse จาก มยผ.1551-51
หน้าตัดเพิ่มขึ้น (Bulging) — คลื่นสะท้อนทิศทางตรงข้ามกับยอดคลื่นแรก (กดลงก่อนแล้วค่อยขึ้น) ต่างจากกรณีหน้าตัดลด (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง)
⚠️ ข้อควรระวังสำคัญ

รูปแบบสัญญาณเดียวกันอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สัญญาณสะท้อนกลางเข็มอาจเป็นรอยต่อเสาเข็มตอกตามปกติ ไม่ใช่รอยแตกก็ได้ การสรุปผลจึงต้องทำโดยวิศวกรที่ดูข้อมูลประกอบครบ ทั้งชนิดเสาเข็ม บันทึกการตอก/การเทคอนกรีต และข้อมูลชั้นดิน

ตัวอย่างกราฟ Seismic Test เสาเข็มมีรอยต่อเชื่อม สัญญาณสะท้อนจากรอยต่อคล้ายสัญญาณ defect จาก มยผ.1551-51
เสาเข็มมีการต่อเชื่อม — รอยต่อสร้างสัญญาณสะท้อนกลางเข็มคล้ายรอยแตกได้ ตัวอย่างชัดว่าทำไมต้องเทียบกราฟกับบันทึกตำแหน่งรอยต่อก่อนสรุปผล (ที่มา: มยผ.1551-51 ภาคผนวก ง)

เมื่อรู้จักรูปแบบสัญญาณแล้ว ภาพด้านล่างเรียงการอ่านกราฟเป็น 3 คำถาม คือ สัญญาณเชื่อถือได้หรือไม่ เห็น Toe Reflection ที่ความยาวตามแบบหรือไม่ และมีคลื่นสะท้อนก่อนถึงปลายเข็มในทิศใด แต่ละคำตอบพาไปสู่กลุ่มผลตามตารางด้านบน พร้อมสิ่งที่ควรทำต่อ

ลำดับการอ่านผล Seismic Integrity Test สามขั้น ตั้งแต่ตรวจคุณภาพสัญญาณ ดู Toe Reflection และทิศของคลื่นสะท้อน ไปจนถึงการจัดกลุ่มผลและสิ่งที่ควรทำต่อ (ตัวอย่างเชิงหลักการ) ผังการตัดสินใจเชิงหลักการสำหรับอ่านกราฟ Seismic Integrity Test คอลัมน์ซ้ายเป็นคำถามสามขั้นเรียงจากบนลงล่าง แต่ละขั้นมีกราฟย่อประกอบ ขั้นที่หนึ่ง สัญญาณคมชัดและซ้ำกันทุกครั้งที่เคาะหรือไม่ ถ้าไม่ ผลคือยังอ่านผลไม่ได้เพราะสัญญาณรบกวนสูง ให้เจียรผิวหัวเข็มแล้วทดสอบซ้ำหลายจุด ขั้นที่สอง เห็นคลื่นสะท้อนจากปลายเข็มที่ความยาวตามแบบหรือไม่ ถ้าเห็นตื้นกว่าแบบ เสาเข็มอาจสั้นกว่าแบบหรือแตกขาดที่ตำแหน่งนั้น ให้เทียบบันทึกก่อสร้างและตรวจเชิงลึกด้วยการเจาะเก็บแท่งตัวอย่าง ถ้าไม่เห็นปลายเข็ม อาจเป็นเพราะคลื่นถูกดินดูดซับหรือมีข้อบกพร่องใหญ่กั้น ให้พิจารณาชั้นดินและอัตราส่วนความยาวต่อขนาดเสาเข็ม และยืนยันความยาวด้วยวิธีอื่น เช่น Parallel Seismic ขั้นที่สาม เมื่อเห็นปลายเข็มที่ความยาวตามแบบแล้ว ให้ดูว่ามีคลื่นสะท้อนก่อนถึงปลายเข็มหรือไม่และมีทิศใดเทียบกับ Impact Pulse ถ้าไม่มี กราฟราบเรียบ จัดเป็นเสาเข็มสมบูรณ์ บันทึกผลในรายงาน แต่ยังไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนักซึ่งต้องใช้ PDA หรือ Static Load Test ถ้าสะท้อนทิศเดียวกับ Impact Pulse หมายถึงหน้าตัดลดลง เช่น คอคอด รอยแตก โพรง หรือคอนกรีตด้อย ให้ทดสอบซ้ำ ทดสอบต้นข้างเคียง แล้วตรวจเชิงลึกด้วย Coring หรือ CSL และส่งวิศวกรพิจารณา ถ้าสะท้อนทิศตรงข้ามหมายถึงหน้าตัดขยายหรือเข็มบวมจากคอนกรีตไหลออกในดินอ่อน ให้เทียบกับปริมาณคอนกรีตที่เทจริง ถ้าสะท้อนซ้ำเป็นจังหวะจากตำแหน่งเดียว อาจเป็นรอยแตกหรือรอยต่อที่แยกตัว ให้เทียบตำแหน่งรอยต่อจากบันทึกการตอก กราฟย่อทุกอันมีเส้นประแสดงตำแหน่งปลายเข็มตามแบบ แถบล่างย้ำว่าเป็นตัวอย่างเชิงหลักการ รูปแบบเดียวกันเกิดได้จากหลายสาเหตุ และการตัดสินว่าเสาเข็มใช้ได้หรือต้องแก้ไขเป็นของวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการ อ่านผล Seismic Test เป็นลำดับ: 3 คำถาม → จัดกลุ่มผล → ทำอะไรต่อ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ลำดับการอ่านกราฟ สัญญาณ จัดกลุ่มผล · ความหมายที่เป็นไปได้ ทำอะไรต่อ ยังอ่านผลไม่ได้ สัญญาณรบกวนสูง ไม่ซ้ำกัน เจียรผิวหัวเข็ม แล้วทดสอบซ้ำหลายจุด เข็มสั้นกว่าแบบ? หรือแตกขาดที่ตำแหน่งนั้น เทียบบันทึกก่อสร้าง ตรวจเชิงลึก (Coring) อ่านปลายเข็มไม่ได้ ดินดูดซับคลื่น / defect ใหญ่กั้น ดูชั้นดิน + L/D ยืนยันความยาววิธีอื่น เสาเข็มสมบูรณ์ Toe ชัด ช่วงกลางราบเรียบ บันทึกผลในรายงาน รับน้ำหนัก? → PDA/Static หน้าตัดลดลง คอคอด รอยแตก โพรง คอนกรีตด้อย ทดสอบซ้ำ + ต้นข้างเคียง Coring / CSL → วิศวกร หน้าตัดขยาย (บวม) คอนกรีตไหลออกในดินอ่อน เทียบปริมาณคอนกรีต ที่เทจริง รอยแตก / รอยต่อแยกตัว คลื่นส่วนใหญ่สะท้อนที่จุดเดียว เทียบตำแหน่งรอยต่อ จากบันทึกการตอก 1 สัญญาณคมชัด ซ้ำกันทุกครั้ง? เคาะหลายครั้ง กราฟทับกันดี 2 เห็น Toe Reflection ที่ความยาวตามแบบ? L Toe ที่ L 3 มีคลื่นสะท้อน ก่อนถึงปลายเข็ม? ดูทิศเทียบกับ Impact Pulse ดูช่วงกลางกราฟ Impact Pulse ปลายเข็ม ทิศเดียวกับ Impact Pulse = หน้าตัดลดลง ทิศตรงข้าม Impact Pulse = หน้าตัดขยาย ไม่ ตื้นกว่าแบบ ไม่เห็น ไม่มี ทิศเดียวกัน ทิศตรงข้าม ซ้ำเป็นจังหวะ ใช่ เห็นที่ L เส้นประในกราฟย่อ = ปลายเข็มตามแบบ (L) ตัวอย่างเชิงหลักการ · ไม่ใช่ค่าวัดจริง รูปแบบเดียวกันเกิดได้หลายสาเหตุ ใช้ได้/ต้องแก้ไข = วิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการตัดสิน
ลำดับการอ่านผล Seismic Integrity Test 3 ขั้น: คุณภาพสัญญาณ → Toe Reflection → ทิศของคลื่นสะท้อนก่อนถึงปลายเข็ม แล้วจัดกลุ่มผลพร้อมสิ่งที่ควรทำต่อ — กราฟย่อเป็นตัวอย่างเชิงหลักการ ไม่ใช่ค่าวัดจริง ผลสุดท้ายให้วิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการตัดสิน

อะไรทำให้กราฟอ่านยาก (ไม่ใช่ defect เสมอไป)?

บางปัจจัยสร้างสัญญาณคล้าย defect หรือทำให้ Toe Reflection จางลง ทั้งที่เสาเข็มอาจไม่ได้เสียหาย ปัจจัยเหล่านี้คือเหตุผลที่ต้องตรวจคุณภาพสัญญาณเป็นขั้นแรก (คำถามข้อ 1 ในภาพด้านบน)

เซนเซอร์รับสัญญาณคลื่นสะท้อนติดตั้งบนหัวเสาเข็มระหว่างทดสอบ Seismic Integrity Test หน้างานจริง
เซนเซอร์วัดคลื่นที่หัวเสาเข็ม บันทึกสัญญาณสะท้อนเพื่อนำไปแปลผลบนกราฟ Velocity–Time — สภาพผิวหัวเข็มมีผลโดยตรงต่อความคมชัดของสัญญาณ (ภาพ: SPN Soil Engineering)
  • หัวเสาเข็มไม่เรียบหรือมีเศษคอนกรีตหลุดร่อน — สัญญาณรบกวนสูง แก้โดยเจียรผิวหัวเข็มก่อนทดสอบ (ดู การเตรียมหัวเสาเข็มก่อนทดสอบ)
  • เสาเข็มยาวมากเมื่อเทียบกับขนาดหน้าตัด — คลื่นถูกแรงเสียดทานของดินดูดซับจน Toe Reflection จางหรือหายไป
  • ชั้นดินเปลี่ยนแปลงรุนแรง — แรงเสียดทานที่เปลี่ยนกะทันหันสร้างสัญญาณสะท้อนคล้าย defect ได้
  • ทดสอบตอนคอนกรีตอายุน้อยเกินไป — ความเร็วคลื่นต่ำและไม่นิ่ง ทำให้คำนวณตำแหน่งคลาดเคลื่อน

Seismic Test มีข้อจำกัดอะไรที่ต้องรู้ก่อนสรุปผล?

Seismic Integrity Test เป็นเครื่องมือคัดกรองความสมบูรณ์ ไม่ใช่การทดสอบกำลังรับน้ำหนัก และมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ข้อ

  1. บอกกำลังรับน้ำหนักไม่ได้ — บอกได้เฉพาะความสมบูรณ์ของเนื้อเสาเข็ม หากต้องการยืนยันกำลังรับน้ำหนัก ต้องทดสอบ Dynamic Load Test (PDA) หรือ Static Load Test
  2. defect ขนาดเล็กมากอาจตรวจไม่พบ — โดยเฉพาะ defect ที่ลึกมากหรือมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหน้าตัดเข็ม
  3. defect ใต้ defect แรกมองไม่เห็น — ถ้ามีรอยแตกใหญ่ช่วงบน คลื่นส่วนใหญ่สะท้อนกลับหมด ข้อมูลใต้จุดนั้นจะเชื่อถือไม่ได้

เจอสัญญาณผิดปกติ ทำอย่างไรต่อ?

ยังไม่ควรสรุปว่าเสาเข็มเสียทันที ขั้นแรกคือยืนยันว่าสัญญาณมาจากตัวเข็มจริง แล้วจึงตรวจเชิงลึกเฉพาะต้นที่ยังผิดปกติ วิศวกรมักดำเนินการตามลำดับนี้

  1. ทดสอบซ้ำที่ต้นเดิม หลายตำแหน่งบนหัวเข็ม เพื่อยืนยันว่าสัญญาณมาจากตัวเข็มจริง ไม่ใช่สัญญาณรบกวน
  2. เทียบกับบันทึกการก่อสร้าง เช่น ปริมาณคอนกรีตที่เทจริง บันทึกการตอก ตำแหน่งรอยต่อเข็ม
  3. ทดสอบต้นข้างเคียงเพิ่ม เพื่อดูว่าเป็นปัญหาเฉพาะต้นหรือทั้งโซน
  4. ตรวจสอบเชิงลึกด้วยวิธีอื่น เช่น การเจาะเก็บแท่งตัวอย่างคอนกรีต (Coring) หรือ Cross Hole Sonic Logging (CSL) สำหรับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่ฝังท่อไว้ล่วงหน้า ส่วนกรณีไม่เห็น Toe Reflection และต้องการยืนยันความยาว อาจใช้ Parallel Seismic Test
  5. ส่งผลให้วิศวกรผู้ออกแบบพิจารณา — การตัดสินว่าเสาเข็มใช้ได้หรือต้องแก้ไข เป็นอำนาจของวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการ

ภาพ 3 มิติด้านล่างเป็นตัวอย่างการจัดกลุ่มผลเชิงหลักการ 4 ระดับ: สีเขียวคือสมบูรณ์ สีส้มคือต้องเทียบข้อมูลก่อสร้าง (เข็มบวม รอยต่อ) สีแดงคือสงสัย defect (คอคอด รอยแตก) และสีเทาคืออ่านผลไม่ได้ ต้องทดสอบซ้ำ

แบบจำลอง 3 มิติ แถวเสาเข็มในหน้าตัดดินที่แต่ละต้นมีสภาพต่างกัน พร้อมป้ายสีผลการอ่าน Seismic Test บนหัวเข็ม และสิ่งที่ควรทำต่อในแต่ละระดับ (ภาพเชิงแนวคิด) ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของก้อนดินที่ตัดหน้าให้เห็นชั้นดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง และชั้นทราย มีเสาเข็มห้าต้นเรียงอยู่ในหน้าตัด สามต้นแรกเป็นเสาเข็มเจาะ ต้นที่หนึ่งสมบูรณ์ตลอดความยาว มีลูกศรคลื่นวิ่งลงและสะท้อนกลับจากปลายเข็ม ติดป้ายสีเขียวว่าสมบูรณ์ ต้นที่สองมีคอคอดในชั้นดินเหนียวอ่อน คลื่นสะท้อนกลับขึ้นมาก่อนถึงปลายเข็ม ติดป้ายสีแดง ต้นที่สามมีส่วนบวมจากคอนกรีตไหลออกในดินอ่อน ติดป้ายสีส้ม สองต้นหลังเป็นเสาเข็มตอกสำเร็จรูปหน้าตัดสี่เหลี่ยม ต้นที่สี่มีรอยแตกขวางหน้าตัด ติดป้ายสีแดง ต้นที่ห้ามีรอยต่อเหล็กระหว่างท่อน ซึ่งให้สัญญาณสะท้อนคล้ายข้อบกพร่อง ติดป้ายสีส้ม ด้านหลังบนผิวดินมีหัวเข็มอีกต้นที่ผิวหัวขรุขระ ติดป้ายสีเทาว่าอ่านผลไม่ได้ กรอบด้านขวาอธิบายผลแต่ละระดับและสิ่งที่ควรทำต่อ สีเขียวสมบูรณ์ ให้บันทึกผลในรายงาน แต่ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนัก สีส้มต้องเทียบข้อมูล เช่น เข็มบวมหรือรอยต่อ ให้เทียบปริมาณคอนกรีตที่เทจริงหรือบันทึกการตอก และทดสอบซ้ำหลายจุดบนหัวเข็ม สีแดงสงสัยข้อบกพร่อง เช่น คอคอด รอยแตก หรือ Toe ตื้นกว่าแบบ ให้ทดสอบซ้ำ ทดสอบต้นข้างเคียง แล้วตรวจเชิงลึกด้วย Coring หรือ CSL และให้วิศวกรพิจารณา สีเทาอ่านผลไม่ได้จากสัญญาณรบกวนหรือไม่เห็นปลายเข็ม ให้เจียรหัวเข็มแล้วทดสอบซ้ำ และพิจารณาชั้นดินหรือยืนยันด้วยวิธีอื่น ท้ายกรอบย้ำว่าการตัดสินว่าเสาเข็มใช้ได้หรือต้องแก้ไขเป็นของวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการ แบบจำลอง 3 มิติ (3D): สภาพเสาเข็มแต่ละต้น → ป้ายผล → ทำอะไรต่อ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน สมบูรณ์ คอคอด บวม รอยแตก รอยต่อ หัวขรุขระ เสาเข็มเจาะ คอคอด/บวม มักอยู่ช่วงดินอ่อน เสาเข็มตอกสำเร็จรูป แตกจากการตอก · รอยต่อท่อน ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ชั้นทราย คลื่นวิ่งลง แล้วสะท้อนจากปลายเข็ม คอคอด: สะท้อนกลับก่อนถึงปลาย = ตำแหน่งที่สัญญาณบ่งชี้ความผิดปกติ ผลแต่ละระดับ → ทำอะไรต่อ สมบูรณ์ Toe ชัดที่ L · ช่วงกลางราบเรียบ → บันทึกผลในรายงาน (ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนัก) ต้องเทียบข้อมูล เข็มบวม / รอยต่อเข็มตอก → เทียบปริมาณคอนกรีต · บันทึกตอก → ทดสอบซ้ำหลายจุดบนหัวเข็ม สงสัย defect คอคอด · รอยแตก · Toe ตื้นกว่าแบบ → ทดสอบซ้ำ + ทดสอบต้นข้างเคียง → Coring / CSL แล้วให้วิศวกรพิจารณา อ่านผลไม่ได้ สัญญาณรบกวน · ไม่เห็น Toe → เจียรหัวเข็มแล้วทดสอบซ้ำ → ดูชั้นดิน / ยืนยันด้วยวิธีอื่น ใช้ได้ หรือ ต้องแก้ไข? วิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้ตัดสิน ภาพเชิงแนวคิด · ไม่ใช่ผลทดสอบจริง
แบบจำลอง 3 มิติ: เสาเข็มในหน้าตัดดินที่มีสภาพต่างกัน พร้อมป้ายสีผลการอ่านบนหัวเข็ม และสิ่งที่ควรทำต่อในแต่ละระดับ — ภาพเชิงแนวคิด ไม่ใช่ผลทดสอบจริง เกณฑ์จริงเป็นไปตามข้อกำหนดโครงการและวิศวกรผู้รับผิดชอบ
🔗 อ่านต่อ

ถ้าผลออกมาว่าเสาเข็ม ไม่ผ่าน Seismic Test อ่านแนวทางรับมือแบบละเอียดได้ที่ เสาเข็มไม่ผ่าน Seismic Test ทำยังไง และดูภาพรวมการเลือกวิธีทดสอบทั้งหมดที่ รวมทุกวิธีทดสอบเสาเข็ม

ทีมวิศวกร SPN ทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็มด้วย Seismic Integrity Test หลายต้นในโครงการหน้างานจริง
Seismic Integrity Test ใช้คัดกรองความสมบูรณ์เสาเข็มได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว ก่อนเจาะตรวจเชิงลึกเฉพาะต้นที่สงสัย (ภาพ: SPN Soil Engineering)

สรุป

การอ่านผล Seismic Integrity Test คือการดูว่าคลื่นสะท้อนกลับมาจากตำแหน่งไหนและทิศทางใด เสาเข็มสมบูรณ์จะเห็น Toe Reflection ชัดที่ความยาวตามแบบ และกราฟช่วงกลางราบเรียบ ส่วนคลื่นสะท้อนก่อนถึงปลายเข็มคือสัญญาณที่ต้องตรวจสอบต่อ

อย่าเพิ่งสรุปว่าเข็มเสียจากกราฟเพียงอย่างเดียว เพราะรูปแบบสัญญาณเดียวกันเกิดได้จากหลายสาเหตุ การแปลผลที่ถูกต้องต้องให้วิศวกรดูชนิดเสาเข็ม บันทึกก่อสร้าง และข้อมูลชั้นดินประกอบกัน และ Seismic Test ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม

SPN Soil Engineering ให้บริการทดสอบเสาเข็มครบทั้ง Seismic Integrity Test, Dynamic Load Test (PDA) และ Static Load Test ตามมาตรฐาน มยผ. และ ASTM ที่เกี่ยวข้อง ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ทั่วประเทศ 77 จังหวัด พร้อมรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร