Static Pile Load Test คืออะไร?

Static Pile Load Test (การทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มแบบสถิต) คือการให้ น้ำหนักจริงแบบสถิต กดลงบนหัวเสาเข็มเป็นขั้น ๆ แล้ววัดการทรุดตัวที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างกราฟความสัมพันธ์ น้ำหนัก-การทรุดตัว (Load-Settlement Curve) และประเมินกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มตามมาตรฐาน ASTM D1143 และ มยผ. 1251 (สำหรับแรงอัดตามแนวแกน)

ในวงการก่อสร้างมักเรียกสั้น ๆ ว่า Static Test หรือ Pile Load Test โดย Pile Load Test เป็นคำเรียกรวมของการทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็มทุกแบบ วิธีสถิตเป็นรูปแบบดั้งเดิมและตรงไปตรงมาที่สุด เพราะวัดพฤติกรรมการรับน้ำหนักจริงโดยตรง Static Load Test จึงถือเป็น วิธีที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากที่สุด และใช้เป็น "มาตรฐานอ้างอิง" ในการสอบเทียบผลจากวิธีพลศาสตร์อย่าง PDA

การทดสอบ Static Pile Load Test ด้วยระบบน้ำหนักถ่วง Kentledge คาน Supporting Beam ซ้อนชั้นบนเสาเข็มทดสอบ พร้อมป้าย SPN Pile Test
การทดสอบ Static Pile Load Test ด้วยระบบน้ำหนักถ่วง (Kentledge) — แม่แรงดันหัวเสาเข็มต้านกับแท่นน้ำหนัก พร้อมวัดการทรุดตัว (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Static Load Test ใช้ระบบให้น้ำหนักแบบไหน?

ระบบให้น้ำหนัก (Reaction System) มี 2 แบบหลัก คือ Kentledge และเสาเข็มสมอ ทั้งสองแบบทำหน้าที่เป็นแรงต้านให้แม่แรงดันลงบนหัวเสาเข็ม:

  • Kentledge (น้ำหนักถ่วง) — วางแท่นน้ำหนัก เช่น แผ่นคอนกรีตหรือเหล็ก ไว้เหนือเสาเข็ม แล้วใช้แม่แรงดันขึ้นต้านกับแท่น เหมาะกับน้ำหนักทดสอบไม่สูงมากและมีพื้นที่วางน้ำหนัก
  • Reaction / Anchor Pile (เสาเข็มสมอ) — ติดตั้งเสาเข็มสมอรอบ ๆ เสาเข็มทดสอบ ยึดกับคานรับแรง (Reaction Beam) แล้วใช้แม่แรงดันต้านกับคาน เหมาะกับน้ำหนักทดสอบสูง

การเลือกระบบขึ้นกับน้ำหนักทดสอบ พื้นที่หน้างาน และการขนส่งน้ำหนักถ่วง ดูการเปรียบเทียบและขั้นตอนติดตั้งของแต่ละแบบได้ที่ Kentledge vs เข็มสมอ — ติดตั้งระบบ Static Load Test แบบไหนดี

เครนยกคาน Supporting Beam ติดตั้งแท่นน้ำหนักถ่วง Kentledge ในบ่อขุดงานฐานรากขนาดใหญ่ โดยทีม SPN
การติดตั้งระบบน้ำหนักถ่วง — เครนยกคาน Supporting Beam เข้าตำแหน่งเหนือเสาเข็มทดสอบในบ่อขุดงานฐานราก (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ระบบน้ำหนักถ่วง (Kentledge) หน้างานจริง

ไดอะแกรม 3 มิติ ระบบน้ำหนักถ่วง Kentledge สำหรับ Static Pile Load Test แสดงแท่นน้ำหนักคอนกรีตวางบนคานเหล็กและแม่แรงไฮดรอลิกกลางแท่น
ไดอะแกรมระบบน้ำหนักถ่วง (Kentledge) — แท่นน้ำหนักคอนกรีตวางบนคานเหล็ก แม่แรงไฮดรอลิกกลางแท่นดันหัวเสาเข็มต้านขึ้น (ภาพ: SPN Soil Engineering)
แท่นน้ำหนักถ่วง Kentledge จากบล็อกคอนกรีตติดตั้งเหนือเสาเข็มทดสอบหน้างานของ SPN Soil Engineering พร้อมทีมวิศวกร
แท่นน้ำหนักถ่วงคอนกรีตติดตั้งเหนือเสาเข็มทดสอบ พร้อมคานรับแรง
แท่นน้ำหนักถ่วง Kentledge คลุมผ้าใบ ติดตั้งเหนือเสาเข็มทดสอบในบ่อขุดงานฐานราก
แท่นน้ำหนักถ่วงติดตั้งเหนือเสาเข็มทดสอบในบ่อขุดงานฐานราก
แท่นน้ำหนักถ่วง Kentledge มุมด้านหน้า บล็อกคอนกรีตเรียงบนคานเหล็กเหนือหัวเสาเข็มทดสอบ
มุมด้านหน้าของแท่นน้ำหนักถ่วง — บล็อกคอนกรีตเรียงบนคานเหล็ก
เครนเรียงบล็อกคอนกรีตเป็นแท่นน้ำหนักถ่วง Kentledge สำหรับ Static Pile Load Test หน้างานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เครนเรียงบล็อกคอนกรีตเป็นแท่นน้ำหนักถ่วง (พระนครศรีอยุธยา)
แท่นน้ำหนักถ่วง Kentledge บล็อกคอนกรีตคลุมผ้าใบกันฝน พร้อมป้ายโครงการ SPN เหนือเสาเข็มทดสอบ
แท่นน้ำหนักถ่วงคลุมผ้าใบกันฝน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์วัดครบชุด
แท่นน้ำหนักถ่วง Kentledge คาน Supporting Beam พร้อมปั้นจั่นตอกเสาเข็มหน้างานทดสอบ Static Load Test
แท่นน้ำหนักถ่วง Supporting Beam กลางหน้างานตอกเสาเข็ม

ระบบเสาเข็มสมอ (Reaction / Anchor Pile) หน้างานจริง

ไดอะแกรมระบบเสาเข็มสมอ (Reaction/Anchor Pile) สำหรับ Static Pile Load Test แสดง Test Pile ตรงกลาง แม่แรงไฮดรอลิก คานรับแรง เสาเข็มสมอสองข้าง และคานอ้างอิง (Reference Beam) พร้อมเกจวัดการทรุดตัว
ไดอะแกรมระบบเสาเข็มสมอ (Reaction/Anchor Pile) — แม่แรงดันหัว Test Pile ต้านกับคานรับแรงที่ยึดกับเสาเข็มสมอสองข้าง วัดการทรุดตัวจากคานอ้างอิง (Ref. Beam)
ระบบเสาเข็มสมอและคานรับแรงเหล็กหน้างานจริง วิศวกร SPN กำลังติดตั้งเครื่องมือวัดสำหรับ Static Pile Load Test
คานรับแรงเหล็กยึดกับเสาเข็มสมอหน้างาน ระหว่างติดตั้งเครื่องมือวัด
วิศวกร SPN อ่านค่าเครื่องมือวัดที่ระบบเสาเข็มสมอและคานรับแรงเหล็ก ระหว่างการทดสอบ Static Pile Load Test หน้างาน
วิศวกรอ่านค่าเครื่องมือวัดระหว่างการทดสอบด้วยระบบเสาเข็มสมอ

Static Load Test ให้น้ำหนักอย่างไร?

วิธีที่ใช้มากที่สุดคือ Maintained Load คือเพิ่มน้ำหนักเป็นขั้น เช่น ขั้นละ 25% ของน้ำหนักออกแบบ แล้วคงแต่ละขั้นไว้จนการทรุดตัวคงที่ก่อนเพิ่มขั้นถัดไป รูปแบบการให้น้ำหนัก (Loading Procedures) หลักมี 3 แบบ:

  • Maintained Load (ML / Slow ML) — เพิ่มน้ำหนักเป็นขั้น ๆ คงแต่ละขั้นจนการทรุดตัวคงที่ เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้มากที่สุด
  • Quick Maintained Load (QML) — คงน้ำหนักแต่ละขั้นในเวลาสั้นและคงที่ ทดสอบได้เร็วขึ้น
  • Constant Rate of Penetration (CRP) — ควบคุมอัตราการทรุดตัวให้คงที่ เหมาะกับการหากำลังประลัย

การทดสอบเพื่อ พิสูจน์ (Proof Test) มักให้ถึง 2–3 เท่าของน้ำหนักออกแบบ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโครงการ) ส่วนการทดสอบเพื่อ หากำลังประลัย (Ultimate) จะให้น้ำหนักจนเสาเข็มวิบัติหรือทรุดตัวถึงเกณฑ์ เมื่อครบแล้วจึงปลดน้ำหนักลงเป็นขั้น เพื่อวัดการคืนตัวและการทรุดตัวค้าง

สูตรที่ใช้แปลผล Static Load Test มีอะไรบ้าง?

สูตรหลักมี 3 ตัว คือ การหดตัวยืดหยุ่นของเสาเข็ม เกณฑ์ Davisson และน้ำหนักใช้งานปลอดภัย ทั้งหมดใช้แยกการทรุดตัวยืดหยุ่นของตัวเสาเข็มออกจากการทรุดตัวที่เกิดจากดิน:

การหดตัวยืดหยุ่นของเสาเข็ม:   δ = P · L / ( A · E ) P = น้ำหนัก, L = ความยาวเสาเข็ม, A = พื้นที่หน้าตัด, E = โมดูลัสยืดหยุ่น
เกณฑ์ Davisson (Offset Limit):   Sวิบัติ = P·L/(A·E) + ( 3.8 + D/120 ) หน่วยเป็นมิลลิเมตร, D = เส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็ม (มม.) — กำลังประลัยคือจุดที่กราฟตัดเส้น offset นี้
น้ำหนักใช้งานปลอดภัย:   Qallow = Qult / FS FS = อัตราส่วนความปลอดภัย โดยทั่วไปประมาณ 2.0–2.5

อ่านกราฟ Load-Settlement อย่างไร?

กราฟน้ำหนัก-การทรุดตัวคือผลลัพธ์หลักของการทดสอบ ใช้อ่านได้ทั้งกำลังประลัย การทรุดตัวที่น้ำหนักทดสอบ และการทรุดตัวค้างหลังปลดน้ำหนัก วิธีหากำลังประลัยที่นิยมใช้ ได้แก่:

  • Davisson Offset Limit — เกณฑ์ที่ใช้แพร่หลายที่สุด โดยลากเส้นขนานกับเส้นการหดตัวยืดหยุ่นแล้วเลื่อน offset
  • เกณฑ์การทรุดตัว (Settlement Criteria) — เช่น จำกัดการทรุดตัวรวมหรือการทรุดตัวคงค้างไม่เกินค่าที่กำหนด
  • วิธีอื่น — เช่น Chin-Kondner, Brinch Hansen 80% สำหรับการประมาณค่าเชิงคณิตศาสตร์

ต้องการเจาะลึกวิธีอ่านกราฟและตัวอย่างการแปลผลทีละขั้น อ่านต่อได้ที่ Static Load Test อ่านผลยังไง — กราฟ Load-Settlement และเกณฑ์ Davisson และถ้าผลออกมาไม่ผ่านเกณฑ์ ดูลำดับการตรวจสอบและทางเลือกแก้ไขได้ที่ Static Load Test ไม่ผ่าน ทำยังไง

แผนภาพด้านล่างเชื่อมวิธีให้น้ำหนักเข้ากับการอ่านผล ฝั่งซ้ายคือน้ำหนักที่เพิ่มเป็นขั้นและการทรุดตัวตามเวลา ซึ่งต้องรอให้ทรุดคงที่ทุกขั้น ฝั่งขวาคือการนำค่าปลายของแต่ละขั้นมาพล็อตเป็นกราฟ Load-Settlement แล้วหาจุดตัดกับเส้น Davisson ที่เลื่อนจากเส้น PL/AE ไป (4 + D/120) มม. (ค่า 4 มม. ปัดจาก 0.15 นิ้ว ≈ 3.8 มม. ตามต้นฉบับ Davisson)

หลักการให้น้ำหนักแบบ Maintained Load ใน Static Pile Load Test และการอ่านกราฟ Load–Settlement ด้วยเกณฑ์ Davisson (ตัวอย่างเชิงหลักการ) แผนภาพสองช่องเรียงซ้ายขวา เป็นตัวอย่างเชิงหลักการด้วยค่าสมมติ ไม่ใช่ผลทดสอบจริง ช่องซ้ายเป็นกราฟสองชั้นที่ใช้แกนเวลาร่วมกัน ชั้นบนเป็นกราฟน้ำหนักกับเวลาแบบขั้นบันได เพิ่มน้ำหนักทีละขั้น ขั้นละร้อยละ 25 ของน้ำหนักออกแบบ จนถึงน้ำหนักทดสอบสูงสุดร้อยละ 200 แล้วปลดน้ำหนักลงเป็นขั้นจนเป็นศูนย์ ช่วงคงน้ำหนักของขั้นหลัง ๆ ยาวขึ้นเพราะต้องรอให้การทรุดตัวคงที่ ชั้นล่างเป็นกราฟการทรุดตัวกับเวลา ทุกครั้งที่เพิ่มน้ำหนักเสาเข็มทรุดเพิ่มทันทีแล้วค่อย ๆ ทรุดช้าลงจนคงที่ก่อนเพิ่มขั้นถัดไป เมื่อปลดน้ำหนักเสาเข็มคืนตัวบางส่วนและเหลือการทรุดตัวค้าง ช่องขวาเป็นกราฟน้ำหนักกับการทรุดตัวที่นำค่าปลายของแต่ละขั้นมาพล็อต มีเส้นการหดตัวยืดหยุ่น PL/AE และเส้น Davisson ที่ขนานกันโดยเลื่อนลงเท่ากับ 4 บวก D หาร 120 มิลลิเมตร จุดที่กราฟตัดเส้น Davisson คือกำลังประลัย Qult ส่วนเส้นปลดน้ำหนักกลับมาที่การทรุดตัวค้าง แถบล่างสรุปสามข้อ คือ Proof Test ให้น้ำหนักถึง 2 ถึง 3 เท่าของน้ำหนักออกแบบตามข้อกำหนดโครงการ สูตรเกณฑ์ Davisson และน้ำหนักใช้งานเท่ากับกำลังประลัยหารด้วยอัตราส่วนความปลอดภัยประมาณ 2.0 ถึง 2.5 หลักการ: ให้น้ำหนักเป็นขั้น → อ่านผลด้วยเกณฑ์ Davisson แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 ขั้นตอนให้น้ำหนัก (Maintained Load) ตัวอย่างเชิงหลักการ · ค่าสมมติ น้ำหนัก → 100% 200% ← ทรุด เวลา → เพิ่มขั้นละ 25% ของน้ำหนักออกแบบ น้ำหนักทดสอบสูงสุด ปลดน้ำหนัก เป็นขั้น คงน้ำหนักจนทรุดคงที่ แล้วจึงเพิ่มขั้นถัดไป ทรุดค้าง แถบส้ม = ช่วงคงน้ำหนัก 1 ขั้น ค่าปลายแต่ละขั้น → นำไปพล็อตในกราฟ 2 2 อ่านผล: กราฟ Load–Settlement หากำลังประลัย (Qult) ด้วยเกณฑ์ Davisson น้ำหนัก P → ← ทรุด offset 4 + D/120 มม. Qult เพิ่มน้ำหนัก (ค่าปลายขั้น) ปลดน้ำหนัก → ทรุดค้าง เส้นยืดหยุ่น PL/AE เส้น Davisson Qult = จุดที่กราฟตัดเส้น Davisson 1 Proof Test 2–3× น้ำหนักออกแบบ (ตามสเปก) 2 เกณฑ์ Davisson S = PL/AE + (4 + D/120) มม. 3 น้ำหนักใช้งาน Qallow = Qult / FS (≈ 2.0–2.5)
หลักการให้น้ำหนักแบบ Maintained Load (เพิ่มขั้นละ 25% ของน้ำหนักออกแบบถึง 200% แล้วปลดเป็นขั้น) และการอ่านกราฟ Load-Settlement: จุดที่กราฟตัดเส้น Davisson คือกำลังประลัย (Qult) — ตัวอย่างเชิงหลักการด้วยค่าสมมติ ไม่ใช่ผลทดสอบจริง น้ำหนักทดสอบและเกณฑ์ที่ใช้จริงเป็นไปตามข้อกำหนดของโครงการ

ขั้นตอนการทดสอบ Static Load Test มีอะไรบ้าง?

การทดสอบ 1 ต้นมี 6 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่ติดตั้งระบบน้ำหนักต้านจนถึงจัดทำรายงาน:

  1. ติดตั้งระบบน้ำหนักต้าน (Kentledge หรือ Reaction Pile + คานรับแรง)
  2. วางแม่แรงไฮดรอลิกพร้อม Load Cell บนหัวเสาเข็มทดสอบ
  3. ติดตั้งมาตรวัดการทรุดตัว (Dial Gauge/LVDT) บนคานอ้างอิงอิสระ 2–4 จุด
  4. ให้น้ำหนักเป็นขั้น ๆ คงแต่ละขั้นจนการทรุดตัวคงที่ แล้วบันทึกค่า
  5. เพิ่มจนถึงน้ำหนักทดสอบ (2–3 เท่าตามข้อกำหนดโครงการ หรือถึงวิบัติ) แล้วปลดน้ำหนักเป็นขั้น
  6. เขียนกราฟ Load-Settlement วิเคราะห์ด้วย Davisson แล้วจัดทำรายงาน
การทดสอบ Static Pile Load Test กำลังดำเนินการ — แม่แรงไฮดรอลิกบนหัวเสาเข็มใต้แท่นถ่วงน้ำหนัก (Kentledge) พร้อมมาตรวัดการทรุดตัวติดตั้งบนคานอ้างอิงอิสระสีน้ำเงิน โดยทีมวิศวกร SPN
การทดสอบจริงในสนาม — แม่แรงไฮดรอลิกพร้อม Load Cell บนหัวเสาเข็มใต้แท่นถ่วงน้ำหนัก (Kentledge) และมาตรวัดการทรุดตัวบนคานอ้างอิงอิสระ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ภาพ 3 มิติด้านล่างแสดงอุปกรณ์ทั้งชุดในวันทดสอบ มุมหน้าของบล็อกน้ำหนักถูกตัดออกเพื่อให้เห็นแม่แรงและ Load Cell ใต้คานหลัก ให้สังเกตว่าคานอ้างอิงและมาตรวัดการทรุดตัวตั้งแยกอิสระจากแท่นน้ำหนักและไม้หมอน ส่วนปั๊มไฮดรอลิกกับ Datalogger วางห่างออกมาจากแท่น

แบบจำลอง 3 มิติ การติดตั้ง Static Pile Load Test ระบบน้ำหนักถ่วง (Kentledge) พร้อมตำแหน่งแม่แรง Load Cell คานอ้างอิงอิสระ มาตรวัดการทรุดตัว ปั๊มไฮดรอลิก และ Datalogger ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของชุดทดสอบ Static Pile Load Test แบบน้ำหนักถ่วงบนพื้นดิน ตัดบล็อกน้ำหนักถ่วงมุมหน้าขวาออกบางส่วนเพื่อให้เห็นภายใน ตัวอักษร A ถึง J ในภาพอธิบายไว้ในคำอธิบายใต้ภาพ ได้แก่ A บล็อกคอนกรีตน้ำหนักถ่วงวางซ้อนสองชั้น B คานรองวางขวางบนคานหลัก C คานหลักเหล็กคู่พาดผ่านเหนือหัวเสาเข็ม D กองไม้หมอนสองกองรองรับปลายคานหลัก E แม่แรงไฮดรอลิกและ Load Cell บนแผ่นเหล็กหัวเสาเข็มดันขึ้นต้านใต้คานหลัก F มาตรวัดการทรุดตัว Dial Gauge หรือ LVDT สี่ตัว G คานอ้างอิงอิสระสีน้ำเงินสองเส้นตั้งบนขาตั้งที่อยู่นอกแท่นน้ำหนัก H ปั๊มไฮดรอลิกพร้อมเกจแรงดันต่อสายไฮดรอลิกไปยังแม่แรง I Datalogger รับสายสัญญาณจาก Load Cell และมาตรวัด และ J หัวเสาเข็มทดสอบ กรอบด้านขวาเรียงลำดับการทดสอบหกขั้น คือ ติดตั้งระบบน้ำหนักต้าน วางแม่แรงและ Load Cell บนหัวเสาเข็ม ติดตั้งมาตรวัดบนคานอ้างอิงอิสระสองถึงสี่จุด ให้น้ำหนักเป็นขั้นและคงจนการทรุดตัวคงที่แล้วบันทึกค่า เพิ่มจนถึงน้ำหนักทดสอบ 2 ถึง 3 เท่าของน้ำหนักออกแบบตามข้อกำหนดโครงการหรือจนวิบัติแล้วปลดเป็นขั้น และเขียนกราฟวิเคราะห์ด้วยเกณฑ์ Davisson แล้วจัดทำรายงานที่รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต แบบจำลอง 3 มิติ (3D): ชุดทดสอบ Kentledge และตำแหน่งเครื่องมือวัด แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน A B C D E F G H I J A น้ำหนักถ่วง (บล็อกคอนกรีต) B คานรอง (Secondary Beam) C คานหลักเหล็กคู่ (Main Beam) D กองไม้หมอนรองรับ (Cribbing) J หัวเสาเข็มทดสอบ + แผ่นเหล็ก E แม่แรงไฮดรอลิก + Load Cell F มาตรวัด Dial Gauge / LVDT ×4 G คานอ้างอิงอิสระ ×2 (ขาตั้งนอกแท่น) H ปั๊มไฮดรอลิก + เกจแรงดัน I Datalogger บันทึกค่าอัตโนมัติ ลำดับการทดสอบ 1 ต้น 1 ติดตั้งระบบน้ำหนักต้าน ไม้หมอน · คานหลัก · คานรอง · บล็อก 2 วางแม่แรง + Load Cell บนแผ่นเหล็กหัวเสาเข็มทดสอบ 3 ติดตั้งมาตรวัดการทรุดตัว บนคานอ้างอิงอิสระ 2–4 จุด 4 ให้น้ำหนักเป็นขั้น คงจนทรุดคงที่ แล้วบันทึกค่า 5 ถึงน้ำหนักทดสอบ → ปลด 2–3 เท่า หรือจนวิบัติ · ปลดเป็นขั้น 6 กราฟ + Davisson → รายงาน รับรองโดยวิศวกรโยธา (กว.) ภาพเชิงแนวคิด ตัดบล็อกมุมหน้าออกให้เห็นภายใน ขนาดระบบและจำนวนมาตรวัด เป็นไปตามข้อกำหนดของโครงการ ปั๊มและ Datalogger ตั้งห่างจากแท่น
แบบจำลอง 3 มิติ ชุดทดสอบ Static Load Test ระบบน้ำหนักถ่วง (Kentledge) แสดงตำแหน่งแม่แรงไฮดรอลิก + Load Cell บนหัวเสาเข็ม คานอ้างอิงอิสระ 2 เส้นกับมาตรวัดการทรุดตัว 4 จุด ปั๊มไฮดรอลิก และ Datalogger พร้อมลำดับการทดสอบ 6 ขั้น — ภาพเชิงแนวคิด ตัดบล็อกบางส่วนออกให้เห็นภายใน ไม่ตามมาตราส่วน

Static Load Test มีข้อดีและข้อจำกัดอะไร?

ข้อดีหลักคือความแม่นยำจากการวัดพฤติกรรมจริง ส่วนข้อจำกัดหลักคือเวลาและต้นทุน:

✅ ข้อดี

แม่นยำและเชื่อถือได้มากที่สุด เพราะวัดพฤติกรรมการรับน้ำหนักจริงโดยตรง เป็นมาตรฐานอ้างอิงที่ใช้สอบเทียบวิธีอื่น และให้กราฟ Load-Settlement ที่สมบูรณ์

⚠️ ข้อจำกัด

ใช้เวลานาน (อาจหลายวันต่อต้น) ต้นทุนสูง และต้องติดตั้งระบบน้ำหนักต้านขนาดใหญ่ จึงมักทดสอบเฉพาะเสาเข็มตัวอย่างบางต้น และต้องเตรียมพื้นที่หน้างานเพียงพอ ดูไทม์ไลน์แต่ละขั้นตอนได้ที่ Static Load Test ใช้เวลากี่วัน

ค่าทดสอบ Static Load Test โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 50,000–150,000+ บาท/ต้น ขึ้นกับน้ำหนักทดสอบ ระบบให้น้ำหนัก และสภาพหน้างาน ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน ดูราคาทดสอบเสาเข็มแต่ละวิธีได้ที่ ราคาทดสอบเสาเข็ม 2026

Static Load Test ใช้มาตรฐานอะไร?

Static Load Test แบบแรงอัดตามแนวแกนในประเทศไทยอ้างอิงมาตรฐานหลัก 2 ฉบับ คือ ASTM D1143 และ มยผ. 1251:

  • ASTM D1143/D1143M-20e1 (Standard Test Methods for Deep Foundation Elements Under Static Axial Compressive Load) — กำหนดระบบให้น้ำหนัก วิธีเพิ่มน้ำหนักเป็นขั้น การวัดการทรุดตัว และการรายงานผล
  • มยผ. 1251 (มาตรฐานการทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มด้วยวิธีสถิต) ของกรมโยธาธิการและผังเมือง — ใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลายในโครงการก่อสร้างในประเทศไทย

รายงานผลการทดสอบต้องระบุมาตรฐานที่ใช้ น้ำหนักทดสอบ และกราฟ Load-Settlement รายงานของ SPN รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ดูข้อกำหนดด้านกฎหมายเพิ่มเติมที่ กฎกระทรวงฐานราก พ.ศ. 2566 กับการทดสอบเสาเข็ม

Static Load Test ต่างจากวิธีทดสอบเสาเข็มอื่นอย่างไร?

Static Load Test วัดกำลังรับน้ำหนักด้วยน้ำหนักจริงและเป็นมาตรฐานอ้างอิง ส่วนวิธีอื่นเน้นความเร็วและจำนวนต้นที่ทดสอบได้:

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

วิธีทดสอบ / มาตรฐานวัดอะไร และลักษณะเด่น
Static Load Test (ASTM D1143)กำลังรับน้ำหนักด้วยน้ำหนักจริง แม่นยำที่สุด เป็นมาตรฐานอ้างอิง แต่ช้าและต้นทุนสูง
Dynamic Load Test — PDA (ASTM D4945)กำลังรับน้ำหนักด้วยแรงกระแทกสูง (High Strain) รวดเร็ว ประหยัด ทดสอบได้จำนวนมาก
Seismic / Low Strain (มยผ.1551-51 · ASTM D5882-16 ซึ่งถูกถอนปี 2025)ความสมบูรณ์และความยาวเท่านั้น ด้วยแรงกระแทกต่ำ ไม่ประเมินกำลังรับน้ำหนัก

โดยทั่วไปจะใช้ Static Load Test กับเสาเข็มตัวอย่างเพื่อยืนยันกำลัง แล้วใช้ Dynamic Load Test (PDA) ตรวจเสาเข็มจำนวนมาก อ่านการเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ Dynamic vs Static Load Test เลือกแบบไหนดี และดูการตรวจ "ความสมบูรณ์" ได้ที่ Seismic Test (Low Strain) หรือดูบริการทดสอบเสาเข็มครบวงจรของ SPN

📌 หมายเหตุ

บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทางวิศวกรรม การเลือกระบบน้ำหนัก วิธีให้น้ำหนัก น้ำหนักทดสอบ และเกณฑ์การแปลผล ควรเป็นไปตามข้อกำหนดของโครงการและดุลยพินิจของวิศวกรผู้มีใบอนุญาต