วิธีนี้ใช้กับงานตรวจอาคารเก่า งานประเมินก่อนต่อเติม และงานออกแบบเสริมกำลัง จุดเด่นคือทดสอบได้แม้มีโครงสร้างทับหัวเสาเข็มอยู่ บทความนี้อธิบายหลักการ ขั้นตอน และความต่างจาก Seismic Integrity Test ที่มักสับสนกัน

ช่าง SPN หย่อนเซนเซอร์ลงในหลุมเจาะข้างฐานรากเพื่อวัดเวลาเดินทางของคลื่นในงาน Parallel Seismic Test
ทีม SPN หย่อนเซนเซอร์ลงในหลุมเจาะข้างฐานราก เพื่อวัดเวลาเดินทางของคลื่นในแต่ละระดับความลึก — งานทดสอบ Parallel Seismic หน้างานจริง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Parallel Seismic ต่างจาก Seismic Integrity Test ยังไง?

ทั้งสองวิธีใช้คลื่นจากการเคาะเหมือนกัน แต่ตอบคนละคำถาม Seismic Integrity Test วัดบนหัวเสาเข็มเพื่อดูว่าเข็มต้นนั้นสมบูรณ์หรือไม่ ส่วน Parallel Seismic วัดในหลุมข้างเคียงเพื่อหาว่าปลายฐานรากเดิมอยู่ลึกเท่าไร

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

หัวข้อParallel SeismicSeismic Integrity Test (Low Strain)
วัตถุประสงค์หาความลึกฐานราก/เสาเข็มเดิมที่ไม่ทราบข้อมูลตรวจความสมบูรณ์เสาเข็มใหม่ (รอยร้าว คอด โพรง)
เซนเซอร์หย่อนในหลุมเจาะข้างเคียง วางบนหัวเสาเข็ม
ใช้กับโครงสร้างเดิมที่มีอาคารทับอยู่เสาเข็มหลังหล่อ/ก่อนสร้าง
สิ่งที่อ่านจากผลจุดหักของกราฟเวลา–ความลึกคลื่นสะท้อนจากปลายเข็มหรือจุดบกพร่อง
มาตรฐานอ้างอิงASTM D8381มยผ.1551-51 โดยใช้วิธีตาม ASTM D5882-16 (ASTM ถอนปี 2025)
รูปตัดเปรียบเทียบ Seismic Integrity Test กับ Parallel Seismic Test และกราฟเวลาเดินทางของคลื่นเทียบความลึกที่ใช้หาระดับปลายเสาเข็ม แผนภาพสองช่อง ช่อง ก เป็นรูปตัดของ Seismic Integrity Test ใช้กับเสาเข็มใหม่ที่เข้าถึงหัวเข็มได้ เคาะค้อนและวางเซนเซอร์บนหัวเสาเข็ม คลื่นวิ่งลงตามเสาเข็มแล้วสะท้อนกลับจากปลายเข็มขึ้นมาที่เซนเซอร์ตัวเดิม ใช้ตอบว่าเสาเข็มต้นนั้นมีรอยร้าว คอด หรือโพรงหรือไม่ อ้างอิง มยผ.1551-51 ช่อง ข เป็นรูปตัดของ Parallel Seismic Test ใช้กับฐานรากเดิมที่มีเสาอาคารและฐานรากทับหัวเสาเข็มอยู่ เคาะที่โครงสร้างส่วนที่โผล่ คลื่นวิ่งลงตามเสาเข็ม แล้วเดินทางผ่านดินไปยังเซนเซอร์ที่หย่อนในท่อกรุเติมน้ำในหลุมเจาะข้างเคียง ซึ่งเจาะลึกกว่าปลายเข็มที่คาดไว้ และวัดซ้ำทีละระดับความลึก ด้านขวาของช่อง ข เป็นกราฟเชิงหลักการ แกนนอนคือเวลาที่คลื่นมาถึง แกนตั้งคือความลึกซึ่งใช้ระดับเดียวกับรูปตัด จุดข้อมูลช่วงที่อยู่ข้างเสาเข็มเรียงเป็นเส้นชัน เพราะคลื่นเดินทางในคอนกรีตเร็ว ส่วนจุดที่อยู่ลึกกว่าปลายเข็มเรียงเป็นเส้นลาดกว่า เพราะคลื่นต้องผ่านดินซึ่งช้ากว่า จุดที่กราฟหักเปลี่ยนความชันตรงกับระดับปลายเสาเข็ม ซึ่งแสดงด้วยเส้นประสีแดงลากจากปลายเข็มในรูปตัดไปยังจุดหักของกราฟ วิธีนี้อ้างอิง ASTM D8381 แถบล่างสรุปความต่างสามข้อ คือ ตำแหน่งเซนเซอร์ สิ่งที่อ่านจากสัญญาณ และคำตอบที่ได้ ตัวเลขในกราฟไม่ใช่ค่าวัดจริง เป็นภาพเชิงแนวคิด Seismic Integrity กับ Parallel Seismic: วัดต่างตำแหน่ง ตอบต่างคำถาม แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ก Seismic Integrity Test เสาเข็มใหม่ · เข้าถึงหัวเข็มได้ เคาะและวัดที่หัวเข็ม ค้อน + เซนเซอร์ตัวเดียว คลื่นวิ่งลงตามเข็ม สะท้อนกลับขึ้นมา จากปลายเข็ม/จุดบกพร่อง ปลายเสาเข็ม ตอบ: เข็มต้นนี้สมบูรณ์ไหม รอยร้าว คอด โพรง · มยผ.1551-51 ข Parallel Seismic Test ฐานรากเดิม · มีโครงสร้างทับหัวเข็ม ฐานราก เสาอาคาร ท่อกรุเติมน้ำ ขนานและชิดเข็ม เซนเซอร์ หย่อนวัดทีละระดับ เจาะลึกกว่าปลาย เข็มที่คาดไว้ ระดับปลายเข็ม เวลาที่คลื่นมาถึง ← ความลึก ข้างเสาเข็ม เส้นชัน: คลื่นเร็ว ใต้ปลายเข็ม ลาดลง: ผ่านดิน จุดหัก ตอบ: ปลายฐานรากเดิมอยู่ลึกเท่าไร อ่านจากจุดหักของกราฟเวลา–ความลึก · ASTM D8381 กราฟเชิงแนวคิด ไม่ใช่ค่าวัดจริง 1 ตำแหน่งเซนเซอร์ บนหัวเข็ม ↔ ในหลุมข้างเคียง 2 สิ่งที่อ่านจากสัญญาณ คลื่นสะท้อน ↔ จุดหักของกราฟ 3 คำตอบที่ได้ ความสมบูรณ์ ↔ ความลึกปลาย
รูปตัดเปรียบเทียบ (ก) Seismic Integrity Test วัดที่หัวเสาเข็ม (ข) Parallel Seismic Test วัดในท่อข้างเคียงทีละระดับ จุดหักของกราฟตรงกับระดับปลายเสาเข็ม — ภาพเชิงแนวคิด ไม่ใช่ค่าวัดจริง
💡 อยากรู้เรื่อง Seismic Integrity Test โดยตรง

อ่านเพิ่มได้ที่บทความ Seismic Integrity Test ทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม ซึ่งอธิบายการตรวจเสาเข็มใหม่จากหัวเสาโดยตรง

Parallel Seismic Test ทำงานยังไง?

Parallel Seismic อาศัยหลักว่าคลื่นความเค้นเดินทางในคอนกรีตหรือเหล็กของฐานรากได้เร็วกว่าในดินรอบข้าง เซนเซอร์ที่อยู่ลึกกว่าปลายเข็มจึงรับคลื่นช้าลงอย่างชัดเจน ขั้นตอนโดยทั่วไปมี 5 ขั้น

  1. เจาะหลุมข้างฐานราก ให้ขนานและอยู่ใกล้ที่สุดเท่าที่ทำได้ ลึกกว่าระดับปลายที่คาดไว้ แล้วใส่ท่อกรุ (มักเติมน้ำ)
  2. หย่อนเซนเซอร์ (Hydrophone/Geophone) ลงในท่อ และเลื่อนวัดทีละระดับ
  3. เคาะที่หัวฐานรากหรือโครงสร้างที่โผล่ ให้คลื่นวิ่งลงตามฐานราก
  4. บันทึกเวลาที่คลื่นมาถึงเซนเซอร์ ในแต่ละความลึก
  5. เขียนกราฟเวลาเดินทางเทียบความลึก จุดที่กราฟหักเปลี่ยนความชันคือระดับปลายฐานราก
แบบจำลอง 3 มิติ การทดสอบ Parallel Seismic ภายในอาคารเดิม แสดงหลุมเจาะใส่ท่อกรุข้างฐานราก เซนเซอร์ในท่อ การเคาะที่เสาอาคาร และเสาเข็มเดิมในหน้าตัดดิน (ภาพเชิงแนวคิด) ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของมุมหนึ่งภายในอาคารเดิม พื้นคอนกรีตวางบนก้อนดินที่ตัดให้เห็นหน้าตัดชั้นดินถม ดินเหนียวอ่อน และชั้นดินแข็งด้านล่าง ที่หน้าตัดเห็นเสาอาคารตั้งอยู่บนฐานราก และใต้ฐานรากเป็นเสาเข็มเดิมที่ไม่ทราบความยาว ถัดจากฐานรากเป็นหลุมเจาะที่ใส่ท่อกรุเติมน้ำ วางขนานและชิดเสาเข็ม เจาะลึกกว่าปลายเข็มที่คาดไว้ ภายในท่อมีเซนเซอร์หย่อนอยู่ที่ระดับหนึ่งและต่อสายขึ้นมายังเครื่องบันทึกสัญญาณที่วางบนพื้น วิศวกรคนหนึ่งใช้ค้อนเคาะที่เสาอาคารเหนือฐานราก อีกคนยืนอ่านเครื่องบันทึก ลูกศรสีส้มแสดงคลื่นวิ่งลงตามเสาเข็มและแผ่ผ่านดินไปถึงท่อในแต่ละระดับ เส้นประสีแดงแสดงระดับปลายเสาเข็ม ซึ่งเป็นระดับที่เวลาเดินทางของคลื่นเปลี่ยนแนว หมายเลข 1 ถึง 5 ในภาพตรงกับขั้นตอนในกรอบด้านขวา คือ เจาะหลุมข้างฐานรากแล้วใส่ท่อกรุ หย่อนเซนเซอร์ทีละระดับ เคาะที่โครงสร้างส่วนที่โผล่ บันทึกเวลาที่คลื่นมาถึง และหาจุดหักของกราฟซึ่งคือระดับปลายฐานราก กรอบด้านล่างเตือนว่าวิธีนี้บอกความลึกปลายฐานราก ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนัก และความแม่นขึ้นกับระยะห่างและความขนานของหลุม ชั้นดินและสัดส่วนในภาพเป็นค่าสมมติ แบบจำลอง 3 มิติ (3D): Parallel Seismic ในอาคารเดิม 5 ขั้นตอน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 2 3 4 5 ทดสอบได้แม้มีอาคารทับหัวเสาเข็ม เส้นประแดง = ระดับปลายเสาเข็ม ลูกศรส้ม = คลื่นจากเสาเข็มผ่านดินถึงท่อ ชั้นดิน (สมมติ): ดินถม ดินเหนียวอ่อน ชั้นดินแข็ง ภาพเชิงแนวคิด สัดส่วนและชั้นดินไม่ใช่ข้อมูลโครงการจริง ขั้นตอนทดสอบ 5 ขั้น 1 เจาะหลุมข้างฐานราก ขนานและชิดที่สุด ใส่ท่อกรุ มักเติมน้ำ 2 หย่อนเซนเซอร์ในท่อ Hydrophone / Geophone วัดทีละระดับความลึก 3 เคาะที่โครงสร้างที่โผล่ หัวฐานรากหรือเสาอาคาร คลื่นวิ่งลงตามฐานราก 4 บันทึกเวลาคลื่นมาถึง ทุกระดับความลึก ตลอดความยาวท่อ 5 หาจุดหักของกราฟ เวลาเดินทางเทียบความลึก = ระดับปลายฐานราก ข้อจำกัดที่ต้องรู้ บอกความลึกปลายฐานราก ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนัก ความแม่นขึ้นกับระยะห่าง และความขนานของหลุมเจาะ
แบบจำลอง 3 มิติเชิงแนวคิดของการทดสอบ Parallel Seismic ภายในอาคารเดิม หมายเลข 1–5 ตรงกับขั้นตอนทดสอบ สัดส่วนและชั้นดินเป็นค่าสมมติ
แผนภาพหลักการ Parallel Seismic Test แสดงการเคาะที่โครงสร้าง หลุมเจาะใส่ท่อกรุเติมน้ำข้างฐานราก เซนเซอร์ Hydrophone และเครื่องบันทึกสัญญาณ
แผนภาพหลักการ Parallel Seismic Test — เคาะที่โครงสร้างส่วนบน (Impactor) ให้คลื่นวิ่งลงตามฐานราก แล้ววัดเวลาที่คลื่นมาถึง Hydrophone ซึ่งหย่อนในหลุมเจาะใส่ท่อกรุเติมน้ำข้างเคียง โดยหลุมควรอยู่ใกล้ฐานรากที่สุดและเจาะลึกกว่าระดับปลายที่คาดไว้

Parallel Seismic ใช้เมื่อไหร่?

ใช้เมื่อต้องรู้ความลึกฐานรากเดิม แต่ไม่มีเอกสารยืนยันหรือเข้าถึงหัวเสาเข็มไม่ได้ กรณีที่พบบ่อยมี 4 แบบ

  • ตรวจสอบอาคารเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้างหรือข้อมูลเสาเข็มเดิม เช่น ก่อนซื้อโรงงานหรือโกดังมือสอง
  • ประเมินก่อนต่อเติมหรือเพิ่มน้ำหนักบนฐานรากเดิม ดู การตรวจอาคารเก่าก่อนต่อเติม
  • งานวิเคราะห์หาสาเหตุ (Forensic) เมื่ออาคารทรุดหรือมีปัญหา
  • ตรวจฐานรากที่มีโครงสร้างส่วนบนทับอยู่ ทำให้เข้าถึงหัวเสาเข็มไม่ได้

เพราะต้องเจาะหลุมข้างเคียง งานนี้จึงต้องวางแผนตำแหน่งหลุมกับหน้างานจริงก่อน ผลที่ได้มักนำไปซ้อนกับชั้นดินจากการเจาะสำรวจดิน เพื่อให้วิศวกรประเมินฐานรากเดิม ดูตัวอย่างผลจริงได้ที่ Case Study Parallel Seismic + เจาะดิน โรงงานสมุทรปราการ

ทีม SPN ใช้ชุดสามขาเจาะหลุมสำรวจข้างฐานรากภายในอาคารเดิม เพื่อติดตั้งท่อกรุสำหรับงาน Parallel Seismic Test
ทีม SPN เจาะหลุมสำรวจข้างฐานรากภายในอาคารเดิม เพื่อใส่ท่อกรุสำหรับหย่อนเซนเซอร์ — งาน Parallel Seismic ทำได้แม้มีโครงสร้างทับหัวเสาเข็มและพื้นที่ทำงานจำกัด (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Parallel Seismic มีข้อจำกัดอะไร?

ข้อจำกัดหลักมี 3 ข้อ

  • ตำแหน่งหลุม — หากหลุมอยู่ไกลหรือเอียงออกจากฐานราก ผลจะคลาดเคลื่อน
  • การแปลผล — การกำหนดจุดหักของกราฟต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ
  • ขอบเขตของคำตอบ — วิธีนี้บอก "ความลึกปลาย" เป็นหลัก ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนัก ซึ่งต้องประเมินด้วยวิธีอื่นและโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ

SPN Soil Engineering ให้บริการตรวจสอบฐานรากเดิมและงาน NDT ครบวงจร รายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.