ผลทดสอบว่าเสาเข็มต้นหนึ่งรับน้ำหนักได้ 100 ตัน บอกได้ว่าเสาเข็มผ่านเกณฑ์หรือไม่ แต่บอกไม่ได้ว่าแรง 100 ตันนั้นมาจากดินชั้นใด ถ้าไม่รู้สัดส่วนระหว่างแรงเสียดทานของแต่ละชั้นดินกับแรงที่ปลายเข็ม ผู้ออกแบบจะประเมินได้ยากว่าการปรับความยาวเสาเข็มจะได้กำลังเพิ่มคุ้มหรือไม่ การติดเครื่องมือวัดในเสาเข็มทดสอบคือวิธีตอบคำถามนี้ด้วยข้อมูลจากสนามจริง
Instrumented Static Load Test คืออะไร?
Instrumented Static Load Test คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็มแบบสถิตในแนวดิ่ง ตามมาตรฐาน ASTM D1143/D1143M-20e1 และ มยผ. 1251 ที่เพิ่มเครื่องมือวัดความเครียดฝังไว้ในเนื้อเสาเข็มหลายระดับตามความลึก ขั้นตอนการให้น้ำหนัก การคงน้ำหนักแต่ละขั้น และการอ่านการทรุดตัวที่หัวเสาเข็มยังเป็นไปตามมาตรฐานเดิมทุกประการ สิ่งที่ได้เพิ่มคือข้อมูลชุดที่สอง ว่าแรงในเนื้อเสาเข็มที่แต่ละระดับเหลืออยู่เท่าไหร่ในทุกขั้นน้ำหนัก
ต่างจาก Static Load Test ธรรมดาอย่างไร?
ต่างกันที่ข้อมูลที่ได้ ไม่ใช่วิธีกดน้ำหนัก แบบธรรมดาวัดเฉพาะน้ำหนักที่กดและการทรุดตัวที่หัวเสาเข็ม ส่วนแบบติดเครื่องมือวัดอ่านแรงในเนื้อเสาเข็มเพิ่มอีกหลายระดับตามความลึก
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเด็น | Static Load Test ทั่วไป | Instrumented Static Load Test |
|---|---|---|
| สิ่งที่วัด | น้ำหนักที่กด และการทรุดตัวที่หัวเสาเข็ม | เพิ่มความเครียดในเนื้อเสาเข็มหลายระดับตามความลึก |
| ผลที่ได้ | กำลังรวมของเสาเข็มทั้งต้น | แยกแรงเสียดทานผิวรายชั้นดิน และแรงแบกทานที่ปลาย |
| ต้องเตรียมล่วงหน้า | ไม่ต้อง ทดสอบเสาเข็มที่มีอยู่ได้ | ต้องฝังเครื่องมือวัดก่อนหล่อหรือก่อนผลิตเสาเข็ม |
| ใช้กับเสาเข็มแบบใด | เสาเข็มทดสอบหรือเสาเข็มใช้งาน | เสาเข็มทดสอบที่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นเป็นหลัก |
| ประโยชน์ต่อการออกแบบ | ยืนยันว่ากำลังถึงเกณฑ์หรือไม่ | ปรับค่าพารามิเตอร์ดินและความยาวเสาเข็มของทั้งโครงการได้ |
สรุปสั้น ๆ คือการทดสอบทั่วไปตอบว่า “ผ่านไหม” ส่วนการทดสอบแบบติดเครื่องมือวัดตอบว่า “ผ่านเพราะอะไร” ข้อมูลนี้นำไปปรับการออกแบบเสาเข็มที่เหลือทั้งโครงการได้ ดูพื้นฐานของการทดสอบแบบสถิตได้ที่ Static Pile Load Test
สเตรนเกจในเสาเข็มวัดอะไร และแปลงเป็นแรงอย่างไร?
สเตรนเกจวัดความเครียด (Strain) ของเนื้อเสาเข็ม ณ ตำแหน่งที่ฝังอยู่ แล้วนำไปแปลงเป็นแรงในเนื้อเสาเข็ม เมื่อกดน้ำหนักลงบนหัวเสาเข็ม เนื้อเสาเข็มจะหดสั้นลงเล็กน้อย ค่าการหดสั้นต่อความยาวเดิมคือความเครียด การแปลงเป็นแรงใช้ความสัมพันธ์พื้นฐานของวัสดุยืดหยุ่น
แรงในเนื้อเสาเข็มที่ระดับหนึ่ง = ความเครียดที่วัดได้ × โมดูลัสยืดหยุ่นของเสาเข็ม × พื้นที่หน้าตัดเสาเข็ม
จุดที่ต้องระวังคือค่าโมดูลัสยืดหยุ่นของคอนกรีต ถ้าใช้ค่าผิด แรงที่คำนวณได้จะผิดไปทั้งชุด ในทางปฏิบัติจึงนิยมติดสเตรนเกจคู่หนึ่งไว้ที่ระดับบนสุดซึ่งอยู่เหนือระดับดิน เพราะที่ระดับนั้นแรงในเสาเข็มยังเท่ากับน้ำหนักที่อ่านได้จากโหลดเซลล์บนหัวเสาเข็ม เมื่อรู้ทั้งแรงและความเครียดที่ระดับเดียวกัน ก็ย้อนหาโมดูลัสจริงของเสาเข็มต้นนั้นได้ แล้วใช้ค่านั้นกับเกจระดับล่างต่อไป
สเตรนเกจในเสาเข็มคอนกรีตมักเป็นแบบลวดสั่น (Vibrating Wire) ชนิด Sister Bar ที่ผูกขนานกับเหล็กยืนก่อนเทคอนกรีต แต่ละระดับติดเป็นคู่ตรงข้ามกันแล้วใช้ค่าเฉลี่ยของคู่นั้น เพื่อหักผลของการดัดที่อาจเกิดจากน้ำหนักเยื้องศูนย์เล็กน้อย
ภาพด้านล่างแสดงระบบทดสอบทั้งชุดเป็นแบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัดด้านข้าง) และ 3 มิติ ให้สังเกตว่าระบบให้น้ำหนักเหมือน Static Load Test ทั่วไปทุกอย่าง ส่วนที่เพิ่มคือสเตรนเกจคู่ 5 ระดับในเสาเข็ม ตั้งแต่ SG-1 ที่อยู่เหนือดินสำหรับสอบเทียบโมดูลัส ลงไปจนถึง SG-5 ใกล้ปลายเข็ม
แยกแรงเสียดทานผิวรายชั้นดินกับแรงแบกทานปลายเข็มอย่างไร?
ดูว่าแรงในเนื้อเสาเข็มลดลงเท่าไหร่ระหว่างสองระดับที่อยู่ติดกัน แรงที่หายไปคือแรงที่ดินช่วงนั้นรับไว้ผ่านแรงเสียดทานผิว ส่วนแรงที่ยังเหลือที่ระดับล่างสุดคือแรงที่ถึงปลายเข็ม
แรงเสียดทานผิวเฉลี่ยของช่วง = (แรงที่ระดับบน − แรงที่ระดับล่าง) ÷ (เส้นรอบรูปเสาเข็ม × ความยาวช่วงนั้น)
ทำแบบนี้ไล่ลงไปทีละช่วงจนถึงเกจระดับล่างสุด แรงที่ยังเหลืออยู่ที่ระดับล่างสุดคือค่าประมาณของแรงแบกทานที่ปลายเข็ม ข้อแม้คือเกจล่างสุดต้องอยู่ใกล้ปลายเข็มพอสมควร ไม่เช่นนั้นค่าที่ได้จะยังรวมแรงเสียดทานของช่วงที่เหลืออยู่ด้วย
ภาพด้านล่างเป็นตัวอย่างเชิงหลักการ (ค่าสมมติ ไม่ใช่ผลทดสอบจริง) ของเสาเข็มเจาะ Ø0.60 ม. ยาว 24 ม. ที่ติดเกจ 5 ระดับ ให้ดูเส้นทึบที่น้ำหนักทดสอบ 300 ตัน ซึ่งแรงลดลงเหลือ 286, 226, 157 และ 83 ตันตามความลึก รวมเป็นแรงเสียดทานผิว 217 ตัน และเหลือถึงปลายเข็ม 83 ตัน
ตัวอย่างการคำนวณจากภาพ: ช่วงทรายปานกลางที่ลึก 13–19 ม. แรงลดลง 226 − 157 = 69 ตัน พื้นที่ผิวของช่วงนี้คือ 1.885 × 6.0 ≈ 11.3 ตร.ม. แรงเสียดทานผิวหน่วยจึงประมาณ 69 ÷ 11.3 ≈ 6.1 ตัน/ตร.ม. หรือราว 60 kPa ตรงกับแท่งขวาในภาพ
อ่าน Load Transfer Curve อย่างไร?
Load Transfer Curve (กราฟการถ่ายน้ำหนัก) คือกราฟระหว่างแรงในเนื้อเสาเข็มกับความลึก เขียนหนึ่งเส้นต่อหนึ่งขั้นน้ำหนักที่ทดสอบ สิ่งที่วิศวกรดูมี 3 อย่าง
- ความชันของเส้นในแต่ละช่วงความลึก ช่วงที่เส้นเอียงมาก (แรงลดลงมากในระยะสั้น) คือชั้นดินที่ให้แรงเสียดทานสูง ช่วงที่เส้นเกือบตั้งตรงคือชั้นที่แทบไม่ให้แรงเสียดทาน เช่น ชั้นดินเหนียวอ่อนมากหรือช่วงที่มีการปลอกกันแรงเสียดทาน ในภาพตัวอย่าง ช่วงดินเหนียวอ่อน 0–6 ม. แรงลดลงเพียง 14 ตัน
- แรงที่เหลือถึงปลายเข็ม ถ้าเหลือน้อยมากแปลว่าเสาเข็มทำงานด้วยแรงเสียดทานเกือบทั้งหมด การเพิ่มความยาวจะได้ผลก็ต่อเมื่อชั้นดินที่ลึกลงไปยังให้แรงเสียดทานเพิ่มได้
- พฤติกรรมเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น แรงเสียดทานของดินมักถึงค่าสูงสุดที่การเคลื่อนตัวเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ส่วนแรงแบกทานที่ปลายต้องใช้การเคลื่อนตัวมากกว่าจึงจะพัฒนาเต็มที่ ในขั้นน้ำหนักสูง ๆ จึงมักเห็นสัดส่วนของแรงที่ปลายเข็มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในภาพตัวอย่าง ที่ 150 ตัน แรงถึงปลายเข็ม 29 ตัน (ประมาณ 19%) ส่วนที่ 300 ตัน เพิ่มเป็น 83 ตัน (ประมาณ 28%)
การอ่านกราฟการทรุดตัวที่หัวเสาเข็มยังใช้เกณฑ์เดิม เช่น เกณฑ์ Davisson ซึ่งอธิบายไว้ที่ Static Load Test อ่านผลยังไง
ต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนหล่อเสาเข็มทดสอบ?
ต้องตัดสินใจติดเครื่องมือวัดก่อนหล่อหรือก่อนผลิตเสาเข็ม นี่คือข้อจำกัดสำคัญที่สุดของการทดสอบแบบนี้ เพราะสเตรนเกจต้องผูกติดกับโครงเหล็กเสริมและหล่อฝังอยู่ในคอนกรีต พร้อมเดินสายสัญญาณขึ้นมาถึงระดับหัวเสาเข็ม สิ่งที่ต้องเตรียมล่วงหน้าประกอบด้วย
- เลือกเสาเข็มทดสอบให้อยู่ในตำแหน่งที่ชั้นดินเป็นตัวแทนของพื้นที่โครงการ โดยอ้างอิงจากผลเจาะสำรวจดิน
- กำหนดระดับติดตั้งสเตรนเกจให้คร่อมรอยต่อของชั้นดินที่สนใจ และมีระดับบนสุดอยู่เหนือดินสำหรับสอบเทียบโมดูลัส
- ป้องกันสายสัญญาณระหว่างการหย่อนโครงเหล็กและการเทคอนกรีต ซึ่งเป็นจุดที่เครื่องมือเสียหายบ่อยที่สุด
- บันทึกค่าเริ่มต้นของทุกเกจก่อนเริ่มให้น้ำหนัก เพื่อใช้เป็นฐานเทียบ
- รอให้คอนกรีตได้กำลังตามที่กำหนดก่อนทดสอบ ตามหลักเดียวกับการทดสอบแบบสถิตทั่วไป
เมื่อเสาเข็มถูกหล่อหรือผลิตเสร็จแล้ว จะเพิ่มเครื่องมือวัดภายในไม่ได้อีก การทดสอบแบบติดเครื่องมือวัดจึงต้องอยู่ในแผนงานตั้งแต่ขั้นออกแบบ ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินใจเพิ่มทีหลังตอนจะทดสอบ
Instrumented Static Load Test คุ้มค่าเมื่อไหร่?
คุ้มค่าเมื่อข้อมูลการถ่ายน้ำหนักนำไปปรับการออกแบบเสาเข็มจำนวนมากได้ หรือเมื่อชั้นดินมีความไม่แน่นอนสูง การติดเครื่องมือวัดเพิ่มทั้งเวลาเตรียมงานและค่าใช้จ่าย จึงไม่ได้ทำกับทุกโครงการ กรณีที่มักคุ้มค่าคือ
- โครงการที่มีเสาเข็มจำนวนมาก ข้อมูลจากเสาเข็มทดสอบไม่กี่ต้นอาจนำไปปรับความยาวเสาเข็มที่เหลือทั้งโครงการได้ ซึ่งอาจคุ้มกว่าค่าทดสอบที่เพิ่มขึ้น
- ชั้นดินซับซ้อนหรือมีข้อมูลน้อย เช่น พื้นที่ที่มีชั้นดินเหนียวอ่อนหนาสลับชั้นทราย ซึ่งค่าพารามิเตอร์ที่ใช้ออกแบบมีความไม่แน่นอนสูง
- เสาเข็มยาวหรือรับน้ำหนักสูง ที่การประมาณสัดส่วนแรงเสียดทานกับแรงแบกทานผิดพลาดแล้วมีผลต่อความปลอดภัยหรือค่าก่อสร้างมาก
- งานที่ต้องยืนยันสมมติฐานการออกแบบ เช่น โครงการที่ผู้ออกแบบใช้ค่าแรงเสียดทานสูงกว่าค่าที่ใช้กันทั่วไป และต้องมีข้อมูลสนามมายืนยัน
สำหรับงานทั่วไปที่ต้องการเพียงยืนยันว่าเสาเข็มรับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบ การทดสอบแบบสถิตทั่วไป หรือ Dynamic Load Test (PDA) ตาม ASTM D4945 และ มยผ.1252-51 มักเพียงพอ การเลือกจำนวนและวิธีทดสอบดูเพิ่มได้ที่ ต้องทดสอบเสาเข็มกี่ต้น
ด้านค่าใช้จ่าย ค่าทดสอบส่วนที่เป็น Static Load Test อยู่ที่ประมาณ 50,000–150,000+ บาทต่อต้น ขึ้นกับน้ำหนักทดสอบและระบบให้น้ำหนัก ส่วนค่าสเตรนเกจและการติดตั้งคิดเพิ่มตามจำนวนระดับเกจ ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน
SPN ให้บริการทดสอบเสาเข็มแบบสถิตทั้งแบบทั่วไปและแบบติดสเตรนเกจ พร้อมรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ดูรายละเอียดได้ที่ บริการทดสอบเสาเข็ม
ต่างจาก Bi-Directional (O-cell) Test อย่างไร?
ต่างกันที่วิธีให้แรง Instrumented SLT กดจากหัวเสาเข็มลงมา ส่วนการทดสอบแบบสองทิศทาง (Bi-Directional Load Test) ตาม ASTM D8169 ใช้แม่แรงฝังอยู่ในตัวเสาเข็มดันขึ้นและลงพร้อมกัน ทั้งสองวิธีแยกแรงเสียดทานผิวกับแรงที่ปลายเข็มได้ และต้องเตรียมก่อนหล่อเสาเข็มเหมือนกัน
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเด็น | Instrumented SLT (ASTM D1143) | Bi-Directional / O-cell (ASTM D8169) |
|---|---|---|
| วิธีให้แรง | กดจากหัวเสาเข็มด้านบน | แม่แรงในตัวเสาเข็มดันขึ้นและลงพร้อมกัน |
| ระบบปฏิกิริยา | ต้องมีน้ำหนักถ่วงหรือเสาเข็มยึด | ใช้ตัวเสาเข็มเองเป็นปฏิกิริยา ไม่ต้องถ่วงน้ำหนัก |
| พื้นที่หน้างานที่ต้องใช้ | มาก เพราะต้องตั้งระบบถ่วงน้ำหนัก | น้อยกว่าอย่างชัดเจน |
| ข้อมูลแยกแรงตามความลึก | ได้ จากสเตรนเกจตามระดับ | ได้แรงส่วนบนและส่วนล่างของแม่แรงโดยตรง ถ้าต้องการแยกรายชั้นดินต้องติดสเตรนเกจเพิ่ม |
| ต้องเตรียมก่อนหล่อ | ต้อง | ต้อง |
รายละเอียดของวิธีสองทิศทางอยู่ที่ Bi-Directional (O-cell) Load Test
สรุป
Instrumented Static Load Test คือการทดสอบแบบสถิตตาม ASTM D1143 และ มยผ. 1251 ที่เพิ่มสเตรนเกจฝังในเสาเข็มหลายระดับ ทำให้แยกได้ว่ากำลังที่วัดได้มาจากแรงเสียดทานผิวของดินชั้นใดบ้าง และเหลือถึงปลายเข็มเท่าไหร่ ข้อมูลนี้เปลี่ยนผลทดสอบจากคำตอบว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ให้เป็นข้อมูลที่ใช้ปรับการออกแบบเสาเข็มทั้งโครงการได้ ข้อแลกเปลี่ยนคือต้องวางแผนและติดตั้งเครื่องมือก่อนหล่อเสาเข็ม และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทดสอบแบบธรรมดา จึงเหมาะกับโครงการที่มีเสาเข็มจำนวนมากหรือชั้นดินไม่แน่นอน
เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำเชิงออกแบบสำหรับโครงการใดโครงการหนึ่ง จำนวนและตำแหน่งของเครื่องมือวัด ค่าพารามิเตอร์ดินที่จะนำไปใช้ และการตัดสินผล ต้องดำเนินการโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ประกอบข้อมูลชั้นดินและแบบก่อสร้างจริง