อาคารร้าว ต่อเติม หรือซื้อ-ขายตึกเก่า ควรตรวจอะไรก่อนตัดสินใจ
การตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Evaluation: NDE) คือการประเมินสภาพโครงสร้างด้วยคลื่นเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการเจาะเก็บตัวอย่างขนาดเล็ก โดยอาคารยังใช้งานได้ตามปกติ SPN ให้บริการตั้งแต่ทดสอบกำลังคอนกรีต ตรวจหาเหล็กเสริมและโพรง ประเมินฐานรากเดิมที่ไม่มีแบบ ทดสอบรับน้ำหนักพื้น สะพาน และถนน ไปจนถึงประเมินความเสียหายหลังไฟไหม้ แผ่นดินไหว และสำรวจอาคารข้างเคียงก่อนก่อสร้าง
เจอปัญหาแบบนี้ ควรตรวจอะไร?
เลือกจากอาการหรือวัตถุประสงค์ที่ใกล้เคียงที่สุด ชุดทดสอบด้านล่างเป็นจุดเริ่มต้น — วิศวกรจะปรับรายการและจำนวนจุดตามสภาพหน้างานจริง
อาคารร้าว ผนังแตก พื้นทรุด
ต่อเติม เพิ่มชั้น หรือเปลี่ยนการใช้งาน
ฐานรากเดิมไม่มีแบบ ไม่รู้ความยาวเข็ม
ซื้อหรือเช่าอาคาร โกดัง โรงงาน
พื้นโกดังจะติดตั้ง Rack / ใช้ Forklift
ถนน ลานคอนกรีต ต้องรับรถเครน-เทรลเลอร์
สะพาน ท่าเทียบเรือ จะเพิ่มพิกัดน้ำหนักรถ
ติดตั้งเครื่องจักร ถัง หรือยึด Anchor
คอนกรีตกำลังไม่ผ่าน / ตรวจรับงาน
เหล็กเป็นสนิม คอนกรีตกะเทาะร่อน
อาคารหลังไฟไหม้ หรือแผ่นดินไหว
จะก่อสร้างติดอาคารเพื่อนบ้าน
บริการตรวจสอบโครงสร้างและทดสอบแบบไม่ทำลาย 5 กลุ่ม
ทุกรายการรายงานผลลงนามโดยวิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาต ใช้ร่วมกันได้ตามวัตถุประสงค์ของงาน
ทดสอบคุณภาพและกำลังคอนกรีต 4 รายการ
ประเมินกำลังรับแรงอัด ความสม่ำเสมอ และอายุการใช้งานของคอนกรีตในโครงสร้างจริง
Core Drilling & Compressive Strength
เจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีตแกนกลม ทดสอบกำลังรับแรงอัดจริงในห้องปฏิบัติการ ให้ค่าที่แม่นยำที่สุด ใช้ยืนยันกรณีสงสัยหรือโต้แย้งคุณภาพ
Rebound Hammer / Schmidt Hammer
ทดสอบความแข็งผิวคอนกรีตแบบรวดเร็ว แปลงค่าเป็นกำลังรับแรงอัดโดยประมาณ เหมาะสำรวจเบื้องต้นพื้นที่กว้างก่อนเลือกจุดเจาะ Core (ดูขั้นตอนทดสอบหน้างาน)
Ultrasonic Pulse Velocity (UPV)
ส่งคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านคอนกรีต ประเมินคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และตรวจหาโพรงหรือรอยแตกภายใน รวมถึงวัดความลึกรอยร้าว
Carbonation Depth Test
วัดความลึกที่คาร์บอเนชันแทรกซึมด้วยสาร Phenolphthalein ประเมินอายุการใช้งานที่เหลือและความเสี่ยงการกัดกร่อนเหล็กเสริม
ตรวจหารอยร้าว โพรง และเหล็กเสริม 4 รายการ
ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและเครื่องมือเฉพาะ ตรวจสิ่งที่มองไม่เห็นภายในโครงสร้างและใต้ผิวดิน
Ground Penetrating Radar (GPR)
สแกน 2 การใช้งาน: สแกนคอนกรีตหาเหล็กเสริม ระยะหุ้ม โพรง ท่อฝัง และสำรวจใต้ผิวดินหาท่อ วัตถุฝัง โพรงใต้ดิน — ความลึกที่ตรวจได้ขึ้นอยู่กับความถี่เสาอากาศและสภาพวัสดุหน้างาน
Rebar Locator / Cover Meter
ระบุตำแหน่ง ขนาด และระยะหุ้ม (Cover Depth) ของเหล็กเสริมโดยไม่ต้องเจาะ ใช้วางแผนก่อน Core Drilling และตรวจการจัดวางเหล็กเทียบแบบ
Half-Cell Potential Test
วัดศักย์ไฟฟ้าของเหล็กเสริมผ่านผิวคอนกรีต ทำ Corrosion Map ประเมินโอกาสกัดกร่อน เหมาะกับโครงสร้างอายุมากหรือสภาวะแวดล้อมรุนแรง
Crack Mapping & Monitoring
สำรวจและทำแผนที่รอยร้าว วัดความกว้าง ความยาว และติดตามการเปลี่ยนแปลงด้วย Crack Gauge ใช้แยกรอยร้าวที่หยุดแล้วกับรอยร้าวที่ยังขยายตัว
ประเมินฐานรากและเสาเข็มเดิม 4 รายการ
หาความยาวเสาเข็ม ความสมบูรณ์ฐานรากเดิมที่ไม่มีแบบ และกำลังยึดของ Anchor ในคอนกรีต
Parallel Seismic Test
ประเมินความยาวเสาเข็มและฐานรากเดิมโดยไม่ต้องรื้อ เจาะหลุมขนานข้างเสาเข็มแล้ววัดคลื่น เหมาะกับอาคารเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้าง ก่อนต่อเติมหรือซ่อมแซม
Side Echo Test
ทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มและฐานรากที่เข้าถึงหัวเข็มไม่ได้ โดยเคาะและรับสัญญาณจากผิวด้านข้างในหลุมที่ขุดเปิด ใช้หลักการ Low-Strain Integrity
Pull Out Test
ทดสอบแรงดึงของ Anchor Bolt พุกเคมี และสตัดเกลียวในคอนกรีตด้วย Hydraulic Jack วัด Load-Displacement Curve ยืนยันกำลังยึดก่อนติดตั้งเครื่องจักรหรือโครงสร้างเหล็ก
Foundation & Structural Inspection
ตรวจสภาพฐานราก คาน เสา และพื้น ประเมินความเสียหาย การทรุดตัว และการเสื่อมสภาพ พร้อมรายงานข้อเสนอแนะซ่อมบำรุง
ทดสอบรับน้ำหนักและประเมินกำลังโครงสร้าง 6 รายการ
พิสูจน์ด้วยน้ำหนักจริง หรือประเมินจากผลทดสอบ ว่าพื้น สะพาน ถนน และฐานรากรับน้ำหนักใช้งานใหม่ได้
Floor Loading Test
วางน้ำหนักทดสอบบนพื้นจริง (ขังน้ำ ถังน้ำ หรือกระสอบทราย) วัดการแอ่นตัวและการคืนตัว (Recovery) ยืนยันว่าพื้นรับน้ำหนักได้ตามที่ต้องการก่อนใช้งาน
ประเมินพื้นโกดังรับ Rack / Forklift
วัดความหนาพื้นและเหล็กเสริมด้วย GPR หรือ Core ทดสอบกำลังคอนกรีต แล้ววิเคราะห์แรงกดจุดจากขาชั้นวางสินค้า (Selective Rack) และล้อ Forklift เทียบกำลังพื้นเดิม ก่อนติดตั้งจริง
Load Test สะพานและท่าเทียบเรือ
ทดสอบด้วยรถหรือน้ำหนักรู้ค่า วัดการแอ่นตัวด้วย LVDT และความเครียดด้วย Strain Gauge ทั้งแบบ Diagnostic และ Proof Load Test เพื่อยืนยันพิกัดน้ำหนักรถหรือประกอบงานปรับปรุงโครงสร้าง
ประเมินถนน-ลานคอนกรีตรับรถเครน / เทรลเลอร์
ตรวจความหนาแผ่นพื้นและเหล็กเสริม ทดสอบกำลังคอนกรีตและชั้นดินใต้พื้น (Plate Bearing) แล้ววิเคราะห์แรงจากล้อหรือขาช้าง (Outrigger) เทียบความสามารถรับน้ำหนักของถนนหรือลานเดิม
ตรวจฐานรากเครื่องจักร ฐานถัง และเสาคอนกรีต
ตรวจรอยร้าว กำลังคอนกรีต ตำแหน่งเหล็กเสริม และการทรุดตัวของฐานเครื่องจักรเก่า ฐานถังเก็บที่ทรุดหรือเอียง และเสาคอนกรีตที่แตกร้าว ประเมินกำลังที่เหลือก่อนใช้งานต่อหรือซ่อมแซม
Structural Back Analysis
วิเคราะห์ย้อนกลับจากผลทดสอบและข้อมูลหน้างาน หาสาเหตุความเสียหาย ประเมินกำลังที่เหลือ และวางแผนเสริมกำลังโครงสร้าง
ประเมินความเสียหายและสภาพอาคาร 5 รายการ
บันทึกสภาพก่อน-หลังเหตุการณ์ เก็บหลักฐานทางวิศวกรรม และประเมินว่าอาคารใช้งานต่อได้ ต้องซ่อม หรือต้องเสริมกำลัง
สำรวจอาคารข้างเคียงก่อนก่อสร้าง (Dilapidation Survey)
บันทึกสภาพอาคารเพื่อนบ้านก่อนเริ่มงานฐานรากหรือขุดดิน ทำ Crack Map ภาพถ่ายระบุตำแหน่งและวันที่ และติด Crack Gauge ใช้เป็นหลักฐานเมื่อมีข้อพิพาทรอยร้าว
ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน (Vibration Monitoring)
วัดค่าความเร็วอนุภาคสูงสุด (PPV) ที่อาคารข้างเคียงระหว่างตอกเสาเข็ม ขุดดิน หรือเครื่องจักรทำงาน เทียบเกณฑ์อ้างอิงสากล
ประเมินอาคารหลังไฟไหม้
ตรวจความเสียหายของคอนกรีตและเหล็กเสริมจากความร้อนด้วยการสำรวจสภาพ Core Test, UPV และ Rebound Hammer แบ่งระดับความเสียหาย และประเมินว่าซ่อมได้หรือต้องเปลี่ยนองค์อาคาร
ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว
ตรวจเบื้องต้นแบ่งระดับความปลอดภัย (ป้ายเขียว เหลือง แดง) และตรวจละเอียดด้วยการทดสอบ เพื่อสรุปว่าอาคารใช้งานต่อได้หรือต้องซ่อมเสริม
ตรวจโครงสร้างก่อนซื้อ-เช่าอาคาร (Technical Due Diligence)
ตรวจสภาพโครงสร้าง ทวนเอกสารและแบบ ทดสอบคอนกรีตและเหล็กเสริมตามจุดเสี่ยง และประเมินฐานรากเดิม สรุปความเสี่ยงและรายการที่ต้องซ่อมก่อนตัดสินใจซื้อหรือเช่า
ส่งรูปถ่ายอาการ แบบแปลน (ถ้ามี) และวัตถุประสงค์ วิศวกร SPN ช่วยเลือกรายการทดสอบและจำนวนจุดที่จำเป็น พร้อมใบเสนอราคาภายใน 24 ชม.
ผลงานตรวจสอบโครงสร้าง
คลิกรูปเพื่อขยาย































ตรวจสอบโครงสร้างกับ SPN มีขั้นตอนอย่างไร?
จากวันที่ส่งรูปอาการจนได้รายงานฉบับรับรอง — ระยะเวลาจริงขึ้นกับจำนวนจุดและรายการทดสอบ
ส่งข้อมูลและรูปอาการ
แจ้งที่ตั้ง อายุอาคาร แบบแปลน (ถ้ามี) รูปถ่ายรอยร้าวหรือจุดที่สงสัย และวัตถุประสงค์ ทาง LINE โทรศัพท์ หรืออีเมล
กำหนดรายการทดสอบและเสนอราคา
วิศวกรเลือกวิธีทดสอบ จำนวนจุด และระดับรายงานให้ตรงวัตถุประสงค์ พร้อมใบเสนอราคาภายใน 24 ชม.
ทดสอบหน้างาน
งานภาคสนามส่วนใหญ่ใช้เวลา 1 วัน ทำงานในอาคารที่ยังใช้งานอยู่ได้ ทำเครื่องหมายและถ่ายภาพทุกจุดทดสอบ
ทดสอบในห้องปฏิบัติการ
แท่ง Core ทดสอบกำลังรับแรงอัดในห้องปฏิบัติการ ใช้เวลาประมาณ 7–14 วัน
วิเคราะห์และประเมิน
ประมวลผลทุกวิธีร่วมกัน เทียบเกณฑ์มาตรฐาน ประเมินกำลังที่เหลือและสาเหตุความเสียหาย
ส่งมอบรายงานรับรอง
รายงานลงนามโดยวิศวกร (กว.) พร้อมข้อเสนอแนะซ่อมแซม — งาน GPR, Rebound Hammer, UPV พร้อมภายใน 3–5 วันทำการหลังลงพื้นที่
บริการ Structural Testing และ Non-Destructive Evaluation (NDE)
การตรวจสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Evaluation: NDE) คือการประเมินกำลัง คุณภาพ และสภาพภายในของโครงสร้างคอนกรีต เหล็กเสริม และฐานราก โดยไม่ทำให้โครงสร้างเดิมเสียหาย ใช้เครื่องมือเช่น GPR, Ultrasonic Pulse Velocity, Rebound Hammer และ Parallel Seismic Test เพื่อหาคำตอบว่าโครงสร้างยังแข็งแรงพอใช้งาน ต่อเติม หรือต้องซ่อมแซมหรือไม่
SPN Soil Engineering ให้บริการตรวจสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Evaluation / Structural Testing) ครบ 23 รายการ ใน 5 กลุ่ม ครอบคลุมการประเมินคุณภาพคอนกรีต การตรวจหาจุดบกพร่อง การประเมินฐานรากเดิม การทดสอบรับน้ำหนัก และการประเมินความเสียหายของอาคาร สำหรับอาคาร สะพาน โรงงาน และโครงสร้างพิเศษทุกประเภท ผลการทดสอบรับรองโดยวิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาต ใช้ยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
รายละเอียดเทคนิคและมาตรฐานของแต่ละวิธี (23 รายการ)
1. การทดสอบคุณภาพและกำลังคอนกรีต (Concrete Quality Assessment)
กลุ่มการทดสอบเพื่อประเมินกำลังรับแรงอัด คุณภาพ และอายุการใช้งานของโครงสร้างคอนกรีตโดยไม่ทำลายโครงสร้างเดิม
- Core Drilling and Compressive Strength (ASTM C42) — เจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีตแกนกลม (Core Sample) จากโครงสร้างจริง นำมาทดสอบกำลังรับแรงอัด (Compressive Strength) ในห้องปฏิบัติการ ให้ค่าที่แม่นยำที่สุด ใช้ยืนยันคุณภาพคอนกรีตกรณีสงสัยหรือโต้แย้ง
- Rebound Hammer Test / Schmidt Hammer (มยผ.1502-51 · ASTM C805 · BS EN 12504-2) — ทดสอบความแข็งผิวคอนกรีตด้วยค้อนสปริง แปลงค่า Rebound Number เป็นกำลังรับแรงอัดโดยประมาณ รวดเร็ว ไม่ทำลาย เหมาะสำหรับสำรวจเบื้องต้นพื้นที่ขนาดใหญ่
- Ultrasonic Pulse Velocity (UPV) — ASTM C597 · มยผ.1504-51 — ส่งคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านคอนกรีต วัดความเร็วการเดินทางเพื่อประเมินคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และตรวจหาโพรงหรือรอยแตกภายใน ใช้ร่วมกับ Core Drilling เพื่อผลที่น่าเชื่อถือ
- Carbonation Depth Test (BS EN 14630) — ฉีดสาร Phenolphthalein ที่หน้าตัดคอนกรีต วัดความลึกที่คาร์บอเนชัน (CO₂) แทรกซึม ใช้ประเมินอายุการใช้งานที่เหลือและความเสี่ยงการกัดกร่อนเหล็กเสริม
2. การตรวจหารอยร้าว โพรง เหล็กเสริม และวัตถุใต้ดิน
กลุ่มการทดสอบที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและเทคโนโลยีขั้นสูงในการตรวจหาสิ่งผิดปกติภายในโครงสร้างและใต้ดิน
- Ground Penetrating Radar (GPR) — ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงผ่านคอนกรีตหรือดิน วิเคราะห์คลื่นสะท้อนเป็นภาพ Radargram พร้อมพิกัด GPS แบ่งการใช้งานเป็น 2 แบบตามเอกสารอ้างอิง: (1) สแกนโครงสร้างคอนกรีต (มยผ.1507-51 · ACI PRC-228.2) — หาตำแหน่งเหล็กเสริม ระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover) โพรง และท่อฝัง โดยความลึกที่ตรวจได้ขึ้นอยู่กับความถี่ของเสาอากาศ ชนิดของคอนกรีต และสภาพหน้างาน (เสาอากาศความถี่สูงให้ความละเอียดสูงแต่ตรวจได้ตื้นกว่า) และ (2) สำรวจใต้ผิวดิน (ASTM D6432) — หาท่อใต้ดิน วัตถุฝัง โพรงใต้ดิน และความหนาชั้นทาง โดยความลึกขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ความชื้น และความถี่เสาอากาศ — ในดินทรายแห้งอาจตรวจได้ประมาณ 2–3 เมตรหรือมากกว่า ส่วนดินเหนียวชื้นตรวจได้ตื้นกว่ามาก
- Rebar Locator and Profometer (มยผ.1505-51 · BS 1881-204) — ระบุตำแหน่ง ขนาด และระยะคลุม (Cover Depth) ของเหล็กเสริมในคอนกรีตโดยไม่ต้องเจาะ เหมาะสำหรับวางแผนก่อนทำ Core Drilling และตรวจสอบการจัดวางเหล็กเสริมตามแบบ
- Half-Cell Potential Test (ASTM C876 · มยผ.1506-51) — วัดศักย์ไฟฟ้าของเหล็กเสริมผ่านผิวคอนกรีต ประเมินความน่าจะเป็นในการกัดกร่อน (Corrosion Probability) เหมาะสำหรับโครงสร้างอายุมากหรืออยู่ในสภาวะแวดล้อมรุนแรง
- Crack Mapping and Monitoring — สำรวจและทำแผนที่รอยร้าว (Crack Map) บนผิวคอนกรีต อิฐ และหิน วัดความกว้าง ความยาว และติดตามการเปลี่ยนแปลงด้วย Crack Gauge ใช้ประกอบการวิเคราะห์สาเหตุและวางแผนซ่อมแซม
3. การประเมินฐานรากและเสาเข็มเดิม
กลุ่มการทดสอบสำหรับประเมินเสาเข็ม ฐานรากเดิม และกำลังยึดของวัสดุในคอนกรีต
- Pull Out Test — ทดสอบแรงดึง (Tensile / Pull-Out Strength) ของ Anchor Bolt สลักเกลียว และวัสดุยึดในคอนกรีตด้วย Hydraulic Jack วัด Load-Displacement Curve ยืนยันกำลังยึดเกาะก่อนรับโหลดจริง เหมาะสำหรับงานติดตั้งอุปกรณ์หนักและโครงสร้างเหล็ก
- Parallel Seismic Test (ASTM D8381) — ประเมินความยาวของเสาเข็มและฐานรากเดิมโดยไม่ต้องรื้อโครงสร้าง (อาจขุดเปิดเฉพาะจุดเพื่อเคาะสัญญาณที่ฐานราก) เจาะหลุมข้างเสาเข็ม วัดคลื่นสั่นสะเทือนด้วย Hydrophone เหมาะสำหรับโครงสร้างเก่าที่ไม่มีแบบก่อสร้าง งานซ่อมแซม และต่อเติมอาคาร
- Side Echo Test (มยผ.1551-51) — ทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มหรือฐานรากที่เข้าถึงหัวเข็มไม่ได้ ขุดหลุมข้างฐานราก เคาะผิวด้านข้างด้วยค้อนมือและรับสัญญาณด้วย Accelerometer ดัดแปลงจากวิธี Sonic Echo / Low-Strain Integrity ให้ผลเชิงคุณภาพ เสริมข้อมูลร่วมกับ Parallel Seismic Test ไม่ใช้แทนกันในการวัดความยาวเสาเข็ม
- Foundation and Structural Inspection (มยผ.1501-51 · มยผ.1902-62) — ตรวจสอบสภาพฐานราก คาน เสา และพื้น ประเมินความเสียหาย การทรุดตัว รอยแตก และการเสื่อมสภาพของวัสดุ จัดทำรายงานผลการตรวจสอบพร้อมข้อเสนอแนะในการซ่อมบำรุง
4. การทดสอบรับน้ำหนักและประเมินกำลังโครงสร้าง (Load Testing & Capacity Assessment)
กลุ่มงานที่ยืนยันว่าพื้น สะพาน ถนน และฐานรากรับน้ำหนักใช้งานใหม่ได้ ทั้งการทดสอบด้วยน้ำหนักจริงและการประเมินจากผลทดสอบร่วมกับการคำนวณ
- Floor Loading Test (ACI 318 บทที่ 27 · ACI 437.2) — ทดสอบความสามารถรับน้ำหนักบรรทุกของพื้นคอนกรีต (Floor Slab) โดยวางน้ำหนักทดสอบและวัดการโก่งตัว (Deflection) ใช้ยืนยันว่าพื้นรับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบก่อนใช้งาน
- ประเมินพื้นโกดังรับชั้นวางสินค้า (Rack) และ Forklift — วัดความหนาแผ่นพื้นและตำแหน่งเหล็กเสริมด้วย GPR หรือ Core ทดสอบกำลังคอนกรีต แล้ววิเคราะห์แรงกดจุดจากขา Rack และล้อ Forklift เทียบกับกำลังพื้นเดิม หากผลก้ำกึ่งจึงยืนยันด้วย Floor Load Test (พื้นคลังสินค้ารับน้ำหนักได้เท่าไหร่)
- Load Test สะพานและท่าเทียบเรือ (AASHTO MBE · ACI 437.2) — ทดสอบด้วยรถหรือน้ำหนักรู้ค่า วัดการแอ่นตัวด้วย LVDT / Dial Gauge และความเครียดด้วย Strain Gauge แบ่งเป็น Diagnostic Load Test (ดูพฤติกรรมจริงเพื่อปรับแบบจำลอง) และ Proof Load Test (พิสูจน์ว่ารับน้ำหนักเป้าหมายได้โดยตรง) (Load Test สะพานทำอย่างไร)
- ประเมินถนนและลานคอนกรีตรับรถเครน / รถเทรลเลอร์ — ตรวจความหนาแผ่นพื้นและเหล็กเสริม ทดสอบกำลังคอนกรีต และทดสอบชั้นดินใต้พื้นด้วย Plate Bearing Test แล้ววิเคราะห์แรงจากล้อหรือขาช้าง (Outrigger) ของรถเครนเทียบความสามารถรับน้ำหนักของถนนหรือลานเดิม
- ตรวจฐานรากเครื่องจักร ฐานถังเก็บ และเสาคอนกรีต — ตรวจรอยร้าว กำลังคอนกรีต ตำแหน่งเหล็กเสริม และการทรุดตัวของฐานเครื่องจักรเก่า ฐานถังที่ทรุดหรือเอียง และเสาคอนกรีตที่แตกร้าว ประเมินกำลังที่เหลือก่อนตัดสินใจใช้งานต่อ ซ่อม หรือเสริมกำลัง
- Structural Back Analysis (มยผ.1902-62) — วิเคราะห์ย้อนกลับจากข้อมูลการทดสอบและการตรวจสอบหน้างานเพื่อหาสาเหตุความเสียหาย ประเมินความสามารถรับน้ำหนักที่เหลือ และวางแผนการเสริมกำลังโครงสร้าง
5. การประเมินความเสียหายและสภาพอาคาร (Damage & Condition Assessment)
กลุ่มงานบันทึกสภาพก่อน-หลังเหตุการณ์ และประเมินว่าอาคารใช้งานต่อได้ ต้องซ่อม หรือต้องเสริมกำลัง
- สำรวจอาคารข้างเคียงก่อนก่อสร้าง (Dilapidation Survey) — บันทึกสภาพอาคารเพื่อนบ้านก่อนเริ่มงานฐานรากหรือขุดดิน ทั้งภาพถ่ายระบุตำแหน่งและวันที่ แผนที่รอยร้าวเดิม (Crack Map) และติด Crack Gauge ที่รอยร้าวสำคัญ ใช้แยกรอยร้าวเดิมกับรอยร้าวใหม่เมื่อมีข้อพิพาท (Dilapidation Survey บันทึกอะไรบ้าง)
- ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน (Vibration Monitoring — DIN 4150-3 · BS 7385-2) — วัดค่าความเร็วอนุภาคสูงสุด (Peak Particle Velocity: PPV) ที่อาคารข้างเคียงระหว่างตอกเสาเข็ม ขุดดิน หรือเครื่องจักรทำงาน แล้วเทียบกับเกณฑ์ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 37 (พ.ศ. 2553) หรือ DIN 4150-3 / BS 7385-2 ตามข้อกำหนดโครงการ (ตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็ม)
- ประเมินอาคารหลังไฟไหม้ (มยผ. 1902-62 · ACI 562) — ตรวจความเสียหายของคอนกรีตและเหล็กเสริมจากความร้อน ด้วยการสำรวจสภาพ Core Test, UPV และ Rebound Hammer แบ่งระดับความเสียหาย แล้วประเมินว่าองค์อาคารซ่อมได้หรือต้องเปลี่ยน (อาคารหลังไฟไหม้ ซ่อมได้หรือต้องรื้อ)
- ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว (ATC-20 · มยผ. 1902-62) — ตรวจเบื้องต้นเพื่อแบ่งระดับความปลอดภัย (ป้ายเขียว เหลือง แดง) และตรวจละเอียดด้วยการทดสอบในจุดที่พบความเสียหาย เพื่อสรุปว่าใช้งานต่อได้หรือต้องซ่อมเสริม (ตรวจอาคารหลังแผ่นดินไหว)
- ตรวจโครงสร้างก่อนซื้อ-เช่าอาคาร (Technical Due Diligence) — ตรวจสภาพโครงสร้าง ทวนเอกสารและแบบ ทดสอบคอนกรีตและเหล็กเสริมในจุดเสี่ยง และประเมินฐานรากเดิม สรุปความเสี่ยงและรายการที่ต้องซ่อมก่อนตัดสินใจ (เช็กลิสต์ก่อนซื้อ-เช่าอาคารและโกดัง)
ตารางสรุปบริการ Structural Testing
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| การทดสอบ | มาตรฐาน | ค่าที่ได้ | ใช้สำหรับ |
|---|---|---|---|
| Core Drilling | ASTM C42 | f'c (MPa) | ยืนยันกำลังคอนกรีตจริง |
| Rebound Hammer | มยผ.1502-51 / ASTM C805 | Rebound No. | สำรวจเบื้องต้น รวดเร็ว |
| Ultrasonic Pulse Velocity | ASTM C597 / มยผ.1504-51 | Vp (m/s) | คุณภาพ / โพรงในคอนกรีต |
| Carbonation Depth | BS EN 14630 | ความลึก (mm) | อายุการใช้งานที่เหลือ |
| Ground Penetrating Radar | สแกนคอนกรีต: มยผ.1507-51 / ACI PRC-228.2 · สำรวจใต้ดิน: ASTM D6432 | Radargram | เหล็กเสริม โพรง / ท่อ วัตถุใต้ดิน |
| Rebar Locator | มยผ.1505-51 / BS 1881-204 | ตำแหน่ง / Cover | ตำแหน่งเหล็กเสริม |
| Half-Cell Potential | ASTM C876 / มยผ.1506-51 | mV vs CSE | ความเสี่ยงกัดกร่อน |
| Crack Mapping | In-situ | แผนที่รอยร้าว | สำรวจและติดตามรอยร้าว |
| Pull Out Test | ASTM E488 | Load (kN) | กำลังยึดเกาะ Anchor Bolt |
| Parallel Seismic Test | ASTM D8381 | ความยาว (m) | ความยาวเสาเข็ม/ฐานราก |
| Side Echo Test | มยผ.1551-51 | Reflectogram | ความสมบูรณ์ฐานรากที่เข้าหัวเข็มไม่ได้ |
| Floor Loading Test | ACI 318 บทที่ 27 / ACI 437.2 | Deflection (mm) | กำลังรับน้ำหนักพื้น |
| Foundation & Structural Inspection | มยผ.1501-51 / มยผ.1902-62 | รายงานตรวจสอบ | สภาพฐานราก คาน เสา พื้น |
| Structural Back Analysis | มยผ.1902-62 | รายงานวิเคราะห์ | หาสาเหตุ / เสริมกำลัง |
| ประเมินพื้นโกดังรับ Rack / Forklift | GPR · Core · Floor Load Test | ความหนา / f'c / กำลังพื้น | ติดตั้งชั้นวางสินค้าบนพื้นเดิม |
| Load Test สะพานและท่าเทียบเรือ | AASHTO MBE / ACI 437.2 | Deflection / Strain | ยืนยันพิกัดน้ำหนักรถ |
| ประเมินถนน-ลานรับรถเครน | GPR · Core · Plate Bearing | ความหนา / f'c / ค่ารับแรงดิน | ตั้งรถเครน วิ่งรถเทรลเลอร์ |
| ฐานเครื่องจักร / ฐานถัง / เสาคอนกรีต | Core · UPV · Rebar Scan | รายงานประเมิน | ใช้งานต่อ ซ่อม หรือเสริมกำลัง |
| Dilapidation Survey | Crack Map / Crack Gauge | รายงานสภาพพร้อมภาพถ่าย | หลักฐานก่อนก่อสร้างข้างเคียง |
| Vibration Monitoring | DIN 4150-3 / BS 7385-2 | PPV (mm/s) | ควบคุมแรงสั่นต่ออาคารข้างเคียง |
| ประเมินอาคารหลังไฟไหม้ | มยผ. 1902-62 / ACI 562 | ระดับความเสียหาย | ซ่อมได้หรือต้องเปลี่ยนองค์อาคาร |
| ตรวจอาคารหลังแผ่นดินไหว | ATC-20 / มยผ. 1902-62 | ป้ายเขียว / เหลือง / แดง | ใช้งานต่อหรือซ่อมเสริม |
| Technical Due Diligence | Core · UPV · Rebar Scan | รายงานความเสี่ยง | ก่อนซื้อ-เช่าอาคาร |
เมื่อไหร่ควรทำ Structural Testing?
- อาคารเก่าและโครงสร้างที่มีอายุมาก — ประเมินสภาพและกำลังที่เหลือก่อนตัดสินใจซ่อมแซมหรือรื้อถอน
- ก่อนต่อเติมหรือเพิ่มโหลด — ยืนยันว่าโครงสร้างเดิมรับน้ำหนักเพิ่มได้โดยไม่เกิดความเสียหาย
- เมื่อพบรอยร้าวหรือการทรุดตัวผิดปกติ — หาสาเหตุและประเมินความรุนแรงก่อนวางแผนซ่อมแซม
- โครงการรับมอบงาน (Acceptance Testing) — ยืนยันคุณภาพก่อนส่งมอบโครงการ
- ก่อนเพิ่มน้ำหนักใช้งาน — ติดตั้งชั้นวางสินค้า เครื่องจักรหนัก หรือเพิ่มพิกัดรถบนสะพานและถนนเดิม
- ก่อนก่อสร้างติดอาคารข้างเคียง และหลังไฟไหม้หรือแผ่นดินไหว — บันทึกสภาพและประเมินความปลอดภัยก่อนใช้งานต่อ
- งานพิพาทและคดีวิศวกรรม — หลักฐานเชิงเทคนิคที่เชื่อถือได้และรับรองโดยวิศวกร
ตรวจสอบโครงสร้าง NDT ค่าบริการคิดอย่างไร และ SPN รับงานพื้นที่ไหนบ้าง?
ค่าบริการตรวจสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลายไม่มีราคากลางตายตัว เพราะแต่ละอาคารต้องเลือกรายการทดสอบและจำนวนจุดต่างกัน SPN จึงเสนอราคาเป็นรายโครงการจากแบบแปลนและรูปถ่ายอาการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง
ปัจจัยที่กำหนดค่าบริการ
| ปัจจัย | มีผลอย่างไร |
|---|---|
| รายการทดสอบและจำนวนจุด | Rebound Hammer, UPV, Rebar Scan, GPR คิดตามจำนวนจุด/พื้นที่สแกน · Core Drilling คิดต่อแกน รวมทดสอบกำลังอัดในห้องปฏิบัติการ |
| ขนาดอาคารและการเข้าถึง | จำนวนชั้น ความสูงที่ต้องใช้นั่งร้าน/รถกระเช้า การทำงานนอกเวลาในอาคารที่ใช้งานอยู่ |
| ระดับรายงานที่ต้องการ | รายงานผลทดสอบ หรือรายงานประเมินความมั่นคงแข็งแรงพร้อมข้อเสนอแนะ ลงนามโดยวิศวกร (ใบอนุญาต กว.) |
| ระยะทางหน้างาน | ค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน |
ส่งแบบแปลน (ถ้ามี) รูปถ่ายรอยร้าวหรืออาการที่พบ และวัตถุประสงค์ (ต่อเติม ซื้อ-ขาย ยื่นหน่วยงาน ตรวจหลังภัยพิบัติ) มาที่ LINE @spnth หรือ [email protected] วิศวกรจะแนะนำรายการทดสอบที่จำเป็นและเสนอราคาให้ฟรี — อ่านวิธีคิดราคาและเทียบระดับราคาแต่ละวิธีที่ ราคาตรวจสอบโครงสร้าง NDT 2026 ส่วนราคาทดสอบเสาเข็ม (Seismic, PDA) ดูที่ ราคาทดสอบเสาเข็ม ปี 2026
ขอใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.พื้นที่ให้บริการ
ทีมวิศวกรตรวจสอบโครงสร้างของ SPN ออกปฏิบัติงานจากสำนักงานที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ครอบคลุมพื้นที่ต่อไปนี้เป็นประจำ
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล — สมุทรปราการ (สำนักงานที่ อ.บางเสาธง) นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม — ออกหน้างานได้เร็วที่สุด ค่าเดินทางเริ่มต้นต่ำสุด
- ภาคตะวันออก / EEC — ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี — โรงงาน คลังสินค้า และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงนิคมปิโตรเคมี จ.ระยอง
- ภาคกลาง — พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี — งานสะพาน ถนน โรงงาน และเขื่อน
- ทั่วประเทศ 77 จังหวัด — รวมงานในแม่น้ำ ทะเล (Offshore) และพื้นที่พิเศษ ค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน
ตัวอย่างงานจริงในแกลเลอรีด้านบน: GPR อาคารเก่ากลางกรุงเทพฯ และย่านสาทร · Pull Out Test โครงการในชลบุรี · UPV และ Rebar Scan อาคารสำนักงานที่ใช้งานอยู่ · Parallel Seismic ฐานรากอาคารเดิม
ส่งพิกัดหน้างาน รับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.คำถามที่พบบ่อย — Structural Testing & NDE
Structural Testing คือการทดสอบโครงสร้างโดยรวม เช่น Floor Loading Test, Pull Out Test ที่วัดค่าเชิงกำลัง ส่วน NDE (Non-Destructive Evaluation) เน้นการประเมินสภาพภายในโดยไม่ทำลาย เช่น GPR, UPV, Rebound Hammer ในทางปฏิบัติมักใช้ร่วมกันเพื่อผลที่ครบถ้วน
Rebound Hammer รวดเร็วและไม่ทำลาย เหมาะสำรวจเบื้องต้นหลายจุดในเวลาสั้น แต่ความแม่นยำต่ำกว่า Core Drilling ที่เจาะเก็บตัวอย่างจริงและทดสอบกำลังในห้องปฏิบัติการ แนะนำใช้ Rebound Hammer สำรวจก่อน แล้วเลือกจุด Core Drilling เพิ่มเติมในพื้นที่ที่น่าสงสัย
GPR ตรวจหาได้หลายอย่างในคอนกรีตและดิน ได้แก่ เหล็กเสริม (Rebar), ท่อฝังใน, โพรง (Void), รอยแตกภายใน, สายไฟ และวัตถุใต้ดินอื่นๆ ความลึกที่ตรวจได้ไม่ใช่ค่าตายตัว ขึ้นอยู่กับความถี่ของเสาอากาศและชนิด/ความชื้นของวัสดุ — งานสแกนคอนกรีตใช้เสาอากาศความถี่สูงเน้นความละเอียด ส่วนงานสำรวจใต้ดินในดินทรายแห้งอาจตรวจได้ประมาณ 2–3 เมตรหรือมากกว่า ขณะที่ดินเหนียวชื้นตรวจได้ตื้นกว่ามาก
Pull Out Test ใช้ทดสอบแรงดึงของ Anchor Bolt, Chemical Anchor, สลักเกลียว และวัสดุยึดต่างๆ ในคอนกรีต ใช้บ่อยในงานติดตั้งอุปกรณ์หนัก เช่น เครื่องจักรโรงงาน, Rack & Shelf ขนาดใหญ่, โครงสร้างเหล็ก, Tower และสะพาน รายงานผลรับรองโดยวิศวกรใช้ยื่นต่อหน่วยงานได้ อ่านรายละเอียดวิธีทดสอบและมาตรฐาน ASTM E488 ได้ในบทความ Pull-Out Test ทดสอบแรงดึงถอนพุกเคมีและสตัดเกลียว
PIT ทดสอบโดยเคาะที่หัวเสาเข็มด้วยค้อนมือโดยตรง (ตาม มยผ.1551-51) เหมาะสำหรับเสาเข็มที่สามารถเข้าถึงหัวเข็มได้ ส่วน Parallel Seismic Test เจาะหลุมข้างๆ เสาเข็มแล้ววัดคลื่น เหมาะสำหรับเสาเข็มเดิมที่ถูกฝังอยู่ในฐานราก หรืออยู่ใต้อาคารที่ไม่สามารถเข้าถึงหัวเข็มได้ อ่านหลักการ PIT เพิ่มเติมได้ในบทความ Seismic Integrity Test
Side Echo Test ขุดเปิดหลุมข้างฐานราก ยึดแผ่นเหล็กรับแรงกระทบ (Transfer Block) ที่ผิวด้านข้าง เคาะด้วยค้อนมือและรับสัญญาณด้วย Accelerometer เป็นการดัดแปลงวิธี Sonic Echo / Low-Strain Integrity ตาม มยผ.1551-51 ให้ผลเชิงคุณภาพเรื่องความต่อเนื่องของคอนกรีตและตำแหน่งรอยต่อ ส่วน Parallel Seismic Test (ASTM D8381) เจาะหลุมขนานข้างเสาเข็มและวัดเวลาคลื่นเดินทางผ่านท่อ จึงระบุความยาวเสาเข็มได้แม่นยำกว่า หากเป้าหมายคือยืนยันความยาวควรเลือก Parallel Seismic ส่วน Side Echo เหมาะกรณีที่ขุดเปิดข้างฐานรากได้และต้องการประเมินความสมบูรณ์เบื้องต้น
Carbonation คือปฏิกิริยาที่ CO₂ ในอากาศแทรกซึมเข้าคอนกรีตและลดค่า pH ลง เมื่อ Carbonation Front ถึงเหล็กเสริม เหล็กจะเริ่มเป็นสนิมและคอนกรีตแตกร่อน Carbonation Depth Test วัดความลึกนี้ด้วยสาร Phenolphthalein ใช้ประเมินอายุการใช้งานที่เหลือและวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน
ได้ครับ รายงานผลการทดสอบทุกฉบับของ SPN รับรองโดยวิศวกรโยธาผู้ได้รับใบอนุญาต (กว.) ใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
งานภาคสนามส่วนใหญ่ใช้เวลา 1 วัน ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดทดสอบและขนาดพื้นที่ Core Sample ต้องปรับสภาพความชื้นตาม ASTM C42 ก่อนทดสอบกำลังอัดในห้องปฏิบัติการ รวมประมาณ 7–14 วัน การทดสอบอื่นๆ เช่น GPR, Rebound Hammer, UPV รายงานพร้อมภายใน 3–5 วันทำการหลังลงพื้นที่
Half-Cell Potential Test วัดศักย์ไฟฟ้าของเหล็กเสริมผ่านผิวคอนกรีต แปลผลตามมาตรฐาน ASTM C876 — ค่าที่บวกกว่า −200 mV (เทียบขั้ว Cu/CuSO₄) มีโอกาสไม่เกิดการกัดกร่อนมากกว่า 90% ช่วง −200 ถึง −350 mV สรุปไม่ได้แน่ชัด และค่าที่ลบกว่า −350 mV มีโอกาสเกิดการกัดกร่อนมากกว่า 90% ใช้ทำ Corrosion Map ระบุบริเวณที่ต้องซ่อมแซมก่อน
วางน้ำหนักทดสอบบนพื้นตามแผนกระจายโหลดที่ออกแบบ วัด Deflection ที่จุดกึ่งกลางและขอบด้วย Dial Gauge หรือ LVDT ตลอดช่วงการทดสอบ 24–48 ชั่วโมง แล้ววัดค่า Recovery หลังปลดโหลด ผลใช้ยืนยันว่าพื้นรับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบก่อนนำเข้าใช้งาน อ่านขั้นตอนละเอียดได้ในบทความ Floor Load Test ทดสอบการรับน้ำหนักพื้น
ตรวจได้โดยไม่ต้องทุบพื้น เริ่มจากวัดความหนาแผ่นพื้นและตำแหน่งเหล็กเสริมด้วย GPR หรือ Core ทดสอบกำลังคอนกรีต แล้ววิศวกรคำนวณแรงกดจุดจากขา Rack และล้อ Forklift เทียบกับกำลังพื้นเดิม หากผลคำนวณก้ำกึ่งจึงยืนยันด้วย Floor Load Test ด้วยน้ำหนักจริง อ่านเพิ่มเติมในบทความ พื้นโรงงาน-คลังสินค้ารับน้ำหนักได้เท่าไหร่
ควรทำ Dilapidation Survey บันทึกสภาพอาคารข้างเคียงก่อนเริ่มงาน ทั้งภาพถ่ายระบุตำแหน่งและวันที่ แผนที่รอยร้าวเดิม และติด Crack Gauge ที่รอยร้าวสำคัญ ระหว่างตอกเสาเข็มหรือขุดดินควรวัดแรงสั่นสะเทือน (PPV) ที่อาคารข้างเคียงเทียบเกณฑ์ประกาศ กก.วล. ฉบับที่ 37 (พ.ศ. 2553) หรือ DIN 4150-3 / BS 7385-2 ตามข้อกำหนดโครงการ ข้อมูลชุดนี้ช่วยแยกรอยร้าวเดิมกับรอยร้าวใหม่เมื่อมีข้อพิพาท
เริ่มจากวิศวกรตรวจสภาพด้วยสายตาเพื่อแยกองค์อาคารที่เสียหายรุนแรง จากนั้นทดสอบเพิ่มในจุดเสี่ยง เช่น Core Test และ UPV เพื่อหากำลังคอนกรีตที่เหลือ Rebound Hammer สำรวจเป็นพื้นที่กว้าง และตรวจเหล็กเสริมที่เปิดผิว ประเมินตามกรอบ มยผ. 1902-62 ร่วมกับแนวทาง ACI 562 (กรณีไฟไหม้) หรือ ATC-20 (กรณีแผ่นดินไหว) แล้วสรุปว่าใช้งานต่อได้ ต้องซ่อม หรือต้องเสริมกำลัง
ไม่มีราคากลางตายตัว เพราะแต่ละอาคารต้องเลือกรายการทดสอบและจำนวนจุดต่างกัน ค่าบริการขึ้นกับรายการทดสอบ (Rebound Hammer, UPV, Core Drilling, GPR, Rebar Scan ฯลฯ) จำนวนจุด ขนาดและการเข้าถึงอาคาร ระดับรายงานที่ต้องการ และระยะทางหน้างาน ส่งแบบแปลนและรูปถ่ายอาการมาได้ วิศวกรจะแนะนำรายการที่จำเป็นและเสนอราคาให้ฟรีภายใน 24 ชั่วโมง ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน
รับครับ ทีมวิศวกรออกหน้างานทั่วประเทศ 77 จังหวัด จากสำนักงานที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ จึงเข้าหน้างานกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้เร็วที่สุด และมีผลงานต่อเนื่องในภาคตะวันออก/EEC (ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี) และภาคกลาง (พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี) ทั้งอาคารสำนักงาน โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรม ค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน