Strain Gauge วัดอะไรในงานธรณีเทคนิค?

Strain Gauge คือเซนเซอร์ที่วัด ความเครียด (Strain) ของวัสดุ ซึ่งก็คืออัตราส่วนการยืดหรือหดต่อความยาวเดิม ค่าที่วัดได้มีขนาดเล็กมากจึงรายงานเป็นไมโครสเตรน (Microstrain, με) โดย 1 με หมายถึงการเปลี่ยนความยาว 1 ส่วนในล้านส่วน เหล็กโครงสร้างที่รับแรงจนถึงระดับใช้งานปกติมักอ่านค่าได้ในช่วงหลักสิบถึงหลายร้อยไมโครสเตรน

จุดต่างสำคัญคือเครื่องมือวัดตัวอื่นในระบบตรวจวัดพฤติกรรมวัด "การขยับ" ของดินและโครงสร้าง ส่วน Strain Gauge วัด "แรง" ที่โครงสร้างกำลังรับอยู่ — Inclinometer บอกว่ากำแพงกันดินโก่งไปเท่าไร แต่ไม่บอกว่าค้ำยันแต่ละชั้นรับแรงเท่าไร ขณะที่ Strain Gauge ตอบคำถามหลังได้โดยตรง ทั้งสองตัวจึงมักติดตั้งคู่กันในระบบเดียว ดูภาพรวมของเครื่องมือทั้งชุดได้ที่คู่มือเครื่องมือวัดทางธรณีเทคนิค

ช่างเทคนิค SPN ขันสลักยึดหัววัดความเครียด (Strain Transducer) เข้ากับผิวข้างเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงหน้าตัดสี่เหลี่ยม พร้อมสายสัญญาณต่อออกจากตัวเซนเซอร์
การยึดหัววัดความเครียดเข้ากับผิวเสาเข็มก่อนเริ่มทดสอบ — หลักการวัดเหมือน Strain Gauge ฝังถาวร ต่างกันที่วิธียึดและช่วงเวลาที่ใช้งาน (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ความเครียด (με) แปลงเป็นแรงได้อย่างไร?

การแปลงใช้กฎของฮุก (Hooke's Law) ในรูปแบบง่ายที่สุด คือความเค้นเท่ากับความเครียดคูณโมดูลัสยืดหยุ่น แล้วคูณด้วยพื้นที่หน้าตัดจึงได้แรง

F = ε × E × A
เมื่อ ε = ความเครียดที่วัดได้ (หน่วยไม่มีมิติ) · E = โมดูลัสยืดหยุ่นของวัสดุ · A = พื้นที่หน้าตัดที่รับแรง

ตัวอย่างการคำนวณกับค้ำยันเหล็ก H-Beam หน้าตัด 21,870 ตร.มม. โมดูลัสยืดหยุ่นของเหล็กประมาณ 200,000 นิวตัน/ตร.มม. เมื่ออ่านค่าได้ 150 με จะได้ความเค้น 150 × 10-6 × 200,000 = 30 นิวตัน/ตร.มม. คูณพื้นที่หน้าตัดได้แรง 30 × 21,870 = 656,100 นิวตัน หรือประมาณ 656 กิโลนิวตัน (ราว 67 ตัน) จากนั้นวิศวกรนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับแรงที่ออกแบบไว้ของค้ำยันชั้นนั้น

ข้อควรระวังคือค่า E ของเหล็กค่อนข้างคงที่และเชื่อถือได้ แต่ค่า E ของคอนกรีตแปรผันตามกำลังอัด อายุคอนกรีต และส่วนผสม การใช้ค่ามาตรฐานลอย ๆ กับเสาเข็มคอนกรีตจึงทำให้แรงที่คำนวณคลาดเคลื่อนได้มาก งานที่ต้องการความแม่นยำจึงประเมินค่า E จากข้อมูลของการทดสอบเองแทนการเดาจากตาราง

Strain Gauge มีกี่ชนิด ต่างกันอย่างไร?

ในงานวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิคพบสามแบบหลัก แต่ละแบบเหมาะกับลักษณะงานคนละแบบ ตารางนี้สรุปจุดต่างที่ใช้ตัดสินใจจริง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชนิดหลักการสัญญาณจุดเด่นเหมาะกับ
Vibrating Wire (VW)ความถี่การสั่นของลวดที่ขึงตึงเปลี่ยนตามความเครียดทนสายยาว ทนความชื้น ค่าไม่ไหลตามเวลา ต่อดาต้าล็อกเกอร์อ่านอัตโนมัติได้ฝังถาวรในค้ำยัน แองเคอร์ เหล็กเสริมเสาเข็ม อ่านค่าระยะยาว
Electrical Resistance (แผ่นฟอยล์)ความต้านทานไฟฟ้าของลายฟอยล์เปลี่ยนตามความเครียดตอบสนองเร็วระดับมิลลิวินาที ตัวบางติดได้แนบผิว ราคาต่อจุดต่ำงานวัดแรงที่เปลี่ยนเร็ว งานวัดระยะสั้นในสภาพแวดล้อมควบคุมได้
Strain Transducer (ยึดชั่วคราว)โครงเหล็กเล็กที่ฝัง Strain Gauge ไว้ภายใน ยึดด้วยสลักที่ผิววัสดุติดตั้งและถอดออกได้เร็ว นำกลับมาใช้ซ้ำ สอบเทียบมาก่อนจากโรงงานงานทดสอบชั่วคราวที่ต้องติดตั้งภายในวันเดียว

สำหรับงานตรวจวัดพฤติกรรมที่ต้องอ่านค่าต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเป็นปี แบบ Vibrating Wire เป็นตัวเลือกหลักเพราะสัญญาณเป็นความถี่ จึงไม่เพี้ยนตามความยาวสายหรือความต้านทานที่เปลี่ยนไป และใช้หัววัดอุณหภูมิในตัวเดียวกันชดเชยผลของอุณหภูมิได้เลย ส่วนแบบแผ่นฟอยล์เหมาะกับงานที่แรงเปลี่ยนเร็วมากจน VW ตามไม่ทัน เช่นการวัดแรงกระแทกในงานทดสอบเสาเข็มพลศาสตร์ (Dynamic Load Test, PDA)

ชุดสเตรนเกจแบบ Vibrating Wire พร้อมสายสัญญาณม้วนเป็นวง วางเรียงบนผ้าใบที่หน้างานก่อนนำไปผูกกับโครงเหล็กเสริมเสาเข็ม โดยมีโครงเหล็กเสริมและเครนตีนตะขาบอยู่ด้านหลัง
ชุดสเตรนเกจและสายสัญญาณที่เตรียมไว้ก่อนติดตั้ง — สายของแต่ละระดับความลึกทำเครื่องหมายสีแยกกันตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้สับสนตอนต่อเข้าดาต้าล็อกเกอร์หลังเทคอนกรีต (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ติดตั้ง Strain Gauge บนค้ำยันงานขุดยังไง?

ในงานขุดดินลึก ค้ำยัน (Strut) คือชิ้นส่วนที่รับแรงดันดินจากกำแพงกันดินทั้งสองฝั่ง การรู้แรงจริงในค้ำยันแต่ละชั้นจึงเป็นข้อมูลความปลอดภัยโดยตรง ไม่ใช่แค่ข้อมูลประกอบรายงาน

หลักการติดตั้งคือติดสเตรนเกจเป็นชุด 2-4 ตัวรอบหน้าตัด ของค้ำยันเหล็กแล้วเฉลี่ยค่า เหตุผลคือค้ำยันในสนามแทบไม่เคยรับแรงตามแนวแกนล้วน ๆ แต่มีการดัด (Bending) ปนอยู่ด้วยจากน้ำหนักตัวเอง ความไม่ตรงแนวของหัวค้ำยัน หรือแรงที่ถ่ายมาไม่สมมาตร ผลคือด้านหนึ่งของหน้าตัดถูกอัดมากกว่าอีกด้าน ถ้าติดเพียงตัวเดียวก็จะได้ค่าที่สูงหรือต่ำกว่าความจริง การเฉลี่ยค่าจากตัวที่อยู่ตรงข้ามกันจะหักผลของการดัดออกไป เหลือเฉพาะแรงตามแนวแกนที่ต้องการ

ตำแหน่งตามความยาวมักเลือกช่วงกลางค้ำยัน ห่างจากรอยต่อและจุดยึดหัวค้ำยันพอสมควร เพราะบริเวณใกล้รอยต่อมีการกระจายความเค้นไม่สม่ำเสมอ และทุกครั้งต้องอ่าน ค่าฐาน (Zero Reading) ก่อนค้ำยันชั้นนั้นเริ่มรับแรง มิฉะนั้นค่าที่ได้จะเป็นเพียงส่วนต่างจากแรงที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่แรงทั้งหมด ระบบตรวจวัดชุดเต็มของงานขุดลึกและการกำหนดค่าเตือน อ่านต่อได้ในการตรวจวัดงานขุดดินลึกในชั้นดินอ่อนกรุงเทพ และดูตัวอย่างระบบกันดินจากงานจริงได้ที่กรณีศึกษาระบบกำแพงกันดินชั่วคราว

การติดตั้ง Strain Gauge บนค้ำยันเหล็ก มุมมองด้านข้าง กำแพง กำแพง ค้ำยันเหล็ก (Strut) ชุดสเตรนเกจ ช่วงกลางค้ำยัน แรงดันดินสองฝั่งถ่ายเข้าค้ำยัน หน้าตัดค้ำยัน — ติด 4 ตัวรอบหน้าตัด SG-1, SG-2 SG-3, SG-4 ค่าเฉลี่ย 4 ตัว = แรงตามแนวแกน ผลของการดัด (Bending) หักล้างกันไป F = ε × E × A 150 με × 200,000 N/mm² × 21,870 mm² ≈ 656 kN
ติดสเตรนเกจเป็นชุดรอบหน้าตัดค้ำยันแล้วเฉลี่ยค่า เพื่อหักผลของการดัดออกและเหลือเฉพาะแรงตามแนวแกนที่นำไปเทียบกับค่าออกแบบ

ใช้กับแองเคอร์และเสาเข็มอย่างไร?

งานกำแพงกันดินที่ใช้ แองเคอร์ (Ground Anchor) แทนค้ำยัน จะติดสเตรนเกจที่ลวดอัดแรงหรือแท่งเหล็กของแองเคอร์ เพื่อติดตามว่าแรงดึงที่ให้ไว้ตอนดึงลวดยังคงอยู่หรือลดลงตามเวลา การสูญเสียแรงดึงเกิดได้จากการคลายตัวของลวด การคืบของดินรอบตัวยึด หรือการขยับของหัวแองเคอร์ ซึ่งล้วนกระทบเสถียรภาพของกำแพงโดยตรง

ส่วนงานเสาเข็ม สเตรนเกจจะผูกติดกับโครงเหล็กเสริมเป็นชุดตามระดับความลึกก่อนหย่อนลงหลุมและเทคอนกรีต แต่ละระดับจะรายงานแรงในเสาเข็มที่ระดับนั้น ทำให้แยกได้ว่าน้ำหนักถูกดินแต่ละชั้นรับไปเท่าไร และเหลือถึงปลายเข็มเท่าไร งานลักษณะนี้เรียกว่า Instrumented Static Load Test ซึ่งมีรายละเอียดการวางแผน การอ่าน Load Transfer Curve และการแยกแรงเสียดทานรายชั้นดินอยู่ครบในบทความ Instrumented Static Load Test ทดสอบเสาเข็มพร้อมสเตรนเกจ ส่วนหลักการทดสอบพื้นฐานอ่านได้ที่Static Load Test ทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็ม

โครงเหล็กเสริมเสาเข็มเจาะวางเรียงบนหมอนไม้ที่ลานหน้างาน ติดตั้งเซนเซอร์วัดความเครียดไว้ตามความยาวโครงเหล็ก มีเครนตีนตะขาบและปลอกเหล็กชั่วคราวของหลุมเจาะอยู่ด้านหลัง
โครงเหล็กเสริมเสาเข็มเจาะที่ติดตั้งสเตรนเกจไว้ตามระดับความลึกก่อนหย่อนลงหลุม — ตำแหน่งของแต่ละระดับต้องบันทึกไว้ให้ตรงกับแบบ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าค่าที่อ่านได้แทนแรงในเสาเข็มที่ระดับใด (ภาพ: SPN Soil Engineering)
ช่างเทคนิคเดินสายสัญญาณเซนเซอร์ที่หัวเสาเข็มเจาะในบ่อขุดข้างแนวเข็มพืด ระหว่างเตรียมงานทดสอบหน้างานจริง
งานติดตั้งเซนเซอร์ที่หัวเสาเข็มเจาะในบ่อขุด — สายสัญญาณต้องเดินและป้องกันไว้ตั้งแต่ขั้นเตรียมงาน เพราะซ่อมไม่ได้หลังเทคอนกรีต (ภาพ: SPN Soil Engineering)

4 เรื่องที่ทำให้ค่า Strain Gauge เพี้ยน

สเตรนเกจให้ตัวเลขที่ดูน่าเชื่อถือเสมอ แม้ในตอนที่ค่านั้นผิด ปัญหาที่พบซ้ำ ๆ ในงานจริงมีสี่เรื่องหลัก

1. ไม่ชดเชยอุณหภูมิ — เหล็กขยายและหดตามอุณหภูมิ ค้ำยันที่โดนแดดตอนบ่ายกับตอนเช้าให้ค่าไม่เท่ากันแม้แรงจริงเท่าเดิม สเตรนเกจแบบ Vibrating Wire ส่วนใหญ่จึงมีเทอร์มิสเตอร์ในตัวเพื่อบันทึกอุณหภูมิควบคู่ไปกับค่าความเครียดสำหรับใช้ชดเชยภายหลัง

2. ค่าฐานผิดจังหวะ — ถ้าอ่านค่าฐานหลังจากชิ้นส่วนเริ่มรับแรงไปแล้ว แรงส่วนที่มีอยู่ก่อนจะหายไปจากรายงานทั้งหมด ค่าฐานจึงต้องอ่านหลายรอบให้ค่านิ่งก่อนชิ้นส่วนนั้นเริ่มทำงานจริง

3. ติดตั้งไม่สมมาตร — ติดเพียงตัวเดียวหรือติดเยื้องศูนย์ ทำให้ผลของการดัดปนเข้ามากับแรงตามแนวแกนจนแยกไม่ออก แก้ได้ด้วยการติดเป็นคู่ตรงข้ามและเฉลี่ยค่าตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

4. ใช้ค่า E ของคอนกรีตผิด — เฉพาะงานที่ติดตั้งในเสาเข็มคอนกรีต ค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ใช้แปลงความเครียดเป็นแรงมีผลโดยตรงต่อตัวเลขสุดท้าย การหยิบค่ามาตรฐานมาใช้โดยไม่ตรวจสอบกับข้อมูลจริงทำให้แรงที่รายงานคลาดเคลื่อนได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์

อีกเรื่องที่ควบคุมไม่ได้หลังงานเริ่มแล้วคือความเสียหายของสายสัญญาณ สเตรนเกจที่ฝังในคอนกรีตหรือฝังใต้ดินซ่อมไม่ได้ ทางปฏิบัติจึงติดตั้งเผื่อจำนวนไว้มากกว่าที่ต้องใช้ และป้องกันสายอย่างรัดกุมตั้งแต่ขั้นตอนติดตั้ง

ทีมงานสวมหมวกนิรภัยช่วยกันประคองโครงเหล็กเสริมที่มีสายสัญญาณเซนเซอร์ร้อยขึ้นมาตามแนวเหล็กยืน ขณะเครนหย่อนลงหลุมเจาะริมแม่น้ำ
จังหวะหย่อนโครงเหล็กที่ติดสเตรนเกจลงหลุมเจาะ — ต้องรวบและยึดสายสัญญาณให้แนบเหล็กยืนตลอดแนว เพราะสายที่ถูกครูดหรือหักในจังหวะนี้จะทำให้จุดวัดนั้นเสียถาวรหลังเทคอนกรีต (ภาพ: SPN Soil Engineering)

บริการ Strain Gauge ของ SPN อ้างอิงมาตรฐานอะไร ราคาเท่าไร?

งานเครื่องมือวัดทางธรณีเทคนิคไม่มีมาตรฐาน มยผ. เฉพาะสำหรับตัวสเตรนเกจ การอ้างอิงจึงขึ้นกับงานที่นำไปใช้ — กรณีติดตั้งในเสาเข็มเพื่อทดสอบกำลังรับน้ำหนักแบบสถิต อ้างอิง ASTM D1143/D1143M-20e1 ร่วมกับ มยผ. 1251 ส่วนหัววัดความเครียดที่ใช้ในงานทดสอบพลศาสตร์อ้างอิง มยผ.1252-51 และ ASTM D4945-26 สำหรับงานติดตั้งบนค้ำยันและแองเคอร์ ตำแหน่งติดตั้ง จำนวนจุด และรอบการอ่านค่าเป็นไปตามข้อกำหนดการตรวจวัดเฉพาะโครงการที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนด

SPN ให้บริการตั้งแต่เลือกชนิดสเตรนเกจ ติดตั้ง เดินสายและป้องกันสาย เชื่อมต่อดาต้าล็อกเกอร์สำหรับอ่านค่าอัตโนมัติ อ่านค่าฐาน อ่านค่าตามรอบ ประมวลผลเป็นกราฟแรงเทียบกับค่าออกแบบ จนถึงรายงานที่ลงนามรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ใช้ประกอบการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ดูขอบเขตบริการทั้งหมดที่หน้างานติดตั้งเครื่องมือวัดและตรวจวัดพฤติกรรม และงานทดสอบเสาเข็มที่หน้าทดสอบเสาเข็ม

ค่าบริการขึ้นกับชนิดของสเตรนเกจ จำนวนจุดติดตั้ง ระยะเวลาอ่านค่า และการเชื่อมต่อดาต้าล็อกเกอร์ จึงประเมินเป็นรายโครงการ ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

⚠️ บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป

เนื้อหาอธิบายหลักการทำงานของ Strain Gauge เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ชนิดของเซนเซอร์ จำนวนและตำแหน่งจุดติดตั้ง ค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ใช้ในการแปลงค่า และเกณฑ์เทียบแรงของแต่ละโครงการ ต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขเฉพาะของงานนั้น