ฐานรากโซลาร์ฟาร์มต่างจากฐานรากอาคารอย่างไร?
ต่างกันที่แรงที่คุมการออกแบบ ฐานรากอาคารรับแรงกดเป็นหลัก ส่วนเสาเข็มโซลาร์ฟาร์มรับแรงยกและแรงผลักด้านข้างจากลมเป็นหลัก ในอาคาร น้ำหนักของโครงสร้าง พื้น ผนัง และน้ำหนักบรรทุกใช้งานกดลงมาตลอดเวลา เสาเข็มจึงถูกกดลงในดิน และแรงยกแทบไม่มีบทบาท
ฐานรากโซลาร์ฟาร์มกลับด้านกัน โครงสร้างรับแผง (mounting structure) เป็นโครงเหล็กน้ำหนักเบามาก แต่แผงโซลาร์เป็นแผ่นแบนพื้นที่กว้างที่วางเอียงรับแดด เมื่อลมพัดใต้แผง จะเกิดแรงยกขึ้น (uplift) และแรงผลักด้านข้าง (lateral) ที่ถ่ายลงเสาเข็มโดยตรง น้ำหนักของโครงสร้างที่มีน้อยจึงไม่พอถ่วงต้านแรงยก
ผลคือเสาเข็มโซลาร์ฟาร์มมักถูกควบคุมด้วยแรงถอนและแรงด้านข้าง ไม่ใช่แรงกด เสาเข็มที่รับแรงกดได้สบายอาจถูกถอนขึ้นได้เมื่อเจอลมกระโชกตามที่ออกแบบไว้ การทดสอบเสาเข็มของโซลาร์ฟาร์มจึงใช้ชุดการทดสอบคนละชุดกับอาคารทั่วไป
โซลาร์ฟาร์มต้องทดสอบเสาเข็มอะไรบ้าง?
งานหลักมี 3 รายการ คือ เจาะสำรวจดิน ทดสอบแรงถอน และทดสอบแรงด้านข้าง แต่ละรายการตอบคำถามคนละข้อ และทำคนละช่วงเวลาของโครงการ ตามตารางที่ 1
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| รายการ | ตอบคำถามอะไร | ทำเมื่อไหร่ | มาตรฐานอ้างอิง |
|---|---|---|---|
| เจาะสำรวจดิน (Soil Boring + SPT) | ชั้นดินทั้งแปลงเป็นอย่างไร มีโซนดินอ่อนหรือดินทรายหลวมตรงไหน ระดับน้ำใต้ดินอยู่ที่เท่าไหร่ | ก่อนออกแบบฐานราก | ASTM D1586 (SPT) |
| ทดสอบแรงถอน (Uplift / Tension Test) | เสาเข็มต้านแรงยกได้ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ ที่แรงเท่าไหร่เสาเข็มเริ่มเลื่อนขึ้น | หลังติดตั้งเสาเข็มทดสอบ ก่อนเดินหน้าเสาเข็มจริงทั้งแปลง | ASTM D3689/D3689M-25 |
| ทดสอบแรงด้านข้าง (Lateral Load Test) | เสาเข็มเคลื่อนตัวด้านข้างเท่าไหร่ที่แรงออกแบบ อยู่ในเกณฑ์ที่โครงสร้างรับแผงยอมรับได้ไหม | พร้อมหรือหลังการทดสอบแรงถอน | ASTM D3966/D3966M-22 |
บางโครงการเพิ่มการทดสอบแรงกด (Compression Test) ตาม ASTM D1143/D1143M-20e1 เข้าไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อใช้เสาเข็มคอนกรีตในพื้นที่ที่มีดินอ่อน หรือมีโครงสร้างหนักอย่างอาคารอินเวอร์เตอร์และหม้อแปลง หลักการทดสอบแบบนี้อธิบายไว้ที่ Static Load Test คืออะไร ส่วนโครงการที่ใช้เสาเข็มเหล็กตอกหรือ ground screw รายการที่ตัดสินการออกแบบมักเป็นแรงถอนกับแรงด้านข้าง อ่านรายละเอียดวิธีทดสอบแต่ละแบบได้ที่ ทดสอบเสาเข็มรับแรงถอน (Uplift Test) และ Lateral Load Test ทดสอบเสาเข็มรับแรงด้านข้าง
แผนภาพด้านล่างสรุปเรื่องทั้งหมดไว้ในภาพเดียว ช่องซ้ายแสดงแรงสามแบบที่หัวเสาเข็มแผงโซลาร์และแรงของดินที่ต้าน ช่องขวาจับคู่แรงแต่ละแบบกับวิธีทดสอบ มาตรฐาน และสิ่งที่วัด ส่วนแถบล่างเรียงลำดับงานทดสอบทั้งโครงการตามเวลา ตั้งแต่เจาะสำรวจดินจนถึงสุ่มทดสอบเสาเข็มใช้งาน
ทำไมแรงถอนถึงคุมการออกแบบเสาเข็มโซลาร์ฟาร์ม?
แรงถอนคุมการออกแบบเพราะกลไกที่ต้านแรงถอนมีน้อยกว่าที่ต้านแรงกด เมื่อเสาเข็มถูกกด แรงจะถ่ายลงดินสองทาง คือแรงเสียดทานรอบผิวเสาเข็ม (skin friction) และแรงแบกทานที่ปลายเสาเข็ม (end bearing) เมื่อเสาเข็มถูกดึงขึ้น แรงแบกทานที่ปลายหายไปทั้งหมด เหลือเพียงแรงเสียดทานรอบผิวบวกน้ำหนักตัวเสาเข็มเท่านั้น
นอกจากนี้ แรงเสียดทานขณะดึงขึ้นมักต่ำกว่าขณะกดลง เพราะการดึงทำให้หน่วยแรงในดินรอบเสาเข็มลดลง เสาเข็มต้นเดียวกันจึงมักรับแรงถอนได้น้อยกว่าแรงกดอย่างชัดเจน ค่าที่ใช้ได้จริงต้องมาจากการทดสอบหน้างาน ไม่ใช่การคิดจากค่าแรงกดแล้วคูณตัวเลขสำเร็จรูป
เสาเข็มโซลาร์ฟาร์มส่วนใหญ่สั้นและมีผิวสัมผัสน้อย ทำให้แรงเสียดทานที่ต้านแรงถอนมีจำกัด การเพิ่มความยาวเสาเข็มอีกเพียงเล็กน้อยจึงมักเปลี่ยนผลการทดสอบได้มาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรทดสอบก่อนสั่งผลิตเสาเข็มทั้งโครงการ
เสาเข็มเหล็ก Ground Screw และเสาเข็มคอนกรีต ทดสอบต่างกันอย่างไร?
โซลาร์ฟาร์มในไทยใช้เสาเข็ม 3 ระบบหลัก คือ เสาเข็มเหล็กตอก เสาเข็มเกลียว (Ground Screw) และเสาเข็มคอนกรีต แต่ละระบบมีจุดที่ต้องระวังในการทดสอบไม่เหมือนกัน
1. เสาเข็มเหล็กตอก (Driven Steel Pile)
เป็นเหล็กรูปพรรณหน้าตัด H, C หรือ W ตอกลงดินตรง ๆ ติดตั้งเร็วและถอดออกได้ จุดที่ต้องระวังคือการกัดกร่อน (corrosion) ในดินที่มีความเค็มหรือความเป็นกรดสูง ซึ่งกระทบอายุใช้งาน 25 ปีขึ้นไปของโครงการ ในการทดสอบแรงถอน ต้องออกแบบจุดจับหัวเสาเข็มไม่ให้เหล็กบิดหรือฉีกก่อนที่ดินจะวิบัติ
2. เสาเข็มเกลียว (Ground Screw / Helical Pile)
เป็นแกนเหล็กที่มีใบเกลียวหมุนลงดิน ใบเกลียวช่วยเพิ่มความสามารถต้านแรงถอนได้มากกว่าเสาเข็มตรงที่ขนาดเท่ากัน เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการค่าแรงถอนสูงโดยไม่ต้องลงลึกมาก การทดสอบต้องบันทึกแรงบิดขณะติดตั้ง (installation torque) ควบคู่ไปด้วย เพราะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพการติดตั้งที่ใช้เทียบกันได้ทั้งแปลง
3. เสาเข็มคอนกรีต (Concrete Pile)
ใช้เมื่อชั้นดินอ่อนต้องลงลึก หรือเมื่อกังวลเรื่องการกัดกร่อนของเหล็ก มีน้ำหนักตัวช่วยต้านแรงถอน แต่จุดอ่อนคือรอยต่อและการฝังเหล็กเสริมที่หัวเสาเข็ม เพราะแรงถอนจะดึงที่เหล็กเสริมโดยตรง ถ้าความยาวฝังเหล็ก (development length) ไม่พอ จะวิบัติที่หัวเสาเข็มก่อนที่ดินจะวิบัติ ทำให้อ่านค่ากำลังของดินไม่ได้
ดินแบบไหนเสี่ยงต่อเสาเข็มโซลาร์ฟาร์ม?
ดินที่ต้องระวังมี 3 กลุ่ม คือ ดินเค็มที่กัดกร่อนเหล็ก ดินทรายหลวม และพื้นที่น้ำท่วมถึงหรือดินขยายตัว โซลาร์ฟาร์มมักตั้งอยู่บนที่ดินนอกเมือง ซึ่งหลายครั้งมีลักษณะดินไม่เหมาะกับการก่อสร้างทั่วไป จึงต้องตรวจทั้งสามกลุ่มให้ชัดตั้งแต่ขั้นเจาะสำรวจดิน
ดินเค็มและดินที่กัดกร่อนเหล็ก พื้นที่ใกล้ชายฝั่ง นาเกลือเดิม หรือพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินเค็ม จะเร่งการกัดกร่อนเสาเข็มเหล็กอย่างมาก การเจาะสำรวจดินควรเก็บตัวอย่างไปทดสอบค่าความต้านทานไฟฟ้าของดิน (soil resistivity) ค่า pH และปริมาณคลอไรด์-ซัลเฟต เพื่อให้ผู้ออกแบบเลือกได้ว่าจะใช้เหล็กชุบสังกะสีหนาขึ้น เผื่อความหนากันกร่อน หรือเปลี่ยนไปใช้เสาเข็มคอนกรีต อ่านวิธีวัดได้ที่ Soil Resistivity Test สำหรับโซลาร์ฟาร์ม
ดินทรายหลวม ให้แรงเสียดทานต่ำและอ่อนไหวต่อการสั่นสะเทือน ค่าแรงถอนที่ทดสอบได้ในดินทรายหลวมมักต่ำกว่าที่คาดไว้จากค่า SPT อย่างเดียว การมีผลทดสอบจริงจึงสำคัญกว่าการประมาณจากสูตร อ่านวิธีอ่านค่า SPT ได้ที่ SPT N-Value แปลผลยังไง
พื้นที่น้ำท่วมถึงและดินขยายตัว พื้นที่ที่ระดับน้ำใต้ดินขึ้นลงตามฤดูกาลทำให้กำลังของดินเปลี่ยนไปมา ค่าที่ทดสอบได้ในหน้าแล้งอาจไม่ใช่ค่าที่ใช้ได้ในหน้าฝน ส่วนดินเหนียวที่ขยายตัวและหดตัวตามความชื้นสามารถดันหรือดึงเสาเข็มสั้นได้ ควรระบุระดับน้ำใต้ดินที่ตรวจพบและช่วงเวลาที่ทดสอบไว้ในรายงานเสมอ ส่วนระดับติดตั้งแผงและอุปกรณ์ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมกำหนดจากผลการศึกษาน้ำท่วม (Flood Study)
ถ้าโครงการอยู่ในขั้นตอนเลือกแปลงที่ดิน การตรวจสภาพดินก่อนตัดสินใจซื้อช่วยตัดความเสี่ยงได้มาก อ่านรายการที่ควรตรวจได้ที่ ก่อนซื้อที่ดินสร้างโรงงาน Checklist ดินจากวิศวกร ซึ่งใช้หลักการเดียวกันกับที่ดินโซลาร์ฟาร์ม
วางแผนจุดทดสอบเสาเข็มทั้งแปลงโซลาร์ฟาร์มอย่างไร?
หลักคือแบ่งแปลงเป็นโซนตามผลเจาะสำรวจดิน แล้วกระจายจุดทดสอบให้ครอบคลุมทุกโซน ไม่ใช้ผลจากจุดเดียวแทนทั้งแปลง โซลาร์ฟาร์มกินพื้นที่กว้างมาก บางโครงการหลายร้อยไร่ ชั้นดินจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งอาจต่างกันคนละเรื่อง การใช้ผลจากหลุมเจาะจุดเดียวหรือเสาเข็มทดสอบต้นเดียวครอบทั้งแปลงจึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้ม
แนวทางที่ใช้กันคือแบ่งพื้นที่เป็นโซนตามลักษณะภูมิประเทศและผลเจาะสำรวจดิน แล้วกระจายจุดทดสอบให้ครอบคลุมทุกโซน โดยเฉพาะโซนที่ผลเจาะดินแตกต่างจากส่วนใหญ่ ส่วนจำนวนหลุมเจาะและจำนวนเสาเข็มทดสอบที่เหมาะสม ขึ้นกับขนาดแปลง ความแปรปรวนของชั้นดิน และข้อกำหนดของผู้ออกแบบหรือเจ้าของโครงการ อ่านหลักการกำหนดจำนวนหลุมเจาะได้ที่ เจาะสำรวจดินกี่หลุม ลึกกี่เมตร
ควรแยกจุดทดสอบตามระบบเสาเข็มด้วย เพราะชนิดและความยาวเสาเข็มที่ต่างกันให้ผลต่างกันมาก ถ้าโครงการใช้เสาเข็มมากกว่าหนึ่งระบบหรือหลายความยาว ผลทดสอบของแบบหนึ่งจึงใช้แทนอีกแบบไม่ได้ ส่วนโครงการที่ใช้ ground screw ค่าแรงบิดขณะติดตั้งที่บันทึกไว้ช่วยเทียบคุณภาพการติดตั้งได้ทั้งแปลง
ลำดับเวลาที่ทำให้ผลทดสอบมีประโยชน์สูงสุดคือ เจาะสำรวจดินก่อนออกแบบ → ติดตั้งเสาเข็มทดสอบและทดสอบแรงถอนกับแรงด้านข้างให้เสร็จก่อนสั่งผลิตเสาเข็มทั้งโครงการ → เดินหน้าติดตั้งเสาเข็มจริง → สุ่มทดสอบเสาเข็มใช้งานตามสัดส่วนที่สเปกกำหนด โครงการที่ทดสอบหลังสั่งของครบแล้ว จะเหลือทางเลือกแก้ไขน้อยลงมากถ้าผลออกมาไม่ตามคาด ความต่างของสองขั้นนี้อธิบายไว้ที่ เสาเข็มทดสอบกับเสาเข็มใช้งานต่างกันอย่างไร
ภาพ 3 มิติด้านล่างจำลองแปลงโซลาร์ฟาร์มหนึ่งบล็อกที่แบ่งเป็น 3 โซนดิน ให้สังเกตว่าทุกโซนมีหลุมเจาะและมีจุดทดสอบแรงถอนกับแรงด้านข้างของตัวเอง ส่วนจุดทดสอบแรงกดมีเฉพาะบางจุด กรอบด้านขวาสรุปหลักการวางจุดทดสอบ 5 ข้อ ซึ่งจำนวนจุดจริงต้องกำหนดในแต่ละโครงการ
ทดสอบเสาเข็มโซลาร์ฟาร์มราคาเท่าไหร่ ต้องเผื่อเวลาอย่างไร?
ราคาทดสอบเสาเข็มโซลาร์ฟาร์มคิดตามขอบเขตงานจริงเป็นรายโครงการ เพราะขึ้นกับขนาดแปลง จำนวนโซนดิน จำนวนจุดทดสอบ และแรงทดสอบสูงสุด สำหรับอ้างอิง ค่าเจาะสำรวจดินของ SPN สำหรับงานทั่วไปเริ่มต้นประมาณ 20,000-40,000 บาท (2-3 หลุม รวมการทดสอบในห้องปฏิบัติการพื้นฐาน และรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร) ส่วนโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ต้องเจาะหลายจุด รวมถึงงานทดสอบแรงถอนและแรงด้านข้าง กรุณาติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมง
หมายเหตุ: ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน โครงการโซลาร์ฟาร์มส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด จึงควรระบุตำแหน่งแปลงที่ดินตอนขอใบเสนอราคาเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงจริง
ด้านเวลา ให้วางงานเจาะสำรวจดินและการทดสอบเสาเข็มทดสอบไว้ก่อนกำหนดสั่งผลิตเสาเข็ม เพราะต้องรอผลทดสอบและให้ผู้ออกแบบสรุปผลก่อน ระยะเวลาจริงขึ้นกับจำนวนโซนและจำนวนจุดทดสอบ จึงระบุไว้ในใบเสนอราคาของแต่ละโครงการ SPN ให้บริการทดสอบเสาเข็มทั้งแรงถอน แรงด้านข้าง และแรงกด ครอบคลุมทั่วประเทศ 77 จังหวัด
เนื้อหาอธิบายหลักการเลือกงานทดสอบสำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ค่าแรงถอนและแรงด้านข้างที่ใช้ออกแบบ ความยาวและขนาดเสาเข็ม จำนวนจุดทดสอบ และเกณฑ์การยอมรับ ต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้ออกแบบของโครงการนั้นจากผลทดสอบจริง