เสาเข็มมีกี่แบบ?

เสาเข็มมี 2 กลุ่มหลักตามวิธีติดตั้ง คือ เสาเข็มตอก (Driven Pile) และเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) เมื่อแยกตามวัสดุและวิธีก่อสร้างจะได้ 8 ประเภทที่ใช้จริงในไทย

  • เข็มตอก 3 ประเภท — เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง (หน้าตัด I และสี่เหลี่ยม), Spun Pile และเสาเข็มเหล็ก H / Pipe
  • เข็มเจาะ 5 ประเภท — เข็มเจาะระบบแห้ง เข็มเจาะระบบเปียก Barrette, CFA และ Micropile

เข็มตอกติดตั้งเร็วและตรวจสอบง่าย แต่เสียงและการสั่นสะเทือนสูง เข็มเจาะสั่นสะเทือนต่ำ มีทั้งขนาดเล็กที่เข้าซอยแคบได้ (เข็มเจาะระบบแห้ง, Micropile) และขนาดใหญ่ที่รับน้ำหนักได้ระดับพันตันต่อต้น (เข็มเจาะระบบเปียก, Barrette) ถ้ายังไม่แน่ใจว่าอาคารต้องใช้เสาเข็มหรือไม่ อ่าน เลือกฐานรากแผ่หรือฐานรากเสาเข็ม ก่อน

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

สรุปเสาเข็ม 8 ประเภท แบ่งตามกลุ่ม
กลุ่มประเภทรับน้ำหนัก/ต้น (ช่วงทั่วไป)จุดเด่น
เข็มตอกเสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง20–120 ตันราคาต่ำสุด ตรวจสอบง่าย เหมาะบ้านและอาคารเตี้ยในที่โล่ง
Spun Pile30–300 ตันกลวง ต่อท่อนได้ลึก รับน้ำหนักสูงกว่าเข็ม I
เสาเข็มเหล็ก H / Pipe50–500 ตันถอนกลับมาใช้ซ้ำได้ เหมาะงานชั่วคราวและท่าเรือ
เข็มเจาะเข็มเจาะระบบแห้ง20–80 ตันสั่นสะเทือนต่ำ เครื่องเล็ก เหมาะต่อเติมและบ้านในเมือง
เข็มเจาะระบบเปียก200–2,000+ ตันลึกถึงชั้นทราย เหมาะอาคารสูงและสะพาน
Barrette1,000–4,000+ ตันหน้าตัดสี่เหลี่ยม รับแรงด้านข้างสูง
CFA / Auger Cast80–500 ตันเร็วและเงียบ ไม่ต้องใช้สารละลายพยุงหลุม
Micropile10–50 ตันเส้นผ่านศูนย์กลางเล็ก ทำงานในอาคารและที่แคบได้

ช่วงกำลังรับน้ำหนักเป็นค่าที่พบทั่วไปในงานก่อสร้างไทย ตรงกับตารางเปรียบเทียบละเอียดด้านล่าง ค่าที่ใช้ออกแบบจริงต้องมาจากการคำนวณของวิศวกรร่วมกับผลเจาะสำรวจดิน

แผนผังด้านล่างเรียงเสาเข็มทั้ง 8 ประเภทตามกลุ่ม พร้อมรูปหน้าตัดจริงและขนาดที่พบบ่อย แท่งด้านล่างคือช่วงกำลังรับน้ำหนักต่อต้นจากตารางเดียวกันบนสเกลลอการิทึม สังเกตแถบ 50–100 ตัน ซึ่งมีเสาเข็มให้เลือกได้หลายแบบ จุดนี้เองที่ต้องตัดสินด้วยชั้นดินและข้อจำกัดหน้างาน

แผนผังประเภทเสาเข็ม แบ่งเป็นเข็มตอก 3 ประเภทและเข็มเจาะ 5 ประเภท พร้อมรูปหน้าตัดจริง ขนาดที่พบบ่อย และช่วงกำลังรับน้ำหนักต่อต้นบนสเกลลอการิทึม แผนผังต้นไม้เชิงแนวคิด ด้านบนคือเสาเข็มหรือฐานรากลึก แตกเป็นสองกลุ่มตามวิธีติดตั้ง กลุ่มซ้ายสีส้มคือเข็มตอก ซึ่งเป็นเสาเข็มสำเร็จรูปจากโรงงานที่นำมาตอกหรือกดลงดิน สั่นสะเทือนสูง มีสามประเภท ได้แก่ เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง หน้าตัดตัวไอและสี่เหลี่ยม ขนาด I-18 ถึง I-40 เซนติเมตร, Spun Pile หน้าตัดกลมกลวง ขนาด Ø25 ถึง 120 เซนติเมตร และเสาเข็มเหล็ก หน้าตัดตัวเอช 200 ถึง 400 มิลลิเมตร หรือท่อเหล็ก Ø30 ถึง 120 เซนติเมตร กลุ่มขวาสีน้ำเงินคือเข็มเจาะ ซึ่งเจาะหลุมแล้วหล่อคอนกรีตในที่ สั่นสะเทือนต่ำ มีห้าประเภท ได้แก่ เข็มเจาะระบบแห้ง Ø35 ถึง 60 เซนติเมตร, เข็มเจาะระบบเปียก Ø80 ถึง 200 เซนติเมตร, Barrette หน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า 0.8 ถึง 1.5 คูณ 2.4 ถึง 3.0 เมตร, CFA Ø40 ถึง 100 เซนติเมตร และ Micropile Ø10 ถึง 30 เซนติเมตร ที่มีแกนเหล็กอยู่กลางน้ำปูน ใต้แต่ละประเภทเป็นแท่งช่วงกำลังรับน้ำหนักต่อต้นบนสเกลลอการิทึมตั้งแต่ 10 ถึง 5,000 ตัน ตามตารางในบทความ คือ เข็มตอกคอนกรีตอัดแรง 20 ถึง 120 ตัน Spun Pile 30 ถึง 300 ตัน เสาเข็มเหล็ก 50 ถึง 500 ตัน เข็มเจาะระบบแห้ง 20 ถึง 80 ตัน เข็มเจาะระบบเปียก 200 ถึง 2,000 ตันขึ้นไป Barrette 1,000 ถึง 4,000 ตันขึ้นไป CFA 80 ถึง 500 ตัน และ Micropile 10 ถึง 50 ตัน พร้อมแถวความลึกใช้งาน แถบสีเหลืองอ่อนที่ช่วง 50 ถึง 100 ตันแสดงว่ามีเสาเข็มหลายประเภทรับน้ำหนักในช่วงเดียวกันได้ แถบล่างสรุปว่า เข็มตอกติดตั้งเร็วและตรวจสอบง่ายแต่เสียงและสั่นสะเทือนสูง เข็มเจาะสั่นสะเทือนต่ำ ขนาดเล็กเข้าซอยได้และขนาดใหญ่รับน้ำหนักระดับพันตัน และเมื่อช่วงกำลังรับน้ำหนักทับซ้อนกัน ต้องเลือกด้วยชั้นดิน น้ำหนักต่อต้น และข้อจำกัดหน้างาน ไม่ใช่ราคาต่อต้น หมายเหตุว่า Sheet Pile เป็นระบบกันดิน ไม่นับเป็นเสาเข็มรับน้ำหนัก และหน้าตัดในภาพไม่ตามมาตราส่วน เสาเข็มมีกี่แบบ: 2 กลุ่ม 8 ประเภท · หน้าตัดจริง + กำลังรับน้ำหนัก หน้าตัดไม่ตามมาตราส่วน เสาเข็ม (ฐานรากลึก) แบ่งตามวิธีติดตั้ง → 8 ประเภทที่ใช้จริงในไทย Sheet Pile = ระบบกันดิน ไม่นับเป็นเสาเข็มรับน้ำหนักอาคาร เข็มตอก (Driven Pile) · 3 ประเภท สำเร็จรูป แล้วตอก/กดลงดิน · สั่นสะเทือนสูง เข็มเจาะ (Bored Pile) · 5 ประเภท เจาะหลุมแล้วหล่อคอนกรีตในที่ · สั่นสะเทือนต่ำ PC อัดแรง I-18 ถึง I-40 Spun Pile Ø25–120 ซม. กลมกลวง เข็มเหล็ก H 200–400 มม. Ø30–120 ซม. เจาะแห้ง Ø35–60 ซม. เจาะเปียก Ø80–200 ซม. Barrette 0.8–1.5 × 2.4–3.0 ม. CFA Ø40–100 ซม. Micropile Ø10–30 ซม. แกนเหล็ก กำลังรับน้ำหนักต่อต้น (ตัน) · สเกลลอการิทึม · ช่วงทั่วไปตามตารางในบทความ 5,000 1,000 500 100 50 10 50–100 ตัน: เลือกได้หลายแบบ ตัน/ต้น ลึก (ม.) 20–120 6–25 30–300 6–40 50–500 10–50 20–80 15–25 200–2,000+ 25–65 1,000–4,000+ 30–70 80–500 15–30 10–50 10–30 1 เข็มตอก: ติดตั้งเร็ว ตรวจง่าย แต่เสียงและสั่นสะเทือนสูง 2 เข็มเจาะ: สั่นสะเทือนต่ำ เล็กเข้าซอยได้ · ใหญ่รับระดับพันตัน 3 ช่วงตันทับซ้อนกัน ตัดสินด้วยชั้นดิน + หน้างาน
แผนผังประเภทเสาเข็ม: เข็มตอก 3 ประเภท (สีส้ม) และเข็มเจาะ 5 ประเภท (สีน้ำเงิน) พร้อมรูปหน้าตัด ขนาดที่พบบ่อย ช่วงกำลังรับน้ำหนักต่อต้นบนสเกลลอการิทึม และความลึกใช้งาน — ตัวเลขเป็นช่วงทั่วไปตามตารางในบทความ หน้าตัดไม่ตามมาตราส่วน ค่าที่ใช้ออกแบบจริงต้องมาจากการคำนวณของวิศวกรร่วมกับผลเจาะสำรวจดิน

เลือกเสาเข็มยังไง? ตัดสินใจใน 4 ขั้น

เลือกเสาเข็มให้ถูกต้องใช้ 4 ขั้นเรียงกัน คือ รู้ชั้นดิน รู้น้ำหนักต่อต้น คัดด้วยข้อจำกัดหน้างาน แล้วยืนยันด้วยการทดสอบ คำถามว่า "ควรใช้เสาเข็มแบบไหน" จึงตอบไม่ได้ถ้ายังไม่รู้ว่าใต้ที่ดินเป็นดินอะไร ลำดับที่ถูกต้องเริ่มจากข้อมูลดิน ไม่ใช่เริ่มจากราคา

  1. รู้ชั้นดินก่อน — เจาะสำรวจดิน เพื่อรู้ว่าชั้นดินที่รับปลายเข็มได้อยู่ลึกเท่าไร มีชั้นทรายแน่นหรือกรวดขวางทางตอกหรือไม่ และระดับน้ำใต้ดินอยู่ตรงไหน
  2. รู้น้ำหนักที่ลงเสาเข็มแต่ละต้น — วิศวกรโครงสร้างคำนวณจากผังเสาและน้ำหนักบรรทุก ได้ตัวเลขเป็นตันต่อต้น ซึ่งเป็นตัวคัดว่าเข็มขนาดไหนพอ
  3. คัดตัวเลือกด้วยข้อจำกัดหน้างาน — ความกว้างทางเข้า อาคารข้างเคียง เสียง การสั่นสะเทือน ระยะเวลา และงบประมาณ
  4. ยืนยันด้วยการทดสอบ — Static Load Test หรือ PDA พิสูจน์ว่าเข็มที่เลือกรับน้ำหนักได้จริงในดินของไซต์นั้น ไม่ใช่แค่บนกระดาษ

ข้ามขั้นไหนก็เสี่ยงทั้งนั้น แต่ที่เสียหายหนักที่สุดคือข้ามขั้นแรก เพราะเสาเข็มที่หยั่งไม่ถึงชั้นรับน้ำหนักจะทรุดต่อเนื่องหลังเข้าอยู่ และค่าแก้ไขภายหลังสูงกว่าค่าเจาะสำรวจดินมาก

ภาพ 3 มิติด้านล่างวางเสาเข็ม 5 แบบไว้ในชั้นดินเดียวกัน ให้เห็นว่าปลายเข็มแต่ละแบบหยั่งถึงชั้นรับน้ำหนักต่างกัน และเทียบปั้นจั่นตอกเข็มที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอาคารข้างเคียงกับเครื่องเจาะขนาดเล็ก กรอบด้านขวาสรุป 4 ขั้นข้างต้น

แบบจำลอง 3 มิติ เสาเข็มห้าประเภทในชั้นดินเดียวกันที่ปลายเข็มหยั่งถึงชั้นรับน้ำหนักต่างกัน ปั้นจั่นตอกเข็มที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอาคารข้างเคียงเทียบกับเครื่องเจาะขนาดเล็ก และลำดับเลือกเสาเข็ม 4 ขั้น ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของก้อนดินที่ตัดหน้าให้เห็นสามชั้น คือ ดินเหนียวอ่อนด้านบน ดินเหนียวแข็งตรงกลาง และชั้นทรายด้านล่าง ที่หน้าตัดมีเสาเข็มห้าต้นเรียงจากซ้ายไปขวา A เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง ปลายหยั่งถึงดินแข็งหรือทรายชั้นแรก B Spun Pile ที่ต่อท่อนหลายท่อนจึงลงลึกกว่า C Micropile ขนาดเล็กที่มีรอยต่อถี่และรับน้ำหนักด้วยแรงเสียดทานเป็นหลัก D เข็มเจาะระบบแห้งที่ปลายอยู่ในชั้นดินเหนียวแข็ง และ E เข็มเจาะระบบเปียกขนาดใหญ่ที่หยั่งลึกถึงชั้นทราย บนผิวดินด้านซ้ายมีปั้นจั่นตอกเข็มพร้อมตุ้มตอก วงคลื่นสีส้มแผ่ออกจากจุดตอกไปถึงบ้านข้างเคียงที่มุมหลังซ้าย หมายถึงเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านดิน ด้านขวามีเครื่องเจาะขนาดเล็กแบบสามขาที่สั่นสะเทือนต่ำและเข้าพื้นที่แคบได้ กรอบด้านขวาเรียงลำดับการเลือกเสาเข็มสี่ขั้น หนึ่ง รู้ชั้นดินก่อนด้วยการเจาะสำรวจดิน สอง รู้น้ำหนักที่ลงเสาเข็มแต่ละต้นจากการคำนวณของวิศวกรโครงสร้าง สาม คัดตัวเลือกด้วยข้อจำกัดหน้างาน เช่น ทางเข้า อาคารข้างเคียง เสียง การสั่นสะเทือน เวลาและงบประมาณ สี่ ยืนยันด้วย Static Load Test หรือ PDA และกรอบเตือนว่าการข้ามขั้นแรกเสี่ยงที่สุด เพราะเสาเข็มที่หยั่งไม่ถึงชั้นรับน้ำหนักจะทรุดต่อเนื่องหลังเข้าอยู่ ภาพไม่ตามมาตราส่วน ความลึกจริงขึ้นกับผลเจาะสำรวจดินของแต่ละไซต์ แบบจำลอง 3 มิติ (3D): เสาเข็มแต่ละแบบในชั้นดินเดียวกัน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน A B C D E ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ชั้นทราย อาคารข้างเคียง ปั้นจั่นตอกเข็ม เสียง + สั่นสะเทือนส่งผ่านดิน เครื่องเจาะขนาดเล็ก สั่นสะเทือนต่ำ · เข้าที่แคบได้ เสาเข็มในภาพ (5 จาก 8 ประเภท) A เข็มตอก PC ถึงดินแข็ง/ทรายชั้นแรก B Spun Pile ต่อท่อน ลงลึกกว่า C Micropile แรงเสียดทานเป็นหลัก D เจาะระบบแห้ง ปลายในดินเหนียวแข็ง E เจาะระบบเปียก หยั่งถึงชั้นทรายลึก เลือกเสาเข็มใน 4 ขั้น 1 รู้ชั้นดินก่อน เจาะสำรวจดิน: ชั้นรับปลายเข็ม ลึกเท่าไร · มีทรายแน่นขวางไหม 2 รู้น้ำหนักต่อต้น วิศวกรโครงสร้างคำนวณ เป็นตันต่อต้น → คัดขนาดเข็ม 3 คัดด้วยข้อจำกัดหน้างาน ทางเข้า · อาคารข้างเคียง · เสียง สั่นสะเทือน · เวลา · งบประมาณ 4 ยืนยันด้วยการทดสอบ Static Load Test หรือ PDA พิสูจน์ในดินของไซต์จริง ข้ามขั้นที่ 1 เสี่ยงที่สุด เข็มหยั่งไม่ถึงชั้นรับน้ำหนัก ทรุดต่อเนื่องหลังเข้าอยู่ เข็มตอก เข็มเจาะ สีของป้าย A–E ในภาพ ภาพเชิงแนวคิด · ความลึกจริงขึ้นกับผลเจาะดิน
แบบจำลอง 3 มิติเชิงแนวคิด: เข็มตอก PC และ Spun Pile หยั่งถึงดินแข็งหรือชั้นทราย เข็มเจาะระบบแห้งมีปลายในดินเหนียวแข็ง Micropile รับน้ำหนักด้วยแรงเสียดทานเป็นหลัก และเข็มเจาะระบบเปียกหยั่งลึกถึงชั้นทราย ปั้นจั่นตอกเข็มส่งเสียงและแรงสั่นสะเทือนผ่านดินถึงอาคารข้างเคียง ส่วนเครื่องเจาะขนาดเล็กสั่นสะเทือนต่ำ — ภาพไม่ตามมาตราส่วน ความลึกจริงขึ้นกับผลเจาะสำรวจดินของแต่ละไซต์

บ้าน อาคารสูง โรงงาน ควรใช้เสาเข็มแบบไหน?

บ้าน 1–2 ชั้นในที่โล่งมักเริ่มที่เสาเข็มตอก I-22 / I-26 บ้านในซอยแคบหรืองานต่อเติมมักใช้ Micropile หรือเข็มเจาะระบบแห้ง ส่วนอาคารสูงใช้เข็มเจาะระบบเปียกหรือ Barrette ตารางนี้เป็นจุดตั้งต้นในการคุยกับผู้ออกแบบ ไม่ใช่ข้อสรุปสำเร็จรูป เพราะการเลือกจริงต้องอิงผลเจาะดินของไซต์นั้น ๆ

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

สถานการณ์ตัวเลือกหลักตัวเลือกรองเหตุผล
บ้าน 1-2 ชั้น ที่โล่ง นอกเมืองเสาเข็มตอก I-22 / I-26Spun Ø30ต้นทุนต่อกำลังรับน้ำหนักต่ำที่สุด ติดตั้งเร็ว
บ้าน/ทาวน์เฮาส์ ในซอยแคบ มีเพื่อนบ้านติดกันMicropileเสาเข็มเจาะระบบแห้ง Ø35-50สั่นสะเทือนต่ำ เครื่องเล็กเข้าซอยได้
ต่อเติม หรือเสริมฐานรากอาคารเดิมMicropileเสาเข็มเจาะระบบแห้งทำงานในที่แคบใต้/ข้างอาคารเดิมได้โดยไม่ต้องรื้อ
อาคาร 3-5 ชั้น มีพื้นที่ให้เครื่องจักรเสาเข็มตอก I-30 / I-40 หรือ Spun Ø35-40เสาเข็มเจาะระบบแห้งรับน้ำหนักพอ ราคาคุ้มกว่าเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่
อาคารสูง/คอนโด ใจกลางเมืองเสาเข็มเจาะระบบเปียก Ø80-150Barretteรับน้ำหนักสูง หยั่งชั้นทรายลึกได้ ไม่สั่นสะเทือน
อาคารสูงมาก น้ำหนักเสาต้นละหลายพันตันBarretteเสาเข็มเจาะ Ø150-200หน้าตัดใหญ่ ต้านโมเมนต์และแรงด้านข้างได้ดี
โรงงาน/คลังสินค้า พื้นที่กว้าง เข็มจำนวนมากเสาเข็มตอก หรือ Spun PileCFA (Auger Cast)ผลิตซ้ำเร็ว ควบคุมต้นทุนต่อต้นได้
ท่าเรือ สะพาน โครงสร้างริมน้ำSpun Pile Ø60-120เสาเข็มเหล็ก (Pipe Pile)ทนโมเมนต์ดัดและแรงด้านข้างจากน้ำ/เรือ
งานชั่วคราว ค้ำยัน ฐานเครนเสาเข็มเหล็ก H-Pile—ถอนกลับมาใช้ซ้ำได้ ติดตั้ง/รื้อถอนเร็ว
กันดินพังตอนขุดลึกSheet Pile หรือ Diaphragm Wall—เป็นระบบกันดิน ไม่ใช่เสาเข็มรับน้ำหนักอาคาร

ต้องดูอะไรก่อนเลือกเสาเข็ม? เกณฑ์ 6 ข้อ

เกณฑ์ที่ใช้คัดประเภทเสาเข็มมี 6 ข้อ ได้แก่ ชั้นดิน น้ำหนักต่อต้น เพื่อนบ้านและหน้างาน งบประมาณ เวลา และการตรวจสอบคุณภาพหลังติดตั้ง ข้อ 1–2 มาจากผลเจาะสำรวจดินและผู้ออกแบบ ส่วนข้อ 3–6 ใช้คัดตัวเลือกที่เหลือให้เหมาะกับหน้างาน

1. ชั้นดินและความลึกที่ต้องหยั่งถึง

ชั้นดินเป็นตัวกำหนดว่าเสาเข็มจะรับน้ำหนักด้วยแรงเสียดทานรอบตัวเข็ม (skin friction) หรือด้วยแรงแบกทานที่ปลายเข็ม (end bearing) หรือทั้งสองอย่าง ในกรุงเทพและปริมณฑล ชั้นดินเหนียวอ่อนหนาหลายสิบเมตรทำให้เข็มส่วนใหญ่ต้องหยั่งลงไปถึงชั้นดินเหนียวแข็งหรือชั้นทรายชั้นแรกจึงจะรับน้ำหนักได้จริง อ่านลักษณะชั้นดินกรุงเทพ

สิ่งที่ต้องดูจาก boring log คือค่า SPT N-value ตามความลึก ถ้าชั้นรับน้ำหนักลึกเกินความยาวที่เข็มตอกทำได้ หรือมีชั้นทรายแน่นคั่นกลางจนตอกไม่ผ่าน ตัวเลือกจะถูกบังคับไปทางเสาเข็มเจาะโดยอัตโนมัติ ในงานเข็มตอกขนาดใหญ่ วิศวกรอาจใช้ การวิเคราะห์ Wave Equation ตรวจล่วงหน้าว่าตอกผ่านได้หรือไม่

2. น้ำหนักที่เสาเข็มแต่ละต้นต้องรับ

ตัวเลขนี้มาจากผู้ออกแบบโครงสร้าง ไม่ใช่จากตารางสำเร็จรูป เมื่อได้ค่าน้ำหนักต่อต้นแล้วจึงเทียบกับกำลังรับน้ำหนักปลอดภัยของเข็มแต่ละประเภท ถ้าจำนวนเข็มต่อฐานรากมากจนอยู่ชิดกัน ต้องคิดผลของ ประสิทธิภาพกลุ่มเสาเข็ม ด้วย เพราะกลุ่มเข็มรับน้ำหนักได้น้อยกว่าผลรวมของเข็มเดี่ยว

ฝั่งกฎหมายก็มีเพดานของตัวเอง กำลังรับน้ำหนักที่ยอมให้ใช้ตามกฎหมาย อาจต่ำกว่าค่าที่คำนวณได้ ถ้าไม่มีผลทดสอบมายืนยัน (ดูสรุป กฎกระทรวงฐานราก พ.ศ. 2566)

3. เพื่อนบ้านและข้อจำกัดหน้างาน

การตอกเสาเข็มสร้างทั้งเสียงและคลื่นสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านดินไปยังอาคารข้างเคียง ในพื้นที่ที่มีอาคารเก่า โรงพยาบาล หรือห้องปฏิบัติการอยู่ใกล้ วิธีที่ใช้กันคือเปลี่ยนไปใช้ระบบเจาะ พร้อมทำ สำรวจสภาพอาคารข้างเคียงก่อนเริ่มงาน และ ตรวจวัดการสั่นสะเทือนระหว่างทำงาน เพื่อกันข้อพิพาทภายหลัง

ข้อจำกัดทางกายภาพก็คัดตัวเลือกได้เร็ว ปั้นจั่นตอกเข็มต้องการทางเข้ากว้างและพื้นที่กลับรถ ส่วนเครื่องเจาะ Micropile เข้าซอยกว้าง 2-3 เมตรหรือทำงานในอาคารที่มีความสูงจำกัดได้

4. งบประมาณ — เทียบต่อ "ตันของกำลังรับน้ำหนัก" ไม่ใช่ต่อต้น

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือเทียบราคาต่อต้น เข็มที่ถูกที่สุดต่อต้นอาจต้องใช้จำนวนมากกว่าหลายเท่าจนรวมแล้วแพงกว่า วิธีเทียบที่ตรงกว่าคือเอาราคารวม (ค่าเข็ม + ค่าติดตั้ง + ค่าตัดหัวเข็ม + ค่าขนย้ายเครื่องจักร) หารด้วยกำลังรับน้ำหนักรวมที่ได้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทต้นทุนต่อต้นต้นทุนต่อตันของกำลังรับน้ำหนัก
เสาเข็มตอก PC💰💰 ต่ำที่สุด
Spun Pile💰💰💰💰 ค่อนข้างต่ำ
เสาเข็มเจาะระบบแห้ง💰💰💰💰 ปานกลาง
CFA / Auger Cast💰💰💰💰 ปานกลาง
เสาเข็มเจาะระบบเปียก💰💰💰💰💰 ปานกลาง (เข็มใหญ่รับได้มาก)
Barrette💰💰💰💰💰💰 ปานกลาง
เสาเข็มเหล็ก💰💰💰💰💰💰 สูง (ผูกกับราคาเหล็ก)
Micropile💰💰💰💰💰💰 สูงที่สุด

ระดับ 💰 เป็นการเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์เพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ไม่ใช่ราคาบริการของ SPN และไม่ใช่ราคาตลาด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ราคาจริงขึ้นกับราคาวัสดุ สภาพหน้างาน และผู้รับเหมาแต่ละราย ควรขอใบเสนอราคาจากผู้จำหน่ายหรือผู้รับเหมาเสาเข็มโดยตรง

5. เวลาและกำลังผลิตหน้างาน

ถ้าตารางงานเป็นตัวบีบ ระบบตอกได้เปรียบชัดเจนเพราะทำได้หลายสิบต้นต่อวัน ขณะที่เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ทำได้เพียงไม่กี่ต้นต่อวันต่อเครื่อง และยังต้องรอคอนกรีตได้อายุก่อนทดสอบ ซึ่งกินเวลาเพิ่มอีก อ่านเรื่องอายุคอนกรีตก่อนทดสอบ

6. ตรวจสอบคุณภาพได้แค่ไหนหลังติดตั้ง

เกณฑ์ข้อนี้มักถูกลืม แต่สำคัญมากกับเข็มหล่อในที่ เพราะมองไม่เห็นเนื้อคอนกรีตใต้ดิน เข็มเจาะขนาดใหญ่และ Barrette ควรฝังท่อ sonic ไว้ตั้งแต่ตอนลงเหล็ก เพื่อทำ Cross-Hole Sonic Logging ได้ภายหลัง ถ้าไม่ได้ฝังไว้ ทางเลือกในการตรวจจะเหลือน้อยลงมากและแพงขึ้น การตัดสินใจเรื่องนี้ต้องทำก่อนเทคอนกรีต ไม่ใช่หลังจากเกิดปัญหา

เสาเข็มแต่ละแบบรับน้ำหนักได้กี่ตัน? ตารางเทียบ 8 ประเภท

กำลังรับน้ำหนักต่อต้นต่างกันมากตามประเภท ตั้งแต่ 10–50 ตันของ Micropile ไปจนถึง 1,000–4,000+ ตันของ Barrette ความลึกใช้งานก็ต่างกันตั้งแต่ราว 6 ม. ถึง 70 ม. ตารางด้านล่างเทียบขนาด ความลึก กำลังรับน้ำหนัก และการสั่นสะเทือนไว้ในที่เดียว

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทขนาดที่พบบ่อยความลึกใช้งานกำลังรับน้ำหนัก/ต้นสั่นสะเทือนเหมาะกับ
เสาเข็มตอก PCI-18 ถึง I-40 ซม.6-25 ม.20-120 ตันสูงบ้าน อาคารเตี้ย-กลาง พื้นที่โล่ง
Spun PileØ25-Ø120 ซม.6-40 ม. (ต่อท่อน)30-300 ตันสูงอาคารกลาง-ใหญ่ ท่าเรือ สะพาน
เสาเข็มเจาะระบบแห้งØ35-Ø60 ซม.15-25 ม.20-80 ตันต่ำต่อเติม บ้านในเมือง อาคารเตี้ย
เสาเข็มเจาะระบบเปียกØ80-Ø200 ซม.25-65 ม.200-2,000+ ตันต่ำอาคารสูง คอนโด สะพาน
Barrette0.8-1.5 × 2.4-3.0 ม.30-70 ม.1,000-4,000+ ตันต่ำอาคารสูงมาก งานที่มีแรงด้านข้างสูง
CFA / Auger CastØ40-Ø100 ซม.15-30 ม.80-500 ตันต่ำงานที่ต้องการความเร็วและความเงียบ
MicropileØ10-Ø30 ซม.10-30 ม.10-50 ตันต่ำมากเสริมฐานราก ที่แคบ ทำงานในอาคาร
เสาเข็มเหล็ก H/PipeH 200-400 มม. · Ø30-Ø120 ซม.10-50 ม.50-500 ตันสูงงานชั่วคราว ท่าเรือ โครงสร้างเหล็ก

ตัวเลขเป็นช่วงที่พบทั่วไปในงานก่อสร้างไทย ค่าที่ใช้ออกแบบจริงต้องมาจากการคำนวณของวิศวกรร่วมกับผลเจาะสำรวจดินของแต่ละไซต์

ภาพรวมหน้างานเสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรงจำนวนมากในโครงการก่อสร้าง
หน้างานเสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง — เสาเข็มประเภทที่นิยมที่สุดสำหรับพื้นที่โล่ง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

1. เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง (Driven PC Pile)

เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงหล่อสำเร็จจากโรงงาน หน้าตัดมีทั้งรูปตัวไอ (I-Section) สี่เหลี่ยมตัน รูปตัวที และหกเหลี่ยม ตอกลงดินด้วยปั้นจั่นที่ใช้ลูกตุ้มตกอิสระ (Drop Hammer) หรือดีเซลแฮมเมอร์ ขนาดที่ใช้กับบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่คือ I-22 และ I-26 ส่วนอาคารพาณิชย์ใช้ I-30 ถึง I-40

  • จุดแข็ง — ต้นทุนต่อตันของกำลังรับน้ำหนักต่ำที่สุด คอนกรีตควบคุมคุณภาพจากโรงงาน ติดตั้งได้หลายสิบต้นต่อวัน และดินรอบเข็มถูกอัดแน่นขึ้นระหว่างตอกซึ่งช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน
  • ข้อควรระวัง — เสียงและการสั่นสะเทือนสูง ตอกผ่านชั้นทรายแน่นหรือกรวดได้ยาก เสี่ยงเข็มหักหรือ ตอกไม่ลงจนสั้นกว่าแบบ และการต่อท่อนด้วยการเชื่อมต้องควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด

เหมาะกับ: บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ขนาดเล็กถึงกลาง โรงงานและคลังสินค้าในพื้นที่โล่งที่ห่างจากอาคารอื่น

หน้างานจริงของ SPN — เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรงหน้าตัดสี่เหลี่ยมจำนวนมากที่ตอกแล้วในโครงการโรงงาน จ.ระยอง วิศวกรสนามติดป้ายกำกับต้นที่จะทดสอบ Dynamic Load Test
หน้างานจริงของ SPN — เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง (Driven PC Pile) ในโครงการโรงงานที่ จ.ระยอง เข็มตอกติดตั้งได้หลายสิบต้นต่อวัน จึงเป็นตัวเลือกหลักของงานโรงงานและคลังสินค้าในพื้นที่โล่ง

2. Spun Pile และเสาเข็มกลวงอัดแรง

Spun Pile คือเสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรงหน้าตัดกลมกลวง ขนาดที่พบบ่อย Ø25–120 ซม. ผลิตด้วยการปั่นเหวี่ยง (Centrifugal Casting) ทำให้เนื้อคอนกรีตแน่นกว่าเสาเข็มหล่อธรรมดา แบ่งชั้นคุณภาพตามระดับแรงอัดล่วงหน้าเป็น Class A, B, C ซึ่งต่างกันที่ความสามารถต้านโมเมนต์ดัด ส่วน "เสาเข็มกลวง" ที่ไม่ได้ผลิตด้วยวิธีเหวี่ยงมีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกัน จึงมักจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

  • จุดแข็ง — รับน้ำหนักและต้านแรงดัดได้สูงกว่าเข็มตอกตันที่ขนาดใกล้เคียงกัน ต่อท่อนได้จึงลงได้ลึกกว่า และเนื้อคอนกรีตแน่นทนสภาพแวดล้อมริมน้ำได้ดี
  • ข้อควรระวัง — สั่นสะเทือนสูงเช่นเดียวกับเข็มตอก ราคาสูงกว่า และจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่รอยเชื่อมต่อท่อน ถ้าเชื่อมไม่เต็มหน้าตัดจะกลายเป็นจุดวิบัติ ควรมี การตรวจสอบรอยเชื่อม Spun Pile เป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน

เหมาะกับ: อาคารขนาดกลางถึงใหญ่ ท่าเรือ สะพาน โครงสร้างริมน้ำ และงานที่ต้องการกำลังรับน้ำหนักสูงกว่าเข็มตอกแต่ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้เสาเข็มเจาะ

3. เสาเข็มเจาะระบบแห้ง (Dry Process Bored Pile)

ใช้เครื่องเจาะขนาดเล็กเจาะดินขึ้นมาทีละชุด ใส่ปลอกเหล็กชั่วคราวกันดินพัง แล้วลงเหล็กเสริมและเทคอนกรีต ขนาดที่นิยมคือ Ø35 ถึง Ø60 ซม. ลึกประมาณ 15-25 เมตร ซึ่งพอดีกับชั้นดินเหนียวแข็งในเขตกรุงเทพ ข้อจำกัดคือทำได้เฉพาะเมื่อหลุมเจาะแห้งพอ ถ้าเจอทรายที่มีน้ำใต้ดินไหลเข้าจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบเปียก

  • จุดแข็ง — สั่นสะเทือนต่ำมาก เครื่องเข้าพื้นที่แคบได้ ปรับความยาวหน้างานตามสภาพดินจริงได้ทันที เป็นตัวเลือกหลักของงานต่อเติมและบ้านในซอย
  • ข้อควรระวัง — คุณภาพขึ้นกับฝีมือทีมงานเกือบทั้งหมด ปัญหาที่พบบ่อยคือคอคอดจากดินพังเข้าหลุมและการเทคอนกรีตแยกตัว ต้องคุมปริมาตรคอนกรีตที่ใช้จริงเทียบกับที่คำนวณไว้ทุกต้น

เหมาะกับ: ต่อเติมอาคารเดิม บ้านในเมือง อาคารเตี้ยที่อยู่ติดเพื่อนบ้าน และงานที่ห้ามมีการสั่นสะเทือน

หน้างานจริงของ SPN — ช่างเทคนิคเตรียมหัวเสาเข็มเจาะหล่อในที่หน้าตัดกลมในบ่อขุด สกัดคอนกรีตส่วนบนให้เรียบก่อนการทดสอบ
หน้างานจริงของ SPN — การเตรียมหัวเสาเข็มเจาะหล่อในที่ก่อนทดสอบ คุณภาพของเสาเข็มเจาะขึ้นกับการควบคุมงานหน้างานเป็นหลัก จึงต้องตรวจสอบความสมบูรณ์หลังหล่อเสร็จทุกครั้ง

4. เสาเข็มเจาะระบบเปียก (Wet Process Bored Pile)

เจาะด้วยเครื่องเจาะขนาดใหญ่พร้อมใช้สารละลายพยุงผนังหลุม (เบนโทไนต์หรือโพลีเมอร์) ทำให้เจาะทะลุชั้นทรายที่มีน้ำใต้ดินลงไปได้ลึก 25-65 เมตร ขนาดตั้งแต่ Ø80 ถึง Ø200 ซม. เป็นระบบหลักของอาคารสูงในกรุงเทพ เพราะปลายเข็มต้องหยั่งถึงชั้นทรายชั้นลึก

  • จุดแข็ง — กำลังรับน้ำหนักสูงมากถึงระดับพันตันต่อต้น ทำให้จำนวนเข็มต่อฐานรากน้อยลง สั่นสะเทือนต่ำ และตรวจสอบความสมบูรณ์ได้ดีถ้าฝังท่อ sonic ไว้ล่วงหน้า
  • ข้อควรระวัง — ต้องการพื้นที่กองดิน บ่อพักสารละลาย และการจัดการของเสีย คุณภาพก้นหลุมสำคัญมาก ถ้าทำความสะอาดไม่ดีจะเกิดตะกอนที่ปลายเข็มทำให้ทรุดตัวมากผิดปกติ

เหมาะกับ: อาคารสูง คอนโดมิเนียม สะพาน โรงงานที่มีเครื่องจักรหนัก และทุกงานที่ชั้นรับน้ำหนักลึกเกินกว่าเข็มตอกจะไปถึง

5. Barrette Pile

เสาเข็มหล่อในที่หน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขุดด้วยชุดกระบะตัก (Grab) หรือหัวกัด (Hydromill) แบบเดียวกับที่ใช้ทำกำแพงไดอะแฟรม ขนาดที่พบบ่อยคือหนา 0.8-1.5 เมตร ยาว 2.4-3.0 เมตร ลึกได้ถึง 60-70 เมตร ในทางวิศวกรรมถือเป็นเสาเข็มเจาะรูปแบบหนึ่ง แต่รูปทรงที่ต่างออกไปให้ข้อได้เปรียบเฉพาะตัว

  • จุดแข็ง — พื้นที่ผิวสัมผัสดินมากกว่าเข็มกลมที่ปริมาตรคอนกรีตเท่ากัน จึงได้แรงเสียดทานสูงกว่า และวางแนวด้านยาวไปทางทิศที่มีแรงด้านข้างมากได้ เหมาะกับอาคารสูงที่ต้องต้านแรงลมและแรงแผ่นดินไหว ทำต่อเนื่องกับกำแพงไดอะแฟรมของชั้นใต้ดินได้ด้วยเครื่องจักรชุดเดียวกัน
  • ข้อควรระวัง — ต้นทุนต่อต้นสูงและต้องใช้ผู้รับเหมาเฉพาะทาง คุ้มค่าเฉพาะเมื่อน้ำหนักต่อเสาสูงมากจริง ๆ การตรวจสอบต้องวางแผนตำแหน่งท่อ sonic ให้ครอบคลุมหน้าตัดที่กว้าง

เหมาะกับ: อาคารสูงมาก โครงการที่มีชั้นใต้ดินลึก และงานที่แรงด้านข้างเป็นตัวควบคุมการออกแบบ

6. CFA / Auger Cast Pile

เจาะด้วยสว่านเกลียวต่อเนื่องยาวตลอดความลึก (Continuous Flight Auger) เมื่อถึงระดับที่ต้องการจะปั๊มคอนกรีตหรือมอร์ตาร์ผ่านแกนกลางของสว่านพร้อมกับถอนสว่านขึ้น แล้วจึงกดโครงเหล็กเสริมลงในคอนกรีตสด ไม่ต้องใช้สารละลายพยุงหลุมและไม่ต้องมีปลอกเหล็ก

  • จุดแข็ง — เร็วกว่าเสาเข็มเจาะทั่วไปมาก เงียบ สั่นสะเทือนต่ำ ไม่มีดินโคลนจากเบนโทไนต์ให้จัดการ เหมาะกับงานที่มีเข็มจำนวนมากในผังเดียวกัน
  • ข้อควรระวัง — ใส่เหล็กเสริมได้ตื้นกว่าเสาเข็มเจาะปกติ จึงไม่เหมาะกับงานที่มีแรงด้านข้างหรือแรงถอนสูง คุณภาพขึ้นกับการควบคุมอัตราการปั๊มคอนกรีตเทียบกับความเร็วถอนสว่าน ถ้าไม่สัมพันธ์กันจะเกิดคอคอด และถ้าไม่ได้ฝังท่อ sonic ไว้ก็ตรวจภายหลังได้ยาก

เหมาะกับ: โรงงาน คลังสินค้า โครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่ และงานในเขตชุมชนที่ต้องการความเร็วพร้อมความเงียบ

7. Micropile

เสาเข็มเจาะขนาดเล็ก Ø10-30 ซม. เจาะด้วยเครื่องขนาดเล็ก ใส่ท่อเหล็กหรือเหล็กข้ออ้อยเป็นแกนรับแรง แล้วอัดฉีดน้ำปูน (Grout) เข้าไปให้ยึดกับดินโดยรอบ กำลังรับน้ำหนักมาจากแรงเสียดทานเป็นหลัก ไม่ใช่แรงแบกทานที่ปลาย

  • จุดแข็ง — สั่นสะเทือนต่ำที่สุดในบรรดาเสาเข็มทั้งหมด เครื่องเข้าซอยแคบและทำงานในอาคารที่มีเพดานต่ำได้ จึงเป็นวิธีหลักของงานเสริมฐานรากอาคารเดิม (Underpinning) โดยไม่ต้องรื้ออาคาร
  • ข้อควรระวัง — รับน้ำหนักต่อต้นน้อย ต้องใช้จำนวนมาก ทำให้ต้นทุนต่อตันของกำลังรับน้ำหนักสูงที่สุด คุณภาพขึ้นกับการอัดฉีดน้ำปูนและรอยต่อของท่อเหล็กซึ่งถี่กว่าเสาเข็มชนิดอื่นมาก

ในตลาดไทย คำว่า "ไมโครไพล์" ยังใช้เรียกเสาเข็มคอนกรีตขนาดเล็กที่ตอกหรือกดลงดินเป็นท่อนสั้นแล้วเชื่อมต่อกันด้วย ซึ่งโดยวิธีติดตั้งจัดเป็นเข็มตอก ทั้งสองแบบมีจุดที่ต้องระวังร่วมกันคือรอยต่อที่ถี่ตลอดความยาว

⚠️ Micropile ตรวจด้วย Seismic Integrity Test ไม่ได้

เสาเข็มไมโครไพล์ที่ประกอบจากท่อนสั้นและมีรอยเชื่อมถี่ตลอดความยาว ทำให้สัญญาณคลื่นสะท้อนกลับจากทุกรอยต่อจนแปลผลไม่ได้ การควบคุมคุณภาพจึงต้องอาศัยการตรวจรอยเชื่อมระหว่างติดตั้ง ควบคู่กับ PDA หรือ Static Load Test แทน อ่านเพิ่มที่ ต่อเติมบ้านตอกไมโครไพล์ ต้องทดสอบเสาเข็มไหม

เหมาะกับ: เสริมฐานรากอาคารเก่า งานต่อเติมในพื้นที่จำกัด อาคารที่รถเครื่องจักรใหญ่เข้าไม่ถึง และงานซ่อมฐานรากที่ทรุดตัว

8. เสาเข็มเหล็ก (Steel H-Pile และ Pipe Pile)

เสาเข็มที่ทำจากเหล็กรูปพรรณหน้าตัดตัวเอช หรือท่อเหล็กกลมที่อาจเติมคอนกรีตภายในภายหลัง ในไทยพบมากในงานท่าเรือ สะพาน ฐานรากโครงสร้างเหล็ก และงานชั่วคราว ติดตั้งได้ทั้งด้วยการตอกและการสั่น (Vibratory Hammer)

  • จุดแข็ง — ต่อความยาวได้ง่ายด้วยการเชื่อม ตัดปรับระดับหน้างานได้ ทนแรงดึงและแรงดัดสูง ตอกผ่านชั้นดินแข็งได้ดีกว่าเข็มคอนกรีต และถอนกลับมาใช้ซ้ำได้ในงานชั่วคราว
  • ข้อควรระวัง — ราคาผูกกับราคาเหล็กซึ่งผันผวน และต้องออกแบบเผื่อการกัดกร่อน (corrosion allowance) หรือใช้ระบบป้องกันสนิม โดยเฉพาะในดินเค็ม น้ำกร่อย และบริเวณที่ระดับน้ำขึ้นลง

เหมาะกับ: ท่าเรือ สะพาน เขื่อนกันคลื่น ฐานเครนและงานค้ำยันชั่วคราว รวมถึงจุดที่ต้องการเสาเข็มรับแรงถอน

Sheet Pile ใช้เป็นเสาเข็มรับน้ำหนักอาคารได้ไหม?

ไม่ได้ Sheet Pile เป็นระบบกันดิน ไม่ใช่เสาเข็มรับน้ำหนักอาคาร เข็มพืด (Sheet Pile) เป็นแผ่นเหล็กหรือคอนกรีตที่มีร่องล็อกด้านข้าง ตอกหรือสั่นลงดินเรียงต่อกันเป็นกำแพงเพื่อกันดินพังและกันน้ำระหว่างงานขุด หน้าที่ของมันคือรับแรงดันด้านข้างของดิน ไม่ใช่ถ่ายน้ำหนักอาคารลงชั้นดินแข็ง

ในทางปฏิบัติจึงใช้ Sheet Pile ร่วมกับเสาเข็มรับน้ำหนัก ไม่ใช่ใช้แทนกัน โครงสร้างที่ต้องกันดินพร้อมรับน้ำหนักอาคารมักใช้กำแพงไดอะแฟรมซึ่งออกแบบให้ทำสองหน้าที่ได้ ดูทางเลือกระบบกันดินเพิ่มเติมที่ ประเภทกำแพงกันดิน และ กรณีศึกษางานกันดินชั่วคราว

เลือกเสาเข็มผิดเพราะอะไร? 6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเลือกเสาเข็มก่อนรู้ชั้นดิน และเทียบราคาต่อต้นแทนต่อกำลังรับน้ำหนัก ทั้ง 6 ข้อด้านล่างมักจบด้วยการทรุดตัวหรือค่าแก้ไขที่แพงกว่าส่วนที่ประหยัดได้

1. ใช้แบบบ้านสำเร็จรูปที่ระบุเสาเข็มมาแล้ว โดยไม่เจาะดิน

แบบบ้านสำเร็จรูปเขียนขึ้นบนสมมติฐานชั้นดินชุดหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่ดินที่จะสร้างจริง ที่ดินสองแปลงห่างกันไม่กี่ร้อยเมตรในเขตปริมณฑลก็มีความลึกของชั้นทรายต่างกันได้หลายเมตร บ้าน 2 ชั้นจำเป็นต้องเจาะดินไหม

2. เทียบราคาต่อต้นแทนที่จะเทียบต่อกำลังรับน้ำหนัก

เข็มที่ถูกที่สุดต่อต้นมักรับน้ำหนักได้น้อยที่สุดด้วย เมื่อคูณจำนวนต้นที่ต้องใช้แล้วอาจแพงกว่าตัวเลือกที่ดูแพงกว่าตอนแรก ยังไม่รวมค่าฐานรากที่ใหญ่ขึ้นเพราะต้องรองรับเข็มจำนวนมาก

3. ลืมคิดแรงเสียดทานลบในดินอ่อน

ในพื้นที่ดินเหนียวอ่อนที่มีการถมดินใหม่หรือมีการสูบน้ำบาดาล ดินรอบเสาเข็มจะทรุดตัวลงมากกว่าตัวเข็ม กลายเป็นแรงกดเพิ่มลงบนเข็มแทนที่จะช่วยพยุง เรียกว่า แรงเสียดทานลบ (Negative Skin Friction) ถ้าไม่คิดเผื่อไว้ในการออกแบบ เข็มที่คำนวณว่าพอดีจะกลายเป็นไม่พอ

4. เลือกเข็มสั้นกว่าที่ควร เพื่อประหยัดค่าก่อสร้าง

เสาเข็มที่ปลายค้างอยู่ในชั้นดินอ่อนจะทรุดตัวต่อเนื่องเป็นปี ไม่ใช่ทรุดครั้งเดียวแล้วหยุด อาการที่ตามมาคือพื้นแยกจากผนัง ประตูหน้าต่างติดขัด และรอยร้าวเฉียงตามมุมช่องเปิด ดู สัญญาณเตือนฐานรากมีปัญหา และ ปัญหาทรุดตัวบนดินถม

5. เลือกระบบที่ตรวจสอบคุณภาพไม่ได้ แล้วค่อยมาคิดทีหลัง

เข็มหล่อในที่ทุกชนิดต้องตัดสินใจเรื่องการฝังท่อ sonic ตั้งแต่ก่อนเทคอนกรีต ถ้าไม่ได้ฝังไว้ เมื่อเกิดข้อสงสัยภายหลังทางเลือกในการตรวจจะเหลือน้อยลง เช่น การเจาะเก็บแท่งตัวอย่างคอนกรีตซึ่งแพงและทำได้ไม่กี่ต้น

6. เข้าใจผิดว่า Sheet Pile หรือเข็มสั้นหกเหลี่ยมรับน้ำหนักอาคารได้

เข็มหกเหลี่ยมความยาวไม่กี่เมตรออกแบบมาสำหรับงานพื้นลานจอด ทางเดิน หรือรั้ว ไม่ใช่ฐานรากอาคาร ส่วน Sheet Pile เป็นระบบกันดิน การนำมาใช้ผิดหน้าที่คือสาเหตุของการทรุดตัวที่พบบ่อยในงานต่อเติมราคาถูก

เสาเข็มแต่ละประเภทต้องทดสอบอะไรบ้าง?

เข็มตอกคอนกรีต Spun Pile และเข็มเจาะระบบแห้ง ตรวจความสมบูรณ์ด้วย Seismic Integrity Test เข็มเจาะระบบเปียก Barrette และ CFA ใช้ CSL หรือ TIP ส่วน Micropile และเข็มเหล็กเน้นตรวจรอยเชื่อม ทุกประเภทยืนยันกำลังรับน้ำหนักด้วย Static Load Test หรือการทดสอบแบบพลศาสตร์ เข็มหล่อสำเร็จเน้นตรวจว่าเข็มไม่เสียหายระหว่างตอกและลงถึงชั้นที่ออกแบบ ส่วนเข็มหล่อในที่เน้นตรวจความต่อเนื่องของเนื้อคอนกรีตที่มองไม่เห็น ภาพรวมของแต่ละวิธีอยู่ที่ รวมวิธีทดสอบเสาเข็มทั้งหมด

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทเสาเข็มตรวจความสมบูรณ์ตรวจกำลังรับน้ำหนักจุดที่ต้องเฝ้าเป็นพิเศษ
เสาเข็มตอก PCSeismic Integrity Test (มยผ.1551-51)PDA (ASTM D4945 / มยผ.1252-51), Static (ASTM D1143 / มยผ. 1251)รอยแตกจากการตอก และ ค่า Blow Count 10 ครั้งสุดท้าย
Spun PileSeismic Integrity Test + ตรวจรอยเชื่อมต่อท่อนPDA, Staticคุณภาพรอยเชื่อมทุกจุดต่อ
เสาเข็มเจาะระบบแห้งSeismic Integrity TestPDA, Staticปริมาตรคอนกรีตจริงเทียบกับที่คำนวณ
เสาเข็มเจาะระบบเปียก / BarretteCSL (ต้องฝังท่อล่วงหน้า), TIP (ASTM D7949-25)Static, High-Strain, O-Cellความสะอาดก้นหลุมก่อนเทคอนกรีต
CFA / Auger CastTIP หรือ CSL ถ้าฝังท่อไว้Static, PDAอัตราการปั๊มคอนกรีตเทียบกับความเร็วถอนสว่าน
Micropileตรวจรอยเชื่อมและบันทึกการอัดฉีดน้ำปูน (ไม่ใช้ Seismic Test)PDA, Static, ทดสอบแรงถอนรอยเชื่อมท่อที่ถี่ตลอดความยาว
เสาเข็มเหล็กตรวจรอยเชื่อมด้วย NDT รอยเชื่อมเหล็กPDA, Staticการกัดกร่อนและความหนาที่เหลือ
💡 ค่าทดสอบเทียบกับค่าซ่อมฐานราก

Seismic Integrity Test เริ่มต้นประมาณ 100–150 บาทต่อต้น และ PDA เริ่มต้นประมาณ 5,500 บาทต่อต้น ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน เมื่อเทียบกับค่าเสริมฐานรากอาคารที่ทรุดแล้วซึ่งสูงกว่ามาก การทดสอบจึงเป็นส่วนที่ตัดออกได้ยากที่สุดในงบฐานราก · ดูบริการทดสอบเสาเข็ม · ต้องทดสอบกี่ต้นถึงจะพอ · ราคาทดสอบเสาเข็ม 2026

สรุป

ไม่มีเสาเข็มประเภทไหนดีที่สุดสำหรับทุกโครงการ เข็มตอกยังคุ้มที่สุดเมื่อพื้นที่เอื้อ เข็มเจาะระบบเปียกและ Barrette จำเป็นเมื่อชั้นรับน้ำหนักลึกและน้ำหนักสูง Micropile แก้โจทย์ที่เข็มอื่นเข้าไม่ถึง ส่วน CFA และเสาเข็มเหล็กเป็นทางเลือกเฉพาะทางที่คุ้มในบางเงื่อนไข

ลำดับที่ทำให้ตัดสินใจถูกยังเหมือนเดิมเสมอ คือรู้ดินก่อน แล้วจึงรู้น้ำหนัก จากนั้นค่อยคัดด้วยข้อจำกัดหน้างานและงบประมาณ และปิดท้ายด้วยการทดสอบเพื่อยืนยัน การเลือกโดยดูราคาต่อต้นเป็นตัวตั้งคือทางลัดที่มักจบด้วยค่าซ่อมซึ่งแพงกว่าส่วนที่ประหยัดได้มาก

ทีมวิศวกรของ SPN Soil Engineering ให้คำปรึกษาเรื่องข้อมูลดินและแผนการทดสอบที่เหมาะกับเสาเข็มแต่ละประเภทได้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ