เสาเข็มมีกี่แบบ?
เสาเข็มมี 2 กลุ่มหลักตามวิธีติดตั้ง คือ เสาเข็มตอก (Driven Pile) และเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) เมื่อแยกตามวัสดุและวิธีก่อสร้างจะได้ 8 ประเภทที่ใช้จริงในไทย
- เข็มตอก 3 ประเภท — เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง (หน้าตัด I และสี่เหลี่ยม), Spun Pile และเสาเข็มเหล็ก H / Pipe
- เข็มเจาะ 5 ประเภท — เข็มเจาะระบบแห้ง เข็มเจาะระบบเปียก Barrette, CFA และ Micropile
เข็มตอกติดตั้งเร็วและตรวจสอบง่าย แต่เสียงและการสั่นสะเทือนสูง เข็มเจาะสั่นสะเทือนต่ำ มีทั้งขนาดเล็กที่เข้าซอยแคบได้ (เข็มเจาะระบบแห้ง, Micropile) และขนาดใหญ่ที่รับน้ำหนักได้ระดับพันตันต่อต้น (เข็มเจาะระบบเปียก, Barrette) ถ้ายังไม่แน่ใจว่าอาคารต้องใช้เสาเข็มหรือไม่ อ่าน เลือกฐานรากแผ่หรือฐานรากเสาเข็ม ก่อน
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| กลุ่ม | ประเภท | รับน้ำหนัก/ต้น (ช่วงทั่วไป) | จุดเด่น |
|---|---|---|---|
| เข็มตอก | เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง | 20–120 ตัน | ราคาต่ำสุด ตรวจสอบง่าย เหมาะบ้านและอาคารเตี้ยในที่โล่ง |
| Spun Pile | 30–300 ตัน | กลวง ต่อท่อนได้ลึก รับน้ำหนักสูงกว่าเข็ม I | |
| เสาเข็มเหล็ก H / Pipe | 50–500 ตัน | ถอนกลับมาใช้ซ้ำได้ เหมาะงานชั่วคราวและท่าเรือ | |
| เข็มเจาะ | เข็มเจาะระบบแห้ง | 20–80 ตัน | สั่นสะเทือนต่ำ เครื่องเล็ก เหมาะต่อเติมและบ้านในเมือง |
| เข็มเจาะระบบเปียก | 200–2,000+ ตัน | ลึกถึงชั้นทราย เหมาะอาคารสูงและสะพาน | |
| Barrette | 1,000–4,000+ ตัน | หน้าตัดสี่เหลี่ยม รับแรงด้านข้างสูง | |
| CFA / Auger Cast | 80–500 ตัน | เร็วและเงียบ ไม่ต้องใช้สารละลายพยุงหลุม | |
| Micropile | 10–50 ตัน | เส้นผ่านศูนย์กลางเล็ก ทำงานในอาคารและที่แคบได้ |
ช่วงกำลังรับน้ำหนักเป็นค่าที่พบทั่วไปในงานก่อสร้างไทย ตรงกับตารางเปรียบเทียบละเอียดด้านล่าง ค่าที่ใช้ออกแบบจริงต้องมาจากการคำนวณของวิศวกรร่วมกับผลเจาะสำรวจดิน
แผนผังด้านล่างเรียงเสาเข็มทั้ง 8 ประเภทตามกลุ่ม พร้อมรูปหน้าตัดจริงและขนาดที่พบบ่อย แท่งด้านล่างคือช่วงกำลังรับน้ำหนักต่อต้นจากตารางเดียวกันบนสเกลลอการิทึม สังเกตแถบ 50–100 ตัน ซึ่งมีเสาเข็มให้เลือกได้หลายแบบ จุดนี้เองที่ต้องตัดสินด้วยชั้นดินและข้อจำกัดหน้างาน
เลือกเสาเข็มยังไง? ตัดสินใจใน 4 ขั้น
เลือกเสาเข็มให้ถูกต้องใช้ 4 ขั้นเรียงกัน คือ รู้ชั้นดิน รู้น้ำหนักต่อต้น คัดด้วยข้อจำกัดหน้างาน แล้วยืนยันด้วยการทดสอบ คำถามว่า "ควรใช้เสาเข็มแบบไหน" จึงตอบไม่ได้ถ้ายังไม่รู้ว่าใต้ที่ดินเป็นดินอะไร ลำดับที่ถูกต้องเริ่มจากข้อมูลดิน ไม่ใช่เริ่มจากราคา
- รู้ชั้นดินก่อน — เจาะสำรวจดิน เพื่อรู้ว่าชั้นดินที่รับปลายเข็มได้อยู่ลึกเท่าไร มีชั้นทรายแน่นหรือกรวดขวางทางตอกหรือไม่ และระดับน้ำใต้ดินอยู่ตรงไหน
- รู้น้ำหนักที่ลงเสาเข็มแต่ละต้น — วิศวกรโครงสร้างคำนวณจากผังเสาและน้ำหนักบรรทุก ได้ตัวเลขเป็นตันต่อต้น ซึ่งเป็นตัวคัดว่าเข็มขนาดไหนพอ
- คัดตัวเลือกด้วยข้อจำกัดหน้างาน — ความกว้างทางเข้า อาคารข้างเคียง เสียง การสั่นสะเทือน ระยะเวลา และงบประมาณ
- ยืนยันด้วยการทดสอบ — Static Load Test หรือ PDA พิสูจน์ว่าเข็มที่เลือกรับน้ำหนักได้จริงในดินของไซต์นั้น ไม่ใช่แค่บนกระดาษ
ข้ามขั้นไหนก็เสี่ยงทั้งนั้น แต่ที่เสียหายหนักที่สุดคือข้ามขั้นแรก เพราะเสาเข็มที่หยั่งไม่ถึงชั้นรับน้ำหนักจะทรุดต่อเนื่องหลังเข้าอยู่ และค่าแก้ไขภายหลังสูงกว่าค่าเจาะสำรวจดินมาก
ภาพ 3 มิติด้านล่างวางเสาเข็ม 5 แบบไว้ในชั้นดินเดียวกัน ให้เห็นว่าปลายเข็มแต่ละแบบหยั่งถึงชั้นรับน้ำหนักต่างกัน และเทียบปั้นจั่นตอกเข็มที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอาคารข้างเคียงกับเครื่องเจาะขนาดเล็ก กรอบด้านขวาสรุป 4 ขั้นข้างต้น
บ้าน อาคารสูง โรงงาน ควรใช้เสาเข็มแบบไหน?
บ้าน 1–2 ชั้นในที่โล่งมักเริ่มที่เสาเข็มตอก I-22 / I-26 บ้านในซอยแคบหรืองานต่อเติมมักใช้ Micropile หรือเข็มเจาะระบบแห้ง ส่วนอาคารสูงใช้เข็มเจาะระบบเปียกหรือ Barrette ตารางนี้เป็นจุดตั้งต้นในการคุยกับผู้ออกแบบ ไม่ใช่ข้อสรุปสำเร็จรูป เพราะการเลือกจริงต้องอิงผลเจาะดินของไซต์นั้น ๆ
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| สถานการณ์ | ตัวเลือกหลัก | ตัวเลือกรอง | เหตุผล |
|---|---|---|---|
| บ้าน 1-2 ชั้น ที่โล่ง นอกเมือง | เสาเข็มตอก I-22 / I-26 | Spun Ø30 | ต้นทุนต่อกำลังรับน้ำหนักต่ำที่สุด ติดตั้งเร็ว |
| บ้าน/ทาวน์เฮาส์ ในซอยแคบ มีเพื่อนบ้านติดกัน | Micropile | เสาเข็มเจาะระบบแห้ง Ø35-50 | สั่นสะเทือนต่ำ เครื่องเล็กเข้าซอยได้ |
| ต่อเติม หรือเสริมฐานรากอาคารเดิม | Micropile | เสาเข็มเจาะระบบแห้ง | ทำงานในที่แคบใต้/ข้างอาคารเดิมได้โดยไม่ต้องรื้อ |
| อาคาร 3-5 ชั้น มีพื้นที่ให้เครื่องจักร | เสาเข็มตอก I-30 / I-40 หรือ Spun Ø35-40 | เสาเข็มเจาะระบบแห้ง | รับน้ำหนักพอ ราคาคุ้มกว่าเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ |
| อาคารสูง/คอนโด ใจกลางเมือง | เสาเข็มเจาะระบบเปียก Ø80-150 | Barrette | รับน้ำหนักสูง หยั่งชั้นทรายลึกได้ ไม่สั่นสะเทือน |
| อาคารสูงมาก น้ำหนักเสาต้นละหลายพันตัน | Barrette | เสาเข็มเจาะ Ø150-200 | หน้าตัดใหญ่ ต้านโมเมนต์และแรงด้านข้างได้ดี |
| โรงงาน/คลังสินค้า พื้นที่กว้าง เข็มจำนวนมาก | เสาเข็มตอก หรือ Spun Pile | CFA (Auger Cast) | ผลิตซ้ำเร็ว ควบคุมต้นทุนต่อต้นได้ |
| ท่าเรือ สะพาน โครงสร้างริมน้ำ | Spun Pile Ø60-120 | เสาเข็มเหล็ก (Pipe Pile) | ทนโมเมนต์ดัดและแรงด้านข้างจากน้ำ/เรือ |
| งานชั่วคราว ค้ำยัน ฐานเครน | เสาเข็มเหล็ก H-Pile | — | ถอนกลับมาใช้ซ้ำได้ ติดตั้ง/รื้อถอนเร็ว |
| กันดินพังตอนขุดลึก | Sheet Pile หรือ Diaphragm Wall | — | เป็นระบบกันดิน ไม่ใช่เสาเข็มรับน้ำหนักอาคาร |
ต้องดูอะไรก่อนเลือกเสาเข็ม? เกณฑ์ 6 ข้อ
เกณฑ์ที่ใช้คัดประเภทเสาเข็มมี 6 ข้อ ได้แก่ ชั้นดิน น้ำหนักต่อต้น เพื่อนบ้านและหน้างาน งบประมาณ เวลา และการตรวจสอบคุณภาพหลังติดตั้ง ข้อ 1–2 มาจากผลเจาะสำรวจดินและผู้ออกแบบ ส่วนข้อ 3–6 ใช้คัดตัวเลือกที่เหลือให้เหมาะกับหน้างาน
1. ชั้นดินและความลึกที่ต้องหยั่งถึง
ชั้นดินเป็นตัวกำหนดว่าเสาเข็มจะรับน้ำหนักด้วยแรงเสียดทานรอบตัวเข็ม (skin friction) หรือด้วยแรงแบกทานที่ปลายเข็ม (end bearing) หรือทั้งสองอย่าง ในกรุงเทพและปริมณฑล ชั้นดินเหนียวอ่อนหนาหลายสิบเมตรทำให้เข็มส่วนใหญ่ต้องหยั่งลงไปถึงชั้นดินเหนียวแข็งหรือชั้นทรายชั้นแรกจึงจะรับน้ำหนักได้จริง อ่านลักษณะชั้นดินกรุงเทพ
สิ่งที่ต้องดูจาก boring log คือค่า SPT N-value ตามความลึก ถ้าชั้นรับน้ำหนักลึกเกินความยาวที่เข็มตอกทำได้ หรือมีชั้นทรายแน่นคั่นกลางจนตอกไม่ผ่าน ตัวเลือกจะถูกบังคับไปทางเสาเข็มเจาะโดยอัตโนมัติ ในงานเข็มตอกขนาดใหญ่ วิศวกรอาจใช้ การวิเคราะห์ Wave Equation ตรวจล่วงหน้าว่าตอกผ่านได้หรือไม่
2. น้ำหนักที่เสาเข็มแต่ละต้นต้องรับ
ตัวเลขนี้มาจากผู้ออกแบบโครงสร้าง ไม่ใช่จากตารางสำเร็จรูป เมื่อได้ค่าน้ำหนักต่อต้นแล้วจึงเทียบกับกำลังรับน้ำหนักปลอดภัยของเข็มแต่ละประเภท ถ้าจำนวนเข็มต่อฐานรากมากจนอยู่ชิดกัน ต้องคิดผลของ ประสิทธิภาพกลุ่มเสาเข็ม ด้วย เพราะกลุ่มเข็มรับน้ำหนักได้น้อยกว่าผลรวมของเข็มเดี่ยว
ฝั่งกฎหมายก็มีเพดานของตัวเอง กำลังรับน้ำหนักที่ยอมให้ใช้ตามกฎหมาย อาจต่ำกว่าค่าที่คำนวณได้ ถ้าไม่มีผลทดสอบมายืนยัน (ดูสรุป กฎกระทรวงฐานราก พ.ศ. 2566)
3. เพื่อนบ้านและข้อจำกัดหน้างาน
การตอกเสาเข็มสร้างทั้งเสียงและคลื่นสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านดินไปยังอาคารข้างเคียง ในพื้นที่ที่มีอาคารเก่า โรงพยาบาล หรือห้องปฏิบัติการอยู่ใกล้ วิธีที่ใช้กันคือเปลี่ยนไปใช้ระบบเจาะ พร้อมทำ สำรวจสภาพอาคารข้างเคียงก่อนเริ่มงาน และ ตรวจวัดการสั่นสะเทือนระหว่างทำงาน เพื่อกันข้อพิพาทภายหลัง
ข้อจำกัดทางกายภาพก็คัดตัวเลือกได้เร็ว ปั้นจั่นตอกเข็มต้องการทางเข้ากว้างและพื้นที่กลับรถ ส่วนเครื่องเจาะ Micropile เข้าซอยกว้าง 2-3 เมตรหรือทำงานในอาคารที่มีความสูงจำกัดได้
4. งบประมาณ — เทียบต่อ "ตันของกำลังรับน้ำหนัก" ไม่ใช่ต่อต้น
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือเทียบราคาต่อต้น เข็มที่ถูกที่สุดต่อต้นอาจต้องใช้จำนวนมากกว่าหลายเท่าจนรวมแล้วแพงกว่า วิธีเทียบที่ตรงกว่าคือเอาราคารวม (ค่าเข็ม + ค่าติดตั้ง + ค่าตัดหัวเข็ม + ค่าขนย้ายเครื่องจักร) หารด้วยกำลังรับน้ำหนักรวมที่ได้
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเภท | ต้นทุนต่อต้น | ต้นทุนต่อตันของกำลังรับน้ำหนัก |
|---|---|---|
| เสาเข็มตอก PC | 💰 | 💰 ต่ำที่สุด |
| Spun Pile | 💰💰 | 💰💰 ค่อนข้างต่ำ |
| เสาเข็มเจาะระบบแห้ง | 💰💰 | 💰💰 ปานกลาง |
| CFA / Auger Cast | 💰💰 | 💰💰 ปานกลาง |
| เสาเข็มเจาะระบบเปียก | 💰💰💰 | 💰💰 ปานกลาง (เข็มใหญ่รับได้มาก) |
| Barrette | 💰💰💰💰 | 💰💰 ปานกลาง |
| เสาเข็มเหล็ก | 💰💰💰 | 💰💰💰 สูง (ผูกกับราคาเหล็ก) |
| Micropile | 💰💰 | 💰💰💰💰 สูงที่สุด |
ระดับ 💰 เป็นการเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์เพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ไม่ใช่ราคาบริการของ SPN และไม่ใช่ราคาตลาด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ราคาจริงขึ้นกับราคาวัสดุ สภาพหน้างาน และผู้รับเหมาแต่ละราย ควรขอใบเสนอราคาจากผู้จำหน่ายหรือผู้รับเหมาเสาเข็มโดยตรง
5. เวลาและกำลังผลิตหน้างาน
ถ้าตารางงานเป็นตัวบีบ ระบบตอกได้เปรียบชัดเจนเพราะทำได้หลายสิบต้นต่อวัน ขณะที่เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ทำได้เพียงไม่กี่ต้นต่อวันต่อเครื่อง และยังต้องรอคอนกรีตได้อายุก่อนทดสอบ ซึ่งกินเวลาเพิ่มอีก อ่านเรื่องอายุคอนกรีตก่อนทดสอบ
6. ตรวจสอบคุณภาพได้แค่ไหนหลังติดตั้ง
เกณฑ์ข้อนี้มักถูกลืม แต่สำคัญมากกับเข็มหล่อในที่ เพราะมองไม่เห็นเนื้อคอนกรีตใต้ดิน เข็มเจาะขนาดใหญ่และ Barrette ควรฝังท่อ sonic ไว้ตั้งแต่ตอนลงเหล็ก เพื่อทำ Cross-Hole Sonic Logging ได้ภายหลัง ถ้าไม่ได้ฝังไว้ ทางเลือกในการตรวจจะเหลือน้อยลงมากและแพงขึ้น การตัดสินใจเรื่องนี้ต้องทำก่อนเทคอนกรีต ไม่ใช่หลังจากเกิดปัญหา
เสาเข็มแต่ละแบบรับน้ำหนักได้กี่ตัน? ตารางเทียบ 8 ประเภท
กำลังรับน้ำหนักต่อต้นต่างกันมากตามประเภท ตั้งแต่ 10–50 ตันของ Micropile ไปจนถึง 1,000–4,000+ ตันของ Barrette ความลึกใช้งานก็ต่างกันตั้งแต่ราว 6 ม. ถึง 70 ม. ตารางด้านล่างเทียบขนาด ความลึก กำลังรับน้ำหนัก และการสั่นสะเทือนไว้ในที่เดียว
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเภท | ขนาดที่พบบ่อย | ความลึกใช้งาน | กำลังรับน้ำหนัก/ต้น | สั่นสะเทือน | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|---|
| เสาเข็มตอก PC | I-18 ถึง I-40 ซม. | 6-25 ม. | 20-120 ตัน | สูง | บ้าน อาคารเตี้ย-กลาง พื้นที่โล่ง |
| Spun Pile | Ø25-Ø120 ซม. | 6-40 ม. (ต่อท่อน) | 30-300 ตัน | สูง | อาคารกลาง-ใหญ่ ท่าเรือ สะพาน |
| เสาเข็มเจาะระบบแห้ง | Ø35-Ø60 ซม. | 15-25 ม. | 20-80 ตัน | ต่ำ | ต่อเติม บ้านในเมือง อาคารเตี้ย |
| เสาเข็มเจาะระบบเปียก | Ø80-Ø200 ซม. | 25-65 ม. | 200-2,000+ ตัน | ต่ำ | อาคารสูง คอนโด สะพาน |
| Barrette | 0.8-1.5 × 2.4-3.0 ม. | 30-70 ม. | 1,000-4,000+ ตัน | ต่ำ | อาคารสูงมาก งานที่มีแรงด้านข้างสูง |
| CFA / Auger Cast | Ø40-Ø100 ซม. | 15-30 ม. | 80-500 ตัน | ต่ำ | งานที่ต้องการความเร็วและความเงียบ |
| Micropile | Ø10-Ø30 ซม. | 10-30 ม. | 10-50 ตัน | ต่ำมาก | เสริมฐานราก ที่แคบ ทำงานในอาคาร |
| เสาเข็มเหล็ก H/Pipe | H 200-400 มม. · Ø30-Ø120 ซม. | 10-50 ม. | 50-500 ตัน | สูง | งานชั่วคราว ท่าเรือ โครงสร้างเหล็ก |
ตัวเลขเป็นช่วงที่พบทั่วไปในงานก่อสร้างไทย ค่าที่ใช้ออกแบบจริงต้องมาจากการคำนวณของวิศวกรร่วมกับผลเจาะสำรวจดินของแต่ละไซต์
1. เสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรง (Driven PC Pile)
เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงหล่อสำเร็จจากโรงงาน หน้าตัดมีทั้งรูปตัวไอ (I-Section) สี่เหลี่ยมตัน รูปตัวที และหกเหลี่ยม ตอกลงดินด้วยปั้นจั่นที่ใช้ลูกตุ้มตกอิสระ (Drop Hammer) หรือดีเซลแฮมเมอร์ ขนาดที่ใช้กับบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่คือ I-22 และ I-26 ส่วนอาคารพาณิชย์ใช้ I-30 ถึง I-40
- จุดแข็ง — ต้นทุนต่อตันของกำลังรับน้ำหนักต่ำที่สุด คอนกรีตควบคุมคุณภาพจากโรงงาน ติดตั้งได้หลายสิบต้นต่อวัน และดินรอบเข็มถูกอัดแน่นขึ้นระหว่างตอกซึ่งช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน
- ข้อควรระวัง — เสียงและการสั่นสะเทือนสูง ตอกผ่านชั้นทรายแน่นหรือกรวดได้ยาก เสี่ยงเข็มหักหรือ ตอกไม่ลงจนสั้นกว่าแบบ และการต่อท่อนด้วยการเชื่อมต้องควบคุมคุณภาพอย่างเคร่งครัด
เหมาะกับ: บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ขนาดเล็กถึงกลาง โรงงานและคลังสินค้าในพื้นที่โล่งที่ห่างจากอาคารอื่น
2. Spun Pile และเสาเข็มกลวงอัดแรง
Spun Pile คือเสาเข็มตอกคอนกรีตอัดแรงหน้าตัดกลมกลวง ขนาดที่พบบ่อย Ø25–120 ซม. ผลิตด้วยการปั่นเหวี่ยง (Centrifugal Casting) ทำให้เนื้อคอนกรีตแน่นกว่าเสาเข็มหล่อธรรมดา แบ่งชั้นคุณภาพตามระดับแรงอัดล่วงหน้าเป็น Class A, B, C ซึ่งต่างกันที่ความสามารถต้านโมเมนต์ดัด ส่วน "เสาเข็มกลวง" ที่ไม่ได้ผลิตด้วยวิธีเหวี่ยงมีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกัน จึงมักจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
- จุดแข็ง — รับน้ำหนักและต้านแรงดัดได้สูงกว่าเข็มตอกตันที่ขนาดใกล้เคียงกัน ต่อท่อนได้จึงลงได้ลึกกว่า และเนื้อคอนกรีตแน่นทนสภาพแวดล้อมริมน้ำได้ดี
- ข้อควรระวัง — สั่นสะเทือนสูงเช่นเดียวกับเข็มตอก ราคาสูงกว่า และจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่รอยเชื่อมต่อท่อน ถ้าเชื่อมไม่เต็มหน้าตัดจะกลายเป็นจุดวิบัติ ควรมี การตรวจสอบรอยเชื่อม Spun Pile เป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน
เหมาะกับ: อาคารขนาดกลางถึงใหญ่ ท่าเรือ สะพาน โครงสร้างริมน้ำ และงานที่ต้องการกำลังรับน้ำหนักสูงกว่าเข็มตอกแต่ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้เสาเข็มเจาะ
3. เสาเข็มเจาะระบบแห้ง (Dry Process Bored Pile)
ใช้เครื่องเจาะขนาดเล็กเจาะดินขึ้นมาทีละชุด ใส่ปลอกเหล็กชั่วคราวกันดินพัง แล้วลงเหล็กเสริมและเทคอนกรีต ขนาดที่นิยมคือ Ø35 ถึง Ø60 ซม. ลึกประมาณ 15-25 เมตร ซึ่งพอดีกับชั้นดินเหนียวแข็งในเขตกรุงเทพ ข้อจำกัดคือทำได้เฉพาะเมื่อหลุมเจาะแห้งพอ ถ้าเจอทรายที่มีน้ำใต้ดินไหลเข้าจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบเปียก
- จุดแข็ง — สั่นสะเทือนต่ำมาก เครื่องเข้าพื้นที่แคบได้ ปรับความยาวหน้างานตามสภาพดินจริงได้ทันที เป็นตัวเลือกหลักของงานต่อเติมและบ้านในซอย
- ข้อควรระวัง — คุณภาพขึ้นกับฝีมือทีมงานเกือบทั้งหมด ปัญหาที่พบบ่อยคือคอคอดจากดินพังเข้าหลุมและการเทคอนกรีตแยกตัว ต้องคุมปริมาตรคอนกรีตที่ใช้จริงเทียบกับที่คำนวณไว้ทุกต้น
เหมาะกับ: ต่อเติมอาคารเดิม บ้านในเมือง อาคารเตี้ยที่อยู่ติดเพื่อนบ้าน และงานที่ห้ามมีการสั่นสะเทือน
4. เสาเข็มเจาะระบบเปียก (Wet Process Bored Pile)
เจาะด้วยเครื่องเจาะขนาดใหญ่พร้อมใช้สารละลายพยุงผนังหลุม (เบนโทไนต์หรือโพลีเมอร์) ทำให้เจาะทะลุชั้นทรายที่มีน้ำใต้ดินลงไปได้ลึก 25-65 เมตร ขนาดตั้งแต่ Ø80 ถึง Ø200 ซม. เป็นระบบหลักของอาคารสูงในกรุงเทพ เพราะปลายเข็มต้องหยั่งถึงชั้นทรายชั้นลึก
- จุดแข็ง — กำลังรับน้ำหนักสูงมากถึงระดับพันตันต่อต้น ทำให้จำนวนเข็มต่อฐานรากน้อยลง สั่นสะเทือนต่ำ และตรวจสอบความสมบูรณ์ได้ดีถ้าฝังท่อ sonic ไว้ล่วงหน้า
- ข้อควรระวัง — ต้องการพื้นที่กองดิน บ่อพักสารละลาย และการจัดการของเสีย คุณภาพก้นหลุมสำคัญมาก ถ้าทำความสะอาดไม่ดีจะเกิดตะกอนที่ปลายเข็มทำให้ทรุดตัวมากผิดปกติ
เหมาะกับ: อาคารสูง คอนโดมิเนียม สะพาน โรงงานที่มีเครื่องจักรหนัก และทุกงานที่ชั้นรับน้ำหนักลึกเกินกว่าเข็มตอกจะไปถึง
5. Barrette Pile
เสาเข็มหล่อในที่หน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขุดด้วยชุดกระบะตัก (Grab) หรือหัวกัด (Hydromill) แบบเดียวกับที่ใช้ทำกำแพงไดอะแฟรม ขนาดที่พบบ่อยคือหนา 0.8-1.5 เมตร ยาว 2.4-3.0 เมตร ลึกได้ถึง 60-70 เมตร ในทางวิศวกรรมถือเป็นเสาเข็มเจาะรูปแบบหนึ่ง แต่รูปทรงที่ต่างออกไปให้ข้อได้เปรียบเฉพาะตัว
- จุดแข็ง — พื้นที่ผิวสัมผัสดินมากกว่าเข็มกลมที่ปริมาตรคอนกรีตเท่ากัน จึงได้แรงเสียดทานสูงกว่า และวางแนวด้านยาวไปทางทิศที่มีแรงด้านข้างมากได้ เหมาะกับอาคารสูงที่ต้องต้านแรงลมและแรงแผ่นดินไหว ทำต่อเนื่องกับกำแพงไดอะแฟรมของชั้นใต้ดินได้ด้วยเครื่องจักรชุดเดียวกัน
- ข้อควรระวัง — ต้นทุนต่อต้นสูงและต้องใช้ผู้รับเหมาเฉพาะทาง คุ้มค่าเฉพาะเมื่อน้ำหนักต่อเสาสูงมากจริง ๆ การตรวจสอบต้องวางแผนตำแหน่งท่อ sonic ให้ครอบคลุมหน้าตัดที่กว้าง
เหมาะกับ: อาคารสูงมาก โครงการที่มีชั้นใต้ดินลึก และงานที่แรงด้านข้างเป็นตัวควบคุมการออกแบบ
6. CFA / Auger Cast Pile
เจาะด้วยสว่านเกลียวต่อเนื่องยาวตลอดความลึก (Continuous Flight Auger) เมื่อถึงระดับที่ต้องการจะปั๊มคอนกรีตหรือมอร์ตาร์ผ่านแกนกลางของสว่านพร้อมกับถอนสว่านขึ้น แล้วจึงกดโครงเหล็กเสริมลงในคอนกรีตสด ไม่ต้องใช้สารละลายพยุงหลุมและไม่ต้องมีปลอกเหล็ก
- จุดแข็ง — เร็วกว่าเสาเข็มเจาะทั่วไปมาก เงียบ สั่นสะเทือนต่ำ ไม่มีดินโคลนจากเบนโทไนต์ให้จัดการ เหมาะกับงานที่มีเข็มจำนวนมากในผังเดียวกัน
- ข้อควรระวัง — ใส่เหล็กเสริมได้ตื้นกว่าเสาเข็มเจาะปกติ จึงไม่เหมาะกับงานที่มีแรงด้านข้างหรือแรงถอนสูง คุณภาพขึ้นกับการควบคุมอัตราการปั๊มคอนกรีตเทียบกับความเร็วถอนสว่าน ถ้าไม่สัมพันธ์กันจะเกิดคอคอด และถ้าไม่ได้ฝังท่อ sonic ไว้ก็ตรวจภายหลังได้ยาก
เหมาะกับ: โรงงาน คลังสินค้า โครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่ และงานในเขตชุมชนที่ต้องการความเร็วพร้อมความเงียบ
7. Micropile
เสาเข็มเจาะขนาดเล็ก Ø10-30 ซม. เจาะด้วยเครื่องขนาดเล็ก ใส่ท่อเหล็กหรือเหล็กข้ออ้อยเป็นแกนรับแรง แล้วอัดฉีดน้ำปูน (Grout) เข้าไปให้ยึดกับดินโดยรอบ กำลังรับน้ำหนักมาจากแรงเสียดทานเป็นหลัก ไม่ใช่แรงแบกทานที่ปลาย
- จุดแข็ง — สั่นสะเทือนต่ำที่สุดในบรรดาเสาเข็มทั้งหมด เครื่องเข้าซอยแคบและทำงานในอาคารที่มีเพดานต่ำได้ จึงเป็นวิธีหลักของงานเสริมฐานรากอาคารเดิม (Underpinning) โดยไม่ต้องรื้ออาคาร
- ข้อควรระวัง — รับน้ำหนักต่อต้นน้อย ต้องใช้จำนวนมาก ทำให้ต้นทุนต่อตันของกำลังรับน้ำหนักสูงที่สุด คุณภาพขึ้นกับการอัดฉีดน้ำปูนและรอยต่อของท่อเหล็กซึ่งถี่กว่าเสาเข็มชนิดอื่นมาก
ในตลาดไทย คำว่า "ไมโครไพล์" ยังใช้เรียกเสาเข็มคอนกรีตขนาดเล็กที่ตอกหรือกดลงดินเป็นท่อนสั้นแล้วเชื่อมต่อกันด้วย ซึ่งโดยวิธีติดตั้งจัดเป็นเข็มตอก ทั้งสองแบบมีจุดที่ต้องระวังร่วมกันคือรอยต่อที่ถี่ตลอดความยาว
เสาเข็มไมโครไพล์ที่ประกอบจากท่อนสั้นและมีรอยเชื่อมถี่ตลอดความยาว ทำให้สัญญาณคลื่นสะท้อนกลับจากทุกรอยต่อจนแปลผลไม่ได้ การควบคุมคุณภาพจึงต้องอาศัยการตรวจรอยเชื่อมระหว่างติดตั้ง ควบคู่กับ PDA หรือ Static Load Test แทน อ่านเพิ่มที่ ต่อเติมบ้านตอกไมโครไพล์ ต้องทดสอบเสาเข็มไหม
เหมาะกับ: เสริมฐานรากอาคารเก่า งานต่อเติมในพื้นที่จำกัด อาคารที่รถเครื่องจักรใหญ่เข้าไม่ถึง และงานซ่อมฐานรากที่ทรุดตัว
8. เสาเข็มเหล็ก (Steel H-Pile และ Pipe Pile)
เสาเข็มที่ทำจากเหล็กรูปพรรณหน้าตัดตัวเอช หรือท่อเหล็กกลมที่อาจเติมคอนกรีตภายในภายหลัง ในไทยพบมากในงานท่าเรือ สะพาน ฐานรากโครงสร้างเหล็ก และงานชั่วคราว ติดตั้งได้ทั้งด้วยการตอกและการสั่น (Vibratory Hammer)
- จุดแข็ง — ต่อความยาวได้ง่ายด้วยการเชื่อม ตัดปรับระดับหน้างานได้ ทนแรงดึงและแรงดัดสูง ตอกผ่านชั้นดินแข็งได้ดีกว่าเข็มคอนกรีต และถอนกลับมาใช้ซ้ำได้ในงานชั่วคราว
- ข้อควรระวัง — ราคาผูกกับราคาเหล็กซึ่งผันผวน และต้องออกแบบเผื่อการกัดกร่อน (corrosion allowance) หรือใช้ระบบป้องกันสนิม โดยเฉพาะในดินเค็ม น้ำกร่อย และบริเวณที่ระดับน้ำขึ้นลง
เหมาะกับ: ท่าเรือ สะพาน เขื่อนกันคลื่น ฐานเครนและงานค้ำยันชั่วคราว รวมถึงจุดที่ต้องการเสาเข็มรับแรงถอน
Sheet Pile ใช้เป็นเสาเข็มรับน้ำหนักอาคารได้ไหม?
ไม่ได้ Sheet Pile เป็นระบบกันดิน ไม่ใช่เสาเข็มรับน้ำหนักอาคาร เข็มพืด (Sheet Pile) เป็นแผ่นเหล็กหรือคอนกรีตที่มีร่องล็อกด้านข้าง ตอกหรือสั่นลงดินเรียงต่อกันเป็นกำแพงเพื่อกันดินพังและกันน้ำระหว่างงานขุด หน้าที่ของมันคือรับแรงดันด้านข้างของดิน ไม่ใช่ถ่ายน้ำหนักอาคารลงชั้นดินแข็ง
ในทางปฏิบัติจึงใช้ Sheet Pile ร่วมกับเสาเข็มรับน้ำหนัก ไม่ใช่ใช้แทนกัน โครงสร้างที่ต้องกันดินพร้อมรับน้ำหนักอาคารมักใช้กำแพงไดอะแฟรมซึ่งออกแบบให้ทำสองหน้าที่ได้ ดูทางเลือกระบบกันดินเพิ่มเติมที่ ประเภทกำแพงกันดิน และ กรณีศึกษางานกันดินชั่วคราว
เลือกเสาเข็มผิดเพราะอะไร? 6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเลือกเสาเข็มก่อนรู้ชั้นดิน และเทียบราคาต่อต้นแทนต่อกำลังรับน้ำหนัก ทั้ง 6 ข้อด้านล่างมักจบด้วยการทรุดตัวหรือค่าแก้ไขที่แพงกว่าส่วนที่ประหยัดได้
1. ใช้แบบบ้านสำเร็จรูปที่ระบุเสาเข็มมาแล้ว โดยไม่เจาะดิน
แบบบ้านสำเร็จรูปเขียนขึ้นบนสมมติฐานชั้นดินชุดหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่ดินที่จะสร้างจริง ที่ดินสองแปลงห่างกันไม่กี่ร้อยเมตรในเขตปริมณฑลก็มีความลึกของชั้นทรายต่างกันได้หลายเมตร บ้าน 2 ชั้นจำเป็นต้องเจาะดินไหม
2. เทียบราคาต่อต้นแทนที่จะเทียบต่อกำลังรับน้ำหนัก
เข็มที่ถูกที่สุดต่อต้นมักรับน้ำหนักได้น้อยที่สุดด้วย เมื่อคูณจำนวนต้นที่ต้องใช้แล้วอาจแพงกว่าตัวเลือกที่ดูแพงกว่าตอนแรก ยังไม่รวมค่าฐานรากที่ใหญ่ขึ้นเพราะต้องรองรับเข็มจำนวนมาก
3. ลืมคิดแรงเสียดทานลบในดินอ่อน
ในพื้นที่ดินเหนียวอ่อนที่มีการถมดินใหม่หรือมีการสูบน้ำบาดาล ดินรอบเสาเข็มจะทรุดตัวลงมากกว่าตัวเข็ม กลายเป็นแรงกดเพิ่มลงบนเข็มแทนที่จะช่วยพยุง เรียกว่า แรงเสียดทานลบ (Negative Skin Friction) ถ้าไม่คิดเผื่อไว้ในการออกแบบ เข็มที่คำนวณว่าพอดีจะกลายเป็นไม่พอ
4. เลือกเข็มสั้นกว่าที่ควร เพื่อประหยัดค่าก่อสร้าง
เสาเข็มที่ปลายค้างอยู่ในชั้นดินอ่อนจะทรุดตัวต่อเนื่องเป็นปี ไม่ใช่ทรุดครั้งเดียวแล้วหยุด อาการที่ตามมาคือพื้นแยกจากผนัง ประตูหน้าต่างติดขัด และรอยร้าวเฉียงตามมุมช่องเปิด ดู สัญญาณเตือนฐานรากมีปัญหา และ ปัญหาทรุดตัวบนดินถม
5. เลือกระบบที่ตรวจสอบคุณภาพไม่ได้ แล้วค่อยมาคิดทีหลัง
เข็มหล่อในที่ทุกชนิดต้องตัดสินใจเรื่องการฝังท่อ sonic ตั้งแต่ก่อนเทคอนกรีต ถ้าไม่ได้ฝังไว้ เมื่อเกิดข้อสงสัยภายหลังทางเลือกในการตรวจจะเหลือน้อยลง เช่น การเจาะเก็บแท่งตัวอย่างคอนกรีตซึ่งแพงและทำได้ไม่กี่ต้น
6. เข้าใจผิดว่า Sheet Pile หรือเข็มสั้นหกเหลี่ยมรับน้ำหนักอาคารได้
เข็มหกเหลี่ยมความยาวไม่กี่เมตรออกแบบมาสำหรับงานพื้นลานจอด ทางเดิน หรือรั้ว ไม่ใช่ฐานรากอาคาร ส่วน Sheet Pile เป็นระบบกันดิน การนำมาใช้ผิดหน้าที่คือสาเหตุของการทรุดตัวที่พบบ่อยในงานต่อเติมราคาถูก
เสาเข็มแต่ละประเภทต้องทดสอบอะไรบ้าง?
เข็มตอกคอนกรีต Spun Pile และเข็มเจาะระบบแห้ง ตรวจความสมบูรณ์ด้วย Seismic Integrity Test เข็มเจาะระบบเปียก Barrette และ CFA ใช้ CSL หรือ TIP ส่วน Micropile และเข็มเหล็กเน้นตรวจรอยเชื่อม ทุกประเภทยืนยันกำลังรับน้ำหนักด้วย Static Load Test หรือการทดสอบแบบพลศาสตร์ เข็มหล่อสำเร็จเน้นตรวจว่าเข็มไม่เสียหายระหว่างตอกและลงถึงชั้นที่ออกแบบ ส่วนเข็มหล่อในที่เน้นตรวจความต่อเนื่องของเนื้อคอนกรีตที่มองไม่เห็น ภาพรวมของแต่ละวิธีอยู่ที่ รวมวิธีทดสอบเสาเข็มทั้งหมด
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเภทเสาเข็ม | ตรวจความสมบูรณ์ | ตรวจกำลังรับน้ำหนัก | จุดที่ต้องเฝ้าเป็นพิเศษ |
|---|---|---|---|
| เสาเข็มตอก PC | Seismic Integrity Test (มยผ.1551-51) | PDA (ASTM D4945 / มยผ.1252-51), Static (ASTM D1143 / มยผ. 1251) | รอยแตกจากการตอก และ ค่า Blow Count 10 ครั้งสุดท้าย |
| Spun Pile | Seismic Integrity Test + ตรวจรอยเชื่อมต่อท่อน | PDA, Static | คุณภาพรอยเชื่อมทุกจุดต่อ |
| เสาเข็มเจาะระบบแห้ง | Seismic Integrity Test | PDA, Static | ปริมาตรคอนกรีตจริงเทียบกับที่คำนวณ |
| เสาเข็มเจาะระบบเปียก / Barrette | CSL (ต้องฝังท่อล่วงหน้า), TIP (ASTM D7949-25) | Static, High-Strain, O-Cell | ความสะอาดก้นหลุมก่อนเทคอนกรีต |
| CFA / Auger Cast | TIP หรือ CSL ถ้าฝังท่อไว้ | Static, PDA | อัตราการปั๊มคอนกรีตเทียบกับความเร็วถอนสว่าน |
| Micropile | ตรวจรอยเชื่อมและบันทึกการอัดฉีดน้ำปูน (ไม่ใช้ Seismic Test) | PDA, Static, ทดสอบแรงถอน | รอยเชื่อมท่อที่ถี่ตลอดความยาว |
| เสาเข็มเหล็ก | ตรวจรอยเชื่อมด้วย NDT รอยเชื่อมเหล็ก | PDA, Static | การกัดกร่อนและความหนาที่เหลือ |
Seismic Integrity Test เริ่มต้นประมาณ 100–150 บาทต่อต้น และ PDA เริ่มต้นประมาณ 5,500 บาทต่อต้น ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน เมื่อเทียบกับค่าเสริมฐานรากอาคารที่ทรุดแล้วซึ่งสูงกว่ามาก การทดสอบจึงเป็นส่วนที่ตัดออกได้ยากที่สุดในงบฐานราก · ดูบริการทดสอบเสาเข็ม · ต้องทดสอบกี่ต้นถึงจะพอ · ราคาทดสอบเสาเข็ม 2026
สรุป
ไม่มีเสาเข็มประเภทไหนดีที่สุดสำหรับทุกโครงการ เข็มตอกยังคุ้มที่สุดเมื่อพื้นที่เอื้อ เข็มเจาะระบบเปียกและ Barrette จำเป็นเมื่อชั้นรับน้ำหนักลึกและน้ำหนักสูง Micropile แก้โจทย์ที่เข็มอื่นเข้าไม่ถึง ส่วน CFA และเสาเข็มเหล็กเป็นทางเลือกเฉพาะทางที่คุ้มในบางเงื่อนไข
ลำดับที่ทำให้ตัดสินใจถูกยังเหมือนเดิมเสมอ คือรู้ดินก่อน แล้วจึงรู้น้ำหนัก จากนั้นค่อยคัดด้วยข้อจำกัดหน้างานและงบประมาณ และปิดท้ายด้วยการทดสอบเพื่อยืนยัน การเลือกโดยดูราคาต่อต้นเป็นตัวตั้งคือทางลัดที่มักจบด้วยค่าซ่อมซึ่งแพงกว่าส่วนที่ประหยัดได้มาก
ทีมวิศวกรของ SPN Soil Engineering ให้คำปรึกษาเรื่องข้อมูลดินและแผนการทดสอบที่เหมาะกับเสาเข็มแต่ละประเภทได้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ