แรงเสียดทานลบ Negative Skin Friction ในดินอ่อนกรุงเทพ ชั้นดิน การทรุดตัวของดินเทียบเสาเข็ม และแรงตามแนวแกนในเสาเข็ม ภาพซ้ายเป็นชั้นดินตัวอย่าง ดินถมใหม่ 0 ถึง 3 เมตร ดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ 3 ถึง 14 เมตร ดินเหนียวแข็งปานกลาง 14 ถึง 20 เมตร และชั้นทรายแน่นต่ำกว่า 20 เมตร เสาเข็มรับน้ำหนักจากอาคารและปลายอยู่ในชั้นทรายแน่น เหนือระนาบสมดุลลูกศรสีแดงชี้ลงคือแรงเสียดทานลบที่ดินฉุดเสาเข็มลง ใต้ระนาบสมดุลลูกศรสีเขียวชี้ขึ้นคือแรงเสียดทานบวก และที่ปลายมีแรงแบกทาน ภาพกลางเป็นการทรุดตัวตามความลึก ดินทรุดมากที่ผิวและลดลงตามความลึก ส่วนเสาเข็มทรุดเกือบเท่ากันตลอดความยาว สองเส้นตัดกันที่ระนาบสมดุล ภาพขวาเป็นแรงตามแนวแกนในเสาเข็ม เริ่มจากน้ำหนักอาคารที่หัวเข็ม เพิ่มขึ้นจนสูงสุดที่ระนาบสมดุล แล้วลดลงจนเหลือแรงที่ปลายเข็ม แถบด้านล่างคือแนวทางลดผลกระทบ วางปลายเข็มลงชั้นทรายแน่น เคลือบผิวเข็มด้วย Bitumen และถมดินล่วงหน้าให้ทรุดก่อนก่อสร้าง แรงเสียดทานลบ: ดินทรุดเร็วกว่าเสาเข็ม แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ชั้นดินตัวอย่าง (กทม.) 0 -3 ม. -14 ม. -20 ม. -27 ม. น้ำหนักอาคาร ดินถมใหม่ (Fill) ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็งปานกลาง ทรายแน่น NSF ↓ บวก ↑ การทรุดตัว มากขึ้น → ดินทรุด เสาเข็มทรุด ดิน > เข็ม เข็ม > ดิน แรงตามแนวแกน Q มากขึ้น → Q จากอาคาร Q สูงสุด Q ที่ปลายเข็ม ระนาบสมดุล (Neutral Plane) 1 ปลายเข็มลงทรายแน่น ชั้นรับปลายที่แข็งแรง 2 เคลือบผิว (Bitumen) ลดแรงเสียดทานลบ 3 ถมล่วงหน้า (Preloading) ให้ดินทรุดก่อนก่อสร้าง
แรงเสียดทานลบเกิดเมื่อชั้นดินรอบเสาเข็มทรุดตัวเร็วกว่าตัวเสาเข็ม ทำให้ดินเปลี่ยนจากตัวช่วยรับน้ำหนักเป็นตัวถ่วงน้ำหนักเพิ่ม แรงตามแนวแกนในเสาเข็มจึงสะสมสูงสุดที่ระนาบสมดุล (Neutral Plane) ไม่ใช่ที่หัวเสาเข็ม (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

แรงเสียดทานลบคืออะไร?

ในสภาพปกติ ดินรอบเสาเข็มจะช่วยรับน้ำหนักผ่านแรงเสียดทานที่ผิวเสาเข็ม เรียกว่าแรงเสียดทานบวก (Positive Skin Friction) แต่เมื่อ ดินรอบเสาเข็มทรุดตัวลงเร็วกว่าตัวเสาเข็มเอง ทิศทางของแรงเสียดทานจะกลับด้าน ดินจึงเปลี่ยนจากตัวช่วยรับน้ำหนักกลายเป็นตัวถ่วงน้ำหนักเพิ่มลงบนเสาเข็ม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าแรงเสียดทานลบ (Negative Skin Friction) หรือแรงฉุดลง (Downdrag)

ผลที่ตามมามีสองอย่างพร้อมกัน คือ น้ำหนักที่เสาเข็มต้องแบกจริงมากกว่าน้ำหนักจากตัวอาคารที่วิศวกรคำนวณไว้ และการทรุดตัวสะสมที่หัวเสาเข็มเพิ่มขึ้นตามเวลา แม้อาคารจะไม่ได้เพิ่มน้ำหนักใหม่เลยก็ตาม

จุดสังเกตสำคัญ

แรงเสียดทานลบไม่ได้เกิดจากเสาเข็มบกพร่อง แต่เกิดจากพฤติกรรมของชั้นดินรอบข้าง เสาเข็มที่คุณภาพดีสมบูรณ์ทุกประการก็เจอแรงเสียดทานลบได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ดินกำลังทรุดตัว

ทำไมกรุงเทพและปริมณฑลเป็นพื้นที่เสี่ยงเป็นพิเศษ?

หน้าตัดชั้นดินที่ราบลุ่มเจ้าพระยา แสดงชั้นดินเหนียวอ่อนหนาวางอยู่เหนือชั้นดินแข็งและชั้นทราย
ชั้นดินเหนียวอ่อนของที่ราบลุ่มเจ้าพระยาหนาหลายสิบเมตร เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้แรงเสียดทานลบเกิดได้ง่าย (ภาพประกอบ: หน้าตัดชั้นดินแนวเหนือ–ใต้ของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา)

กรุงเทพวางตัวอยู่บนที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งมีชั้นดินเหนียวอ่อน (Soft Bangkok Clay) หนาต่อเนื่องหลายสิบเมตรก่อนถึงชั้นทรายที่ปลายเสาเข็มไปนั่ง ชั้นดินอ่อนนี้อัดตัวคายน้ำ (Consolidation) ได้ง่ายเมื่อมีน้ำหนักกดทับหรือเมื่อระดับน้ำใต้ดินเปลี่ยน จึงเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้เกิดแรงเสียดทานลบ

ข้อมูลดาวเทียม InSAR ช่วงปี 2014–2024 พบว่าพื้นที่กรุงเทพฯ ทรุดตัวเฉลี่ยราว 0.3 ซม./ปี (Oh et al., 2026) ส่วนเขตชั้นในส่วนใหญ่ทรุดไม่เกินราว 1 ซม./ปี (Ahmed et al., 2024) แต่บางพื้นที่ เช่น บริเวณรามคำแหง ยังทรุด 2–3 ซม./ปี (กรมทรัพยากรธรณี, 2025) อัตรานี้ลดลงมากจากยุคที่สูบน้ำบาดาลหนักในอดีต แต่ยังหมายความว่าพื้นดินรอบเสาเข็มเคลื่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และพื้นที่ที่ยังใช้น้ำบาดาลหรือมีงานถมดินใหม่จำนวนมาก อัตราการทรุดตัวเฉพาะจุดอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ย ค่าเหล่านี้เป็นการทรุดตัวของผิวแผ่นดินระดับพื้นที่ ส่วนการทรุดตัวของดินรอบอาคารแต่ละหลังต้องประเมินจากข้อมูลชั้นดินของไซต์นั้น

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

สาเหตุที่ทำให้เกิดแรงเสียดทานลบเกิดขึ้นเมื่อไหร่สัญญาณที่พบหน้างานตรวจสอบด้วยอะไร
ถมดินใหม่บนชั้นดินอ่อนหลังถมดินไม่กี่เดือนถึงหลายปีพื้นรอบอาคารทรุดต่ำกว่าระดับเดิม ท่อและบันไดหน้าบ้านลอยBoring Log ระบุความหนาดินถมและดินอ่อน ร่วมกับผลทดสอบ Consolidation
ระดับน้ำใต้ดินลดลงต่อเนื่องระยะยาวพื้นที่กว้างทรุดพร้อมกัน ไม่ใช่เฉพาะอาคารเดียวข้อมูลระดับน้ำใต้ดินจากหลุมเจาะและบ่อสังเกตการณ์ (Observation Well)
น้ำหนักกองวัสดุหรือถนนข้างเคียงระหว่างและหลังก่อสร้างทรุดไม่เท่ากันในทิศที่มีน้ำหนักกดทับ ผนังร้าวเฉียงผังน้ำหนักบรรทุกบนพื้นดินร่วมกับผลเจาะสำรวจดิน
ดินถมเดิมยังอัดตัวไม่จบโครงการต่อเติมบนที่ถมเก่าส่วนต่อเติมทรุดแยกจากอาคารเดิม รอยต่อฉีกประวัติการถมพื้นที่ ร่วมกับหลุมเจาะเทียบชั้นดินถมกับดินเดิม
งานปรับปรุงดินหรือขุดข้างเคียงระหว่างก่อสร้างโครงการข้างเคียงการทรุดตัวเร่งขึ้นในช่วงสั้น สัมพันธ์กับกิจกรรมข้างเคียงการติดตั้งเครื่องมือวัด เช่น Settlement Plate และ Piezometer

ระนาบสมดุล (Neutral Plane) อยู่ตรงไหน และสำคัญอย่างไร?

ระนาบสมดุลคือระดับความลึกที่การเคลื่อนตัวของดินกับการเคลื่อนตัวของเสาเข็มเท่ากันพอดี เหนือระดับนี้ดินทรุดเร็วกว่าเสาเข็มจึงเกิดแรงเสียดทานลบ ส่วนใต้ระดับนี้เสาเข็มเคลื่อนลงมากกว่าดินจึงกลับมาเป็นแรงเสียดทานบวกตามปกติ

ความสำคัญของระนาบสมดุลคือมันบอกได้สองอย่าง คือ แรงในตัวเสาเข็มสูงสุดอยู่ที่ระดับใด และ การทรุดตัวของหัวเสาเข็มจะเป็นเท่าไร เพราะการทรุดตัวที่หัวเสาเข็มเท่ากับการทรุดตัวของดินที่ระดับระนาบสมดุล บวกกับการหดตัวยืดหยุ่นของตัวเสาเข็มเอง ตำแหน่งระนาบสมดุลจึงขึ้นกับความหนาของชั้นดินอ่อน กำลังรับน้ำหนักที่ปลายเสาเข็ม และน้ำหนักจากอาคาร ซึ่งต้องวิเคราะห์จากข้อมูลชั้นดินของแต่ละไซต์โดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานของแนวทางออกแบบเสาเข็มแบบ Unified Design ที่ Fellenius เสนอ ซึ่งตรวจทั้งแรงในหน้าตัดเสาเข็มที่ระนาบสมดุลและการทรุดตัวไปพร้อมกัน

เสาเข็มยาวลงชั้นทรายไม่ได้แปลว่าไม่ทรุด

เสาเข็มที่ปลายนั่งบนชั้นทรายแน่นจะทรุดตัวน้อย แต่ยังต้องแบกน้ำหนักส่วนเกินจากแรงเสียดทานลบตลอดช่วงที่ผ่านชั้นดินอ่อน ซึ่งเป็นแรงที่ต้องนำไปรวมในการตรวจสอบกำลังของหน้าตัดเสาเข็ม ไม่ใช่แค่กำลังของดิน

ภาพด้านล่างจำลองอาคารบนเสาเข็มในพื้นที่ที่ดินยังทรุดตัว เป็นรูปตัด 2 มิติพร้อมกราฟการทรุดตัวตามความลึก และแบบจำลอง 3 มิติ เพื่อให้เห็นว่าระนาบสมดุลคือระดับที่เส้นการทรุดตัวของดินกับของเสาเข็มตัดกัน และเครื่องมือวัดที่ใช้ติดตามผลติดตั้งไว้ที่ใด

แบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัดด้านข้าง) อาคารบนเสาเข็มในพื้นที่ดินทรุด พร้อมกราฟการทรุดตัวของดินกับเสาเข็มตามความลึก ด้านซ้ายเป็นรูปตัดอาคารที่ตั้งบนเสาเข็มผ่านชั้นดินถมใหม่ ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ลงไปถึงชั้นทรายแน่น ดินรอบอาคารทรุดต่ำกว่าระดับเดิมจนเกิดช่องว่างใต้พื้นและท่อที่เข้าอาคารหัก ลูกศรสีแดงเหนือระนาบสมดุลแสดงดินฉุดเสาเข็มลง ลูกศรสีเขียวใต้ระนาบสมดุลแสดงดินช่วยรับน้ำหนัก เครื่องมือวัดที่ใช้ติดตาม ได้แก่ แผ่นวัดการทรุดตัวที่ฐานดินถม พีโซมิเตอร์ในชั้นดินเหนียวอ่อน และบ่อสังเกตการณ์ระดับน้ำใต้ดิน ด้านขวาเป็นกราฟการทรุดตัวตามความลึก เส้นการทรุดตัวของดินมีค่ามากที่ผิวดินและลดลงตามความลึก ส่วนเส้นการทรุดตัวของเสาเข็มเกือบคงที่ สองเส้นตัดกันที่ระนาบสมดุล รูปตัดด้านข้าง + กราฟการทรุดตัว (2D) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน การทรุดตัว → 0 ดินทรุด ลดลงตามความลึก เสาเข็มทรุด เกือบคงที่ทั้งต้น ดินทรุด > เข็ม = แรงเสียดทานลบ ระนาบสมดุล ระดับดินเดิม ดินถมใหม่ ดินเหนียวอ่อน Soft Bangkok Clay ดินเหนียวแข็ง ชั้นทรายแน่น แรงแบกทานปลายเข็ม ท่อหักที่รอยต่ออาคาร อาการที่พบหน้างาน ช่องว่างใต้พื้น 1 2 3 เครื่องมือติดตามผล 1 แผ่นวัดทรุด (Settlement Plate) 2 พีโซมิเตอร์ (แรงดันน้ำ) 3 บ่อสังเกตการณ์ระดับน้ำ
แบบจำลอง 2 มิติ — ซ้าย: ดินรอบอาคารทรุดลงจนเกิดช่องว่างใต้พื้นและท่อหัก เหนือระนาบสมดุลดินฉุดเสาเข็มลง (ลูกศรแดง) ใต้ระนาบสมดุลดินช่วยรับน้ำหนัก (ลูกศรเขียว) · ขวา: การทรุดตัวของดินมากที่ผิวและลดลงตามความลึก ส่วนเสาเข็มทรุดเกือบเท่ากันทั้งต้น สองเส้นตัดกันที่ระนาบสมดุล กราฟเป็นภาพเชิงหลักการ ไม่ใช่ค่าออกแบบ (ภาพ: SPN Soil Engineering)
แบบจำลอง 3 มิติ อาคารบนเสาเข็มในพื้นที่ดินทรุด แสดงดินแบบตัดออก ระนาบสมดุล และทิศทางแรงเสียดทานตามแนวเสาเข็ม ภาพสามมิติตัดดินออกหนึ่งมุม อาคารตั้งบนเสาเข็ม 4 ต้นที่ทะลุชั้นดินถมใหม่ ดินเหนียวอ่อน และดินเหนียวแข็ง ลงไปถึงชั้นทรายแน่น ผิวดินรอบอาคารทรุดต่ำกว่าพื้นอาคารจนเกิดช่องว่างใต้พื้นและท่อที่ต่อเข้าอาคารหักงอ เส้นประสีส้มรอบผิวที่ตัดแสดงระดับระนาบสมดุล ลูกศรสีแดงเหนือระนาบแสดงดินฉุดเสาเข็มลง ลูกศรสีเขียวใต้ระนาบแสดงดินช่วยรับน้ำหนัก ด้านหน้ามีแผ่นวัดการทรุดตัวที่ฐานดินถมและพีโซมิเตอร์ในชั้นดินเหนียวอ่อนสำหรับติดตามการทรุดตัว แบบจำลอง 3 มิติ (3D Cut-away) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน อาคารบนเสาเข็ม พื้นไม่ทรุดตามดิน ช่องว่างใต้พื้น ดินรอบอาคารทรุดลง ท่อหักงอที่รอยต่อ แผ่นวัดการทรุดตัว ที่ฐานดินถม ดินถม + ดินเหนียวอ่อน ทรุดตัวต่อเนื่องตามเวลา ระนาบสมดุล Neutral Plane ชั้นทรายแน่น ปลายเสาเข็มวางบนชั้นนี้ พีโซมิเตอร์ แรงดันน้ำในดินเหนียว ดินฉุดเสาเข็มลง แรงเสียดทานลบ ดินช่วยรับน้ำหนัก แรงเสียดทานบวก เสาเข็ม 4 ต้น แสดงแบบโปร่ง
แบบจำลอง 3 มิติ — ตัดดินออกหนึ่งมุม อาคารตั้งบนเสาเข็ม 4 ต้นผ่านดินถมและดินเหนียวอ่อนลงถึงชั้นทรายแน่น เส้นประสีส้มบนผิวที่ตัดคือระดับระนาบสมดุล แผ่นวัดการทรุดตัวและพีโซมิเตอร์ใช้ยืนยันว่าการทรุดตัวของดินเข้าใกล้สภาวะคงที่แล้วหรือยัง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ทำไมเสาเข็มที่ผ่าน PDA หรือ Static Load Test ยังทรุด?

หน้างาน Static Load Test ด้วยระบบน้ำหนักบรรทุกถ่วง (Kentledge) ตาม ASTM D1143
Static Load Test ให้ความสัมพันธ์น้ำหนัก–การทรุดตัวในวันที่ทดสอบ ส่วนแบบติดตั้งเครื่องมือวัด (Instrumented) จะแยกได้เพิ่มว่าแรงเสียดทานมาจากชั้นดินช่วงใดบ้าง (ภาพ: หน้างานจริงของ SPN)

คำตอบสั้น ๆ คือการทดสอบเสาเข็มวัด กำลังรับน้ำหนักในวันที่ทดสอบ ไม่ได้วัดว่าดินรอบเสาเข็มจะทรุดตัวต่อไปอีกกี่ปี การทดสอบทั้ง PDA และ Static Load Test ใช้เวลาระดับชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ขณะที่แรงเสียดทานลบสะสมตัวเป็นเดือนเป็นปีตามการอัดตัวคายน้ำของดินเหนียว

  • PDA (Dynamic Load Test) ให้กำลังรับน้ำหนักจากคลื่นความเค้นในจังหวะตอก ซึ่งเป็นสภาวะชั่วขณะและมักสะท้อนสภาพดินขณะนั้น ไม่ครอบคลุมพฤติกรรมระยะยาวของดินอ่อน
  • Static Load Test ให้ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักกับการทรุดตัวที่แม่นยำกว่า แต่การทรุดตัวที่วัดได้คือการทรุดจากน้ำหนักที่กดในการทดสอบ ไม่รวมการทรุดของดินรอบข้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • Seismic Integrity Test ตรวจความสมบูรณ์ของเนื้อเสาเข็ม ไม่เกี่ยวกับกำลังรับน้ำหนักหรือการทรุดตัวโดยตรง

ดังนั้นผลทดสอบผ่านกับการทรุดตัวในอนาคตจึงเป็นคนละคำถามกัน สิ่งที่ตอบคำถามการทรุดตัวระยะยาวได้คือข้อมูลชั้นดินจากการเจาะสำรวจ ผลทดสอบการอัดตัวคายน้ำในห้องปฏิบัติการ และการติดตามการทรุดตัวจริงหลังก่อสร้าง ส่วนโครงการที่ต้องการรู้ว่าแรงเสียดทานมาจากชั้นดินช่วงใด ใช้ Static Load Test แบบติดตั้งเครื่องมือวัด (Instrumented) ที่วัดแรงตามความลึกของเสาเข็มได้

ประเมินความเสี่ยงแรงเสียดทานลบด้วยอะไรได้บ้าง?

การประเมินต้องอาศัยข้อมูลชั้นดินเป็นหลัก ไม่ใช่ผลทดสอบเสาเข็มเพียงอย่างเดียว ข้อมูลที่วิศวกรใช้ประกอบกันมีดังนี้

  1. เจาะสำรวจดินให้ลึกพอ — ต้องเห็นความหนาของชั้นดินอ่อนทั้งชั้นและระดับที่พบชั้นทรายแน่น ถ้าหลุมเจาะตื้นเกินไปจะประเมินความหนาของชั้นที่ก่อแรงเสียดทานลบไม่ได้
  2. ทดสอบการอัดตัวคายน้ำ (Consolidation Test) — บอกได้ว่าดินเหนียวชั้นนั้นจะทรุดอีกเท่าไรและเร็วแค่ไหนเมื่อมีน้ำหนักกดทับเพิ่ม
  3. ข้อมูลระดับน้ำใต้ดิน — ระดับน้ำที่ลดลงทำให้หน่วยแรงประสิทธิผลในดินเพิ่ม และเร่งการทรุดตัวของชั้นดินอ่อน
  4. ประวัติการถมดินของพื้นที่ — พื้นที่ที่เพิ่งถมยังทรุดตัวต่อเนื่อง ควรทราบทั้งความหนาดินถมและระยะเวลาที่ถมมาแล้ว
  5. ติดตั้งเครื่องมือวัดและติดตามผล — เช่น Settlement Plate สำหรับติดตามการทรุดตัวของดิน และ Piezometer สำหรับติดตามแรงดันน้ำในดิน ใช้ยืนยันว่าการทรุดตัวเข้าใกล้สภาวะคงที่แล้วหรือยัง

ลดผลกระทบจากแรงเสียดทานลบได้อย่างไร?

แนวทางด้านล่างเป็นข้อมูลเชิงความรู้ทั่วไป การเลือกใช้และการกำหนดค่าตัวเลขต้องผ่านการวิเคราะห์ของวิศวกรผู้ออกแบบที่รับผิดชอบโครงการนั้น ๆ

  • รวมแรงเสียดทานลบเข้าไปในการตรวจสอบกำลังของเสาเข็ม — เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด โดยพิจารณาว่าเสาเข็มต้องแบกทั้งน้ำหนักอาคารและแรงฉุดลงจากดิน
  • ลดแรงเสียดทานที่ผิวเสาเข็มช่วงชั้นดินอ่อน — เช่น การเคลือบผิวเสาเข็มด้วยวัสดุลดแรงเสียดทาน หรือใช้ปลอกครอบเฉพาะช่วง ซึ่งต้องระบุตั้งแต่ขั้นออกแบบและควบคุมคุณภาพระหว่างติดตั้ง
  • จัดการน้ำหนักบนพื้นดินให้น้อยที่สุด — ลดความหนาดินถมรอบอาคาร หรือใช้วัสดุถมน้ำหนักเบา เพื่อลดตัวกระตุ้นการทรุดตัวตั้งแต่ต้นทาง
  • เร่งการทรุดตัวให้จบก่อนก่อสร้าง — งานถมล่วงหน้า (Preloading) ร่วมกับระบบระบายน้ำในดิน เช่น PVD เป็นแนวทางที่ใช้ในโครงการขนาดใหญ่ที่มีเวลาเตรียมพื้นที่
  • แยกพื้นชั้นล่างออกจากดิน — ใช้พื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงคานและเสาเข็มแทนการวางบนดินโดยตรง เพื่อไม่ให้พื้นทรุดตามดินที่เคลื่อนตัว
สิ่งที่ควรทำก่อนออกแบบฐานราก

เจาะสำรวจดินให้ครอบคลุมความลึกของชั้นดินอ่อนทั้งชั้น พร้อมเก็บตัวอย่างไปทดสอบการอัดตัวคายน้ำ แล้วส่งข้อมูลทั้งชุดให้วิศวกรผู้ออกแบบพิจารณา ข้อมูลที่ครบตั้งแต่ต้นมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ปัญหาทรุดตัวหลังอาคารสร้างเสร็จมาก

สรุป: ผลทดสอบเสาเข็มผ่าน ไม่ได้แปลว่าจะไม่ทรุด

แรงเสียดทานลบเกิดเมื่อดินรอบเสาเข็มทรุดตัวเร็วกว่าตัวเสาเข็ม ทำให้ดินกลายเป็นน้ำหนักส่วนเกินที่ฉุดเสาเข็มลงแทนที่จะช่วยรับน้ำหนัก พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลมีความเสี่ยงสูงเพราะชั้นดินเหนียวอ่อนหนา ร่วมกับการทรุดตัวของแผ่นดินที่ยังดำเนินอยู่ (เฉลี่ยราว 0.3 ซม./ปี และบางพื้นที่ยังทรุด 2–3 ซม./ปี) และงานถมดินใหม่ที่กระตุ้นการอัดตัวคายน้ำ

ผลทดสอบเสาเข็มที่ผ่านเกณฑ์ยืนยันได้แค่กำลังรับน้ำหนัก ณ วันทดสอบ ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องการทรุดตัวระยะยาว การประเมินความเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูลเจาะสำรวจดินที่ลึกพอ ผลทดสอบการอัดตัวคายน้ำ และการติดตามการทรุดตัวจริงหลังก่อสร้าง หากต้องการข้อมูลชั้นดินเพื่อประกอบการออกแบบฐานราก ทีมวิศวกร SPN ให้คำปรึกษาและวางแผนการเจาะสำรวจให้ได้