แรงเสียดทานลบ (Negative Skin Friction) เกิดขึ้นอย่างไร ความลึก 0 ม. -3 ม. -14 ม. -20 ม. -27 ม. ดินถมใหม่ (Fill) ดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ Soft Bangkok Clay ดินเหนียวแข็งปานกลาง Medium Stiff Clay ชั้นทรายแน่น Dense Sand น้ำหนักจากอาคาร เสาเข็ม แรงแบกทานปลายเข็ม (End Bearing) ระนาบสมดุล (Neutral Plane) โซนแรงเสียดทานลบ Negative Skin Friction ดินทรุดตัวเร็วกว่าเสาเข็ม จึงฉุดเสาเข็มลงเพิ่ม โซนแรงเสียดทานบวก Positive Skin Friction ดินยังช่วยรับน้ำหนัก ตามปกติ แรงตามแนวแกนในเสาเข็ม Q จากอาคาร Q สูงสุด Q ที่ปลายเข็ม เหนือระนาบสมดุล ดินฉุดเสาเข็มลง — ใต้ระนาบสมดุล ดินช่วยรับน้ำหนักตามปกติ แรงในเสาเข็มจึงสูงสุดที่ระนาบสมดุล แนวทางลดผลกระทบ: วางปลายเข็มลงชั้นทรายแน่น · เคลือบผิวเข็มลดแรงเสียดทาน (Bitumen Coating) · ถมดินล่วงหน้าให้ทรุดก่อนก่อสร้าง (Preloading)
แรงเสียดทานลบเกิดเมื่อชั้นดินรอบเสาเข็มทรุดตัวเร็วกว่าตัวเสาเข็ม ทำให้ดินเปลี่ยนจากตัวช่วยรับน้ำหนักเป็นตัวถ่วงน้ำหนักเพิ่ม แรงตามแนวแกนในเสาเข็มจึงสะสมสูงสุดที่ระนาบสมดุล (Neutral Plane) ไม่ใช่ที่หัวเสาเข็ม (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

แรงเสียดทานลบคืออะไร?

ในสภาพปกติ ดินรอบเสาเข็มจะช่วยรับน้ำหนักผ่านแรงเสียดทานที่ผิวเสาเข็ม เรียกว่าแรงเสียดทานบวก (Positive Skin Friction) แต่เมื่อ ดินรอบเสาเข็มทรุดตัวลงเร็วกว่าตัวเสาเข็มเอง ทิศทางของแรงเสียดทานจะกลับด้าน ดินจึงเปลี่ยนจากตัวช่วยรับน้ำหนักกลายเป็นตัวถ่วงน้ำหนักเพิ่มลงบนเสาเข็ม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าแรงเสียดทานลบ (Negative Skin Friction) หรือแรงฉุดลง (Downdrag)

ผลที่ตามมามีสองอย่างพร้อมกัน คือ น้ำหนักที่เสาเข็มต้องแบกจริงมากกว่าน้ำหนักจากตัวอาคารที่วิศวกรคำนวณไว้ และการทรุดตัวสะสมที่หัวเสาเข็มเพิ่มขึ้นตามเวลา แม้อาคารจะไม่ได้เพิ่มน้ำหนักใหม่เลยก็ตาม

จุดสังเกตสำคัญ

แรงเสียดทานลบไม่ได้เกิดจากเสาเข็มบกพร่อง แต่เกิดจากพฤติกรรมของชั้นดินรอบข้าง เสาเข็มที่คุณภาพดีสมบูรณ์ทุกประการก็เจอแรงเสียดทานลบได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ดินกำลังทรุดตัว

ทำไมกรุงเทพและปริมณฑลเป็นพื้นที่เสี่ยงเป็นพิเศษ?

หน้าตัดชั้นดินที่ราบลุ่มเจ้าพระยา แสดงชั้นดินเหนียวอ่อนหนาวางอยู่เหนือชั้นดินแข็งและชั้นทราย
ชั้นดินเหนียวอ่อนของที่ราบลุ่มเจ้าพระยาหนาหลายสิบเมตร เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้แรงเสียดทานลบเกิดได้ง่าย (ภาพประกอบ: หน้าตัดชั้นดินแนวเหนือ–ใต้ของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา)

กรุงเทพวางตัวอยู่บนที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งมีชั้นดินเหนียวอ่อน (Soft Bangkok Clay) หนาต่อเนื่องหลายสิบเมตรก่อนถึงชั้นทรายที่ปลายเสาเข็มไปนั่ง ชั้นดินอ่อนนี้อัดตัวคายน้ำ (Consolidation) ได้ง่ายเมื่อมีน้ำหนักกดทับหรือเมื่อระดับน้ำใต้ดินเปลี่ยน จึงเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้เกิดแรงเสียดทานลบ

ข้อมูลติดตามการทรุดตัวของแผ่นดินในพื้นที่กรุงเทพชั้นในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 0.3 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งลดลงมากจากยุคที่มีการสูบน้ำบาดาลหนักในอดีต แต่ยังหมายความว่าพื้นดินรอบเสาเข็มมีการเคลื่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และในบางพื้นที่ชานเมืองที่ยังมีการใช้น้ำบาดาลหรือมีงานถมดินใหม่จำนวนมาก อัตราการทรุดตัวเฉพาะจุดอาจสูงกว่าค่านี้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

สาเหตุที่ทำให้เกิดแรงเสียดทานลบเกิดขึ้นเมื่อไหร่สัญญาณที่พบหน้างานตรวจสอบด้วยอะไร
ถมดินใหม่บนชั้นดินอ่อนหลังถมดินไม่กี่เดือนถึงหลายปีพื้นรอบอาคารทรุดต่ำกว่าระดับเดิม ท่อและบันไดหน้าบ้านลอยBoring Log ระบุความหนาดินถมและดินอ่อน ร่วมกับผลทดสอบ Consolidation
ระดับน้ำใต้ดินลดลงต่อเนื่องระยะยาวพื้นที่กว้างทรุดพร้อมกัน ไม่ใช่เฉพาะอาคารเดียวข้อมูลระดับน้ำใต้ดินจากหลุมเจาะและบ่อสังเกตการณ์ (Observation Well)
น้ำหนักกองวัสดุหรือถนนข้างเคียงระหว่างและหลังก่อสร้างทรุดไม่เท่ากันในทิศที่มีน้ำหนักกดทับ ผนังร้าวเฉียงผังน้ำหนักบรรทุกบนพื้นดินร่วมกับผลเจาะสำรวจดิน
ดินถมเดิมยังอัดตัวไม่จบโครงการต่อเติมบนที่ถมเก่าส่วนต่อเติมทรุดแยกจากอาคารเดิม รอยต่อฉีกประวัติการถมพื้นที่ ร่วมกับหลุมเจาะเทียบชั้นดินถมกับดินเดิม
งานปรับปรุงดินหรือขุดข้างเคียงระหว่างก่อสร้างโครงการข้างเคียงการทรุดตัวเร่งขึ้นในช่วงสั้น สัมพันธ์กับกิจกรรมข้างเคียงการติดตั้งเครื่องมือวัด เช่น Settlement Plate และ Piezometer

ระนาบสมดุล (Neutral Plane) อยู่ตรงไหน และสำคัญอย่างไร?

ระนาบสมดุลคือระดับความลึกที่การเคลื่อนตัวของดินกับการเคลื่อนตัวของเสาเข็มเท่ากันพอดี เหนือระดับนี้ดินทรุดเร็วกว่าเสาเข็มจึงเกิดแรงเสียดทานลบ ส่วนใต้ระดับนี้เสาเข็มเคลื่อนลงมากกว่าดินจึงกลับมาเป็นแรงเสียดทานบวกตามปกติ

ความสำคัญของระนาบสมดุลคือมันบอกได้สองอย่าง คือ แรงในตัวเสาเข็มสูงสุดอยู่ที่ระดับใด และ การทรุดตัวของหัวเสาเข็มจะเป็นเท่าไร เพราะการทรุดตัวที่หัวเสาเข็มเท่ากับการทรุดตัวของดินที่ระดับระนาบสมดุล บวกกับการหดตัวยืดหยุ่นของตัวเสาเข็มเอง ตำแหน่งระนาบสมดุลจึงขึ้นกับความหนาของชั้นดินอ่อน กำลังรับน้ำหนักที่ปลายเสาเข็ม และน้ำหนักจากอาคาร ซึ่งต้องวิเคราะห์จากข้อมูลชั้นดินของแต่ละไซต์โดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ

เสาเข็มยาวลงชั้นทรายไม่ได้แปลว่าไม่ทรุด

เสาเข็มที่ปลายนั่งบนชั้นทรายแน่นจะทรุดตัวน้อย แต่ยังต้องแบกน้ำหนักส่วนเกินจากแรงเสียดทานลบตลอดช่วงที่ผ่านชั้นดินอ่อน ซึ่งเป็นแรงที่ต้องนำไปรวมในการตรวจสอบกำลังของหน้าตัดเสาเข็ม ไม่ใช่แค่กำลังของดิน

ทำไมเสาเข็มที่ผ่าน PDA หรือ Static Load Test ยังทรุด?

หน้างาน Static Load Test ด้วยระบบน้ำหนักบรรทุกถ่วง (Kentledge) ตาม ASTM D1143
Static Load Test ให้ความสัมพันธ์น้ำหนัก–การทรุดตัวในวันที่ทดสอบ ส่วนแบบติดตั้งเครื่องมือวัด (Instrumented) จะแยกได้เพิ่มว่าแรงเสียดทานมาจากชั้นดินช่วงใดบ้าง (ภาพ: หน้างานจริงของ SPN)

คำตอบสั้น ๆ คือการทดสอบเสาเข็มวัด กำลังรับน้ำหนักในวันที่ทดสอบ ไม่ได้วัดว่าดินรอบเสาเข็มจะทรุดตัวต่อไปอีกกี่ปี การทดสอบทั้ง PDA และ Static Load Test ใช้เวลาระดับชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ขณะที่แรงเสียดทานลบสะสมตัวเป็นเดือนเป็นปีตามการอัดตัวคายน้ำของดินเหนียว

  • PDA (Dynamic Load Test) ให้กำลังรับน้ำหนักจากคลื่นความเค้นในจังหวะตอก ซึ่งเป็นสภาวะชั่วขณะและมักสะท้อนสภาพดินขณะนั้น ไม่ครอบคลุมพฤติกรรมระยะยาวของดินอ่อน
  • Static Load Test ให้ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักกับการทรุดตัวที่แม่นยำกว่า แต่การทรุดตัวที่วัดได้คือการทรุดจากน้ำหนักที่กดในการทดสอบ ไม่รวมการทรุดของดินรอบข้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • Seismic Integrity Test ตรวจความสมบูรณ์ของเนื้อเสาเข็ม ไม่เกี่ยวกับกำลังรับน้ำหนักหรือการทรุดตัวโดยตรง

ดังนั้นผลทดสอบผ่านกับการทรุดตัวในอนาคตจึงเป็นคนละคำถามกัน สิ่งที่ตอบคำถามการทรุดตัวระยะยาวได้คือข้อมูลชั้นดินจากการเจาะสำรวจ ผลทดสอบการอัดตัวคายน้ำในห้องปฏิบัติการ และการติดตามการทรุดตัวจริงหลังก่อสร้าง

ประเมินความเสี่ยงแรงเสียดทานลบด้วยอะไรได้บ้าง?

การประเมินต้องอาศัยข้อมูลชั้นดินเป็นหลัก ไม่ใช่ผลทดสอบเสาเข็มเพียงอย่างเดียว ข้อมูลที่วิศวกรใช้ประกอบกันมีดังนี้

  1. เจาะสำรวจดินให้ลึกพอ — ต้องเห็นความหนาของชั้นดินอ่อนทั้งชั้นและระดับที่พบชั้นทรายแน่น ถ้าหลุมเจาะตื้นเกินไปจะประเมินความหนาของชั้นที่ก่อแรงเสียดทานลบไม่ได้
  2. ทดสอบการอัดตัวคายน้ำ (Consolidation Test) — บอกได้ว่าดินเหนียวชั้นนั้นจะทรุดอีกเท่าไรและเร็วแค่ไหนเมื่อมีน้ำหนักกดทับเพิ่ม
  3. ข้อมูลระดับน้ำใต้ดิน — ระดับน้ำที่ลดลงทำให้หน่วยแรงประสิทธิผลในดินเพิ่ม และเร่งการทรุดตัวของชั้นดินอ่อน
  4. ประวัติการถมดินของพื้นที่ — พื้นที่ที่เพิ่งถมยังทรุดตัวต่อเนื่อง ควรทราบทั้งความหนาดินถมและระยะเวลาที่ถมมาแล้ว
  5. ติดตั้งเครื่องมือวัดและติดตามผล — เช่น Settlement Plate สำหรับติดตามการทรุดตัวของดิน และ Piezometer สำหรับติดตามแรงดันน้ำในดิน ใช้ยืนยันว่าการทรุดตัวเข้าใกล้สภาวะคงที่แล้วหรือยัง

แนวทางลดผลกระทบที่ใช้กันทั่วไป

แนวทางด้านล่างเป็นข้อมูลเชิงความรู้ทั่วไป การเลือกใช้และการกำหนดค่าตัวเลขต้องผ่านการวิเคราะห์ของวิศวกรผู้ออกแบบที่รับผิดชอบโครงการนั้น ๆ

  • รวมแรงเสียดทานลบเข้าไปในการตรวจสอบกำลังของเสาเข็ม — เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด โดยพิจารณาว่าเสาเข็มต้องแบกทั้งน้ำหนักอาคารและแรงฉุดลงจากดิน
  • ลดแรงเสียดทานที่ผิวเสาเข็มช่วงชั้นดินอ่อน — เช่น การเคลือบผิวเสาเข็มด้วยวัสดุลดแรงเสียดทาน หรือใช้ปลอกครอบเฉพาะช่วง ซึ่งต้องระบุตั้งแต่ขั้นออกแบบและควบคุมคุณภาพระหว่างติดตั้ง
  • จัดการน้ำหนักบนพื้นดินให้น้อยที่สุด — ลดความหนาดินถมรอบอาคาร หรือใช้วัสดุถมน้ำหนักเบา เพื่อลดตัวกระตุ้นการทรุดตัวตั้งแต่ต้นทาง
  • เร่งการทรุดตัวให้จบก่อนก่อสร้าง — งานถมล่วงหน้า (Preloading) ร่วมกับระบบระบายน้ำในดิน เป็นแนวทางที่ใช้ในโครงการขนาดใหญ่ที่มีเวลาเตรียมพื้นที่
  • แยกพื้นชั้นล่างออกจากดิน — ใช้พื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงคานและเสาเข็มแทนการวางบนดินโดยตรง เพื่อไม่ให้พื้นทรุดตามดินที่เคลื่อนตัว
สิ่งที่ควรทำก่อนออกแบบฐานราก

เจาะสำรวจดินให้ครอบคลุมความลึกของชั้นดินอ่อนทั้งชั้น พร้อมเก็บตัวอย่างไปทดสอบการอัดตัวคายน้ำ แล้วส่งข้อมูลทั้งชุดให้วิศวกรผู้ออกแบบพิจารณา ข้อมูลที่ครบตั้งแต่ต้นมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ปัญหาทรุดตัวหลังอาคารสร้างเสร็จมาก

สรุป

แรงเสียดทานลบเกิดเมื่อดินรอบเสาเข็มทรุดตัวเร็วกว่าตัวเสาเข็ม ทำให้ดินกลายเป็นน้ำหนักส่วนเกินที่ฉุดเสาเข็มลงแทนที่จะช่วยรับน้ำหนัก พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลมีความเสี่ยงสูงเพราะชั้นดินเหนียวอ่อนหนา ร่วมกับการทรุดตัวของแผ่นดินที่ยังดำเนินอยู่ประมาณ 0.3 เซนติเมตรต่อปีในพื้นที่ชั้นใน และงานถมดินใหม่ที่กระตุ้นการอัดตัวคายน้ำ

ผลทดสอบเสาเข็มที่ผ่านเกณฑ์ยืนยันได้แค่กำลังรับน้ำหนัก ณ วันทดสอบ ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องการทรุดตัวระยะยาว การประเมินความเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูลเจาะสำรวจดินที่ลึกพอ ผลทดสอบการอัดตัวคายน้ำ และการติดตามการทรุดตัวจริงหลังก่อสร้าง หากต้องการข้อมูลชั้นดินเพื่อประกอบการออกแบบฐานราก ทีมวิศวกร SPN ให้คำปรึกษาและวางแผนการเจาะสำรวจให้ได้