บทความนี้โฟกัสเฉพาะเรื่อง "เลือกวิธีทดสอบให้ถูกกับชนิดเสาเข็ม" ไม่ใช่การเลือกว่าจะใช้เสาเข็มแบบไหน เนื้อหาไล่จากวิธีสร้างเสาเข็มแต่ละชนิด ไปสู่จุดเสี่ยงที่มักเกิด แล้วจับคู่กับวิธีทดสอบที่ตอบโจทย์ ท้ายบทความมีตารางจับคู่ชนิดเสาเข็มกับวิธีทดสอบไว้ใช้อ้างอิง

การติดตั้งเซนเซอร์ทดสอบบนหัวเสาเข็มเจาะหน้างาน เพื่อเลือกวิธีทดสอบให้เหมาะกับชนิดเสาเข็ม
การติดตั้งเซนเซอร์บนหัวเสาเข็มเจาะก่อนเริ่มทดสอบ — วิธีทดสอบที่เลือกต้องตรงกับชนิดและขนาดของเสาเข็ม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ทำไมเสาเข็มเจาะกับเสาเข็มตอกต้องทดสอบต่างกัน?

เสาเข็มเจาะและเสาเข็มตอกต้องทดสอบต่างกัน เพราะกระบวนการสร้างต่างกัน ความเสี่ยงจึงอยู่คนละจุด เสาเข็มตอกหล่อสำเร็จจากโรงงานจึงควบคุมคุณภาพเนื้อคอนกรีตได้ดี แต่เสี่ยงเสียหายตอนยก ขนส่ง และตอก ส่วนเสาเข็มเจาะหล่อคอนกรีตในหลุมหน้างาน จึงเสี่ยงเรื่องความสมบูรณ์ของเนื้อคอนกรีตมากกว่า

  • เสาเข็มตอก (Driven / Precast Pile) ผลิตในโรงงาน คุณภาพคอนกรีตสม่ำเสมอ ความเสี่ยงหลักคือหัวเข็มหรือลำตัวแตกร้าวจากการยก ขนส่ง หรือตอก รอยต่อแผ่นเหล็กเชื่อมของเสาเข็มที่ต่อหลายท่อนเสียหาย และปลายเข็มไม่ถึงชั้นดินแข็ง (ชั้นรับน้ำหนัก) จนรับน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ จึงเน้นทดสอบ "กำลังรับน้ำหนัก" เป็นหลัก ควบคู่กับคัดกรองรอยแตก
  • เสาเข็มเจาะ (Bored / Cast-in-place Pile) หล่อคอนกรีตในหลุมที่เจาะไว้ ระบบเปียกใช้ปลอกเหล็ก (Casing) และสารละลายเบนทอไนต์พยุงผนังหลุม ใส่โครงเหล็กเสริม แล้วเทคอนกรีตผ่านท่อ Tremie ความเสี่ยงหลักคือคอคอด (Necking) โพรง คอนกรีตแยกตัว คอนกรีตปนดินโคลน และตะกอนก้นหลุมที่ทำให้ปลายเข็มรับแรงได้ไม่เต็มที่ จึงเน้นทดสอบ "ความสมบูรณ์ของเนื้อคอนกรีต" ควบคู่กับกำลังรับน้ำหนัก

เพราะความเสี่ยงต่างกันนี้ วิศวกรจึงเลือกวิธีทดสอบให้ตรงกับจุดเสี่ยงของเสาเข็มแต่ละชนิด ไม่ได้ใช้วิธีเดียวกันกับทุกงาน อ่านสาเหตุและวิธีตรวจข้อบกพร่องแต่ละแบบเพิ่มเติมได้ที่ ข้อบกพร่องของเสาเข็ม สาเหตุและวิธีตรวจพบ

ภาพด้านล่างวางเสาเข็มสองชนิดไว้เทียบกัน แถวบนคือขั้นตอนสร้าง กลางภาพคือตำแหน่งจุดเสี่ยงตามความลึก (วงสีแดง) และด้านล่างคือวิธีทดสอบที่ตรงกับจุดเสี่ยงแต่ละข้อ

แผนภาพ 2 มิติ เทียบว่าเสาเข็มตอกกับเสาเข็มเจาะสร้างต่างกันอย่างไร จุดเสี่ยงเกิดตรงไหนตามความลึก และแต่ละจุดเสี่ยงตรวจด้วยวิธีทดสอบใด แผนภาพสองช่องเรียงซ้ายขวา ช่องซ้ายคือเสาเข็มตอกหรือเสาเข็มหล่อสำเร็จ แถวบนเรียงขั้นตอนสร้างสามขั้น คือ หล่อในโรงงานซึ่งคุมคุณภาพคอนกรีตได้ดี ยกและขนส่งซึ่งเสี่ยงร้าว และตอกลงดินด้วยตุ้มพร้อมต่อเชื่อมท่อน ใต้แถวขั้นตอนเป็นรูปตัดชั้นดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง และชั้นทราย มีเสาเข็มสี่เหลี่ยมที่มีตุ้มตอกอยู่เหนือหัวเข็ม และมีจุดเสี่ยงสีแดงสี่จุดจากบนลงล่าง หนึ่ง หัวเข็มแตกร้าวจากแรงกระแทก สอง รอยต่อแผ่นเหล็กเชื่อมเสียหาย สาม ลำตัวร้าวจากการยก ขนส่ง หรือตอก สี่ ปลายเข็มไม่ถึงชั้นดินแข็งทำให้กำลังรับน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ ด้านล่างสรุปว่าเสาเข็มตอกเน้นทดสอบกำลังรับน้ำหนัก ใช้ Seismic Integrity Test คัดกรองรอยแตกข้อหนึ่งถึงสาม และใช้ PDA หรือ Dynamic Load Test ยืนยันกำลังรับน้ำหนักข้อสี่ ช่องขวาคือเสาเข็มเจาะหรือเสาเข็มหล่อในที่ แถวบนเรียงขั้นตอนสร้างสามขั้น คือ เจาะหลุมโดยใช้ปลอกเหล็ก Casing และสารละลายเบนทอไนต์พยุงผนังหลุม ใส่โครงเหล็กเสริม และเทคอนกรีตผ่านท่อ Tremie รูปตัดแสดงเสาเข็มเจาะในชั้นดินเดียวกันที่มีจุดเสี่ยงสี่จุด หนึ่ง คอคอดหรือ Necking ในชั้นดินอ่อน สอง คอนกรีตปนดินโคลน สาม โพรงหรือคอนกรีตแยกตัว สี่ ตะกอนก้นหลุมที่ทำให้ปลายเข็มรับแรงได้ไม่เต็มที่ ด้านล่างสรุปว่าเสาเข็มเจาะเน้นทดสอบความสมบูรณ์ของเนื้อคอนกรีตควบคู่กำลังรับน้ำหนัก ใช้ Seismic Integrity Test กับเข็มเล็กถึงกลาง ใช้ Cross Hole Sonic Logging หรือ CSL กับเข็มใหญ่ตั้งแต่ราว 0.80 ถึง 1.00 เมตรขึ้นไปซึ่งต้องฝังท่อก่อนเทคอนกรีต และใช้ Static Load Test หรือ PDA ยืนยันกำลังรับน้ำหนัก แถบล่างเป็นกฎจำง่ายสามข้อ เสาเข็มตอกใช้ PDA กับ Seismic Integrity Test เสาเข็มเจาะเล็กถึงกลางที่เล็กกว่าราว 0.80 เมตรใช้ Seismic กับ Static Load Test หรือ PDA และเสาเข็มเจาะใหญ่ใช้ CSL กับ Static Load Test ภาพเป็นแผนภาพเชิงแนวคิด ไม่ตามมาตราส่วน สร้างต่างกัน → จุดเสี่ยงต่างกัน → ทดสอบต่างกัน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ทราย ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ทราย A เสาเข็มตอก (Driven / Precast Pile) หล่อสำเร็จจากโรงงาน แล้วตอกลงดิน หล่อในโรงงาน คุมคุณภาพคอนกรีตได้ดี ยก · ขนส่ง เสี่ยงแตกร้าว ตอกลงดิน แรงกระแทก · ต่อเชื่อม 1 หัวเข็มแตก · ร้าว แรงกระแทกจากการตอก 2 รอยต่อ (แผ่นเหล็กเชื่อม) รอยเชื่อมเสียหายระหว่างตอก 3 ลำตัวร้าว จากการยก ขนส่ง หรือตอก 4 ปลายไม่ถึงชั้นรับน้ำหนัก กำลังรับน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ เน้นทดสอบ: กำลังรับน้ำหนักเป็นหลัก Seismic Integrity คัดกรองรอยแตก ข้อ 1–3 PDA (Dynamic Load Test) ยืนยันกำลัง ข้อ 4 ทำได้เร็ว เหมาะกับเสาเข็มจำนวนมาก B เสาเข็มเจาะ (Bored / Cast-in-place) เจาะหลุมหน้างาน แล้วหล่อคอนกรีตในหลุม เจาะหลุม Casing · Bentonite ใส่เหล็กเสริม โครงเหล็ก (Cage) เทคอนกรีต ผ่านท่อ Tremie เนื้อคอนกรีตอยู่ในหลุม มองไม่เห็นหลังเท 1 คอคอด (Necking) ผนังดินอ่อนบีบหน้าตัด 2 คอนกรีตปนดินโคลน ผนังหลุมพังปนเข้าเนื้อคอนกรีต 3 โพรง · คอนกรีตแยกตัว เทคอนกรีตไม่ต่อเนื่อง 4 ตะกอนก้นหลุม ปลายเข็มรับแรงได้ไม่เต็มที่ เน้นทดสอบ: ความสมบูรณ์ของเนื้อคอนกรีต + กำลัง Seismic Integrity เข็มเล็ก–กลาง · ข้อ 1–3 CSL เข็มใหญ่ ≥ ~0.80–1.00 ม. · ฝังท่อก่อนเท Static Load / PDA ยืนยันกำลัง · ข้อ 4 1 เสาเข็มตอก PDA + Seismic Integrity 2 เจาะเล็ก–กลาง (< ~0.80 ม.) Seismic + Static หรือ PDA 3 เจาะใหญ่ (≥ ~0.80–1.00 ม.) CSL + Static Load Test
สร้างต่างกัน จุดเสี่ยงจึงต่างกัน — เสาเข็มตอกเสี่ยงแตกร้าวที่หัวเข็ม ลำตัว รอยต่อ และปลายเข็มไม่ถึงชั้นรับน้ำหนัก ส่วนเสาเข็มเจาะเสี่ยงคอคอด ปนดิน โพรง และตะกอนก้นหลุม วิธีทดสอบที่เหมาะจึงต่างกัน (ภาพเชิงแนวคิด ไม่ตามมาตราส่วน · ภาพ: SPN Soil Engineering)

เสาเข็มตอกทดสอบด้วยวิธีไหน?

เสาเข็มตอกนิยมทดสอบด้วย Dynamic Load Test (PDA) เพื่อประเมินกำลังรับน้ำหนัก และ Seismic Integrity Test เพื่อตรวจว่าเสาเข็มไม่แตกหักเสียหายจากการตอก สองวิธีนี้ทำได้เร็ว จึงเหมาะกับเสาเข็มตอกที่มักมีจำนวนมากในโครงการเดียว

Dynamic Load Test (PDA) — วัดกำลังรับน้ำหนัก

Dynamic Load Test หรือ PDA Test คือการทดสอบกำลังรับน้ำหนักเสาเข็มด้วยการปล่อยตุ้มน้ำหนักกระแทกหัวเสาเข็ม แล้ววัดคลื่นความเครียดและความเร่งด้วยเซนเซอร์ ผลวิเคราะห์บอกกำลังรับน้ำหนัก และชี้ความเสียหายของตัวเสาเข็มได้ในระดับหนึ่ง จึงใช้ตรวจความเสี่ยงเรื่องปลายเข็มไม่ถึงชั้นดินแข็งหรือกำลังไม่ถึงเกณฑ์ การทดสอบ PDA อ้างอิง มยผ.1252-51 และ ASTM D4945 ค่าบริการ PDA เริ่มต้นประมาณ 5,500 บาท/ต้น เหมาะกับเสาเข็มตอกที่ต้องยืนยันกำลังรับน้ำหนักหลายต้น อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ Dynamic Load Test (PDA Test)

การทดสอบ PDA (Dynamic Load Test) ยกตุ้มน้ำหนักเพื่อปล่อยกระแทกหัวเสาเข็มวัดกำลังรับน้ำหนัก
การยกตุ้มน้ำหนักก่อนปล่อยกระแทกหัวเสาเข็มในการทดสอบ Dynamic Load Test (PDA) (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Seismic Integrity Test — ตรวจความสมบูรณ์แบบเร็ว

Seismic Integrity Test (Low Strain) คือการเคาะหัวเสาเข็มด้วยค้อนแล้ววัดคลื่นสะท้อน เพื่อตรวจความต่อเนื่องและหารอยแตกหักตามความยาวเสาเข็ม รวมถึงความผิดปกติที่รอยต่อ ทดสอบตาม มยผ.1551-51 (วิธีตาม ASTM D5882-16 ซึ่ง ASTM ถอนปี 2025) ค่าบริการประมาณ 100–150 บาท/ต้น ทำได้เร็วและประหยัด จึงเหมาะกับการคัดกรองความสมบูรณ์ของเสาเข็มตอกจำนวนมาก แต่วิธีนี้ไม่ได้วัดกำลังรับน้ำหนัก อ่านเพิ่มที่ Seismic Integrity Test คืออะไร

เสาเข็มเจาะทดสอบด้วยวิธีไหน?

เสาเข็มเจาะทดสอบด้วย Seismic Integrity Test สำหรับเสาเข็มขนาดเล็กถึงกลาง และ Cross Hole Sonic Logging (CSL) สำหรับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ ควบคู่กับ Static Load Test หรือ PDA เมื่อต้องยืนยันกำลังรับน้ำหนัก เพราะเนื้อคอนกรีตก่อตัวในหลุมใต้ดินที่มองไม่เห็นหลังเท จึงต้องเน้นตรวจเนื้อในเป็นพิเศษ

Cross Hole Sonic Logging (CSL) — สำหรับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่

CSL คือการหยั่งคลื่นเสียงข้ามระหว่างท่อที่ผูกติดโครงเหล็กเสริมและฝังไว้ในเสาเข็มตั้งแต่ก่อนเทคอนกรีต เพื่อตรวจโพรง รอยแยก และคุณภาพคอนกรีตภายในหน้าตัด ทดสอบตามแนวทาง ACI PRC-228.2 (วิธีตาม ASTM D6760-16 ซึ่ง ASTM ถอนปี 2025) เหมาะกับเสาเข็มเจาะเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ ประมาณ 0.80–1.00 ม. ขึ้นไป ซึ่ง Seismic Test แบบ Low Strain ให้ข้อมูลไม่ละเอียดพอ

ข้อสำคัญคือต้องวางแผนฝังท่อทดสอบล่วงหน้าเสมอ เพราะเทคอนกรีตไปแล้วจะย้อนกลับมาทำ CSL ไม่ได้ อ่านหลักการและขั้นตอนเพิ่มที่ Cross Hole Sonic Logging (CSL) หรือดูภาพรวมวิธีทดสอบทั้งหมดได้ที่ คู่มือวิธีทดสอบเสาเข็ม

📌 หมายเหตุเรื่องเลขมาตรฐาน ASTM

ASTM ได้ถอน (withdrawn) ฉบับ ASTM D6760-16 และ ASTM D5882-16 ในปี 2025 แต่สเปกโครงการและ TOR จำนวนมากยังอ้างเลขมาตรฐานทั้งสองนี้อยู่ บทความนี้จึงคงเลขเดิมไว้ในวงเล็บเพื่อให้ตรงกับเอกสารที่ใช้จริงในหน้างาน ทั้งนี้ควรตรวจสอบฉบับที่สเปกโครงการกำหนดกับวิศวกรผู้รับผิดชอบทุกครั้ง

กำลังรับน้ำหนัก — Static Load Test หรือ PDA

เมื่อต้องยืนยันกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มเจาะ วิศวกรอาจเลือก Static Load Test ซึ่งกดด้วยน้ำหนักจริงจึงให้ข้อมูลตรงที่สุด (ค่าบริการ 50,000–150,000+ บาท/ต้น อ้างอิง ASTM D1143 และ มยผ. 1251) หรือเลือก PDA Test ที่ทำได้เร็วกว่าและค่าใช้จ่ายต่ำกว่า แต่ต้องยกตุ้มทดสอบมาตั้งเองและเตรียมหัวเสาเข็มให้รับแรงกระแทกได้ ในทางปฏิบัติ เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่มักเลือก Static Load Test เมื่อสเปกต้องการความมั่นใจสูง

การทดสอบกำลังรับน้ำหนักยังช่วยสะท้อนปัญหาตะกอนก้นหลุม ซึ่งทำให้ปลายเข็มรับแรงได้น้อยกว่าที่ออกแบบ

การเตรียมหัวเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ก่อนการทดสอบ ปรับหน้าหัวเข็มให้เรียบและได้ระดับ
การเตรียมหัวเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ก่อนทดสอบ — งานเตรียมหัวเข็มมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของสัญญาณที่วัดได้ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ภาพ 3 มิติด้านล่างวางหน้างานสองแบบไว้ข้างกัน ซ้ายคือการตอกและเชื่อมต่อท่อน ขวาคือเสาเข็มเจาะระหว่างเทคอนกรีต ตัวเลขในโซนสีแดงตรงกับตารางด้านขวาว่าควรตรวจด้วยวิธีใด

แบบจำลอง 3 มิติ เทียบหน้างานติดตั้งเสาเข็มตอกกับเสาเข็มเจาะระหว่างเทคอนกรีต แสดงโซนเสี่ยงที่เกิดจากวิธีสร้าง และวิธีทดสอบที่ตรงกับแต่ละความเสี่ยง ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของก้อนดินสองก้อนวางคู่กัน ตัดหน้าให้เห็นชั้นดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง และชั้นทราย ก้อนซ้ายคือหน้างานเสาเข็มตอก มีปั้นจั่นแบบเสานำตั้งอยู่บนผิวดิน ตุ้มตอกถูกยกค้างไว้บนเสานำเหนือหัวเสาเข็ม เสาเข็มหล่อสำเร็จท่อนล่างถูกตอกลงดินแล้วและวางท่อนบนต่อไว้ ช่างกำลังเชื่อมแผ่นเหล็กรอยต่อที่ระดับเหนือผิวดิน โซนเสี่ยงสีแดงเรืองแสงสามจุด คือ หนึ่ง หัวเข็มและลำตัวที่รับแรงกระแทกจากตุ้ม สอง รอยต่อแผ่นเหล็กเชื่อม สาม ปลายเข็มที่อาจไม่ถึงชั้นรับน้ำหนัก ก้อนขวาคือหน้างานเสาเข็มเจาะระบบเปียกที่ผ่าครึ่งให้เห็นภายในหลุม มีปลอกเหล็ก Casing ช่วงบน สารละลายเบนทอไนต์เต็มหลุมถึงระดับใกล้ปากปลอก โครงเหล็กเสริมหย่อนลงถึงก้นหลุม ท่อ CSL สองท่อผูกติดโครงเหล็กและโผล่พ้นปากหลุม ท่อ Tremie พร้อมกรวยรับคอนกรีตอยู่กลางหลุม คอนกรีตสดเทจากก้นหลุมขึ้นมาแทนที่สารละลาย และมีถังเบนทอไนต์ต่อสายอยู่ด้านหลัง โซนเสี่ยงสีแดงสามจุด คือ สี่ คอคอดใต้ปลายปลอกเหล็กในชั้นดินอ่อน ห้า รอยต่อระหว่างคอนกรีตกับสารละลายที่อาจเกิดคอนกรีตปนดินโคลนหรือโพรง หก ตะกอนก้นหลุม กรอบด้านขวาชื่อทดสอบให้ตรงความเสี่ยง จับคู่ว่าเสาเข็มตอกข้อหนึ่งและสองคัดกรองด้วย Seismic Integrity Test ข้อสามยืนยันด้วย PDA หรือ Dynamic Load Test เสาเข็มเจาะข้อสี่และห้าตรวจด้วย Seismic Integrity Test สำหรับเข็มเล็กถึงกลาง หรือ CSL สำหรับเข็มใหญ่ตั้งแต่ราว 0.80 ถึง 1.00 เมตร ข้อหกยืนยันด้วย Static Load Test หรือ PDA และกรอบเตือนว่าท่อ CSL ต้องผูกกับโครงเหล็กก่อนเทคอนกรีต เพราะเทแล้วย้อนกลับมาทำไม่ได้ ภาพไม่ตามมาตราส่วน แบบจำลอง 3 มิติ (3D): สร้างอย่างไร เสี่ยงตรงไหน ทดสอบด้วยอะไร แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ตุ้มตอก ยกค้างบนเสานำ เชื่อมรอยต่อ แผ่นเหล็กหัว–ท้ายท่อน ท่อ CSL ผูกโครงเหล็กก่อนเท ท่อ Tremie + กรวย เทคอนกรีตจากก้นหลุม Casing ปลอกเหล็ก สารละลาย Bentonite พยุงผนังหลุม คอนกรีตสด ดันสารละลายขึ้นด้านบน 1 2 3 4 5 6 A · เสาเข็มตอก B · เสาเข็มเจาะระบบเปียก (ระหว่างเทคอนกรีต) โซนสีแดง = จุดเสี่ยง · เลขตรงกับตารางด้านขวา ทดสอบให้ตรงความเสี่ยง A · เสาเข็มตอก 1 2 หัวเข็ม · ลำตัว · รอยต่อ → Seismic Integrity คัดกรองรอยแตกได้เร็ว หลายต้น 3 ปลายไม่ถึงชั้นรับน้ำหนัก → PDA (Dynamic Load Test) ยืนยันกำลังรับน้ำหนัก B · เสาเข็มเจาะ 4 5 คอคอด · ปนดิน · โพรง → Seismic Integrity (เล็ก–กลาง) → CSL (ใหญ่ ≥ ~0.80–1.00 ม.) ตรวจเนื้อคอนกรีตในหน้าตัด 6 ตะกอนก้นหลุม → Static Load Test หรือ PDA ยืนยันกำลังรับน้ำหนักจริง ท่อ CSL ต้องผูกโครงเหล็ก ก่อนเทคอนกรีตเสมอ เทแล้วย้อนกลับมาทำ CSL ไม่ได้ ภาพเชิงแนวคิด ไม่ใช่แบบก่อสร้างจริง วิธีทดสอบจริง วิศวกรผู้รับผิดชอบเป็นผู้กำหนด
แบบจำลอง 3 มิติ: โซนเสี่ยงของเสาเข็มตอกระหว่างตอกและเชื่อมต่อท่อน เทียบกับเสาเข็มเจาะระบบเปียกระหว่างเทคอนกรีต พร้อมวิธีทดสอบที่ตรงกับแต่ละจุด (ภาพเชิงแนวคิด ไม่ตามมาตราส่วน · ภาพ: SPN Soil Engineering)

เสาเข็มแต่ละชนิดควรใช้วิธีทดสอบไหน?

โดยทั่วไป เสาเข็มตอกใช้ Seismic Integrity Test คู่กับ PDA เสาเข็มเจาะเล็กถึงกลางใช้ Seismic Integrity Test คู่กับ Static Load Test หรือ PDA และเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ใช้ CSL คู่กับ Static Load Test ตารางด้านล่างสรุปพร้อมมาตรฐานอ้างอิง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ตารางจับคู่ชนิดเสาเข็มกับวิธีทดสอบและมาตรฐานอ้างอิง
ชนิดเสาเข็มตรวจความสมบูรณ์ตรวจกำลังรับน้ำหนักมาตรฐานหลัก
เสาเข็มตอก (Precast/Spun)Seismic Integrity TestPDA (Dynamic Load Test)มยผ.1551-51 / มยผ.1252-51
เสาเข็มเจาะเล็ก–กลาง (< ~0.80 ม.)Seismic Integrity TestStatic Load Test หรือ PDAมยผ.1551-51 / ASTM D1143
เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ (≥ ~0.80–1.00 ม.)Cross Hole Sonic Logging (CSL)Static Load TestACI PRC-228.2 (D6760-16 ถอนปี 2025) / ASTM D1143

ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไป การเลือกวิธีทดสอบและจำนวนต้นที่ต้องทดสอบจริงขึ้นกับสเปกโครงการและดุลยพินิจของวิศวกรผู้รับผิดชอบ หากยังไม่แน่ใจว่าโครงการควรใช้เสาเข็มชนิดไหน อ่านเปรียบเทียบได้ที่ เลือกเสาเข็มยังไง — ตอก vs เจาะ vs Spun Pile และดูว่าต้องทดสอบกี่ต้นได้ที่ ทดสอบเสาเข็มกี่ต้นถึงพอ

ทดสอบเสาเข็มแต่ละวิธีราคาเท่าไหร่?

ราคาทดสอบเสาเข็มต่อต้นเริ่มต้นดังนี้ Seismic Integrity Test ประมาณ 100–150 บาท/ต้น, PDA เริ่มต้นประมาณ 5,500 บาท/ต้น และ Static Load Test 50,000–150,000+ บาท/ต้น ราคาจริงขึ้นกับชนิดและขนาดเสาเข็ม จำนวนต้น และระยะทางหน้างาน ส่วน CSL และงานที่มีเงื่อนไขเฉพาะ ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.

ดูรายละเอียดบริการทดสอบเสาเข็มทุกวิธีของ SPN ได้ที่ บริการทดสอบเสาเข็ม

📌 หมายเหตุเรื่องราคา

ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน