เจาะสำรวจดินคืออะไร ทำอะไรบ้าง?

การเจาะสำรวจดิน คือการเจาะหลุมลงไปในดินลึก 10–30 เมตรขึ้นไป (ตามขนาดอาคารและสภาพชั้นดิน) เพื่อเก็บตัวอย่างดินและทดสอบความแน่นของดินทุกระยะความลึก ข้อมูลที่ได้จะบอกว่าใต้ที่ดินของคุณมีดินชนิดใดบ้าง ชั้นดินแข็งที่รับน้ำหนักได้อยู่ลึกเท่าไร และระดับน้ำใต้ดินอยู่ตรงไหน

งานภาคสนามส่วนใหญ่ใช้การเจาะระบบฉีดล้าง (Wash Boring) ร่วมกับการทดสอบตอกทะลวงมาตรฐาน (Standard Penetration Test, SPT) ตามมาตรฐาน ASTM D1586 ทุกระยะประมาณ 1.5 เมตร พร้อมเก็บตัวอย่างดินส่งทดสอบในห้องปฏิบัติการ ใช้เวลาหน้างานประมาณ 1–2 วันต่อหลุมสำหรับบ้านพักอาศัย — อ่านขั้นตอนโดยละเอียดและระยะเวลาแต่ละช่วงได้ที่ เจาะดินใช้เวลากี่วัน? ไทม์ไลน์งานเจาะสำรวจดิน

เครื่องเจาะสำรวจดินขณะปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการขุดเปิดหน้าดิน จ.ชลบุรี
งานเจาะสำรวจดินภาคสนามในพื้นที่โครงการขุดเปิดหน้าดิน จ.ชลบุรี (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ขั้นตอนการเจาะสำรวจดิน

  1. วางแผนและกำหนดตำแหน่งหลุมเจาะ — วิศวกรกำหนดจำนวนหลุมและความลึกตามขนาดอาคารและสภาพพื้นที่
  2. ขนย้ายและติดตั้งเครื่องเจาะ — เครื่องเจาะเข้าถึงได้ทั้งพื้นที่เปิดและพื้นที่จำกัด เช่น ในตัวบ้านหรือโรงงาน
  3. เจาะเก็บตัวอย่างดินและทดสอบ SPT — เจาะระบบฉีดล้าง (Wash Boring) พร้อมตอกทะลวงมาตรฐาน (SPT) ทุกระยะประมาณ 1.5 เมตร จนถึงความลึกที่กำหนด
  4. วัดระดับน้ำใต้ดิน — บันทึกระดับน้ำในหลุมเจาะเพื่อใช้ออกแบบงานใต้ดิน
  5. ทดสอบตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ — เช่น Atterberg's Limits, ปริมาณความชื้น, Unconfined Compression
  6. จัดทำรายงานรับรองโดยวิศวกร — รวม Boring Log ค่า SPT ผล Lab และข้อแนะนำฐานราก ใช้เวลาประมาณ 7–14 วันทำการหลังจบงานสนาม

งานสนามสำหรับบ้านพักอาศัยใช้เวลาประมาณ 1–2 วันต่อหลุม — อ่านไทม์ไลน์ละเอียดที่ เจาะดินใช้เวลากี่วัน

มาตรฐานที่ใช้ในการเจาะสำรวจดิน

การเจาะสำรวจดินและการทดสอบอ้างอิงมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของไทย ได้แก่ การทดสอบตอกทะลวงมาตรฐาน (SPT) ตาม ASTM D1586 การเก็บตัวอย่างดินคงสภาพด้วยกระบอกผนังบางตามวิธี ASTM D1587-15 การเจาะเก็บแท่งหินตาม ASTM D2113 เมื่อพบชั้นหิน การทดสอบคุณสมบัติดินในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ASTM ที่เกี่ยวข้อง และแนวทางของกรมโยธาธิการและผังเมือง ส่วนอาคารบางประเภทมีข้อบังคับตามกฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 รายงานต้องลงนามรับรองโดยวิศวกรโยธาผู้ได้รับใบอนุญาต (กว.) จึงใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างได้

ชั้นดินใต้เท้าคุณซับซ้อนกว่าที่คิด

แม้ที่ดินสองแปลงจะอยู่ติดกัน ชั้นดินข้างใต้อาจแตกต่างกันอย่างมาก การตัดสินใจเลือกประเภทฐานรากและความยาวเสาเข็มโดยไม่มีข้อมูลชั้นดิน ก็เหมือนสั่งเสื้อตัดโดยไม่วัดตัว — และตามเอกสารความรู้ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ข้อมูลชั้นดินจากพื้นที่ข้างเคียงใช้เป็นแนวทางได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการเจาะสำรวจในพื้นที่จริงได้ เพราะอาจผิดพลาดและไม่ปลอดภัย

แบบจำลองด้านล่างแสดงภาพรวมของวันเจาะสำรวจจริง เครื่องเจาะสามขาตั้งเหนือหลุม ทีมงานทดสอบ SPT และเก็บตัวอย่างดินเป็นช่วง ๆ ลงไปจนถึงชั้นดินแข็งหรือทรายแน่น ข้อมูลจากหลุมเจาะนี้คือสิ่งที่บอกว่าเสาเข็มของบ้านที่จะสร้างต้องยาวแค่ไหน

แบบจำลอง 3 มิติ งานเจาะสำรวจดินบนที่ดินก่อนสร้างบ้าน พร้อมชั้นดินใต้แปลงและเสาเข็มที่ต้องยาวถึงชั้นแบกทาน ภาพสามมิติที่ดินแปลงหนึ่งตัดผ่านชั้นดินด้านหน้าและด้านขวา บนผิวดินมีเครื่องเจาะสามขาแบบฉีดล้าง ตุ้มตอก SPT หนัก 63.5 กิโลกรัม เครื่องกว้าน ปั๊มน้ำกับถังน้ำ อ่างรับน้ำโคลน และทีมงานสามคน ด้านหลังขวาเป็นตำแหน่งบ้านสองชั้นที่จะสร้าง แสดงเป็นบ้านโปร่งใสบนแนวหมุดและเชือก หน้าตัดด้านหน้าแสดงหลุมเจาะลงไปถึงความลึกประมาณ 30 เมตร มีจุดทดสอบ SPT และเก็บตัวอย่างดินทุกประมาณ 1.5 เมตร และระดับน้ำใต้ดินที่วัดในหลุม ชั้นดินจากบนลงล่างเป็นดินถมและดินชั้นบน ดินเหนียวอ่อนหนาประมาณ 12 ถึง 15 เมตรแบบกรุงเทพฯ ดินเหนียวแข็ง และชั้นทรายแน่นที่ความลึกประมาณ 21 ถึง 30 เมตร หน้าตัดด้านขวาใต้บ้านแสดงเสาเข็มที่ต้องยาวลงไปถึงชั้นทรายแน่น ซึ่งรู้ความลึกได้จากผลเจาะสำรวจเท่านั้น ความลึกในภาพย่อส่วน แบบจำลอง 3 มิติ (3D Model) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 0 ม. 10 ม. 20 ม. 30 ม. เครื่องเจาะสามขา (Wash Boring) ฉีดน้ำล้างก้นหลุมทีละช่วง ตุ้ม SPT 63.5 กก. ตก 76 ซม. ASTM D1586 ปั๊มน้ำ + ถังน้ำ น้ำหมุนเวียนในหลุมเจาะ ตำแหน่งบ้าน 2 ชั้นที่จะสร้าง ยังไม่ออกแบบฐานราก ดินเหนียวอ่อน กรุงเทพฯ หนาประมาณ 12–15 ม. ดินเหนียวแข็ง ชั้นทรายแน่น (ชั้นแบกทาน) ประมาณ 21–30 ม. ในกรุงเทพฯ ระดับน้ำใต้ดิน วัดในหลุมเจาะ SPT + เก็บตัวอย่าง ทุกประมาณ 1.5 ม. เสาเข็มต้องยาวถึงชั้นแบกทาน ความยาวกำหนดจากผลเจาะเท่านั้น SS (ตอก SPT) ST (ดินเหนียวอ่อน) ความลึกย่อส่วน · ค่าความลึกเป็นตัวอย่างพื้นที่กรุงเทพฯ
แบบจำลอง 3 มิติ — งานเจาะสำรวจดินบนแปลงที่ดินก่อนสร้างบ้าน หลุมเจาะผ่านดินเหนียวอ่อนลงไปถึงชั้นทรายแน่น ทดสอบ SPT และเก็บตัวอย่างทุกประมาณ 1.5 ม. ส่วนเสาเข็มใต้ตำแหน่งบ้านต้องยาวถึงชั้นแบกทานที่รู้ได้จากผลเจาะ (ความลึกเป็นตัวอย่างพื้นที่กรุงเทพฯ และย่อส่วน)
⚠️ ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ

อาคารที่มีปัญหาการทรุดตัวและรอยร้าวร้ายแรงส่วนใหญ่ มีสาเหตุจากการออกแบบฐานรากที่ไม่สอดคล้องกับสภาพชั้นดินจริง — ซึ่งเกือบทั้งหมดป้องกันได้ด้วยการเจาะสำรวจดินก่อนก่อสร้าง

5 เหตุผลหลักที่วิศวกรแนะนำให้เจาะสำรวจดิน

1. รู้ว่าเสาเข็มต้องลึกแค่ไหน — ไม่ใช่เดา

หัวใจของการออกแบบเสาเข็มคือต้องรู้ว่า "ชั้นดินแบกทาน (Bearing Stratum)" อยู่ลึกเท่าไร ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันและดูจากผิวดินไม่ได้เลย การเจาะสำรวจพร้อมทดสอบ SPT จะบอกตำแหน่งชั้นดินแข็ง/ทรายแน่นที่รับน้ำหนักได้จริง ถ้าใช้เสาเข็มสั้นเกินไป เสาเข็มจะ "ลอย" อยู่ในชั้นดินอ่อนและอาคารจะทรุดในภายหลัง อ่านวิธีแปลค่าความแน่นของดินได้ที่ SPT N-Value แปลผลยังไง และดูความลึกชั้นดินรายพื้นที่ทั่วประเทศที่ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด

2. เลือกประเภทฐานรากได้ถูกต้อง

สภาพดินต่างกัน วิธีฐานรากก็ต่างกัน บางพื้นที่ใช้เสาเข็มตอกได้ดี บางพื้นที่ต้องใช้เสาเข็มเจาะเพื่อลดผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง และบางพื้นที่ดินแข็งพอที่จะใช้ฐานรากแผ่ (Spread Footing) ซึ่งประหยัดกว่ามาก — ทั้งหมดนี้ตัดสินได้จากข้อมูลเจาะสำรวจเท่านั้น

3. รู้ระดับน้ำใต้ดิน — ตัวแปรที่มองไม่เห็น

การเจาะสำรวจดินจะวัดระดับน้ำใต้ดิน (Ground Water Table) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกำลังรับแรงของดิน การออกแบบชั้นใต้ดิน ระบบกันซึม และแรงดันน้ำที่กระทำต่อโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงการที่มีงานขุดลึก เช่น สระว่ายน้ำ บ่อเก็บน้ำ หรือชั้นใต้ดิน ถ้าไม่รู้ระดับน้ำใต้ดินล่วงหน้า อาจเจอปัญหาน้ำทะลักระหว่างก่อสร้างจนงานหยุดชะงัก

4. ประหยัดค่าก่อสร้างในระยะยาว

ข้อมูลชั้นดินที่ถูกต้องช่วยให้วิศวกรออกแบบฐานรากได้ "พอดี" ไม่น้อยเกินไปจนเสี่ยง และไม่มากเกินไปจนสิ้นเปลือง หลายโครงการที่มีข้อมูลดินครบถ้วนสามารถลดความยาวหรือจำนวนเสาเข็มลงได้โดยยังปลอดภัยตามมาตรฐาน — ค่าเจาะดินจึงมักถูกกว่าส่วนที่ประหยัดได้เสียอีก ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีข้อมูลดิน วิศวกรจำเป็นต้องออกแบบแบบ "เผื่อไว้มาก" ตามค่ากำลังรับน้ำหนักแบบสมมุติ (Presumptive Bearing Value) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ใช้ค่าต่ำเพื่อความปลอดภัย ผลคือฐานรากใหญ่และแพงเกินจำเป็น — อ่านรายละเอียดที่ ไม่เจาะดินได้ไหม? ค่ารับน้ำหนักดินตามกฎหมายเมื่อไม่มีผลสำรวจ

5. ได้เอกสารที่ใช้ต่อได้จริง

รายงานเจาะดินที่รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ใช้ประกอบการออกแบบ ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และสถาบันการเงินหลายแห่งก็ขอประกอบการพิจารณาสินเชื่อโครงการมูลค่าสูง

กฎหมายบังคับให้เจาะสำรวจดินไหม?

กฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 บังคับให้อาคารบางประเภท (เช่น อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ) ต้องมีรายงานสำรวจดินประกอบรายการคำนวณ ส่วนบ้านพักอาศัยทั่วไปกฎหมายไม่ได้บังคับโดยตรง แต่ถ้าไม่มีผลเจาะสำรวจ วิศวกรต้องใช้ค่ากำลังรับน้ำหนักดินแบบสมมุติที่กฎหมายกำหนดไว้ต่ำมากเพื่อความปลอดภัย ทำให้ฐานรากแพงขึ้น — ในทางเศรษฐศาสตร์จึง "ควรเจาะอย่างยิ่ง" อ่านคำอธิบายข้อกฎหมายฉบับเต็ม เงื่อนไขค่ารับน้ำหนักดินเมื่อไม่เจาะ และตารางจำนวนหลุมสำหรับบ้าน ได้ที่ สร้างบ้าน 2 ชั้นต้องเจาะดินไหม? คำตอบจากวิศวกร

ต้องเจาะกี่หลุม ลึกเท่าไร?

จำนวนหลุมเจาะขึ้นกับขนาดอาคารและความแปรปรวนของชั้นดิน สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปนิยมเจาะ 1–3 หลุม ส่วนอาคารขนาดใหญ่ โรงงาน หรือคลังสินค้า จะเพิ่มจำนวนหลุมตามพื้นที่อาคารเพื่อให้ครอบคลุมความแตกต่างของชั้นดินใต้ผังอาคาร ความลึกมาตรฐานสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑลมักเจาะถึงชั้นทรายแน่นที่ระดับประมาณ 21–30 เมตร

ตัวเลขที่เหมาะสมของแต่ละโครงการต้องให้วิศวกรเป็นผู้กำหนดตามลักษณะอาคารและพื้นที่จริง — ดูหลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนหลุมและความลึกโดยละเอียดที่ เจาะสำรวจดินกี่หลุม ลึกเท่าไร?

ค่าเจาะสำรวจดินราคาเท่าไร?

ค่าบริการเจาะสำรวจดินสำหรับบ้านพักอาศัยของ SPN เริ่มต้นประมาณ 20,000–40,000 บาท (2–3 หลุม รวมการทดสอบในห้องปฏิบัติการพื้นฐานและรายงานที่รับรองโดยวิศวกร) ราคาจริงขึ้นกับจำนวนหลุม ความลึก และรายการทดสอบ Lab ที่ต้องการ

หมายเหตุ: ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน — ดูโครงสร้างราคาโดยละเอียดตามประเภทอาคารที่ ราคาเจาะดินบ้านปี 2026 ดูขอบเขตบริการทั้งหมดที่ บริการเจาะสำรวจและทดสอบดิน หรือติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.

เจาะ vs ไม่เจาะ — ต่างกันอย่างไร?

ภาพด้านล่างเทียบ 3 กรณีบนชั้นดินแบบเดียวกัน ความต่างอยู่ที่ผู้ออกแบบ "รู้" หรือ "เดา" ความลึกของชั้นแบกทาน ส่วนตารางถัดไปสรุปความต่างในประเด็นอื่นทั้งหมด

เจาะสำรวจดินกับไม่เจาะ ความยาวเสาเข็มต่างกันอย่างไร เทียบ 3 กรณี ภาพตัดชั้นดินสามแผงบนชั้นดินแบบเดียวกัน คือดินถม ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง และชั้นทรายแน่นที่ลึกประมาณ 21 เมตรขึ้นไป แผงแรกไม่เจาะสำรวจแล้วใช้เสาเข็มสั้นเกินไป ปลายเข็มลอยอยู่ในดินเหนียวอ่อน บ้านทรุดตัวไม่เท่ากัน เอียงและผนังร้าว แผงที่สองไม่เจาะสำรวจแล้วเผื่อความยาวและขนาดฐานรากไว้มาก เสาเข็มยาวเลยชั้นที่ต้องการ ค่าฐานรากสูงเกินจำเป็น แผงที่สามเจาะสำรวจดินก่อน ได้ค่า SPT ทุกช่วงความลึก รู้ว่าชั้นทรายแน่นอยู่ที่ความลึกเท่าไร จึงกำหนดความยาวเสาเข็มให้ปลายอยู่ในชั้นแบกทานพอดี แถบล่างสรุปข้อมูลที่ได้จากการเจาะสำรวจ ได้แก่ ความลึกชั้นแบกทาน ระดับน้ำใต้ดิน และค่ารับน้ำหนักดินจริงแทนค่าสมมุติตามกฎหมาย เจาะ vs ไม่เจาะ — ความยาวเสาเข็มมาจากไหน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ก ไม่เจาะ · เดาเข็มสั้น ข ไม่เจาะ · เผื่อไว้มาก ค เจาะสำรวจก่อน ปลายเข็มลอยในดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ทรายแน่น (ชั้นแบกทาน) ไม่รู้ชั้นดิน ต้องเผื่อไว้ก่อน ฿ ฿ ฿ เกินจำเป็น ค่า SPT ทุก ~1.5 ม. ถึงชั้นแบกทานพอดี ทรุดไม่เท่ากัน · ผนังร้าว ปลอดภัย แต่ค่าฐานรากสูง ปลอดภัยและพอดีกับดินจริง 1 ความลึกชั้นแบกทาน กำหนดความยาวเสาเข็ม 2 ระดับน้ำใต้ดิน วางแผนงานขุด กันซึม 3 ค่ารับน้ำหนักดินจริง แทนค่าสมมุติที่ต่ำตามกฎหมาย
เทียบ 3 กรณีบนชั้นดินเดียวกัน — (ก) เดาเสาเข็มสั้นเกิน ปลายเข็มลอยในดินเหนียวอ่อน บ้านทรุดไม่เท่ากัน (ข) เผื่อความยาวและขนาดไว้มาก ปลอดภัยแต่ค่าฐานรากสูง (ค) เจาะสำรวจก่อน จึงรู้ความลึกชั้นแบกทานจริงและกำหนดความยาวเสาเข็มได้พอดี

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเด็นเจาะสำรวจดินไม่เจาะ (เดาจากพื้นที่ข้างเคียง)
ความยาวเสาเข็มกำหนดจากชั้นดินแบกทานจริงเดา — เสี่ยงสั้นไป (ทรุด) หรือยาวไป (แพง)
ประเภทฐานรากเลือกได้เหมาะสม บางกรณีใช้ฐานแผ่ประหยัดกว่าต้องเผื่อความปลอดภัยสูง ต้นทุนเพิ่ม
ค่ารับน้ำหนักดินที่ใช้ออกแบบค่าจริงจากผลทดสอบค่าสมมุติตามกฎหมาย (ต่ำมาก)
ระดับน้ำใต้ดินรู้ล่วงหน้า วางแผนงานขุด/กันซึมได้ไม่รู้ — เสี่ยงเจอปัญหาหน้างาน
เอกสารยื่นขออนุญาต/สินเชื่อมีรายงานรับรองโดยวิศวกรใช้ได้ทันทีไม่มี
ความเสี่ยงบ้านทรุดต่ำ — ออกแบบจากข้อมูลจริงสูง — ค่าซ่อมฐานรากมักสูงกว่าค่าเจาะหลายเท่า

พื้นที่แบบไหนเสี่ยงสูง ยิ่งต้องเจาะ?

พื้นที่เสี่ยงสูงคือพื้นที่ที่ชั้นดินอ่อนหนาหรือแปรปรวนจนการเดาความยาวเสาเข็มผิดพลาดได้ง่าย วิศวกรแนะนำให้เจาะสำรวจทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้นในพื้นที่กลุ่มนี้:

  • กรุงเทพฯ–ปริมณฑล — ชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพ (Bangkok Soft Clay) หนาประมาณ 12–15 เมตร รับน้ำหนักได้ต่ำมาก เสาเข็มต้องหยั่งถึงชั้นทรายแน่นที่ลึกกว่า 21 เมตร
  • พื้นที่ริมแม่น้ำ ที่ลุ่ม ที่นาเดิม — ตะกอนดินอ่อนสะสมหนา และความหนาเปลี่ยนเร็วในระยะไม่กี่สิบเมตร
  • ที่ดินถมใหม่ — ดินถมยังไม่แน่นตัว และน้ำหนักดินถมยังกดชั้นดินอ่อนข้างใต้ให้ทรุดต่อเนื่องอีกหลายปี
  • จังหวัดที่ชั้นดินแปรปรวน — บางพื้นที่มีชั้นแข็งบางแทรกอยู่เหนือดินอ่อน (เจอ "ชั้นแข็งปลอม") ถ้าไม่เจาะจะไม่มีทางรู้

เราสรุปลักษณะชั้นดินรายภูมิภาค ความลึกเสาเข็มรายพื้นที่ และจุดที่ชั้นดินผิดปกติในกรุงเทพฯ ไว้ครบในบทความ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด — ทำไมต้องออกแบบฐานรากต่างกัน

ควรเจาะสำรวจดินตอนไหนของโครงการ?

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ "ก่อนออกแบบโครงสร้าง" — คือหลังจากได้ที่ดินและรู้ผังอาคารคร่าว ๆ แล้ว (ถ้ายังไม่ได้ซื้อที่ดิน การเจาะคัดกรองก่อนโอนก็ช่วยตัดสินใจได้ ดู ซื้อที่ดินเปล่า ควรเจาะดินก่อนไหม) แต่ก่อนที่วิศวกรจะเริ่มคำนวณฐานราก เพราะข้อมูลชั้นดินคือ input ตั้งต้นของการออกแบบ ถ้าเจาะหลังออกแบบเสร็จ อาจต้องรื้อแบบแก้ใหม่ทั้งชุดเมื่อพบว่าชั้นดินไม่เป็นไปตามที่สมมุติไว้ ส่วนกรณีซื้อบ้านมือสองหรือต่อเติมอาคารเดิมแล้วพบการทรุดตัว ก็เจาะสำรวจภายหลังได้เช่นกันเพื่อหาสาเหตุและออกแบบการแก้ไข — ดูแนวทางกรณีต่อเติมที่ ต่อเติมบ้านแล้วทรุด ต้องเจาะดินไหม?

เจาะสำรวจดินแล้วได้อะไรกลับมา?

ผลลัพธ์สุดท้ายของงานเจาะสำรวจดินคือ "รายงานเจาะสำรวจดิน" ที่รวบรวมข้อมูลภาคสนามและผลทดสอบในห้องปฏิบัติการ พร้อมข้อแนะนำทางวิศวกรรม รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต

สิ่งที่คุณได้รับเมื่องานเสร็จ:

  • Boring Log — แผนภาพชั้นดินทีละชั้น ความหนา ลักษณะ สี ความแน่น (วิธีอ่าน Boring Log)
  • ค่า SPT N-Value — ความแน่นของดินแต่ละระดับ ใช้ประเมินกำลังรับน้ำหนัก
  • ระดับน้ำใต้ดิน — สำหรับออกแบบงานใต้ดินและระบบกันซึม
  • ผล Lab Test — คุณสมบัติทางวิศวกรรมของดิน เช่น Atterberg's Limits, Unconfined Compression
  • ข้อแนะนำทางวิศวกรรม — ประเภทฐานรากและความลึกเสาเข็มที่เหมาะสม
📋 รู้ไว้ก่อน

รายงานที่รับรองโดยวิศวกรของ SPN ใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ไม่ต้องจ้างทำซ้ำ

เลือกบริษัทเจาะสำรวจดินอย่างไรไม่ให้โดนหลอก?

คุณภาพของรายงานเจาะดินขึ้นกับบริษัทที่ทำ จุดที่ควรตรวจสอบก่อนจ้างคือ มีวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) เซ็นรับรองรายงานหรือไม่ ทำการทดสอบตามมาตรฐาน ASTM จริงหรือไม่ มีห้องปฏิบัติการทดสอบดินของตัวเองหรือส่งต่อ และมีผลงานอ้างอิงตรวจสอบได้หรือไม่ รายงานที่ไม่มีวิศวกรรับรองจะใช้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างไม่ได้ และวิศวกรผู้ออกแบบก็นำไปใช้ต่อไม่ได้ — อ่านเช็คลิสต์ครบทั้ง 10 ข้อที่ วิธีเลือกบริษัทเจาะสำรวจดิน

ค่าเจาะดิน เทียบกับค่าซ่อมถ้าไม่ทำ

✅ ต้นทุนการป้องกัน vs ต้นทุนการแก้ไข

ค่าเจาะสำรวจดินสำหรับบ้านพักอาศัยมักน้อยกว่า 1% ของค่าก่อสร้างทั้งหลัง แต่ค่าแก้ไขฐานรากที่ผิดพลาดมักสูงกว่าค่าเจาะหลายเท่า และบางกรณีต้องรื้อสร้างใหม่ — ดูช่วงราคาตามประเภทอาคารและจำนวนหลุมที่ ราคาเจาะดินบ้านปี 2026

🚫 สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

หากอาคารเริ่มมีรอยร้าวที่เสาและคาน ประตูหน้าต่างปิดไม่สนิท หรือพื้นเอียง นั่นอาจเป็นสัญญาณฐานรากมีปัญหาแล้ว — เช็คอาการทั้งหมดที่ 5 สัญญาณฐานรากมีปัญหา

📌 หมายเหตุ

บทความนี้เป็นความรู้พื้นฐานเพื่อเตรียมตัวก่อสร้าง การตัดสินใจเลือกประเภทฐานรากและความยาวเสาเข็มต้องอยู่ภายใต้การคำนวณของวิศวกรผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น