รูปตัดกำแพงเกเบียน (Gabion) กล่องลวดบรรจุหินเรียงเป็นขั้นบันไดกันลาดดิน
เกเบียน (Gabion) — กล่องลวดบรรจุหินเรียงซ้อนเป็นขั้น ระบายน้ำได้ดีและยืดหยุ่นตามการทรุดตัว หนึ่งใน 7 ประเภทกำแพงกันดินที่เปรียบเทียบในบทความนี้

กำแพงกันดินคืออะไร ใช้เมื่อไร?

กำแพงกันดิน (Retaining Wall) คือโครงสร้างที่ต้านแรงดันดินด้านข้าง ทำให้ดินสองฝั่งอยู่ต่างระดับกันได้โดยไม่พังทลาย ใช้ในงานที่ต้องตัดหรือถมดินให้เกิดต่างระดับ เช่น บ้านบนเนิน ลานจอดรถ ริมตลิ่ง คันทาง และงานขุดชั้นใต้ดิน กำแพงต้องรับ 3 แรงพร้อมกัน คือแรงดันดิน แรงดันน้ำหลังกำแพง และน้ำหนักบรรทุกบนดินถม จึงต้องออกแบบจากข้อมูลดินจริงและมีวิศวกรรับรอง (ดูกำแพงกันดินสูงเท่าไหร่ต้องให้วิศวกรออกแบบ)

ใช้เมื่อไร? โดยทั่วไปต้องใช้กำแพงกันดินใน 5 กรณี:

  • ต้องการต่างระดับดิน แต่ไม่มีพื้นที่พอจะปล่อยเป็นลาดเอียงตามธรรมชาติ
  • ถมดินสูงกว่าที่ดินข้างเคียงหรือถนน และต้องกันดินไม่ให้ไหลออกนอกเขต
  • ขุดชั้นใต้ดินหรือบ่อลึกใกล้อาคารข้างเคียง
  • ตลิ่งหรือคันทางถูกน้ำกัดเซาะ
  • ลาดดินเดิมมีร่องรอยเคลื่อนตัวหรือดินสไลด์

ถ้าต่างระดับน้อยและมีพื้นที่พอ การปรับเป็นลาดเอียงพร้อมระบบระบายน้ำมักถูกกว่าการสร้างกำแพง (ดูหัวข้อ วิธีป้องกันลาดดิน)

ตารางสรุปสำหรับเลือกเบื้องต้น (ค่าโดยประมาณเพื่อเปรียบเทียบ รายละเอียดจุดเด่น/ข้อจำกัดดูตารางเปรียบเทียบด้านล่าง):

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทความสูงที่เหมาะสม*เหมาะกับงานต้นทุน**ต้องมีวิศวกรออกแบบ/รับรองไหม
Gravity Wallไม่เกิน ~2–3 ม.สวน บ้านบนเนิน ต่างระดับน้อย💰ควรมีเสมอ · จำเป็นเมื่อขออนุญาตก่อสร้าง ติดเขตที่ดิน/อาคารข้างเคียง หรือมีน้ำหนักบรรทุกหลังกำแพง
กำแพง ค.ส.ล. ตัว L / ตัว T~2–8 ม.งานถาวรทั่วไป บ้าน อาคาร ลานจอดรถ💰💰ต้องมี
เกเบียน~1–6 ม.ริมถนน ริมตลิ่ง งานชนบท💰💰ควรมีเสมอ · จำเป็นเมื่อสูงหลายชั้น ริมน้ำ หรือติดเขตที่ดิน
Sheet Pileงานขุด/ตลิ่ง ~2–10 ม.งานขุดชั่วคราว เขื่อนกันตลิ่ง💰💰💰ต้องมี
เสาเข็มเจาะเรียงงานขุดลึก ~6–20 ม.ชั้นใต้ดินในเมือง ติดเพื่อนบ้าน💰💰💰💰ต้องมี
Diaphragm Wall15 ม. ขึ้นไปชั้นใต้ดินหลายชั้น อาคารสูง รถไฟฟ้า💰💰💰💰💰ต้องมี
MSE Wallคันทาง ~3–20 ม.คันทางถนน ทางต่างระดับ💰💰–💰💰💰ต้องมี

*ความสูงเป็นช่วงที่พบบ่อยโดยประมาณ ค่าจริงต้องกำหนดโดยวิศวกรจากข้อมูลดิน · **ระดับต้นทุนเป็นการเทียบสัมพัทธ์ระหว่างระบบ ไม่ใช่ราคาอ้างอิง · กำแพงกันดินทุกระบบต้องผ่านเกณฑ์อัตราส่วนความปลอดภัยตามกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2566 ซึ่งคำนวณได้จากข้อมูลดินจริงเท่านั้น

แบบกำแพงกันดินหน้าตาเป็นอย่างไร? (ตัวอย่างรูปตัดกำแพง ค.ส.ล. ตัว L)

แบบกำแพงกันดินที่พบบ่อยที่สุดคือกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กรูปตัว L (Cantilever Wall) ส่วนประกอบหลักในรูปตัดมี 4 ส่วน คือ ผนัง (Stem) รับแรงดันดินด้านข้าง ฐาน (Base Slab) แบ่งเป็นส้นฐาน (Heel) ที่ยื่นเข้าไปใต้ดินถมเพื่อใช้น้ำหนักดินช่วยกันพลิกคว่ำ และปลายฐาน (Toe) ด้านหน้า ลิ่มกันเลื่อน (Shear Key) ใต้ฐานช่วยต้านการเลื่อนไถล และระบบระบายน้ำ ได้แก่ ชั้นวัสดุกรองหลังผนัง ท่อระบายน้ำมีรู และรูระบายน้ำ (Weep Hole) ผ่านผนัง — ระบบระบายน้ำสำคัญไม่แพ้โครงสร้าง เพราะน้ำที่ขังหลังกำแพงเพิ่มแรงดันด้านข้างได้มากกว่าดินแห้งอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของกำแพงกันดินพัง

รูปตัดเชิงหลักการของกำแพงกันดินคอนกรีตเสริมเหล็กรูปตัว L แสดงส่วนประกอบ ระบบระบายน้ำ และแรงดันด้านข้างที่กระทำ รูปตัดกำแพงรูปตัว L ดินด้านหลังสูงกว่าดินด้านหน้าเท่ากับความสูงต่างระดับ H ผนังตั้ง (Stem) ยึดกับแผ่นฐาน ฐานยื่นไปด้านหน้าเป็นปลายฐาน (Toe) และยื่นไปใต้ดินถมด้านหลังเป็นส้นฐาน (Heel) ซึ่งมีน้ำหนักดินกดทับช่วยต้านการพลิกคว่ำ ใต้ฐานมีลิ่มกันเลื่อน (Shear Key) ด้านหลังผนังมีชั้นกรองหรือทรายระบายน้ำ ท่อระบายน้ำมีรูที่โคนผนัง และรูระบายน้ำ (Weep Hole) ทะลุผนังให้น้ำออกด้านหน้า บนดินถมมีน้ำหนักบรรทุก (Surcharge) เช่น รถหรือถนน ภาพเล็กด้านขวาแสดงแรงดันด้านข้างบนหลังกำแพง เป็นรูปสามเหลี่ยมจากแรงดันดินเพิ่มขึ้นตามความลึก บวกส่วนสี่เหลี่ยมจากน้ำหนักบรรทุกด้านบน และถ้าระบายน้ำไม่ได้จะมีแรงดันน้ำเพิ่มอีก แถบด้านล่างสรุปแรงสามอย่างที่กำแพงต้องรับ กำแพงกันดิน ค.ส.ล. รูปตัว L: ส่วนประกอบ และแรงที่กระทำ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน น้ำหนักบรรทุก (Surcharge) H ต่างระดับ ผนัง (Stem) รูระบายน้ำ (Weep Hole) ระดับดินหน้ากำแพง ปลายฐาน (Toe) ดินฐานราก ลิ่มกันเลื่อน (Shear Key) ส้นฐาน (Heel) ฐาน (Base) ดินถมด้านหลัง (Backfill) ชั้นกรอง / หินระบายน้ำ ท่อระบายน้ำมีรู (Perforated Pipe) แรงดันบนหลังกำแพง (Lateral Pressure) แรงดันดิน เพิ่มตามความลึก Surcharge เพิ่มเท่ากันตลอด ระบายน้ำไม่ได้ + แรงดันน้ำ 1 แรงดันดิน เพิ่มตามความสูง H 2 แรงดันน้ำหลังกำแพง ลดได้ด้วยระบบระบายน้ำ 3 น้ำหนักบนดินถม รถ ถนน ฐานรากอาคาร
แบบกำแพงกันดิน ค.ส.ล. รูปตัว L — รูปตัดเชิงหลักการแสดงส่วนประกอบและแรงที่กระทำ ไม่ใช่แบบก่อสร้าง ขนาดผนัง ความกว้างฐาน เหล็กเสริม และระบบระบายน้ำจริงต้องออกแบบโดยวิศวกรจากข้อมูลดินและความสูงของแต่ละโครงการ

กำแพงกันดินมีกี่ประเภท?

กำแพงกันดินที่ใช้ในงานก่อสร้างไทยแบ่งได้ 7 ประเภทหลัก แต่ละแบบต้านแรงดันดินด้วยกลไกต่างกัน จึงเหมาะกับเงื่อนไขหน้างานต่างกัน ถ้ามองจากลำดับการก่อสร้างจะแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่สร้างจากฐานขึ้นมาแล้วถมดินหลังกำแพง (ประเภทที่ 1, 2, 3 และ 7) เหมาะกับงานถมและงานต่างระดับบนดิน กับกลุ่มที่ฝังลงดินก่อนแล้วจึงขุดดินด้านหน้า (ประเภทที่ 4, 5 และ 6) เหมาะกับงานขุด งานริมน้ำ และชั้นใต้ดิน

แบบจำลอง 3 มิติ เปรียบเทียบกำแพงกันดิน 7 ประเภท แบ่งเป็นกลุ่มที่สร้างจากฐานขึ้นมาแล้วถมดินหลังกำแพง กับกลุ่มที่ฝังลงดินก่อนแล้วขุดดินด้านหน้า (ภาพเชิงแนวคิด) ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของก้อนดินตัดขวางเจ็ดก้อน แต่ละก้อนแสดงกำแพงกันดินหนึ่งประเภท ดินด้านสูงอยู่ซ้าย ดินด้านต่ำอยู่ขวา แถวบนคือกลุ่มที่สร้างจากฐานขึ้นมาแล้วถมดินหลังกำแพง มีสี่แบบ หมายเลข 1 กำแพงแรงโน้มถ่วง เป็นคอนกรีตหน้าตัดใหญ่ ต้านแรงดันดินด้วยน้ำหนักตัวเอง ช่วงใช้งานไม่เกินประมาณ 2 ถึง 3 เมตร หมายเลข 2 กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กรูปตัว L มีผนังบางตั้งบนฐานแผ่น น้ำหนักดินที่กดบนฐานช่วยกันพลิกคว่ำ ช่วงประมาณ 2 ถึง 8 เมตร หมายเลข 3 เกเบียน เป็นกล่องลวดบรรจุหินเรียงซ้อนเป็นขั้นบันได ระบายน้ำผ่านตัวได้เอง ช่วงประมาณ 1 ถึง 6 เมตร หมายเลข 7 ดินเสริมกำลัง MSE มีแผ่นผนังสำเร็จรูปด้านหน้าและแผ่นเสริมแรงฝังเป็นชั้นในดินถมบดอัด ช่วงประมาณ 3 ถึง 20 เมตร แถวล่างคือกลุ่มที่ฝังลงดินก่อนแล้วขุดดินด้านหน้า มีสามแบบ หมายเลข 4 เข็มพืด Sheet Pile เป็นแผ่นเหล็กลอนตอกล็อกต่อเนื่อง ช่วงประมาณ 2 ถึง 10 เมตร หมายเลข 5 กำแพงเสาเข็มเจาะเรียง เป็นเสาเข็มกลมเรียงชิดกัน มีคานรัดและค้ำยันเหล็กหนึ่งชั้น ช่วงประมาณ 6 ถึง 20 เมตร หมายเลข 6 Diaphragm Wall เป็นผนังคอนกรีตเสริมเหล็กหนาหล่อในร่องดิน ขุดลึกกว่าและมีค้ำยันสองชั้น ใช้กับงานขุดลึก 15 เมตรขึ้นไป กรอบมุมขวาล่างอธิบายวิธีอ่านภาพ และระบุว่าช่วงความสูงเป็นค่าที่พบบ่อยโดยประมาณ ค่าจริงต้องออกแบบจากข้อมูลดินของแต่ละโครงการ แบบจำลอง 3 มิติ (3D): กำแพงกันดิน 7 ประเภท ต้านแรงดันดินต่างกันอย่างไร แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน กลุ่มสร้างจากฐานขึ้นมา แล้วถมดินหลังกำแพง · งานถม งานต่างระดับบนดิน 1 กำแพงแรงโน้มถ่วง Gravity Wall ไม่เกิน ~2–3 ม. ต้านด้วยน้ำหนักตัวเอง 2 กำแพง ค.ส.ล. ตัว L Cantilever Wall ~2–8 ม. ดินบนฐานช่วยกันพลิกคว่ำ 3 เกเบียน Gabion ~1–6 ม. กล่องลวดบรรจุหิน ระบายน้ำเอง 7 ดินเสริมกำลัง MSE Wall ~3–20 ม. แผ่นเสริมแรงในดินถมบดอัด กลุ่มฝังลงดินก่อน แล้วขุดดินด้านหน้า · งานขุด งานริมน้ำ ชั้นใต้ดิน 4 เข็มพืด Sheet Pile ~2–10 ม. แผ่นเหล็กตอกล็อกต่อเนื่อง 5 เสาเข็มเจาะเรียง Contiguous / Secant Pile ~6–20 ม. เข็มเจาะเรียงชิด + ค้ำยัน 6 กำแพงไดอะแฟรม Diaphragm Wall 15 ม. ขึ้นไป ผนัง ค.ส.ล. หล่อในร่องดิน อ่านภาพนี้อย่างไร ผิวดินด้านสูง / ด้านต่ำ ดินถมหลังกำแพง คอนกรีต เหล็ก (เข็มพืด) ค้ำยัน / แผ่นเสริมแรง ตัวเลข = ช่วงที่พบบ่อย โดยประมาณ ใช้เทียบเท่านั้น ค่าจริงต้องออกแบบจาก ข้อมูลดินของโครงการ ภาพเชิงแนวคิด · หมายเลขตรงกับลำดับประเภทในบทความ · ทุกก้อน: ดินด้านสูงอยู่ซ้าย ด้านต่ำอยู่ขวา
แบบจำลอง 3 มิติ กำแพงกันดิน 7 ประเภท — แถวบนคือกลุ่มที่สร้างจากฐานขึ้นมาแล้วถมดินหลังกำแพง แถวล่างคือกลุ่มที่ฝังลงดินก่อนแล้วขุดดินด้านหน้า ช่วงความสูงเป็นค่าที่พบบ่อยโดยประมาณเพื่อการเปรียบเทียบเท่านั้น ภาพเชิงแนวคิด ไม่ใช่แบบก่อสร้าง

1. กำแพงแรงโน้มถ่วง (Gravity Wall)

กำแพงแรงโน้มถ่วงคือกำแพงที่ใช้น้ำหนักของตัวเองต้านแรงดันดิน เช่น คอนกรีตหล่อทึบ บล็อกคอนกรีตเรียงซ้อน หรือหินก่อ เหมาะกับต่างระดับน้อย (โดยทั่วไปไม่เกิน 2–3 เมตร) ก่อสร้างง่าย ไม่ต้องใช้เหล็กเสริมมาก แต่ยิ่งสูงยิ่งต้องใช้หน้าตัดใหญ่ จึงสิ้นเปลืองวัสดุเร็วเมื่อความสูงเพิ่ม

2. กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กรูปตัว L / ตัว T (Cantilever Wall)

กำแพงยื่น (Cantilever) รูปตัว L หรือตัว T กลับหัว เป็นแบบที่นิยมที่สุดสำหรับงานถาวรทั่วไป ใช้น้ำหนักดินที่กดทับบนฐานช่วยต้านการพลิกคว่ำ จึงใช้คอนกรีตน้อยกว่ากำแพงแรงโน้มถ่วงที่ความสูงเท่ากัน ช่วงใช้งานที่พบบ่อยราว 2–8 เมตร ต้องการพื้นที่ฐานด้านหลังกำแพงพอสมควร และคุณภาพงานขึ้นกับการออกแบบเหล็กเสริมและดินใต้ฐานโดยตรง

3. เกเบียน (Gabion)

เกเบียนคือกล่องตาข่ายลวดเหล็กบรรจุหิน เรียงซ้อนเป็นขั้นบันได จุดเด่นคือระบายน้ำผ่านตัวได้เอง ไม่สะสมแรงดันน้ำหลังกำแพง ยืดหยุ่นรับการทรุดตัวต่างกัน (Differential Settlement) ได้ดี เหมาะกับงานลาดริมถนน ริมตลิ่ง งานชนบท และพื้นที่ที่ต้องการความกลมกลืนกับธรรมชาติ ข้อจำกัดคือกินพื้นที่ฐานมาก และลวดต้องเป็นเกรดกันสนิมสำหรับงานริมน้ำ

4. เข็มพืด (Sheet Pile)

Sheet Pile คือแผ่นเข็มเหล็กหรือคอนกรีตอัดแรงตอกต่อเนื่องเป็นแนวกำแพง ล็อกกันด้วยรอยต่อ Interlock ติดตั้งเร็ว ใช้พื้นที่น้อย ถอนกลับมาใช้ซ้ำได้ (กรณีเหล็ก) จึงเป็นระบบยอดนิยมของงานขุดชั่วคราว งานริมน้ำ และเขื่อนกันตลิ่ง ข้อควรระวังคือน้ำรั่วซึมตามรอยต่อ การสั่นสะเทือนจากการตอกต่ออาคารข้างเคียง และความลึกจำกัดตามหน้าตัดที่เลือก

5. กำแพงเสาเข็มเจาะเรียง (Contiguous / Secant Bored Pile Wall)

ระบบนี้ใช้เสาเข็มเจาะหล่อเรียงชิดกัน (Contiguous) หรือเจาะคาบเกี่ยวกัน (Secant) เป็นแนวกำแพงรับแรงดันดิน เหมาะกับงานขุดลึกในเขตเมืองที่ห้ามมีการสั่นสะเทือน เช่น ชั้นใต้ดินอาคารติดเพื่อนบ้าน แบบ Secant ยังช่วยกันน้ำได้ดีขึ้น มักใช้ร่วมกับระบบค้ำยัน (Bracing/Strut) หรือสมอยึด (Ground Anchor) ตามความลึกการขุด ดูตัวอย่างงานออกแบบจริงได้ที่ Case Study ระบบกันดินชั่วคราวงานขุดลึก 4 เมตร

6. กำแพงไดอะแฟรม (Diaphragm Wall)

Diaphragm Wall คือกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กหล่อในร่องดินที่ขุดด้วยสารละลายพยุงร่อง เป็นระบบที่แข็งแกร่งที่สุด กันน้ำดีที่สุด และควบคุมการเคลื่อนตัวของดินได้ดีที่สุด ใช้ในงานขุดลึกมาก เช่น ชั้นใต้ดินหลายชั้น อาคารสูง และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แลกกับต้นทุนและระยะเวลาเตรียมงานสูงที่สุดในบรรดาทุกระบบ

7. ดินเสริมกำลัง (MSE / Reinforced Soil Wall)

กำแพงดินเสริมกำลัง (Mechanically Stabilized Earth) ใช้แผ่นใยสังเคราะห์ (Geogrid/Geotextile) หรือแถบเหล็กฝังในดินถมบดอัดเป็นชั้น ๆ ให้มวลดินทำหน้าที่เป็นกำแพงเอง ผิวหน้าเป็นแผ่นคอนกรีตสำเร็จหรือบล็อก เหมาะกับงานคันทางถนน ทางต่างระดับ และกำแพงสูงที่มีพื้นที่ถมด้านหลังเพียงพอ ก่อสร้างเร็วและประหยัดเมื่อเทียบความสูงที่ทำได้ แต่ต้องควบคุมคุณภาพวัสดุถมและการบดอัดอย่างเข้มงวด

กำแพงกันดิน 7 ประเภทต่างกันอย่างไร? (ตารางเปรียบเทียบ)

ตารางนี้สรุปช่วงใช้งาน จุดเด่น ข้อจำกัด และระดับต้นทุนสัมพัทธ์ของทั้ง 7 ประเภท ใช้เทียบเบื้องต้นก่อนปรึกษาวิศวกร

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทช่วงใช้งานที่พบบ่อย*จุดเด่นข้อจำกัดต้นทุนสัมพัทธ์**
Gravity Wallไม่เกิน ~2–3 ม.ก่อสร้างง่าย ทนทานสิ้นเปลืองวัสดุเมื่อสูงขึ้น💰
กำแพง ค.ส.ล. ตัว L~2–8 ม.คุ้มค่า งานถาวรทั่วไปต้องการพื้นที่ฐานด้านหลัง💰💰
เกเบียน~1–6 ม.ระบายน้ำดี ยืดหยุ่นกินพื้นที่ฐาน ลวดต้องกันสนิม💰💰
Sheet Pileงานขุด/ตลิ่ง ~2–10 ม.เร็ว พื้นที่แคบ ถอนใช้ซ้ำได้น้ำรั่วตาม Interlock แรงสั่นตอนตอก💰💰💰
เสาเข็มเจาะเรียงงานขุดลึก ~6–20 ม.สั่นสะเทือนต่ำ เหมาะเขตเมืองต้องมีระบบค้ำยัน/สมอยึด💰💰💰💰
Diaphragm Wallงานขุดลึกมาก 15 ม. ขึ้นไปแข็งแรง กันน้ำ เสียรูปน้อยที่สุดต้นทุนและเวลาเตรียมงานสูงสุด💰💰💰💰💰
MSE Wallคันทาง ~3–20 ม.สูงได้มาก ก่อสร้างเร็วต้องมีพื้นที่ถม คุมบดอัดเข้มงวด💰💰–💰💰💰

*ช่วงความสูง/ความลึกเป็นค่าที่พบบ่อยโดยประมาณเพื่อการเปรียบเทียบเท่านั้น ค่าจริงของแต่ละโครงการต้องกำหนดโดยวิศวกรจากข้อมูลดินจริง · **ระดับต้นทุนเป็นการเทียบสัมพัทธ์ระหว่างระบบ ไม่ใช่ราคาอ้างอิง เพราะขึ้นกับสภาพดิน ความสูง และหน้างานแต่ละแห่ง

เลือกกำแพงกันดินยังไง? ดู 5 ปัจจัยนี้

หลักการเลือกระบบกันดินคือจับคู่เงื่อนไขหน้างานกับจุดแข็งของแต่ละระบบ โดยไล่ตาม 5 ปัจจัย:

  1. ความสูงต่างระดับหรือความลึกการขุด — ต่างระดับน้อยเลือกได้หลายแบบ ยิ่งสูงหรือขุดลึก ตัวเลือกยิ่งแคบลงเข้าหาระบบเสาเข็มเจาะเรียงหรือ Diaphragm Wall
  2. พื้นที่หน้างานและอาคารข้างเคียง — พื้นที่แคบชิดเขตที่ดินตัดระบบที่กินฐานกว้างออก งานติดอาคารเพื่อนบ้านต้องเลี่ยงระบบที่สั่นสะเทือนแรง เช่น การตอก Sheet Pile
  3. ชั้นดินและระดับน้ำใต้ดิน — ดินอ่อนหนาทำให้กำแพงตื้น ๆ เสี่ยงทั้งเลื่อนไถลและแบกทานไม่พอ น้ำใต้ดินสูงต้องคิดเรื่องแรงดันน้ำและการกันซึมตั้งแต่เลือกระบบ ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้จากการเจาะสำรวจดินและการแปลค่า SPT N-Value
  4. งานถาวรหรือชั่วคราว — งานขุดชั่วคราวมักใช้ Sheet Pile ที่ถอนคืนได้ งานถาวรเลือกระบบคอนกรีตหรือ MSE ที่อายุการใช้งานยาว
  5. สภาพแวดล้อม — งานริมน้ำต้องคิดการกัดเซาะและระดับน้ำขึ้นลง (ดูการออกแบบกำแพงกันดินริมน้ำ) เกเบียนกับ Sheet Pile จึงเป็นตัวเลือกประจำของงานตลิ่ง ส่วนงานในเมืองให้น้ำหนักกับการควบคุมเสียงและการเคลื่อนตัวของดิน

สำหรับพื้นที่ภาคกลางที่เป็นชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ การเลือกระบบกันดินยิ่งต้องระวัง เพราะกำลังรับแรงเฉือนของดินต่ำและน้ำใต้ดินตื้น ระบบที่ดูประหยัดบนกระดาษอาจไม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยเมื่อคำนวณกับดินจริง

วิธีป้องกันลาดดิน (Slope Protection) มีอะไรบ้าง?

การป้องกันลาดดิน (Slope Protection) คือกลุ่มวิธีเสริมเสถียรภาพลาดดินโดยไม่ต้องสร้างกำแพงเต็มรูปแบบ ใช้มากในงานถนน คันทาง และงานลาดเขา วิธีที่ใช้บ่อยมี 8 รูปแบบ ตั้งแต่การถมบดอัดเป็นชั้นและการตัดลาดดิน/หินตามเกณฑ์ความลาดปลอดภัย ไปจนถึงระบบเสริมกำลังอย่าง Geogrid, MSE Wall, Soil Nail, Rock Anchor ตาข่ายกันหินร่วง และคอนกรีตพ่น (Shotcrete) รูปตัดด้านล่างแสดงว่าแต่ละระบบหน้าตาเป็นอย่างไรและใช้กับงานแบบไหน

รูปตัดการถมคันทางและบดอัดดินเป็นชั้น (Embankment Slope) แสดงความลาดเอียงและระบบระบายน้ำ
ถมคันทาง (Embankment) — ถมและบดอัดดินเป็นชั้น ๆ ตามความลาดที่ออกแบบ พร้อมระบบระบายน้ำและการป้องกันผิวลาด เป็นพื้นฐานของงานคันทางถนน
รูปตัดการตัดลาดดินและหิน (Cut Slope) พร้อมเกณฑ์ความลาดปลอดภัยตามชนิดวัสดุ ดิน 1:1 หินผุ 1/2:1 หินแข็ง 1/4:1
ตัดลาดดิน/หิน (Cut Slope) — ตัดลาดตามเกณฑ์ความลาดปลอดภัยของวัสดุ: ดิน 1:1, หินผุ 1/2:1, หินแข็ง 1/4:1 พร้อมชั้นพัก (Bench) และรางระบายน้ำทุกระดับ
รูปตัดการเสริมกำลังลาดดินด้วยแผ่นใยสังเคราะห์ Geogrid วางเป็นชั้นในดินถม
Geogrid — วางแผ่นใยสังเคราะห์เสริมแรงเป็นชั้น ๆ ในดินถม ช่วยให้ลาดดินชันขึ้นได้โดยยังมีเสถียรภาพ ลดพื้นที่ฐานที่ต้องใช้
รูปตัดกำแพงกันดินเสริมกำลัง MSE Wall แสดงแผ่นเสริมแรงในดินถมและผนังด้านหน้า
MSE Wall — กำแพงดินเสริมกำลังด้วยแผ่นเสริมแรงยึดกับผนังสำเร็จรูปด้านหน้า รองรับคันทางสูงได้มากและก่อสร้างเร็ว
รูปตัดการติดตั้งตาข่ายกันหินร่วง (Rock Net) คลุมลาดหินริมถนน
ตาข่ายกันหินร่วง (Rock Net) — คลุมตาข่ายบนลาดหินเพื่อควบคุมหินที่หลุดร่วงให้ไหลลงรางรับด้านล่าง ไม่ตกสู่ผิวจราจร
แผนภาพสมอยึดหิน (Rock Anchor) แสดง Bore hole, Anchor, Bonded length และ Face plate ในลาดหิน
สมอยึดหิน (Rock Anchor) — เจาะฝังสมอรับแรงดึงเข้าไปในหิน ยึดมวลหินที่เสี่ยงเลื่อนไถลตามแนวรอยแตก (Joint Plane)
รูปตัดระบบตะปูดิน (Soil Nail) แสดงแนวเหล็กเสริมฝังในลาดดินพร้อม Facing และระบบระบายน้ำ
ตะปูดิน (Soil Nail) — เจาะฝังเหล็กเสริมเข้าไปในลาดดินเดิมเป็นแถว พร้อมผิวหน้า (Facing) และระบบระบายน้ำ ใช้มากในงานตัดลาดขยายถนน
รูปตัดการพ่นคอนกรีต Shotcrete ปิดผิวลาดหินพร้อมรูระบายน้ำและ Anchor Bar
คอนกรีตพ่น (Shotcrete) — พ่นคอนกรีตปิดผิวลาดเพื่อป้องกันการกัดเซาะและการผุของหิน พร้อมรูระบายน้ำและเหล็กยึด (Anchor Bar)

กฎหมายกำหนดอะไรบ้างก่อนสร้างกำแพงกันดิน?

กฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 กำหนดอัตราส่วนความปลอดภัย (Factor of Safety) ขั้นต่ำของกำแพงกันดินไว้ 3 ด้าน ไม่ว่าจะเลือกระบบไหน:

  • การเลื่อนไถล (Sliding) — ไม่น้อยกว่า 1.50
  • การพลิกคว่ำ (Overturning) — ไม่น้อยกว่า 2.00
  • กำลังแบกทานของดินฐานราก (Bearing) — ไม่น้อยกว่า 3.00

เกณฑ์ที่ใช้ออกแบบจริงอาจเข้มกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโครงการ อ่านรายละเอียดครบในกำแพงกันดินตามกฎกระทรวง 2566: FS 3 ค่าที่ต้องผ่าน

ทั้งสามค่านี้คำนวณจากคุณสมบัติดินจริงทั้งหมด ขั้นตอนที่ถูกต้องจึงเป็น เจาะสำรวจดิน → วิศวกรเลือกระบบและออกแบบ → ตรวจสอบ FS ให้ผ่านเกณฑ์ SPN ให้บริการครบทั้งงานเจาะสำรวจและทดสอบดินและงานออกแบบด้านวิศวกรรมธรณีซึ่งครอบคลุมโครงสร้างกันดิน (Retaining Structure) ทุกประเภทข้างต้น

สรุป

กำแพงกันดิน 7 ประเภทมีที่ทางของตัวเอง: ต่างระดับน้อยเริ่มพิจารณาจาก Gravity, กำแพงตัว L หรือเกเบียน งานขุดชั่วคราวหรือริมน้ำมอง Sheet Pile งานขุดลึกในเมืองใช้เสาเข็มเจาะเรียงหรือ Diaphragm Wall และคันทางสูงใช้ MSE จุดตัดสินไม่ใช่แบบไหน "ดีที่สุด" แต่คือแบบไหนผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยตามกฎหมายด้วยต้นทุนเหมาะสมที่สุดบนดินจริงของหน้างานนั้น — และคำตอบนั้นเริ่มต้นที่การเจาะสำรวจดินเสมอ

📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการออกแบบสำหรับโครงการใดโครงการหนึ่ง การเลือกและออกแบบระบบกันดินจริงต้องทำโดยวิศวกรผู้มีใบอนุญาต จากข้อมูลการเจาะสำรวจดินของพื้นที่นั้น