จุดอ่อนของเสาเข็มเจาะหล่อในที่คือมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใต้ดินขณะเทคอนกรีต คอนกรีตอาจคอดลงตรงชั้นดินอ่อน อาจมีดินหรือน้ำโคลนปนเข้าไป หรือโครงเหล็กอาจเยื้องไปชิดผนังหลุมจนคอนกรีตหุ้มเหล็กด้านหนึ่งบางเกินไป TIP เป็นวิธีหนึ่งที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ตั้งแต่คอนกรีตยังไม่แข็งตัวเต็มที่ โดยไม่ต้องรอคอนกรีตได้กำลัง

TIP คืออะไร และวัดอะไรจากเสาเข็มเจาะ?

Thermal Integrity Profiling หรือ TIP คือการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มคอนกรีตหล่อในที่ตามมาตรฐาน ASTM D7949-25 สิ่งที่วัดคืออุณหภูมิตามความลึกของเสาเข็ม ซึ่งเกิดจากความร้อนที่คอนกรีตปล่อยออกมาเองระหว่างปฏิกิริยาไฮเดรชัน (Heat of Hydration) จึงไม่ต้องส่งคลื่นหรือพลังงานใด ๆ เข้าไปเพิ่ม

หลักการตีความตรงไปตรงมา คือปริมาณเนื้อคอนกรีตที่จุดหนึ่งแปรผันตามอุณหภูมิที่วัดได้ที่จุดนั้น

🔥 หลักการพื้นฐาน

คอนกรีตมาก = ความร้อนสะสมมาก = อุณหภูมิสูง · คอนกรีตน้อยหรือมีสิ่งเจือปน = ความร้อนน้อย = อุณหภูมิต่ำ

เมื่อพล็อตอุณหภูมิเทียบกับความลึก จะได้เส้นโปรไฟล์ที่สะท้อนรูปร่างของเสาเข็ม ช่วงที่อุณหภูมิตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจนคือช่วงที่ต้องสงสัยว่าหน้าตัดคอดลงหรือมีสิ่งเจือปน ส่วนช่วงที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติมักหมายถึงคอนกรีตบานออกเข้าไปในชั้นดิน ซึ่งไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่ทำให้ใช้คอนกรีตจริงมากกว่าที่คำนวณไว้

ภาพด้านล่างวางรูปตัดเสาเข็มคู่กับโปรไฟล์อุณหภูมิที่ความลึกเดียวกัน ให้สังเกตว่าอุณหภูมิลดลงตรงช่วงคอด สูงขึ้นตรงช่วงบาน และลดลงเองที่หัวและปลายเสาเข็มเพราะความร้อนระบายออกทางผิวดินและปลายเข็ม ช่วงปลายทั้งสองจึงไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบกพร่องทันที

หลักการ Thermal Integrity Profiling (TIP) — รูปร่างเสาเข็มเจาะเทียบกับโปรไฟล์อุณหภูมิตามความลึก ภาพซ้ายเป็นรูปตัดเสาเข็มเจาะในชั้นดินถม ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ชั้นดินหลวม และทรายแน่น สายวัดอุณหภูมิยึดติดกับโครงเหล็กเสริมตลอดความยาวและต่อไปยังเครื่องบันทึกบนผิวดิน คอนกรีตคายความร้อนขณะก่อตัว เสาเข็มคอดลงในชั้นดินเหนียวอ่อนและบานออกในชั้นดินหลวม ภาพขวาเป็นโปรไฟล์อุณหภูมิที่ความลึกเดียวกัน อุณหภูมิตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ช่วงคอดเพราะเนื้อคอนกรีตน้อย และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ช่วงบานเพราะเนื้อคอนกรีตมาก ส่วนปลายบนและปลายล่างอุณหภูมิลดลงตามธรรมชาติเพราะเสียความร้อนออกทางผิวดินและปลายเสาเข็ม แถบด้านล่างสรุปว่าวัดช่วงคอนกรีตคายความร้อน ตรวจรวมคอนกรีตหุ้มนอกโครงเหล็ก และอ้างอิงมาตรฐาน ASTM D7949-25 หลักการ TIP: อ่านรูปร่างเสาเข็มจากความร้อน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ดินถม ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ชั้นดินหลวม ทรายแน่น 42.6 °C เครื่องบันทึก สายวัดอุณหภูมิ ยึดกับโครงเหล็กตลอดความยาว ช่วงคอด / ดินปน คอนกรีตน้อย → อุณหภูมิต่ำ ช่วงบาน คอนกรีตมาก → อุณหภูมิสูง โปรไฟล์อุณหภูมิ อุณหภูมิ → ← ความลึก ค่าเฉลี่ย อุณหภูมิตก อุณหภูมิสูง ปลายบน–ล่างเย็นลง ตามธรรมชาติ (roll-off) 1 วัดช่วงคอนกรีตคายความร้อน ไม่ต้องรอคอนกรีตแข็งเต็มที่ 2 เห็นคอนกรีตหุ้มนอกโครงเหล็ก รวมถึงโครงเหล็กที่เยื้องศูนย์ 3 มาตรฐานอ้างอิง ASTM D7949-25
หลักการ TIP — ซ้าย: รูปตัดเสาเข็มเจาะที่มีช่วงคอดและช่วงบาน พร้อมสายวัดอุณหภูมิที่ยึดกับโครงเหล็กตลอดความยาว ขวา: โปรไฟล์อุณหภูมิที่ความลึกเดียวกัน อุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยชัดเจนคือช่วงที่ต้องสงสัยว่าหน้าตัดคอดหรือมีสิ่งเจือปน สูงกว่าค่าเฉลี่ยคือช่วงบาน ส่วนหัวและปลายเสาเข็มอุณหภูมิลดลงตามธรรมชาติ (roll-off) (แผนภาพเชิงหลักการ: SPN Soil Engineering)

ทำไม TIP จึงตรวจคอนกรีตนอกโครงเหล็กได้?

TIP ตรวจคอนกรีตนอกโครงเหล็กได้ เพราะความร้อนแผ่ออกจากเนื้อคอนกรีตทั้งหน้าตัดไปทุกทิศทาง ไม่ได้วิ่งเฉพาะในเส้นทางระหว่างท่อเหมือนคลื่นเสียง หัววัดที่ผูกติดโครงเหล็กจึงรับรู้ได้ว่าด้านนอกของตัวเองมีคอนกรีตหนาแค่ไหน

ถ้าด้านหนึ่งของโครงเหล็กชิดผนังหลุมจนคอนกรีตหุ้มบาง ความร้อนด้านนั้นจะระบายสู่ดินได้เร็วกว่า อุณหภูมิที่วัดได้ด้านนั้นจึงต่ำกว่าอีกด้านอย่างเป็นระบบ

ผลคือ TIP ประเมินได้ 2 เรื่องที่วิธีคลื่นเสียงระหว่างท่อตอบไม่ได้ ได้แก่ ความหนาของคอนกรีตหุ้มเหล็กเสริม (Concrete Cover) และการเยื้องศูนย์ของโครงเหล็ก ทั้งสองเรื่องมีผลโดยตรงต่อความทนทานระยะยาวของเสาเข็มในสภาพแวดล้อมที่มีการกัดกร่อน

ในทางกลับกัน Cross Hole Sonic Logging (CSL) ส่งคลื่นเสียงระหว่างท่อที่ฝังไว้ในโครงเหล็ก จึงตรวจเนื้อคอนกรีตในเส้นทางระหว่างท่อ คือบริเวณในโครงเหล็กเป็นหลัก คอนกรีตที่อยู่นอกโครงเหล็กจึงเป็นจุดบอดของวิธีนี้ อ่านรายละเอียดวิธี CSL ได้ที่ Cross Hole Sonic Logging (CSL)

ภาพ 2 มิติด้านล่างเป็นรูปตัดด้านข้างของเสาเข็มพร้อมหน้าตัด B–B ทางขวา ให้สังเกตว่าเมื่อโครงเหล็กเยื้องศูนย์ หัววัดด้านที่คอนกรีตหุ้มบางอ่านค่าได้ต่ำกว่าด้านที่หุ้มหนา ส่วนภาพ 3 มิติถัดไปแสดงสายวัดอุณหภูมิที่ผูกรอบโครงเหล็กทุกด้าน และความร้อนที่แผ่ออกสู่ดินรอบเสาเข็ม

แบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัดด้านข้าง) การทดสอบ Thermal Integrity Profiling (TIP) ด้วยสายวัดอุณหภูมิที่ผูกกับโครงเหล็กเสริม เสาเข็มเจาะมีสายวัดอุณหภูมิผูกติดกับโครงเหล็กเสริม ปลายสายต่อกับเครื่องบันทึกที่หัวเสาเข็ม ความร้อนจากปฏิกิริยาไฮเดรชันแผ่ออกจากเนื้อคอนกรีตไปทุกทิศ ช่วงหน้าตัดคอดในชั้นทรายหลวมมีคอนกรีตน้อย อุณหภูมิจึงต่ำ ส่วนช่วงหน้าตัดบานในชั้นดินเหนียวอ่อนมีคอนกรีตมาก อุณหภูมิจึงสูง ภาพหน้าตัด B–B ด้านขวาแสดงโครงเหล็กที่เยื้องศูนย์ ด้านที่คอนกรีตหุ้มบางวัดอุณหภูมิได้ต่ำกว่าด้านที่หุ้มหนา รูปตัดด้านข้าง (2D Section) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ดินถม / ดินเหนียวแข็ง ทรายหลวม ดินเหนียวอ่อน ทรายแน่น °C °C B B เครื่องบันทึกอุณหภูมิ ต่อกับสายแต่ละเส้นที่หัวเข็ม สายวัดอุณหภูมิ ผูกกับโครงเหล็ก มีหัววัดตลอดสาย หน้าตัดคอด (Necking) คอนกรีตน้อย → อุณหภูมิต่ำ หน้าตัดบาน (Bulging) คอนกรีตมาก → อุณหภูมิสูง ความร้อนจากไฮเดรชัน แผ่ออกจากเนื้อคอนกรีตทุกทิศ ปลายเสาเข็ม หน้าตัด B–B โครงเหล็กเยื้องศูนย์ไปทางขวา หุ้มหนา หุ้มบาง หัววัดด้านหุ้มหนา → อ่านค่าสูง หัววัดด้านหุ้มบาง → อ่านค่าต่ำ ความต่างอย่างเป็นระบบ = เยื้องศูนย์
แบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัดด้านข้าง) — สายวัดอุณหภูมิผูกกับโครงเหล็กและบันทึกค่าระหว่างที่คอนกรีตยังคายความร้อน ช่วงคอดให้อุณหภูมิต่ำ ช่วงบานให้อุณหภูมิสูง หน้าตัด B–B แสดงว่าหัววัดด้านที่คอนกรีตหุ้มบางอ่านค่าได้ต่ำกว่าด้านที่หุ้มหนา TIP จึงประเมินความหนาคอนกรีตหุ้มเหล็กและการเยื้องศูนย์ของโครงเหล็กได้ (ภาพ: SPN Soil Engineering)
แบบจำลอง 3 มิติ การทดสอบ Thermal Integrity Profiling (TIP) แสดงดินแบบตัดออกและเสาเข็มแบบโปร่ง ภาพสามมิติตัดดินออกหนึ่งมุมให้เห็นเสาเข็มเจาะทั้งต้น สายวัดอุณหภูมิ 4 เส้นผูกกับโครงเหล็กเสริม แต่ละเส้นมีหัววัดเป็นระยะและต่อกับเครื่องบันทึกที่หัวเสาเข็ม ความร้อนจากปฏิกิริยาไฮเดรชันแผ่ออกสู่ดินรอบเสาเข็ม ช่วงหน้าตัดคอดในชั้นทรายหลวมแสดงเป็นสีฟ้าเพราะอุณหภูมิต่ำกว่า ช่วงหน้าตัดบานในชั้นดินเหนียวอ่อนแสดงเป็นสีส้มเข้มเพราะอุณหภูมิสูงกว่า กรอบรายละเอียด C แสดงสายวัดอุณหภูมิที่ผูกกับเหล็กยืน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน รายละเอียด C — สายวัดอุณหภูมิ หัววัดอุณหภูมิ ระยะเท่ากันตลอดสาย ผูกยึดกับเหล็กยืน เหล็กยืน (Main Bar) อีกแบบหนึ่ง: ฝังท่อไว้กับโครงเหล็ก แล้วหย่อนหัววัดลงไปวัดในท่อ C สายวัดอุณหภูมิ 4 เส้น ผูกรอบโครงเหล็กก่อนเทคอนกรีต ความร้อนแผ่ออกสู่ดิน ขณะคอนกรีตคายความร้อน หน้าตัดคอด คอนกรีตน้อย → อุณหภูมิต่ำ หน้าตัดบาน คอนกรีตมาก → อุณหภูมิสูง เสาเข็มเจาะ แสดงแบบโปร่ง เครื่องบันทึกอุณหภูมิ ต่อกับสายแต่ละเส้น ชั้นทรายหลวม ผนังหลุมพังเข้ามา ชั้นดินเหนียวอ่อน คอนกรีตดันบานออก โครงเหล็กเสริม
แบบจำลอง 3 มิติ — สายวัดอุณหภูมิผูกกับโครงเหล็กทุกด้านของหน้าตัด จึงเห็นทั้งรูปร่างเสาเข็มตามความลึกและความหนาคอนกรีตหุ้มเหล็กรอบวง สีฟ้าคือช่วงคอดที่อุณหภูมิต่ำ สีส้มเข้มคือช่วงบานที่อุณหภูมิสูง กรอบ C แสดงสายวัดที่มีหัววัดเป็นระยะตลอดสาย (ภาพ: SPN Soil Engineering)

TIP ตรวจพบข้อบกพร่องอะไรได้บ้าง?

TIP ตรวจพบความผิดปกติที่ทำให้ปริมาณเนื้อคอนกรีตในหน้าตัดเปลี่ยนไป แบ่งได้ 6 เรื่องหลัก ดังนี้

  • หน้าตัดคอดลง (Necking) ช่วงที่คอนกรีตแคบกว่าที่ออกแบบ มักเกิดตรงช่วงที่ผนังหลุมพังหรือดินอ่อนบีบตัวเข้ามา
  • หน้าตัดบานออก (Bulging) ช่วงที่คอนกรีตขยายเข้าไปในชั้นดินอ่อน ทำให้ปริมาณคอนกรีตจริงมากกว่าที่คำนวณ
  • สิ่งเจือปนในเนื้อคอนกรีต เช่น ดิน น้ำโคลน หรือเบนโทไนต์ที่หลุดเข้าไประหว่างเท ซึ่งลดทั้งเนื้อคอนกรีตและความร้อนที่จุดนั้น
  • ความหนาของคอนกรีตหุ้มเหล็กไม่สม่ำเสมอ จากการที่โครงเหล็กเยื้องไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • รัศมีเฉลี่ยของเสาเข็มตามความลึก เมื่อสอบเทียบกับปริมาณคอนกรีตที่ใช้จริง
  • ความต่อเนื่องช่วงหัวเข็มและปลายเข็ม ช่วงนี้อุณหภูมิลดลงตามธรรมชาติเพราะเสียความร้อนออกทางผิวดินและปลายเสาเข็ม (roll-off) ผู้ตีความจึงต้องแยกผลนี้ออกจากข้อบกพร่องจริง

ข้อบกพร่องที่พบบ่อยและสาเหตุที่ทำให้เกิด อธิบายไว้ที่ ข้อบกพร่องในเสาเข็ม สาเหตุและวิธีตรวจพบ

TIP ต่างจาก CSL และ Seismic Integrity Test อย่างไร?

ความต่างหลักของ 3 วิธีอยู่ที่สัญญาณที่ใช้และบริเวณที่ตรวจได้ TIP ใช้ความร้อนและเห็นคอนกรีตนอกโครงเหล็ก CSL ใช้คลื่นเสียงระหว่างท่อจึงตรวจในโครงเหล็กเป็นหลัก ส่วน Seismic Integrity Test ใช้คลื่นจากการเคาะหัวเสาเข็ม ไม่ต้องฝังอุปกรณ์ และใช้กับเสาเข็มที่หล่อไปแล้วได้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเด็นTIPCross Hole Sonic Logging (CSL)Seismic / Low Strain Integrity
มาตรฐานอ้างอิงASTM D7949-25 (Active)แนวทาง ACI PRC-228.2 · ASTM D6760-16 (ถูกถอนปี 2025)มยผ.1551-51 เป็นหลัก · ASTM D5882-16 (ถูกถอนปี 2025)
สัญญาณที่ใช้ความร้อนจากปฏิกิริยาไฮเดรชันคลื่นเสียงระหว่างท่อที่ฝังไว้คลื่นจากการเคาะหัวเสาเข็มด้วยค้อนมือ
ต้องฝังอุปกรณ์ก่อนเทต้อง (สายวัดหรือท่อหย่อนหัววัด)ต้อง (ท่อเหล็กหรือ PVC)ไม่ต้อง
เห็นคอนกรีตนอกโครงเหล็กเห็นไม่เห็นไม่เห็นรายละเอียด
ช่วงเวลาที่ทดสอบได้ขณะไฮเดรชันยังปล่อยความร้อน (ระดับชั่วโมงถึงไม่กี่วัน)หลังคอนกรีตแข็งตัวพอ โดยทั่วไปหลายวันขึ้นไปหลังคอนกรีตได้กำลังตามที่กำหนด
ใช้กับเสาเข็มที่หล่อนานแล้วไม่ได้ได้ ถ้ามีท่อฝังไว้ได้
ค่าใช้จ่ายต่อต้นสูงปานกลางถึงสูงต่ำที่สุด
📌 หมายเหตุเรื่องมาตรฐาน

ASTM D6760-16 (CSL) และ ASTM D5882-16 (Low Strain Integrity) ถูกถอนในปี 2025 งาน CSL จึงอ้างแนวทาง ACI PRC-228.2 ประกอบ การทดสอบความสมบูรณ์แบบแรงกระแทกต่ำในไทยยึด มยผ.1551-51 เป็นเกณฑ์หลัก ส่วน TIP อ้าง ASTM D7949-25 ได้โดยตรงเพราะยังมีสถานะใช้งาน (Active)

วิธีทดสอบความสมบูรณ์แบบแรงกระแทกต่ำที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในไทย อธิบายไว้ที่ Seismic Integrity Test

TIP มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?

TIP มีข้อจำกัดหลัก 3 ข้อ คือต้องติดตั้งอุปกรณ์ก่อนเทคอนกรีต มีช่วงเวลาเก็บข้อมูลจำกัด และตรวจเสาเข็มที่หล่อไปนานแล้วไม่ได้ จึงไม่ใช่วิธีที่ใช้แทนวิธีอื่นได้ทุกกรณี

  1. ต้องติดตั้งอุปกรณ์ก่อนเทคอนกรีต สายวัดอุณหภูมิหรือท่อสำหรับหย่อนหัววัดต้องผูกติดกับโครงเหล็กก่อนหย่อนลงหลุม เมื่อเทคอนกรีตแล้วจะเพิ่มไม่ได้อีก การใช้ TIP จึงต้องอยู่ในแผนควบคุมคุณภาพตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเสาเข็ม
  2. มีหน้าต่างเวลาจำกัด สัญญาณที่ใช้คือความร้อนจากไฮเดรชันซึ่งจะสูงขึ้นแล้วค่อย ๆ ลดลงจนเท่าอุณหภูมิดินรอบข้าง ถ้าเก็บข้อมูลช้าเกินไปก็ไม่เหลือสัญญาณ ทีมทดสอบต้องนัดเวลาให้ตรงกับจังหวะที่คอนกรีตยังคายความร้อนอยู่
  3. ตรวจเสาเข็มที่หล่อไปนานแล้วไม่ได้ เสาเข็มเก่าหรือเสาเข็มของอาคารเดิมมีอุณหภูมิเท่าดินรอบข้าง จึงไม่มีสัญญาณให้วัด กรณีเหล่านี้ต้องใช้ CSL หากมีท่อฝังไว้ หรือวิธีแรงกระแทกต่ำตาม มยผ.1551-51
⚠️ TIP ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนัก

TIP เป็นการทดสอบความสมบูรณ์ของเนื้อเสาเข็มเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเสาเข็มรับน้ำหนักได้เท่าไหร่ การหากำลังต้องใช้การให้น้ำหนักจริง เช่น Static Load Test ตาม ASTM D1143/D1143M-20e1 และ มยผ. 1251 หรือ Dynamic Load Test (PDA) ตาม ASTM D4945 และ มยผ.1252-51

ควรเลือกใช้ TIP เมื่อไหร่?

TIP คุ้มค่าเมื่อความเสียหายของเสาเข็มหนึ่งต้นมีผลต่อโครงการสูง และวางแผนติดตั้งสายวัดได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเสาเข็ม กรณีที่ได้ประโยชน์คุ้มกับการเตรียมงานล่วงหน้า ได้แก่

  • เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่หรือลึกมากที่ความเสียหายหนึ่งต้นมีผลต่อโครงการสูง
  • งานที่ผ่านชั้นดินอ่อนหนา ซึ่งผนังหลุมเสี่ยงพังและคอนกรีตมีโอกาสคอดหรือบานผิดจากที่ออกแบบ
  • งานที่ต้องการยืนยันความหนาของคอนกรีตหุ้มเหล็ก เช่น โครงสร้างในพื้นที่ที่มีการกัดกร่อนสูงหรือใกล้ทะเล
  • งานที่ต้องการผลตรวจเร็ว เพราะเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่วันที่เทคอนกรีตโดยไม่ต้องรอคอนกรีตได้กำลัง
  • งานที่ใช้ควบคู่กับ CSL เพื่อให้ครอบคลุมทั้งในและนอกโครงเหล็ก

สำหรับงานอาคารทั่วไปที่ใช้เสาเข็มเจาะขนาดปกติ ชุดที่ใช้กันแพร่หลายและคุ้มค่าที่สุดยังเป็นการตรวจความสมบูรณ์ด้วย Seismic Integrity Test ควบคู่กับการทดสอบกำลังรับน้ำหนักด้วย PDA ภาพรวมวิธีทดสอบแต่ละแบบดูได้ที่หน้า บริการทดสอบเสาเข็ม

สรุป

Thermal Integrity Profiling ใช้ความร้อนจากปฏิกิริยาไฮเดรชันของคอนกรีตเป็นสัญญาณตรวจความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะตาม ASTM D7949-25 จุดเด่นคือประเมินเนื้อคอนกรีตได้ทั้งหน้าตัด รวมถึงคอนกรีตหุ้มนอกโครงเหล็กเสริมที่ CSL ตรวจไม่ถึง

ข้อแลกเปลี่ยนคือต้องติดตั้งสายวัดก่อนเทคอนกรีต และต้องเก็บข้อมูลภายในช่วงชั่วโมงถึงไม่กี่วันที่คอนกรีตยังคายความร้อน TIP จึงต้องวางแผนล่วงหน้า ใช้ไม่ได้กับเสาเข็มที่หล่อไปนานแล้ว และไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม

⚠️ ขอบเขตของบทความนี้

เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำเชิงออกแบบหรือแผนควบคุมคุณภาพสำหรับโครงการใดโครงการหนึ่ง การเลือกวิธีทดสอบ จำนวนต้นที่ต้องตรวจ และการตัดสินผล ต้องดำเนินการโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ประกอบแบบก่อสร้างและข้อกำหนดของโครงการจริง