คำตอบสั้น ๆ: กฎหมายไม่บังคับ แต่ควรเจาะอย่างยิ่ง

ในมุมวิศวกรรม การเจาะสำรวจดินก่อนสร้างบ้าน 2 ชั้น ควรทำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดที่มีดินอ่อน เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา และพื้นที่ริมแม่น้ำต่าง ๆ

งานเจาะสำรวจดิน Soil Boring ด้วยวิธี SPT เพื่อเก็บตัวอย่างดินและหาค่า N-Value สำหรับออกแบบฐานรากบ้านพักอาศัย
งานเจาะสำรวจดิน (Soil Boring) ด้วยวิธี Standard Penetration Test (SPT) เก็บตัวอย่างดินและหาค่า N-Value ในแต่ละชั้นความลึก เพื่อให้วิศวกรออกแบบฐานรากและเสาเข็มได้เหมาะกับสภาพชั้นดินจริงของแปลงที่ดิน (ภาพ: SPN Soil Engineering)
⚠️ ข้อเท็จจริงที่เจ้าของบ้านควรรู้

บ้าน 2 ชั้นถ่ายน้ำหนักทั้งหลังลงฐานรากและเสาเข็มทุกต้น ฐานรากที่ไม่เหมาะกับสภาพดินคือสาเหตุหลักของปัญหาบ้านทรุด รอยร้าวผนัง และประตูปิดไม่สนิทในระยะยาว

กฎหมายว่าอย่างไร?

สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป (สูง 1–3 ชั้น และไม่ได้อยู่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่) สรุปสาระสำคัญตาม กฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 ได้ดังนี้

1. กฎหมาย "ไม่บังคับ" ให้บ้านทั่วไปต้องเจาะสำรวจดิน

ตามกฎกระทรวงฉบับนี้ (ข้อ 5) ไม่ได้บังคับให้บ้านพักอาศัยทั่วไปแนบรายงานการสำรวจดินในการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง โดยจะบังคับเฉพาะ อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารควบคุมการใช้ที่สูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป และอาคารตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไปในโครงการจัดสรร ซึ่งต้องมีจุดสำรวจไม่น้อยกว่า 3 จุด

2. แต่มี "ข้อจำกัดเชิงลงโทษ" หากไม่เจาะดิน

กฎกระทรวงฉบับเดียวกัน (ข้อ 7) บังคับให้วิศวกรผู้ออกแบบต้องใช้ ค่ากำลังรับน้ำหนักของดินที่ต่ำมาก มาคำนวณแทน เพื่อเผื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด เช่น หากคาดว่าเป็นดินอ่อนให้ใช้หน่วยแรงแบกทานได้ไม่เกิน 20 กิโลปาสกาล หรือแม้แต่หินแข็งสภาพสดก็ให้ใช้ได้ไม่เกิน 250 กิโลปาสกาล — ดูตารางค่ารับน้ำหนักแบบสมมุติครบทุกชนิดดินที่ ไม่เจาะดินได้ไหม? ค่ารับน้ำหนักดินตามกฎหมายเมื่อไม่มีผลสำรวจ

3. ผลกระทบที่ตามมา (ทำไมจึงควรเจาะ)

เมื่อวิศวกรถูกบังคับให้ใช้ค่ารับน้ำหนักดินที่ต่ำมากในการคำนวณ จะต้องออกแบบฐานรากแบบเผื่อเหลือเผื่อขาด (Over-design) เช่น ใช้เสาเข็มยาวเกินจริง หรือทำฐานรากแผ่ขนาดใหญ่และหนากว่าปกติ ทำให้ค่าวัสดุก่อสร้างบานปลายและ แพงกว่าค่าจ้างเจาะสำรวจดินหลายเท่าตัว

✅ สรุป

กฎหมาย ไม่ได้บังคับ ให้บ้านทั่วไปต้องเจาะสำรวจดิน แต่ในทางปฏิบัติและเชิงเศรษฐศาสตร์ ควรเจาะอย่างยิ่ง เพื่อให้วิศวกรออกแบบได้ประหยัด ปลอดภัยตามสภาพดินจริง และป้องกันบ้านทรุดระยะยาว นอกจากนี้ธนาคารหลายแห่งยังขอรายงานเจาะดินประกอบการพิจารณาสินเชื่อบ้านมูลค่าสูงด้วย

สรุปเป็นภาพได้ว่า เส้นทางที่ไม่เจาะดินไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ผู้ออกแบบต้องใช้ค่ารับน้ำหนักดินแบบสมมุติที่ต่ำ ขณะที่เส้นทางที่เจาะสำรวจได้ข้อมูลจริงไปออกแบบให้พอดีกับที่ดินแปลงนั้น

บ้าน 2 ชั้นต้องเจาะดินไหม เส้นทางตามกฎกระทรวงฐานราก พ.ศ. 2566 เมื่อเจาะและไม่เจาะ ผังขั้นตอนเริ่มจากบ้านพักอาศัย 2 ชั้นทั่วไป กฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 ข้อ 5 ไม่บังคับให้แนบรายงานสำรวจดิน โดยบังคับเฉพาะอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารควบคุมการใช้ตั้งแต่ 4 ชั้น และอาคาร 4 ชั้นขึ้นไปในโครงการจัดสรร จากนั้นแยกเป็นสองทาง ทางซ้ายไม่เจาะดิน ข้อ 7 ให้ใช้ค่ากำลังรับน้ำหนักดินแบบสมมุติที่ต่ำ เช่น ดินอ่อนไม่เกิน 20 กิโลปาสกาล ผลคือฐานรากต้องใหญ่หรือเสาเข็มยาวเผื่อ ค่าก่อสร้างสูงกว่าค่าเจาะหลายเท่า ทางขวาเจาะสำรวจ 2 ถึง 3 หลุม ลึกประมาณ 20 ถึง 30 เมตร ได้ค่ารับน้ำหนักจริงจากผลทดสอบ ออกแบบฐานรากได้พอดี และใช้รายงานยื่นขออนุญาตและประกอบสินเชื่อได้ ด้านขวาเป็นผังแปลงบ้าน 100 ถึง 250 ตารางเมตรกับตำแหน่งหลุมเจาะ และระยะเวลา งานสนาม 1 ถึง 2 วัน ห้องปฏิบัติการ 1 ถึง 2 สัปดาห์ รวมประมาณ 7 ถึง 14 วันทำการ บ้าน 2 ชั้น — เจาะ หรือ ไม่เจาะ ต่างกันตรงไหน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน บ้านพักอาศัย 2 ชั้นทั่วไป ไม่ใช่อาคารสูง / ขนาดใหญ่พิเศษ / ≥ 4 ชั้นในโครงการจัดสรร กฎกระทรวงฐานราก พ.ศ. 2566 ข้อ 5 ไม่บังคับให้บ้านทั่วไปแนบรายงานสำรวจดิน ไม่เจาะดิน 1 ข้อ 7 ต้องใช้ค่าสมมุติ ค่ารับน้ำหนักดินที่ต่ำ 2 ฐานรากใหญ่ / เข็มยาวเผื่อ Over-design ตามค่าต่ำ 3 แพงกว่าค่าเจาะหลายเท่า และไม่รู้ชั้นดินจริง เจาะ 2–3 หลุม · 20–30 ม. 1 ได้ค่ารับน้ำหนักจริง จาก SPT + ผล Lab 2 ออกแบบฐานรากพอดี ความยาวเข็มตามชั้นแบกทาน 3 ใช้ยื่นขออนุญาตได้ ธนาคารใช้ประกอบสินเชื่อ เช่น ดินอ่อน ≤ 20 kPa ป้องกันบ้านทรุดไม่เท่ากัน บ้านเดี่ยว 100–250 ตร.ม. ตัวอย่างตำแหน่งหลุมเจาะ ผังบ้าน 2–3 หลุม ที่มุมผังคนละด้าน เส้นประ = หลุมที่ 3 เมื่อดินไม่สม่ำเสมอ ใช้เวลาเท่าไร สนาม 1–2 วัน ห้องปฏิบัติการ 1–2 สัปดาห์ รายงาน วิศวกรรับรอง รวม ~7–14 วันทำการ เผื่อก่อนเริ่มสร้าง ~1 เดือน
บ้าน 2 ชั้นทั่วไปตามกฎกระทรวงฐานราก พ.ศ. 2566 — ข้อ 5 ไม่บังคับรายงานสำรวจดิน แต่ถ้าไม่เจาะ ข้อ 7 ให้ใช้ค่ารับน้ำหนักแบบสมมุติที่ต่ำ ฐานรากจึงต้องเผื่อมาก ส่วนการเจาะ 2–3 หลุมลึกประมาณ 20–30 ม. ให้ค่าจริงสำหรับออกแบบ ใช้เวลารวมประมาณ 7–14 วันทำการ

3 เหตุผลที่บ้าน 2 ชั้นควรเจาะดิน แม้ไม่บังคับ

1. รู้ความยาวเสาเข็มที่เหมาะสมของ "ที่ดินแปลงคุณ"

ความลึกของชั้นดินแข็งที่รับปลายเสาเข็มไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ — แม้ในกรุงเทพฯ ด้วยกันเอง ฝั่งธนบุรีก็ลึกกว่ากรุงเทพฯ ชั้นในหลายเมตร การใช้เสาเข็มสั้นเกินไปจะทำให้บ้านทรุด ยาวเกินไปคือจ่ายเงินทิ้ง ดูความลึกชั้นดินและความยาวเสาเข็มรายพื้นที่ทั่วประเทศได้ที่ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด

2. ป้องกันบ้านทรุดไม่สม่ำเสมอ (Differential Settlement)

ถึงแม้บ้านจะทรุด แต่ถ้าทรุดเท่ากันทุกจุดก็อาจไม่เห็นปัญหา ปัญหาเกิดเมื่อ ทรุดไม่เท่ากัน ทำให้:

  • ผนังร้าวเป็นแนวเฉียงที่ซ่อมยาก
  • กระเบื้องพื้นแตก ปูนพื้นล่อน
  • ประตูและหน้าต่างปิดไม่สนิท
  • ท่อประปาใต้พื้นแตก น้ำรั่วซึม

แบบจำลองด้านล่างแสดงกรณีที่พบบ่อย ชั้นดินเหนียวอ่อนใต้บ้านหลังเดียวกันหนาไม่เท่ากัน เมื่อใช้เสาเข็มยาวเท่ากันทุกต้นโดยไม่มีข้อมูลเจาะสำรวจ ฝั่งที่ปลายเข็มยังอยู่ในดินอ่อนจะทรุดมากกว่า

แบบจำลอง 3 มิติ บ้าน 2 ชั้นทรุดตัวไม่เท่ากัน เมื่อความยาวเสาเข็มไม่สอดคล้องกับชั้นดินจริง ภาพสามมิติบ้านสองชั้นบนแปลงที่ดินที่ตัดให้เห็นชั้นดินด้านหน้า ชั้นดินเหนียวอ่อนหนาขึ้นจากซ้ายไปขวา ใต้บ้านใช้เสาเข็มยาวเท่ากันทุกต้นโดยไม่มีข้อมูลเจาะสำรวจ เสาเข็มฝั่งซ้ายปลายถึงชั้นดินเหนียวแข็ง ส่วนฝั่งขวาปลายเข็มยังอยู่ในดินเหนียวอ่อน บ้านฝั่งขวาจึงทรุดมากกว่า ตัวบ้านเอียง ผนังร้าวแนวเฉียง ประตูหน้าต่างปิดไม่สนิท และพื้นรอบบ้านทรุดเป็นร่อง เส้นประสองเส้นที่มุมผังแสดงตำแหน่งหลุมเจาะที่ควรเจาะก่อนออกแบบ ซึ่งจะเห็นความหนาของดินอ่อนที่ต่างกันก่อนกำหนดความยาวเสาเข็ม การทรุดในภาพขยายให้เห็นชัดและความลึกย่อส่วน แบบจำลอง 3 มิติ — บ้านทรุดไม่เท่ากัน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ผนังร้าวแนวเฉียง ประตู/หน้าต่างปิดไม่สนิท ฝั่งขวาทรุดมากกว่า เส้นประฟ้า = ระดับพื้นเดิม ปลายเข็มถึงดินเหนียวแข็ง ปลายเข็มยังอยู่ในดินอ่อน ดินอ่อนฝั่งนี้หนากว่า เสาเข็มยาวเท่ากันทุกต้น ออกแบบโดยไม่มีผลเจาะ ควรเจาะที่มุมผังก่อนออกแบบ จะเห็นดินอ่อนหนาไม่เท่ากัน การทรุดในภาพขยายให้เห็นชัด · ความลึกย่อส่วน
แบบจำลอง 3 มิติ — บ้าน 2 ชั้นทรุดตัวไม่เท่ากัน เสาเข็มฝั่งซ้ายถึงดินเหนียวแข็ง ฝั่งขวาปลายเข็มยังอยู่ในดินเหนียวอ่อนที่หนากว่า บ้านจึงเอียง ผนังร้าวแนวเฉียง ถ้าเจาะที่มุมผังก่อนออกแบบจะเห็นความต่างนี้ (การทรุดในภาพขยายให้เห็นชัด)

3. ประหยัดค่าซ่อมระยะยาว

ค่าเจาะสำรวจดินบ้านพักอาศัย 20,000–40,000 บาท เปรียบเทียบกับ:

  • ค่าซ่อมรอยร้าวผนัง: 💰💰 มักสูงกว่าค่าเจาะสำรวจดินหลายเท่า และอาจต้องซ่อมซ้ำ
  • ค่าเสริมฐานราก (Underpinning): 💰💰💰 สูงกว่าค่าเจาะสำรวจดินได้ถึงหลักสิบเท่า
  • ค่าเสียโอกาสระหว่างซ่อม: ประเมินค่าไม่ได้

หมายเหตุ: ระดับ 💰 เป็นการเปรียบเทียบสัมพัทธ์ ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับความเสียหาย หน้างาน และผู้รับเหมาแต่ละราย

กรณีที่ "อาจ" ไม่จำเป็นต้องเจาะดิน

มีบางกรณีที่อาจพิจารณาข้ามได้ แต่ ต้องประเมินอย่างรอบคอบโดยวิศวกร:

  • มีรายงานเจาะดินของโครงการข้างเคียง (ใกล้กว่า 50 เมตร) ที่ทำในช่วง 3–5 ปีหลัง
  • พื้นที่บนเนินเขาหรือดินแข็งที่มีหินใกล้ผิวดิน (เช่น หลายพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน)
  • บ้านชั้นเดียวขนาดเล็ก (น้อยกว่า 100 ตร.ม.) บนพื้นที่ดินแข็งชัดเจน
💡 คำแนะนำจากวิศวกร

แม้ในกรณีข้างต้น การมีข้อมูลดินชัดเจนช่วยให้ออกแบบฐานรากแบบ "พอดี" ได้ บางครั้งส่วนที่ประหยัดจากการไม่ตอกเสาเข็มยาวเกินจำเป็น กลับมาคุ้มค่าเจาะดินเสียอีก

เจาะดินบ้าน 2 ชั้น ต้องเจาะกี่หลุม กี่เมตร?

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ขนาดบ้านจำนวนหลุมความลึกราคาประมาณ
บ้านเดี่ยว 100–250 ตร.ม.2–3 หลุม20–30 เมตรเริ่มต้น 20,000–40,000 บาท (ทั้งงาน รวม Lab พื้นฐาน + รายงานรับรองโดยวิศวกร)
บ้านขนาดใหญ่/บ้านหรู 250+ ตร.ม.3–4+ หลุม25–30+ เมตรติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.

* ราคาขึ้นอยู่กับพื้นที่และความยากของงาน และยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน — ติดต่อ SPN เพื่อขอใบเสนอราคาที่แม่นยำ

* ความลึกอ้างอิงแนวทาง วสท. 2551 — เจาะจนถึงชั้นดินแข็ง/ทรายแน่นตามเกณฑ์ที่วิศวกรกำหนด และแนะนำขั้นต่ำราว 3 หลุมเมื่อชั้นดินไม่สม่ำเสมอ

อยากดูช่วงราคาอาคารประเภทอื่น เช่น ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ โรงงาน? อ่าน ราคาเจาะดินบ้านปี 2026 — คู่มือคำนวณงบประมาณ และดูหลักเกณฑ์ทางวิศวกรรมในการกำหนดจำนวนหลุม–ความลึกได้ที่ เจาะสำรวจดินกี่หลุม ลึกเท่าไร?

เจาะดินบ้าน ใช้เวลานานแค่ไหน?

  • วันที่ 1–2: ทีมงานลงพื้นที่ ติดตั้งอุปกรณ์ เจาะและเก็บตัวอย่างดิน
  • สัปดาห์ที่ 1–2: ห้องปฏิบัติการทดสอบ Water Content, Atterberg's Limits, Unconfined Compression
  • ช่วงท้าย: วิศวกรวิเคราะห์ จัดทำ Boring Log และข้อแนะนำการออกแบบฐานราก

รวมระยะเวลาประมาณ 7–14 วันทำการ ถ้าวางแผนก่อนเริ่มก่อสร้างสัก 1 เดือนจะไม่กระทบโครงการ อยากรู้ว่าเอกสาร Boring Log ที่ได้รับมีข้อมูลอะไรบ้างและอ่านอย่างไร อ่านต่อได้ที่ วิธีอ่าน Boring Log ฉบับเข้าใจง่าย

จะจ้างใครเจาะ? เช็คอะไรก่อนจ้าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือรายงานต้องรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน จึงจะใช้ประกอบการออกแบบและยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ควรตรวจว่าบริษัททำการทดสอบตามมาตรฐาน ASTM มีห้องปฏิบัติการของตัวเอง และมีผลงานตรวจสอบได้ — ดูเช็คลิสต์ครบ 7 ข้อที่ วิธีเลือกบริษัทเจาะสำรวจดิน และดูขอบเขตบริการเจาะสำรวจดินของ SPN ได้ที่หน้าเจาะสำรวจและทดสอบดิน

สรุป: ควรเจาะดินก่อนสร้างบ้าน 2 ชั้น

แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้บ้าน 2 ชั้นทุกหลังต้องมีรายงานเจาะดิน แต่ในมุมความปลอดภัยและความคุ้มค่าระยะยาว การลงทุนกับการเจาะดิน 20,000–40,000 บาท เพื่อบ้านที่คุณจะอยู่ 30–50 ปี เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก — และถ้าอยากเข้าใจภาพรวมว่าการเจาะสำรวจดินให้อะไรบ้างในทุกมิติ อ่านต่อได้ที่ ทำไมต้องเจาะสำรวจดินก่อนสร้างบ้าน