ข้อบกพร่องรอยเชื่อมเสาเข็มต่อท่อน 5 แบบ ภาพตัดแนวเชื่อม วิธีตรวจ และผลต่อเสาเข็ม ด้านซ้ายเป็นรูปด้านข้างรอยต่อเสาเข็มสปันที่หน้างาน แผ่นเหล็กปลายสองท่อนชนกันและเชื่อมรอบวง 360 องศา หมายเหตุด้านล่างว่าไมโครไพล์ท่อนละ 1.50 เมตรตอกลึก 21 เมตรมีรอยเชื่อมประมาณ 13 จุดต่อต้น ด้านขวาเป็นห้าแถว แต่ละแถวมีภาพตัดผ่านแนวเชื่อมร่อง V ระหว่างแผ่นเหล็กสองแผ่น แถวที่หนึ่ง เชื่อมไม่เต็มร่องหรือหลอมละลายไม่สมบูรณ์ เนื้อเชื่อมไม่ลึกถึงโคนร่องและมีรอยแยกแนบผิวร่อง ตรวจด้วยสายตาร่วมกับเกจวัดแนวเชื่อม ยืนยันด้วย UT เมื่อสเปกกำหนด แถวที่สอง รอยกัดขอบ เป็นร่องที่ขอบแนวเชื่อมกินเข้าเนื้อเหล็ก ตรวจด้วยสายตาและเกจวัด แถวที่สาม รูพรุน เป็นโพรงกลมที่ผิวและในเนื้อ ตรวจด้วยสายตา PT สำหรับรูที่ผิว และ UT สำหรับโพรงภายใน แถวที่สี่ สแลกฝังใน เป็นก้อนตะกรันค้างระหว่างชั้นเชื่อม ตรวจด้วย UT เป็นหลัก แถวที่ห้า รอยร้าว ร้ายแรงที่สุด ตรวจด้วยสายตาร่วมกับ PT หรือ MT ต้องเจียรออกแล้วเชื่อมใหม่ ห้ามตอกต่อ แถบด้านล่างคือการตรวจสามช่วง ก่อนเชื่อมตรวจการประกอบให้แนวตรงและช่องว่างสม่ำเสมอ ระหว่างเชื่อมให้ครบ 360 องศาและเคาะสแลกทุกชั้น หลังเชื่อมตรวจด้วยสายตาทุกจุดและสุ่มตรวจด้วย PT MT หรือ UT ตามสเปก ข้อบกพร่องรอยเชื่อมเสาเข็ม 5 แบบ และวิธีตรวจ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน รอยต่อเสาเข็มหน้างาน แผ่นเหล็กปลาย End Plate แนวเชื่อม รอบวง 360° เข็มท่อนสั้น = รอยเชื่อมเยอะ ท่อนละ 1.50 ม. ลึก 21 ม. ≈ 13 จุดต่อต้น — คุมทุกจุด ภาพตัดแนวเชื่อม ข้อบกพร่อง · ผลต่อเสาเข็ม วิธีตรวจ เชื่อมไม่เต็มร่อง / หลอมไม่สมบูรณ์ Incomplete Penetration / Fusion หน้าตัดรับแรงน้อยกว่าแบบ เสี่ยงแยกตอนตอก VT + Weld Gauge UT เมื่อสเปกกำหนด รอยกัดขอบ Undercut จุดรวมความเค้น เริ่มร้าวจากความล้า VT + Weld Gauge รูพรุน Porosity ลดพื้นที่รับแรง ความชื้นเข้าถึงเนื้อเหล็ก VT · PT (รูที่ผิว) UT (โพรงภายใน) สแลกฝังใน Slag Inclusion แนวเชื่อมเปราะ อาจแตกขณะตอก UT (VT มองไม่เห็น) รอยร้าว Crack ร้ายแรงสุด: เจียรออก เชื่อมใหม่ ห้ามตอกต่อ VT + PT หรือ MT 1 ก่อนเชื่อม: Fit-up แนวตรง · ช่องว่างสม่ำเสมอ 2 ระหว่างเชื่อม ครบ 360° · เคาะสแลกทุกชั้น 3 หลังเชื่อม: VT 100% สุ่ม PT / MT / UT ตามสเปก
ข้อบกพร่องรอยเชื่อมเสาเข็ม 5 แบบ — ซ้าย: รอยต่อหน้างานที่เชื่อมแผ่นเหล็กปลายรอบวง 360° · ขวา: ภาพตัดแนวเชื่อมของแต่ละข้อบกพร่อง พร้อมวิธีตรวจและผลต่อเสาเข็ม · แถบล่าง: การตรวจ 3 ช่วง ก่อน–ระหว่าง–หลังเชื่อม (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

ทำไมรอยเชื่อมคือจุดอ่อนที่สุดของเสาเข็มต่อท่อน?

รอยเชื่อมเป็นจุดอ่อนที่สุด เพราะเป็นส่วนเดียวของเสาเข็มที่ทำขึ้นหน้างาน และยังต้องรับทั้งแรงอัด แรงดึง และโมเมนต์ดัด เสาเข็มสปัน (Spun Pile) และไมโครไพล์ (Micropile) ผลิตเป็นท่อนคอนกรีตอัดแรงที่ควบคุมคุณภาพในโรงงาน แล้วนำมาต่อกันหน้างานด้วยการเชื่อมแผ่นเหล็กปลาย (End Plate) รอบเส้นรอบวง งานเชื่อมต้องทำกลางแดด กลางฝน ในหลุมแคบ และภายใต้แรงกดดันเรื่องเวลา คุณภาพของรอยต่อจึงแปรปรวนมากที่สุดในบรรดาองค์ประกอบทั้งหมดของเสาเข็ม

ในเชิงกลศาสตร์ รอยต่อไม่ได้รับแค่แรงอัด ระหว่างตอก คลื่นความเค้นที่วิ่งลงไปตามตัวเข็มจะสะท้อนกลับขึ้นมาเป็น แรงดึง (Tensile Stress) โดยเฉพาะช่วงที่ปลายเข็มยังอยู่ในชั้นดินอ่อน นอกจากนี้เมื่อเข็มเยื้องแนวหรือดินด้านข้างไม่สม่ำเสมอ รอยต่อยังต้องรับโมเมนต์ดัดด้วย รอยเชื่อมที่ไม่เต็มหน้าตัดจึงมีโอกาสแยกที่รอยต่อก่อนที่ตัวเข็มจะเสียหาย

สิ่งที่อันตรายกว่าคือ ข้อบกพร่องส่วนใหญ่ไม่แสดงผลทันที เสาเข็มยังตอกลงได้ ยังรับน้ำหนักผ่านในวันทดสอบ แต่รอยร้าวเล็ก ๆ หรือรูพรุนที่เปิดทางให้ความชื้นเข้าถึงเนื้อเหล็ก จะกลายเป็นจุดเริ่มของการกัดกร่อนและการวิบัติในอีกหลายปีข้างหน้า รอยต่อเชื่อมไม่สมบูรณ์จึงเป็นหนึ่งใน 6 สาเหตุหลักที่ทำให้เสาเข็มชำรุด

เข็มท่อนสั้น = รอยเชื่อมเยอะ

ไมโครไพล์ที่ใช้ท่อนละ 1.50 เมตร ถ้าตอกลงลึก 21 เมตร จะมีรอยเชื่อมประมาณ 13 จุดต่อเสาเข็ม 1 ต้น ทุกจุดคือโอกาสเกิดข้อบกพร่องที่ต้องควบคุมคุณภาพเท่ากันหมด ไม่ใช่ตรวจแค่จุดแรกจุดเดียว

รอยเชื่อมเสาเข็มมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง? 5 แบบที่พบบ่อยหน้างาน

ข้อบกพร่องรอยเชื่อม (Weld Defect) ที่พบบ่อยในงานต่อเสาเข็มมี 5 แบบ คือ เชื่อมไม่เต็มร่อง/หลอมละลายไม่สมบูรณ์ รอยกัดขอบ รูพรุน สแลกฝังใน และรอยร้าว แต่ละแบบมีสาเหตุและวิธีตรวจต่างกัน บางแบบเห็นได้ด้วยสายตา บางแบบซ่อนอยู่ในเนื้อเชื่อมและต้องใช้การตรวจแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing) จึงจะพบ ภาพรวมของวิธีตรวจแบบไม่ทำลายสำหรับงานเหล็ก ดูได้ที่บทความตรวจรอยเชื่อมเหล็กด้วย NDT

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชนิดข้อบกพร่องลักษณะที่เห็นสาเหตุที่พบบ่อยวิธีตรวจผลต่อเสาเข็ม
เชื่อมไม่เต็มร่อง / หลอมละลายไม่สมบูรณ์
Incomplete Joint Penetration / Incomplete Fusion
สองอาการที่มักพบคู่กัน — เชื่อมไม่เต็มร่อง คือเนื้อเชื่อมไม่ลึกเต็มความหนารอยต่อ แนวเชื่อมเว้าต่ำกว่าผิวแผ่นเหล็ก หรือบางช่วงไม่มีเนื้อเชื่อมเลย ส่วน หลอมละลายไม่สมบูรณ์ คือเนื้อเชื่อมไม่หลอมติดกับเหล็กเดิม เหลือเป็นรอยแยกแนบผิวร่อง กระแสเชื่อมต่ำเกินไป เดินลวดเร็ว ผิวสัมผัสไม่สะอาด เชื่อมไม่ครบรอบวง 360° ตรวจด้วยสายตา (VT) ร่วมกับ Weld Gauge วัดขนาดแนวเชื่อม ยืนยันด้วย Ultrasonic (UT) เมื่อสเปกกำหนด หน้าตัดรับแรงจริงน้อยกว่าที่ออกแบบ เสี่ยงแยกตอนตอกหรือเมื่อรับแรงดึง
รอยกัดขอบ
Undercut
ร่องลึกเป็นแนวยาวตามขอบแนวเชื่อม กินเข้าไปในเนื้อเหล็กเดิม กระแสเชื่อมสูงเกินไป มุมลวดผิด ความเร็วเดินลวดไม่สม่ำเสมอ ตรวจด้วยสายตา (VT) และวัดความลึกร่องด้วย Weld Gauge ลดความหนาประสิทธิผลของแผ่นเหล็ก และเป็นจุดรวมความเค้น (Stress Concentration) ที่เริ่มร้าวจากความล้า
รูพรุน
Porosity
จุดกลมเล็กกระจายบนผิวแนวเชื่อม หรือโพรงอากาศภายในเนื้อเชื่อม ความชื้นในลวดเชื่อมหรือผิวเหล็ก สนิม คราบน้ำมัน ลมแรงพัดแก๊สปกคลุมหลุด VT สำหรับรูที่ผิว, Dye Penetrant (PT) สำหรับรูเปิดผิวขนาดเล็ก, UT สำหรับโพรงภายใน ลดพื้นที่รับแรง และเปิดทางให้ความชื้นเข้าถึงเนื้อเหล็ก เร่งการกัดกร่อนระยะยาว
สแลกฝังใน
Slag Inclusion
ก้อนตะกรันสีเข้มค้างอยู่ในเนื้อเชื่อม มักพบเมื่อเชื่อมหลายชั้น มองไม่เห็นจากผิว ไม่เคาะสแลกออกก่อนเชื่อมชั้นถัดไป มุมร่องแคบเกินจนลวดเข้าไม่ถึงก้นร่อง Ultrasonic (UT) เป็นหลัก เพราะเป็นข้อบกพร่องภายในที่ VT มองไม่เห็น ทำให้แนวเชื่อมเปราะและมีจุดอ่อนซ่อนอยู่ อาจแตกภายใต้แรงกระแทกขณะตอก
รอยร้าว
Crack
เส้นแตกบนแนวเชื่อมหรือในบริเวณกระทบร้อน (HAZ) มักเห็นชัดหลังแนวเชื่อมเย็นตัว เย็นตัวเร็วเกินไปจากฝนหรือน้ำในหลุม ไฮโดรเจนในแนวเชื่อม หรือต่อเข็มเยื้องศูนย์จนเกิดแรงดัด VT ร่วมกับ Dye Penetrant (PT) หรือ Magnetic Particle (MT) ร้ายแรงที่สุด ต้องเจียรออกแล้วเชื่อมใหม่ตามที่วิศวกรผู้ควบคุมงานกำหนด ห้ามตอกต่อ
การต่อเยื้องศูนย์ ไม่ใช่ข้อบกพร่องของรอยเชื่อม แต่เป็นต้นเหตุ

ถ้าท่อนบนกับท่อนล่างไม่อยู่ในแนวเดียวกัน (Misalignment) หรือระยะห่างระหว่างแผ่นเหล็กไม่สม่ำเสมอรอบวง รอยเชื่อมจะต้องรับแรงดัดเพิ่มขึ้นทันทีที่เริ่มตอก และมักลงเอยด้วยรอยร้าว ปัญหานี้แก้ที่ขั้นตอนการประกอบ (Fit-up) ก่อนจุดไฟเชื่อม ไม่ใช่แก้ด้วยการเพิ่มเนื้อเชื่อม เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ให้ยึดตามสเปกโครงการและข้อกำหนดของผู้ผลิตเสาเข็มแต่ละราย

ตรวจรอยเชื่อมเสาเข็มอย่างไร ต้องทำอะไรบ้างในแต่ละช่วง?

การตรวจรอยเชื่อมเสาเข็มแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ก่อนเชื่อม ระหว่างเชื่อม และหลังเชื่อม ข้อบกพร่องส่วนใหญ่ป้องกันได้ใน 2 ช่วงแรก ส่วนช่วงหลังเชื่อมคือการยืนยันผลและเก็บหลักฐาน การเดินไปดูตอนเชื่อมเสร็จเพียงครั้งเดียวจึงไม่พอ

1. ก่อนเชื่อม — ตรวจการประกอบ (Fit-up)

  • ผิวแผ่นเหล็กปลายทั้งสองด้านสะอาด ไม่มีดิน คราบน้ำมัน หรือสนิมหลุดร่อน
  • ท่อนบนกับท่อนล่างอยู่ในแนวเดียวกัน ตรวจด้วยระดับน้ำ 2 ด้านที่ตั้งฉากกัน
  • ระยะห่างระหว่างแผ่นเหล็ก (Root Gap) สม่ำเสมอรอบเส้นรอบวง
  • ลวดเชื่อมถูกชนิดและขนาดตามสเปก เก็บในที่แห้ง ไม่มีสนิมหรือความชื้นเกาะ
  • ช่างเชื่อมมีคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนด และเครื่องเชื่อมตั้งกระแสได้ตามใบกำหนดวิธีเชื่อม

2. ระหว่างเชื่อม — ควบคุมกระบวนการ

  • เชื่อมครบรอบเส้นรอบวง 360° ไม่ข้ามช่วงที่เข้าถึงยาก
  • เชื่อมเป็นชั้น (Pass) ตามที่กำหนด และเคาะสแลกออกทุกชั้นก่อนเชื่อมชั้นถัดไป
  • เชื่อมสลับด้านตรงข้ามกัน เพื่อลดการบิดตัวจากความร้อนสะสมด้านเดียว
  • ห้ามราดน้ำเร่งให้เย็น เพราะทำให้เนื้อเชื่อมแข็งเปราะและร้าวได้
  • ถ้าฝนตกหรือมีน้ำขังที่หัวเข็ม ต้องคลุมกันน้ำและไล่ความชื้นก่อน

3. หลังเชื่อม — ตรวจและบันทึก

  • เคาะสแลกและทำความสะอาดผิวแนวเชื่อมก่อนตรวจทุกครั้ง
  • ตรวจด้วยสายตา (VT) ทุกจุดต่อ 100% เป็นด่านแรกเสมอ
  • สุ่มตรวจด้วย PT / MT / UT ตามวิธีและอัตราที่สเปกโครงการกำหนด
  • ถ่ายภาพพร้อมระบุหมายเลขเสาเข็ม ตำแหน่งรอยต่อ และความลึกของรอยต่อนั้น
  • ทาสีกันสนิมหรือหุ้มปูนตามแบบ ก่อนจะตอกจมลงไปในดิน

วิธีและอัตราการสุ่มตรวจไม่ใช่ตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้ทุกโครงการ ให้ยึดตามสเปกของผู้ออกแบบและข้อกำหนดของผู้ผลิตเสาเข็มเป็นหลัก หากในแบบไม่ได้ระบุ ควรหารือกับวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อนเริ่มตอกต้นแรก

ภาพ 2 มิติด้านล่างแสดงรูปด้านข้างขณะประกอบรอยต่อ และรายละเอียดร่อง V ที่เติมเนื้อเชื่อมเป็นชั้น ส่วนภาพ 3 มิติแสดงการต่อเสาเข็มหน้างาน พร้อมระดับน้ำสองด้านและลำดับเชื่อมสลับด้าน ให้ดูคู่กับการตรวจทั้ง 3 ช่วงข้างต้น

แบบจำลอง 2 มิติ การต่อเสาเข็มสปันด้วยการเชื่อมแผ่นเหล็กปลาย และรายละเอียดรอยเชื่อมหลายชั้นในร่อง V ด้านซ้ายเป็นรูปด้านข้างขณะประกอบรอยต่อ ท่อนล่างตอกลงไปแล้วโผล่เหนือดิน ท่อนบนถูกยกค้างไว้ด้วยปั้นจั่นให้แผ่นเหล็กปลายของสองท่อนชนกันโดยมีช่องว่างสม่ำเสมอรอบวง ตรวจแนวด้วยระดับน้ำสองด้านที่ตั้งฉากกัน กรอบรายละเอียด B ด้านขวาตัดผ่านผนังเสาเข็มที่รอยต่อ แสดงคอนกรีตอัดแรงและลวดอัดแรงที่ยึดกับแผ่นเหล็กปลาย ขอบแผ่นเหล็กลบมุมเป็นร่อง V เนื้อเชื่อมเติมเป็นชั้นแรก ชั้นเติม และชั้นปิดหน้า มีบริเวณกระทบร้อนรอบแนวเชื่อม และใช้เกจวัดแนวเชื่อมตรวจขนาด ภาพมุมบนด้านล่างขวาแสดงตำแหน่งระดับน้ำสองด้านและลำดับการเชื่อมสลับด้านตรงข้าม รูปด้านข้าง + รายละเอียดรอยต่อ (2D) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน B ท่อนบน ยกค้างด้วยปั้นจั่นขณะเชื่อม ระดับน้ำ 2 ด้าน ตั้งฉากกัน 90° ตรวจแนวตรง แผ่นเหล็กปลาย End Plate ฝังมากับเสาเข็ม ช่องว่าง Root Gap สม่ำเสมอรอบเส้นรอบวง ท่อนล่าง ตอกลงไปแล้ว โผล่พ้นดิน ช่องกลวงเสาเข็มสปัน รายละเอียด B — ตัดผ่านผนังที่รอยต่อ ช่อง กลวง ลวดอัดแรง (PC Wire) ยึดหัวกับแผ่นเหล็กปลาย ชั้นปิดหน้า (Cap) นูนเล็กน้อย ไม่เว้าต่ำกว่าผิว ชั้นแรก + ชั้นเติม เคาะสแลกออกทุกชั้น บริเวณกระทบร้อน (HAZ) จุดที่รอยร้าวมักเริ่ม แผ่นเหล็กปลาย คอนกรีตอัดแรง เกจวัดแนวเชื่อม มุมบน — ตรวจแนว + ลำดับเชื่อม 1 2 3 4 ระดับน้ำ 2 ตำแหน่ง ตั้งฉากกัน ตรวจแนวท่อนบน–ท่อนล่าง เชื่อมสลับด้านตรงข้าม 1→2→3→4 ลดการบิดตัวจากความร้อนสะสม ครบรอบวง 360° ทุกชั้น ห้ามราดน้ำเร่งให้เย็น
แบบจำลอง 2 มิติ — ซ้าย: ท่อนบนถูกยกค้างให้แผ่นเหล็กปลายชนกันโดยมีช่องว่างสม่ำเสมอ ตรวจแนวด้วยระดับน้ำสองด้าน · กรอบ B: ขอบแผ่นเหล็กปลายลบมุมเป็นร่อง V เติมเนื้อเชื่อมเป็นชั้นแรก ชั้นเติม และชั้นปิดหน้า บริเวณกระทบร้อน (HAZ) คือจุดที่รอยร้าวมักเริ่ม · มุมบน: เชื่อมสลับด้านตรงข้ามให้ครบรอบวง รูปทรงร่องและจำนวนชั้นเชื่อมจริงให้ยึดตามแบบและข้อกำหนดของผู้ผลิตเสาเข็ม (ภาพ: SPN Soil Engineering)
แบบจำลอง 3 มิติ การต่อเสาเข็มสปันหน้างาน แสดงแนวเชื่อมรอบวง ระดับน้ำสองด้าน ลำดับการเชื่อม และแผ่นเหล็กปลายแบบแยกชิ้น ภาพสามมิติเสาเข็มสปันท่อนล่างที่ตอกลงดินแล้วโผล่เหนือพื้น ท่อนบนแขวนด้วยสลิงจากตะขอปั้นจั่นวางตรงแนวบนท่อนล่าง ที่รอยต่อมีแนวเชื่อมรอบเส้นรอบวงระหว่างแผ่นเหล็กปลายของสองท่อน ตัวเลข 1 ถึง 4 แสดงลำดับการเชื่อมสลับด้านตรงข้าม ระดับน้ำสองอันติดที่ผิวท่อนบนในตำแหน่งตั้งฉากกันเพื่อตรวจแนว หัวเสาเข็มด้านบนแสดงช่องกลวงของเสาเข็มสปัน กรอบรายละเอียด C แสดงแผ่นเหล็กปลายของท่อนบนและท่อนล่างแบบแยกชิ้น มีรูยึดลวดอัดแรงรอบวงและขอบลบมุมที่ประกบกันเป็นร่อง V สำหรับเติมเนื้อเชื่อม แบบจำลอง 3 มิติ (3D) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 2 3 4 ตะขอปั้นจั่น + สลิง ยกท่อนบนค้างไว้ตรงแนว ช่องกลวงเสาเข็มสปัน ระดับน้ำ 2 ด้าน ติดตั้งฉากกัน 90° ลำดับเชื่อมสลับด้าน 1→2→3→4 ลดการบิดตัว แนวเชื่อมรอบวง 360° ระหว่างแผ่นเหล็กปลาย ท่อนล่าง (ตอกแล้ว) แสดงแบบโปร่งใต้ดิน ตรวจหลังเชื่อม VT 100% · PT/MT/UT ตามสเปก บันทึกความลึกรอยต่อ ส่งให้ทีมทดสอบก่อนแปลผล Seismic ที่หัวจับลวดเชื่อม เชื่อมเป็นชั้น เคาะสแลกทุกชั้น รายละเอียด C — แผ่นเหล็กปลาย ท่อนบน ท่อนล่าง ● รูยึดหัวลวดอัดแรง (PC Wire) ขอบลบมุม ประกบกันเป็นร่อง V ให้เติมเนื้อเชื่อม ผิวต้องสะอาด แห้ง ไม่มีสนิม/คราบน้ำมัน
แบบจำลอง 3 มิติ — ท่อนล่างตอกแล้วโผล่พ้นดิน ท่อนบนแขวนด้วยสลิงให้ตรงแนว ติดระดับน้ำสองด้านที่ตั้งฉากกัน ตัวเลข 1–4 คือลำดับเชื่อมสลับด้านตรงข้าม กรอบ C แสดงแผ่นเหล็กปลายของสองท่อนแบบแยกชิ้น ผิวต้องสะอาด แห้ง ไม่มีสนิมหรือคราบน้ำมันก่อนเชื่อม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ไมโครไพล์ท่อนละ 1.5 เมตร ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?

เสาเข็มไมโครไพล์ท่อนละ 1.50 เมตร วางเรียงที่หน้างานต่อเติม พร้อมป้ายโครงการ
ไมโครไพล์ที่ใช้ท่อนสั้น 1.50 เมตร เพื่อเข้าพื้นที่แคบ ทำให้จำนวนรอยเชื่อมต่อความยาว 1 เมตร สูงกว่าเสาเข็มสปันมาก (ภาพ: หน้างานจริงของ SPN)

ไมโครไพล์ท่อนละ 1.50 เมตรต้องระวัง 2 เรื่อง คือ จำนวนรอยเชื่อมที่มากกว่าเสาเข็มสปันหลายเท่า และสภาพการเชื่อมในหลุมแคบ ไมโครไพล์ในงานต่อเติมบ้านหรือเสริมฐานรากมักใช้ท่อนสั้น เพราะต้องขนเข้าพื้นที่แคบและใช้ปั้นจั่นขนาดเล็ก ตอกลึก 15 เมตร มีรอยเชื่อมราว 9 จุด ตอกลึก 21 เมตร มีราว 13 จุด ส่วนเสาเข็มสปันท่อนละ 6 เมตร ที่ความลึกเท่ากันมีรอยเชื่อมเพียง 2–3 จุด

นอกจากจำนวนแล้ว เงื่อนไขหน้างานยังยากกว่า ช่างต้องเชื่อมในหลุมแคบที่ยืนเข้าถึงได้ไม่ครบทุกด้าน มุมเชื่อมไม่สม่ำเสมอ และบ่อยครั้งมีน้ำขังที่ก้นหลุมทำให้แนวเชื่อมเย็นตัวเร็วเกินไป ทั้งหมดนี้ทำให้ การควบคุมคุณภาพรอยเชื่อมของไมโครไพล์สำคัญกว่าเสาเข็มชนิดอื่น

ไมโครไพล์ไม่เหมาะกับ Seismic Integrity Test

เพราะรอยต่ออยู่ถี่ทุก 1.50 เมตร สัญญาณสะท้อนจากรอยต่อจำนวนมากจะทับซ้อนกันจนแยกไม่ออกว่าอันไหนคือรอยต่อปกติ อันไหนคือรอยแตกจริง SPN จึงแนะนำให้ใช้ PDA (Dynamic Load Test) ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพรอยเชื่อมหน้างาน แทนการพึ่งผล Seismic Test เพียงอย่างเดียว

สำหรับงานต่อเติมบ้าน บทความต่อเติมบ้านตอกไมโครไพล์ ต้องทดสอบเสาเข็มไหม? อธิบายเหตุผลที่ควรทดสอบ วิธีที่เหมาะ และปัญหาที่พบบ่อยของไมโครไพล์

รอยเชื่อมมีผลต่อผลทดสอบเสาเข็มอย่างไร?

รอยเชื่อมส่งผลต่อการทดสอบเสาเข็มแต่ละวิธีไม่เหมือนกัน Seismic Integrity Test เห็นรอยต่อเป็นคลื่นสะท้อน แต่บอกคุณภาพแนวเชื่อมโดยตรงไม่ได้ PDA ตรวจจับรอยต่อที่แยกออกขณะตอกได้ ส่วน Static Load Test แบบแรงอัดอาจไม่แสดงข้อบกพร่องของรอยเชื่อมเลย

กราฟสัญญาณ Seismic Integrity Test แสดงคลื่นสะท้อนที่ตำแหน่งรอยต่อเชื่อมของเสาเข็มที่ความลึก 7 เมตร
คลื่นสะท้อนที่เกิดจากรอยต่อเชื่อมปรากฏเป็นขยักในกราฟความเร็ว ต้องอ่านคู่กับบันทึกความลึกรอยต่อจึงจะไม่สับสนกับรอยแตก (ภาพ: ผลทดสอบจริงของ SPN)

Seismic Integrity Test (มยผ.1551-51) ส่งคลื่นความเค้นระดับต่ำลงไปตามตัวเข็ม เมื่อคลื่นวิ่งผ่านรอยต่อที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตัดหรือความหนาแน่น จะสะท้อนกลับบางส่วนและปรากฏเป็นขยักในกราฟความเร็ว ผู้แปลผลต้องรู้ความลึกของรอยต่อล่วงหน้า จึงจะแยกออกว่าขยักนั้นคือรอยต่อปกติหรือรอยแตกจริง (ดูวิธีอ่านผล Seismic Integrity Test)

PDA / Dynamic Load Test (มยผ.1252-51, ASTM D4945) วัดแรงและความเร็วที่หัวเข็มขณะตอกด้วยตุ้มน้ำหนัก หากรอยเชื่อมแยกออกจากกัน จะมีคลื่นสะท้อนกลับขึ้นมาที่เวลาตรงกับความลึกของรอยต่อ กราฟแรงจะลดลงผิดปกติเมื่อเทียบกับกราฟความเร็ว ค่า BTA ที่บอกระดับความเสียหายของหน้าตัดจะต่ำลง และผลวิเคราะห์ CAPWAP จะแสดงความไม่ต่อเนื่องของตัวเข็มที่ตำแหน่งนั้น

การติดตั้งเซนเซอร์วัดแรงและความเร่งบนเสาเข็มไมโครไพล์เพื่อทดสอบ PDA ที่หน้างาน
ติดตั้งเซนเซอร์ PDA บนไมโครไพล์ก่อนตอกทดสอบ — วิธีนี้ตรวจจับความไม่ต่อเนื่องที่รอยต่อได้ในขณะตอกจริง (ภาพ: หน้างานจริงของ SPN)

Static Load Test (ASTM D1143) กดน้ำหนักลงบนหัวเข็มเป็นแรงอัดเป็นหลัก รอยเชื่อมที่ไม่สมบูรณ์แต่ยังชนกันสนิทจึงอาจ ผ่าน การทดสอบได้ ทั้งที่ความสามารถรับแรงดึงและแรงดัดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการทดสอบเสาเข็มจึงแทนการควบคุมคุณภาพรอยเชื่อมหน้างานไม่ได้ ทั้งสองอย่างต้องทำคู่กัน

เคล็ดลับลดการตีความผิด

บันทึกความลึกของรอยต่อทุกจุดขณะตอก แล้วส่งบันทึกนี้ให้ทีมทดสอบก่อนวันทดสอบ จะช่วยให้การอ่านกราฟ Seismic Test แม่นยำขึ้นมาก และลดกรณีที่รอยต่อปกติถูกรายงานเป็นข้อบกพร่อง

ตรวจรอยเชื่อมเสาเข็มหน้างานต้องเช็คอะไรบ้าง? เช็คลิสต์ 8 ข้อ

ใช้ 8 ข้อนี้ตรวจทุกรอยต่อ ตั้งแต่ก่อนจุดไฟเชื่อมจนถึงก่อนตอกท่อนถัดไป ถ้าข้อใดไม่ผ่าน ให้แก้ไขตามที่วิศวกรผู้ควบคุมงานกำหนดก่อนตอกต่อ

  1. ผิวแผ่นเหล็กปลายสะอาด แห้ง ไม่มีสนิมหลุดร่อนหรือคราบน้ำมัน
  2. ท่อนบน–ท่อนล่างอยู่ในแนวเดียวกัน ตรวจด้วยระดับน้ำ 2 ด้านตั้งฉาก
  3. ลวดเชื่อมถูกชนิด เก็บแห้ง และตั้งกระแสเชื่อมตามที่กำหนด
  4. เชื่อมครบรอบวง 360° ครบจำนวนชั้นตามสเปก
  5. เคาะสแลกออกทุกชั้น และทำความสะอาดผิวก่อนตรวจ
  6. ตรวจด้วยสายตา (VT) ทุกจุดต่อ ไม่มีรอยร้าว รูพรุน หรือรอยกัดขอบเกินเกณฑ์
  7. สุ่มตรวจด้วย PT / MT / UT ตามอัตราที่สเปกโครงการกำหนด
  8. ถ่ายภาพและบันทึกหมายเลขเสาเข็ม ตำแหน่งและความลึกของรอยต่อทุกจุด

เช็คลิสต์นี้ใช้เป็นแนวทางทั่วไป หากโครงการมีข้อกำหนดเฉพาะจากผู้ออกแบบหรือผู้ผลิตเสาเข็ม ให้ยึดเอกสารของโครงการเป็นหลักเสมอ

สรุป

รอยเชื่อมคือชิ้นส่วนเดียวของเสาเข็มต่อท่อนที่ผลิตขึ้นหน้างาน จึงเป็นจุดที่คุณภาพแปรปรวนที่สุดและควบคุมได้ยากที่สุด ข้อบกพร่องที่พบบ่อยมี 5 แบบ คือ เชื่อมไม่เต็มร่อง รอยกัดขอบ รูพรุน สแลกฝังใน และรอยร้าว โดยสแลกฝังในและรอยร้าวตรวจด้วยสายตาอย่างเดียวไม่พอ

แนวทางที่ใช้ได้จริงคือ ตรวจการประกอบก่อนจุดไฟเชื่อม ควบคุมกระบวนการระหว่างเชื่อม แล้วตรวจด้วยสายตา 100% พร้อมสุ่มตรวจด้วยวิธีไม่ทำลายตามสเปก สำหรับไมโครไพล์ที่มีรอยต่อถี่ ควรใช้ PDA ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพรอยเชื่อม แทนการพึ่งผล Seismic Test เพียงอย่างเดียว หากไม่แน่ใจว่าโครงการควรกำหนดวิธีตรวจรอยเชื่อมหรือวิธีทดสอบเสาเข็มแบบใด ปรึกษาทีมวิศวกรของ SPN ได้โดยตรง