ข้อพิพาทระหว่างเจ้าของโครงการกับเพื่อนบ้านที่พบบ่อยที่สุดในงานฐานราก คือเรื่องรอยร้าวที่ปรากฏขึ้นในช่วงตอกเสาเข็ม ฝั่งหนึ่งยืนยันว่าบ้านไม่เคยร้าวมาก่อน อีกฝั่งยืนยันว่าตอกตามมาตรฐานแล้ว และเกือบทุกครั้งทั้งสองฝ่ายไม่มีข้อมูลเชิงตัวเลขมาสนับสนุนคำพูดของตัวเอง งานตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน (Vibration Monitoring) และการสำรวจสภาพอาคารก่อนก่อสร้าง (Pre-Construction Survey) จึงเป็นสองเครื่องมือที่เปลี่ยนการโต้เถียงเชิงความรู้สึกให้กลายเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้

ชั้นดิน ตุ้มตอก เสาเข็ม คลื่นแรงสั่นสะเทือนลดลงตามระยะทาง อาคารข้างเคียง Geophone วัด PPV
คลื่นแรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็มแพร่ผ่านชั้นดินและลดระดับลงตามระยะทาง การวัดจึงต้องติดตั้งเครื่องวัดที่ตัวอาคารข้างเคียงจริง ไม่ใช่คำนวณจากระยะห่างอย่างเดียว

ตอกเสาเข็มทำให้บ้านข้างเคียงร้าวได้จริงไหม

คำตอบคือได้ แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่าง "รู้สึกสั่น" กับ "เสียหายจนร้าว" ซึ่งอยู่คนละระดับกันมาก งานวิจัยและเกณฑ์สากลด้านแรงสั่นสะเทือนในอาคารระบุตรงกันว่า มนุษย์เป็นเซ็นเซอร์ที่ไวมาก คนเริ่มรับรู้การสั่นได้ตั้งแต่ระดับความเร็วอนุภาคเพียงประมาณ 0.3–1 มิลลิเมตรต่อวินาที และเริ่มรู้สึกรำคาญหรือตกใจที่ระดับไม่กี่มิลลิเมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับที่เริ่มทำให้ผนังฉาบเกิดรอยร้าวขนาดเล็ก (cosmetic crack) ในอาคารพักอาศัยทั่วไปอยู่ที่ราว 5–20 มิลลิเมตรต่อวินาที ตามเกณฑ์อ้างอิงที่นิยมใช้

ช่องว่างระหว่างสองระดับนี้กว้างราว 5–60 เท่า นั่นแปลว่าในหน้างานส่วนใหญ่ เพื่อนบ้านจะรู้สึกสั่นชัดเจนและกังวลมาก ทั้งที่ค่าที่วัดได้จริงยังห่างจากเกณฑ์ความเสียหายอยู่มาก ในทางกลับกันก็มีกรณีที่ค่าจริงเกินเกณฑ์แต่ไม่มีใครสังเกต เพราะการรับรู้ของคนขึ้นกับความถี่และเวลาที่สัมผัสด้วย ไม่ได้ขึ้นกับความรุนแรงอย่างเดียว การใช้ความรู้สึกตัดสินจึงไม่น่าเชื่อถือทั้งสองทาง

ปัจจัยที่ทำให้แรงสั่นสะเทือนจากงานตอกเสาเข็มรุนแรงต่างกันในแต่ละหน้างาน ได้แก่ พลังงานที่ใช้ตอกและน้ำหนักตุ้ม ระบบเสาเข็มที่เลือกใช้ ความแข็งของชั้นดินที่ปลายเข็มต้องเจาะผ่าน ความลึกของชั้นทรายแน่น ระยะห่างจากอาคารข้างเคียง และที่มักถูกมองข้ามคือสภาพเดิมของอาคารข้างเคียงเอง อาคารเก่าที่มีรอยร้าวสะสม โครงสร้างก่ออิฐไม่มีเสาเอ็นทับหลัง หรือฐานรากตื้นวางบนดินถม จะไวต่อการสั่นมากกว่าอาคารโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีเสาเข็มรองรับ หากยังไม่แน่ใจว่าระบบเสาเข็มแต่ละแบบต่างกันอย่างไร อ่านเพิ่มได้ที่ เปรียบเทียบชนิดเสาเข็ม

วัดแรงสั่นสะเทือนด้วยอะไร และอ่านค่าอย่างไร

เครื่องมือหลักคือ geophone หรือหัววัดความเร็วอนุภาคแบบสามแกน ติดตั้งยึดแน่นกับพื้นหรือฐานรากของอาคารที่ต้องการเฝ้าระวัง ต่อเข้ากับเครื่องบันทึกที่เก็บสัญญาณต่อเนื่องตลอดช่วงทำงาน ค่าที่รายงานเป็นหลักคือ PPV (Peak Particle Velocity) หรือความเร็วสูงสุดที่อนุภาคของพื้นเคลื่อนที่ มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรต่อวินาที (mm/s) โดยวัดพร้อมกันสามแกนคือแนวรัศมี แนวขวาง และแนวดิ่ง

สิ่งที่ต้องอ่านคู่กับ PPV เสมอคือ ความถี่เด่น (dominant frequency) มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ เพราะเกณฑ์ความเสียหายไม่ได้เป็นตัวเลขเดียว แต่ผูกกับความถี่ อาคารแต่ละหลังมีความถี่ธรรมชาติของตัวเอง ถ้าความถี่ของคลื่นที่มาถึงใกล้เคียงกับความถี่ธรรมชาติของอาคาร การตอบสนองจะถูกขยาย ทำให้เกิดความเสียหายได้ที่ค่า PPV ต่ำกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้เกณฑ์สากลจึงอนุญาตให้ค่า PPV สูงขึ้นได้เมื่อความถี่สูงขึ้น เพราะการสั่นความถี่สูงทำให้เกิดการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ในโครงสร้างน้อยกว่า

นอกจากนี้ในงานที่ต้องดูแลอาคารอนุรักษ์หรืออาคารที่ไวเป็นพิเศษ มักเสริมด้วยเครื่องวัดที่รายงานผลแบบต่อเนื่องพร้อมระบบแจ้งเตือน เมื่อค่าที่วัดได้เกินระดับเตือน (alert level) ที่ตั้งไว้ต่ำกว่าเกณฑ์ความเสียหาย ผู้ควบคุมงานจะได้ปรับวิธีทำงานทันทีก่อนที่ค่าจะไปแตะเกณฑ์จริง แนวคิดนี้เหมือนกับงานเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของดินและโครงสร้างด้วยเครื่องมือวัดในงาน Instrumentation ที่ใช้ระบบค่าเตือนสามระดับเช่นกัน

ค่าแรงสั่นสะเทือนเท่าไหร่ถึงเรียกว่าอันตราย

ประเทศไทยไม่มีการกำหนดค่าเกณฑ์ PPV สำหรับงานก่อสร้างไว้เป็นตัวเลขเดียวในกฎหมายอาคาร ในทางปฏิบัติสเปกโครงการ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสัญญาก่อสร้างของโครงการขนาดใหญ่มักอ้างอิงเกณฑ์ต่างประเทศ โดยที่พบบ่อยที่สุดคือ DIN 4150-3 ของเยอรมนี รองลงมาคือ BS 7385-2 ของอังกฤษ และใช้ ISO 4866 เป็นแนวทางด้านวิธีการวัดและประเมินผล ตารางด้านล่างสรุปช่วงค่าตามแนวทาง DIN 4150-3 ซึ่งวัดที่ฐานรากอาคารและเป็นค่าที่แปรตามความถี่

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ช่วงค่า PPV แนะนำตามแนวทาง DIN 4150-3 (วัดที่ฐานราก หน่วย mm/s)
ประเภทอาคาร ช่วงค่า PPV แนะนำ หมายเหตุ
อาคารพาณิชย์ / อาคารอุตสาหกรรม โครงสร้างแข็งแรง ประมาณ 20–50 ค่าต่ำใช้กับความถี่ต่ำ (ราว 1–10 Hz) ค่าสูงใช้กับความถี่สูง
อาคารพักอาศัยทั่วไป ประมาณ 5–20 กลุ่มที่พบมากที่สุดในงานตอกเสาเข็มในเมือง
อาคารอนุรักษ์ / อาคารที่ไวต่อการสั่นเป็นพิเศษ ประมาณ 3–10 โบราณสถาน อาคารเก่ามาก อาคารที่มีอุปกรณ์ละเอียดอ่อน
ระดับที่คนเริ่มรับรู้ได้ (เพื่อเทียบเคียง) ประมาณ 0.3–1 ไม่ใช่เกณฑ์ความเสียหาย เป็นระดับการรับรู้ของคน

ข้อสังเกตสำคัญคือค่าที่แสดงเป็นช่วง เพราะเกณฑ์จริงในเอกสารมาตรฐานแปรตามความถี่เด่น การหยิบตัวเลขเดียวไปใช้โดยไม่ดูความถี่จึงคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง และค่าเหล่านี้เป็นเกณฑ์เพื่อป้องกันความเสียหายของโครงสร้าง ไม่ใช่เกณฑ์เรื่องความรำคาญของผู้อยู่อาศัย ซึ่งเป็นคนละเรื่องและใช้ค่าต่ำกว่ามาก

⚠️ เกณฑ์ DIN และ BS ไม่ใช่กฎหมายไทย

DIN 4150-3 และ BS 7385-2 เป็นมาตรฐานต่างประเทศที่ใช้เป็นแนวทางอ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่ค่าที่กฎหมายไทยกำหนดบังคับ การจะใช้เกณฑ์ใดกับโครงการหนึ่ง ๆ ต้องระบุไว้ในสเปกหรือสัญญาโครงการ และควรให้วิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้กำหนด โดยพิจารณาสภาพอาคารข้างเคียงจริงประกอบด้วย

Pre-Construction Survey สำคัญกว่าที่คิด

การสำรวจสภาพอาคารข้างเคียงก่อนเริ่มงาน คือการบันทึกสภาพอาคารรอบข้างอย่างเป็นระบบก่อนที่เครื่องจักรจะเข้าหน้างานแม้แต่คันเดียว งานนี้ต้นทุนไม่สูงแต่เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักที่สุดเมื่อเกิดข้อพิพาท เพราะถ้าไม่มีบันทึกสภาพก่อนเริ่มงาน ไม่มีทางพิสูจน์ได้เลยว่ารอยร้าวที่เห็นตอนนี้มีอยู่เดิมหรือเพิ่งเกิด

สิ่งที่ควรมีในรายงานสำรวจสภาพอาคารก่อนก่อสร้าง ประกอบด้วย

  • ภาพถ่ายรอยร้าวทุกจุดพร้อมสเกลอ้างอิงและวันที่ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร รวมถึงรั้ว พื้นลานจอดรถ และงานระบบที่มองเห็นได้
  • การวัดความกว้างรอยร้าวด้วยไม้บรรทัดวัดรอยร้าว พร้อมทำเครื่องหมายปลายรอยร้าวเพื่อดูการขยายตัวในภายหลัง
  • ผังตำแหน่งรอยร้าวที่ระบุห้องและผนังชัดเจน ให้กลับไปตรวจซ้ำที่จุดเดิมได้
  • การติดตั้งอุปกรณ์วัดการขยายตัวของรอยร้าว (crack gauge หรือ tell-tale) ในจุดที่กังวลเป็นพิเศษ
  • หมุดวัดการทรุดตัวบนโครงสร้างอาคารข้างเคียง สำหรับงานที่มีการขุดดินลึกหรือลดระดับน้ำใต้ดินร่วมด้วย
  • บันทึกลงนามรับทราบร่วมกันระหว่างเจ้าของโครงการและเจ้าของอาคารข้างเคียง

เมื่อจบงานควรทำการสำรวจซ้ำในรูปแบบเดียวกัน (post-construction survey) เพื่อเปรียบเทียบแบบจุดต่อจุด การมีทั้งภาพก่อนและหลังที่ถ่ายจากมุมเดียวกัน ทำให้การเจรจาจบได้เร็วกว่าการถกเถียงด้วยความทรงจำมาก

ขั้นตอนการตรวจวัดหน้างานเป็นอย่างไร

ลำดับงานตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนในโครงการทั่วไปมักเป็นดังนี้ เริ่มจากการสำรวจอาคารข้างเคียงเพื่อเลือกจุดติดตั้งเครื่องวัด โดยเลือกอาคารที่ใกล้ที่สุดและอาคารที่มีความไวสูงสุด ไม่จำเป็นต้องเป็นหลังเดียวกัน จากนั้นกำหนดเกณฑ์ควบคุมสามระดับคือค่าเตือน ค่าตอบสนอง และค่าหยุดงาน โดยตั้งให้ต่ำกว่าเกณฑ์ความเสียหายที่ระบุในสเปก

ขั้นต่อมาคือติดตั้งหัววัดให้ยึดแน่นกับพื้นหรือฐานรากในแนวที่กำหนด การติดตั้งหลวมหรือวางบนพื้นนุ่มทำให้ค่าที่ได้ผิดไปมาก แล้วบันทึกค่าต่อเนื่องตลอดช่วงที่มีงานตอกหรืองานสั่นสะเทือนอื่น พร้อมบันทึกกิจกรรมหน้างานให้ตรงเวลากัน เพื่อระบุได้ว่าค่าสูงสุดแต่ละครั้งเกิดจากกิจกรรมใด สุดท้ายคือสรุปรายงานประจำวันหรือประจำสัปดาห์ พร้อมกราฟค่าเทียบกับเกณฑ์ และให้วิศวกรลงนามรับรอง

เรื่องที่มักทำพลาดคือติดตั้งเครื่องวัดในตำแหน่งที่สะดวกแต่ไม่เป็นตัวแทนของอาคารจริง เช่น วางบนพื้นถนนแทนที่จะยึดกับฐานรากอาคาร หรือเลือกวัดเฉพาะช่วงที่งานไม่หนัก ทำให้รายงานผ่านเกณฑ์แต่ไม่สะท้อนสภาพจริง ข้อมูลที่เก็บแบบนี้ไม่มีประโยชน์เมื่อต้องใช้ตอบข้อร้องเรียน

ลดแรงสั่นสะเทือนได้อย่างไรบ้าง

เมื่อค่าที่วัดได้เข้าใกล้เกณฑ์ วิธีลดแรงสั่นสะเทือนที่ใช้กันในทางปฏิบัติมีหลายระดับ ตั้งแต่ปรับวิธีทำงานไปจนถึงเปลี่ยนระบบฐานราก

  • เปลี่ยนระบบเสาเข็ม จากเสาเข็มตอกเป็นเสาเข็มเจาะหรือระบบกดเสาเข็มด้วยแรงดันไฮดรอลิก เป็นวิธีที่ลดแรงสั่นได้มากที่สุด แต่ต้องยอมรับต้นทุนและระยะเวลาที่ต่างออกไป
  • เจาะนำก่อนตอก (pre-boring) ช่วยลดพลังงานที่ต้องใช้ตอกผ่านชั้นดินแข็งด้านบน จึงลดแรงสั่นที่ส่งออกไปด้านข้าง
  • ปรับพลังงานตอก ลดระยะยกตุ้มลงและเพิ่มจำนวนครั้ง แทนการตอกหนักน้อยครั้ง วิธีนี้ต้องระวังไม่ให้กระทบเกณฑ์การหยุดตอกที่วิศวกรกำหนด อ่านเพิ่มเรื่องเกณฑ์หยุดตอกได้ที่ Last 10 Blow กับ Blow Count
  • ทำร่องตัดคลื่น (cut-off trench) ระหว่างจุดตอกกับอาคารข้างเคียง ช่วยลดคลื่นผิวดินได้บางส่วน แต่ประสิทธิผลขึ้นกับความลึกของร่องเทียบกับความยาวคลื่น
  • วางลำดับงานให้เริ่มจากด้านที่ใกล้อาคารข้างเคียงไปหาด้านไกล และกำหนดช่วงเวลาทำงานที่ตกลงกับเพื่อนบ้านไว้ล่วงหน้า ลดทั้งผลกระทบและข้อร้องเรียน

ทุกวิธีข้างต้นเป็นการปรับที่มีผลต่อการรับน้ำหนักของเสาเข็ม จึงต้องให้วิศวกรผู้ออกแบบและผู้ควบคุมงานเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่ปรับหน้างานตามความสะดวก และหลังปรับวิธีทำงานแล้วยังต้องตรวจสอบความสมบูรณ์และกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มตามแผน อ่านภาพรวมวิธีทดสอบได้ที่ คู่มือวิธีทดสอบเสาเข็มครบทุกแบบ

รอยร้าวจากแรงสั่นสะเทือน ต่างจากรอยร้าวจากการทรุดตัวอย่างไร

ไม่ใช่ทุกรอยร้าวที่เกิดในช่วงก่อสร้างจะมาจากแรงสั่นสะเทือน สาเหตุที่พบบ่อยกว่าและรุนแรงกว่าคือการทรุดตัวของดิน ซึ่งเกิดจากการขุดดิน การลดระดับน้ำใต้ดิน หรือการเคลื่อนตัวของดินรอบหลุมเจาะ การแยกสองสาเหตุนี้สำคัญ เพราะแนวทางแก้ไขต่างกันคนละทาง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ลักษณะรอยร้าวจากแรงสั่นสะเทือน เทียบกับรอยร้าวจากการทรุดตัว
ประเด็น รอยร้าวจากแรงสั่นสะเทือน รอยร้าวจากการทรุดตัว
ช่วงเวลาที่เกิด ปรากฏระหว่างหรือหลังกิจกรรมที่มีการสั่นทันที ค่อย ๆ เกิดและขยายตัวต่อเนื่องเป็นสัปดาห์หรือเดือน
ลักษณะรอย มักเป็นรอยเส้นผมที่ผิวฉาบ กระจายตามรอยต่อวัสดุ มักเป็นรอยเฉียงประมาณ 45 องศา กว้างปลายหนึ่งเรียวอีกปลาย
การขยายตัว หยุดขยายหลังงานที่ทำให้สั่นจบลง ขยายต่อเนื่องแม้หยุดงานแล้ว
อาการร่วม มักไม่มีอาการอื่นนอกจากรอยร้าวผิว ประตูหน้าต่างฝืด พื้นเอียง ท่อระบายน้ำเปลี่ยนทิศทางไหล
สิ่งที่ควรตรวจเพิ่ม บันทึกค่า PPV เทียบกับช่วงเวลาที่รอยร้าวปรากฏ วัดระดับการทรุดตัว ตรวจสภาพฐานรากและชั้นดิน

ถ้าอาการเข้าข่ายกลุ่มขวามากกว่า แปลว่าเรื่องอาจไม่ได้จบที่การลดแรงสั่น อ่านรายละเอียดสัญญาณเตือนที่ต้องระวังได้ที่ 5 สัญญาณเตือนฐานรากบ้านมีปัญหา และในกรณีอาคารเก่าที่ไม่มีข้อมูลฐานรากเดิม การตรวจสอบสภาพโครงสร้างก่อนตัดสินใจซ่อมเป็นขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้

ใครควรเป็นผู้ตรวจวัด และควรเริ่มคุยกับใคร

งานตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนควรทำโดยผู้ที่มีเครื่องมือที่ผ่านการสอบเทียบ และมีวิศวกรรับผิดชอบผลการตรวจวัด เพราะรายงานที่ไม่มีข้อมูลการสอบเทียบและไม่มีผู้ลงนามรับรอง มักถูกโต้แย้งได้ง่ายเมื่อเรื่องไปถึงขั้นเจรจาค่าเสียหาย

สำหรับเจ้าของโครงการที่กำลังวางแผนงานฐานรากในพื้นที่ที่มีอาคารข้างเคียงชิด สิ่งที่ควรจัดการก่อนเป็นลำดับแรกคือข้อมูลชั้นดินที่ถูกต้อง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะเลือกระบบเสาเข็มแบบใดและต้องใช้พลังงานตอกเท่าไหร่ ตามด้วยการสำรวจสภาพอาคารข้างเคียงก่อนเริ่มงาน และการวางแผนเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวและการทรุดตัวควบคู่กับการวัดแรงสั่นสะเทือน

ℹ️ ขอบเขตบริการของ SPN

ปัจจุบัน SPN Soil Engineering ให้บริการเจาะสำรวจดิน ทดสอบดินและเสาเข็ม งานตรวจสอบโครงสร้าง และงานติดตั้งเครื่องมือวัดด้านการทรุดตัวและการเคลื่อนตัวของดิน (Instrumentation) ส่วนงานตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนโดยเฉพาะ ยังไม่ได้อยู่ในรายการบริการ หากต้องการวางแผนภาพรวมของงานเฝ้าระวังอาคารข้างเคียง สามารถปรึกษาทีมวิศวกรเพื่อขอคำแนะนำแนวทางได้

⚠️ บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป

เนื้อหาอธิบายหลักการตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ค่าเกณฑ์ที่ใช้จริง ตำแหน่งติดตั้งเครื่องวัด และการประเมินความเสียหายของอาคารแต่ละหลัง ต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการนั้นโดยตรง และไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย