บทความนี้อธิบายว่าดินกรุงเทพฯ พิเศษอย่างไร ต่างจากภาคอื่นตรงไหน และส่งผลต่อการเลือกฐานรากอย่างไรในมุมวิศวกรรม พร้อมแผนภาพเทียบชั้นดินสามภูมิภาคและแบบจำลอง 3 มิติของผลจากแผ่นดินทรุด ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าทั่วไปเพื่อเห็นภาพ ไม่ใช่ค่าออกแบบของโครงการใดโครงการหนึ่ง

Bangkok Clay คืออะไร ทำไมวิศวกรปฐพีทั่วโลกรู้จัก?

ลักษณะชั้นดินของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถูกเรียกในวงการวิศวกรรมปฐพีระดับสากลว่า "Bangkok Clay" ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งใน ตัวอย่างของดินอ่อนชายฝั่ง (Marine Clay) ที่ลึกและซับซ้อนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งานเจาะสำรวจดินโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ บนชั้นดินเหนียวอ่อน Bangkok Clay
งานเจาะสำรวจดินโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อน (ภาพ: SPN Soil Engineering)
📚 ข้อมูลเชิงวิชาการ

Bangkok Clay เป็นดินเหนียวทะเล (Marine Clay) ที่ตกตะกอนในสภาพแวดล้อมทะเลตื้น–ปากแม่น้ำของที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ช่วงน้ำทะเลรุกล้ำแผ่นดิน (Marine Transgression) ในยุค Holocene ลักษณะเป็น Soft to Medium Stiff Clay ที่มี Plasticity Index สูง

ชั้นดินกรุงเทพฯ จากบนลงล่างมีอะไรบ้าง?

ชั้นดินกรุงเทพฯ ชั้นในโดยทั่วไปเริ่มจากผิวดินหรือดินถมราว 2 เมตร ตามด้วยดินเหนียวอ่อนถึงความลึกราว 15 เมตร ดินเหนียวค่อนข้างแข็ง แล้วจึงพบทรายชั้นแรกที่ความลึกราว 21–28 เมตร ความลึกจริงของแต่ละชั้นเปลี่ยนตามพื้นที่ จึงต้องยืนยันด้วยการเจาะสำรวจดินทุกโครงการ

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชั้นดินความลึกลักษณะSPT N-Value
Weathered Crust0-2 ม.ดินถม/ดินเหนียวแห้ง5-15
Soft Bangkok Clay2-15 ม.ดินเหนียวอ่อนสีเทา0-4
Medium Stiff Clay15-21 ม.ดินเหนียวค่อนข้างแข็ง5-15
1st Sand Layer21-28 ม.ทรายแน่นชั้นแรก30-50+
Stiff Clay28-35 ม.ดินเหนียวแข็ง15-30
2nd Sand Layer35-50+ ม.ทรายแน่นชั้นที่สอง50+

คุณสมบัติพิเศษของ Soft Bangkok Clay

  • Water Content สูง 60-100% หมายความว่ามีน้ำในดินมากกว่าเนื้อดินแห้ง
  • Undrained Shear Strength (Su) ต่ำ 10-25 kPa รับแรงเฉือนได้น้อย
  • Compressibility สูง ยุบตัวง่ายเมื่อรับน้ำหนัก
  • Sensitive Clay เมื่อถูกรบกวนแล้วจะอ่อนกว่าเดิมหลายเท่า

ชั้นดินภาคอื่นต่างจากกรุงเทพฯ อย่างไร?

1. ภาคเหนือ (เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง)

ส่วนใหญ่เป็น ดินตะกอนเก่า (Old Alluvial) และ หินผุ (Weathered Rock):

  • ผิวดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวปานกลางถึงแข็ง
  • พบหินอยู่ใกล้ผิวดิน (5-15 เมตร) ในหลายพื้นที่
  • เสาเข็มสั้นกว่ามาก ความยาว 8-15 เมตร พอ
  • บางพื้นที่ใช้ฐานรากแผ่ (Spread Footing) ได้เลย

2. ภาคอีสาน (โคราช ขอนแก่น อุดร)

เป็น ดินทราย-ดินร่วน ผสมหินกรวดในชั้นบน:

  • ดินบนรับน้ำหนักได้ดี SPT N-Value มักเกิน 10 ตั้งแต่ผิวดิน
  • ปัญหาที่พบคือ ดินขยายตัว (Expansive Soil) ในฤดูฝน-แล้ง
  • เสาเข็มความยาว 6-12 เมตร ในพื้นที่ส่วนใหญ่

3. ภาคใต้ (สงขลา ภูเก็ต กระบี่)

มีความหลากหลายสูงตามภูมิประเทศ:

  • ชายฝั่งทะเล: ดินอ่อนคล้าย Bangkok Clay แต่บางกว่า (5-10 เมตร)
  • เนินเขา: ดินผุปนหินแกรนิต รับน้ำหนักดีมาก
  • พื้นที่ราบลุ่ม: ต้องระวังน้ำใต้ดินสูงในฤดูฝน

4. ปริมณฑล (สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา)

ลักษณะคล้ายกรุงเทพ แต่มีจุดเฉพาะ:

  • สมุทรปราการ: ดินอ่อนหนากว่ากรุงเทพ ความหนาราว 18-22 เมตร เสาเข็มทั่วไปจึงมักยาวราว 25-28 เมตร
  • นนทบุรี ฝั่งตะวันตก: ดินอ่อน 12-18 เมตร เสาเข็ม 21-26 เมตร
  • ปทุมธานี: ดินอ่อนเริ่มบางลงเมื่อขึ้นไปทางเหนือ 8-15 เมตร
  • อยุธยา: มีดินอ่อนสลับชั้นทรายโบราณ ต้องเจาะดินอย่างละเอียด

ภาพด้านล่างนำชั้นดินกรุงเทพฯ มาวางเทียบกับภาคเหนือและอีสานด้วยมาตราส่วนความลึกเดียวกัน จะเห็นทันทีว่าทำไมความยาวเสาเข็มจึงต่างกันหลายเท่า

แบบจำลอง 2 มิติ เทียบชั้นดินและฐานรากทั่วไป กรุงเทพฯ ภาคเหนือ และภาคอีสาน รูปตัดสองมิติเทียบชั้นดินสามพื้นที่ด้วยมาตราส่วนความลึกเดียวกันศูนย์ถึงสี่สิบเมตร กรุงเทพฯ ชั้นใน ผิวดินหรือดินถมศูนย์ถึงสองเมตร ดินเหนียวอ่อนสองถึงสิบห้าเมตรค่า N ศูนย์ถึงสี่ ดินเหนียวค่อนข้างแข็งสิบห้าถึงยี่สิบเอ็ดเมตร ทรายชั้นแรกยี่สิบเอ็ดถึงยี่สิบแปดเมตร ดินเหนียวแข็งยี่สิบแปดถึงสามสิบห้าเมตร และทรายชั้นที่สองลึกกว่าสามสิบห้าเมตร บ้านใช้เสาเข็มยาวทั่วไปยี่สิบเอ็ดถึงยี่สิบห้าเมตร ภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ผิวเป็นดินเหนียวปานกลางถึงแข็ง หลายพื้นที่พบหินผุที่ห้าถึงสิบห้าเมตร ใช้ฐานรากแผ่หรือเสาเข็มสั้นแปดถึงสิบห้าเมตร ภาคอีสาน เช่น โคราช ชั้นบนเป็นทรายหรือดินร่วนปนกรวดค่า N มักเกินสิบตั้งแต่ผิวดิน ใช้ฐานรากแผ่ได้หลายพื้นที่ หรือเสาเข็มหกถึงสิบสองเมตร และต้องระวังดินขยายตัว ตัวเลขเป็นค่าทั่วไปเพื่อเห็นภาพ ไม่ใช่ค่าออกแบบ แบบจำลอง 2 มิติ (2D): ชั้นดินกรุงเทพฯ vs ภาคเหนือ vs อีสาน ค่าทั่วไป ไม่ใช่ค่าออกแบบ 0 5 10 15 20 25 30 35 40 ← ความลึก (ม.) ผิวดิน/ดินถม · N 5–15 ดินเหนียวอ่อน · N 0–4 Soft Bangkok Clay ดินเหนียวค่อนข้างแข็ง · N 5–15 ทรายชั้นแรก · N 30–50+ ดินเหนียวแข็ง · N 15–30 ทรายชั้นที่สอง · N 50+ (ลึกถึง 50+ ม.) เข็ม 21–25 ม. กรุงเทพฯ ชั้นใน ดินเหนียวอ่อนหนาราว 13 ม. ดินเหนียวปานกลาง–แข็ง หินผุ (Weathered Rock) หลายพื้นที่พบที่ 5–15 ม. เข็ม 8–15 ม. ฐานรากแผ่ ภาคเหนือ (เชียงใหม่) หินผุใกล้ผิวดินหลายพื้นที่ ทราย/ดินร่วนปนกรวด N มักเกิน 10 ตั้งแต่ผิว ชั้นแน่นขึ้นตามความลึก เข็ม 6–12 ม. อีสาน (โคราช) ระวังดินขยายตัวบางพื้นที่ ฐานรากแผ่ 1 กรุงเทพฯ: เข็มยาว ผ่านดินเหนียวอ่อนลงชั้นแข็ง 2 เชียงใหม่: เข็มสั้น/ฐานแผ่ ขึ้นกับความลึกของหินผุ 3 โคราช: ฐานแผ่ได้หลายพื้นที่ ระวังดินขยายตัว (บวม-หด)
แบบจำลอง 2 มิติ — เทียบชั้นดินด้วยมาตราส่วนความลึก 0–40 ม. กรุงเทพฯ ชั้นใน: ดินเหนียวอ่อนราว 2–15 ม. (N 0–4) บ้านใช้เสาเข็มทั่วไปราว 21–25 ม. ภาคเหนือ: หลายพื้นที่พบหินผุที่ราว 5–15 ม. ใช้ฐานรากแผ่หรือเสาเข็มสั้น อีสาน: ทราย/ดินร่วนแน่นตั้งแต่ผิว ใช้ฐานรากแผ่ได้หลายพื้นที่ ตัวเลขเป็นค่าทั่วไป ไม่ใช่ค่าออกแบบ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ทำไมฐานรากกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดต้องออกแบบต่างกัน?

1. ความยาวเสาเข็มต่างกันถึง 3-4 เท่า

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

พื้นที่ความยาวเสาเข็มทั่วไปเหตุผล
กรุงเทพชั้นใน21-25 ม.ผ่านดินอ่อนราว 13 ม. ลงชั้นดินแข็ง/ทรายชั้นแรก
สมุทรปราการ25-30 ม.ดินอ่อนหนากว่า ต้องลึกกว่า
ฝั่งธนบุรี28-32 ม.ชั้นดินแข็ง/ทรายชั้นแรกบางจุดลึกหรือบาง จึงมักลงลึกกว่า
เชียงใหม่8-15 ม.หินอยู่ใกล้ผิวดิน
โคราช6-12 ม.ดินบนรับน้ำหนักได้ดี

2. ประเภทฐานรากที่ใช้ต่างกัน

  • กรุงเทพ/ปริมณฑล: อาคารถาวรเกือบทั้งหมดใช้ เสาเข็มตอก หรือ เสาเข็มเจาะ เพราะฐานรากแผ่บนดินเหนียวอ่อนทรุดตัวมากและต่อเนื่อง (เทียบชนิดเสาเข็มได้ที่ เสาเข็มตอก เจาะ สปัน เลือกแบบไหน)
  • ภาคเหนือ/อีสาน: ใช้ ฐานรากแผ่ (Spread Footing) ได้ในหลายพื้นที่ ประหยัดค่าก่อสร้างมาก
  • เนินเขา/พื้นที่หินผุ: ใช้ Mat Foundation หรือ Strip Footing ก็เพียงพอ

3. ค่าก่อสร้างฐานรากต่างกัน

โครงการเดียวกัน (เช่น บ้าน 2 ชั้น 200 ตร.ม.) ค่าฐานรากในแต่ละพื้นที่ต่างกันมาก ตามความยาวเสาเข็มและประเภทฐานรากที่ต้องใช้:

  • กรุงเทพ: 💰💰💰 สูง — ต้องใช้เสาเข็มยาวผ่านชั้นดินอ่อน
  • สมุทรปราการ: 💰💰💰💰 สูงที่สุด — เสาเข็มยาวกว่ากรุงเทพ
  • เชียงใหม่: 💰💰 ปานกลาง — ฐานรากแผ่หรือเสาเข็มสั้น
  • โคราช: 💰 ต่ำ — ฐานรากแผ่บนดินทราย

*ระดับ 💰 เป็นการเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์เพื่อให้เห็นภาพความต่างระหว่างพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่ราคาจริง ค่าก่อสร้างฐานรากขึ้นกับแบบโครงสร้าง น้ำหนักอาคาร ราคาวัสดุ และผู้รับเหมาในแต่ละช่วงเวลา

แผ่นดินทรุด (Land Subsidence) ยังเป็นความเสี่ยงของกรุงเทพฯ ไหม?

อีกปัจจัยของพื้นที่กรุงเทพคือ การทรุดตัวของแผ่นดิน (Land Subsidence) ซึ่งในอดีตเคยรุนแรงมาก สูงถึงราว 10-12 ซม./ปี ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 จากการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด หลังบังคับใช้มาตรการควบคุมน้ำบาดาล อัตราในกรุงเทพฯ ชั้นในลดลงมาก งานวิจัยที่วิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม InSAR ช่วง ธ.ค. 2014–ส.ค. 2023 พบว่ากรุงเทพฯ ชั้นในทรุดตัวไม่เกินราว 1 ซม./ปี (หลายจุดทรงตัวหรือทรุดเพียงระดับมิลลิเมตรต่อปี) (ที่มา: Ahmed, Hiraga & Kazama, 2024, Science of the Total Environment) ส่วนงานวิจัยที่ใช้ข้อมูล InSAR ช่วงปี 2014–2024 พบว่าพื้นที่ศึกษาส่วนใหญ่ยังทรุดต่อเนื่องแบบอ่อน ๆ เฉลี่ยราว 0.3 ซม./ปี (ที่มา: Oh et al., 2026, Geosciences Journal)

อย่างไรก็ตาม ปริมณฑลบางจุด เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร และอยุธยา ยังทรุดเร็วกว่า เกิน 2 ซม./ปี ในบางพื้นที่ และสูงสุดราว 5 ซม./ปีจากงานวิจัยเดียวกัน ขณะที่ในเขตเมืองบางจุด เช่น บริเวณรามคำแหง อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีระบุว่ายังทรุดราว 2–3 ซม./ปี (มติชน, ก.ย. 2025) การทรุดตัวจึงต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ สาเหตุหลักของการทรุดตัวได้แก่:

  • การสูบน้ำบาดาลในอดีต ทำให้แรงดันน้ำในชั้นดินลดลง
  • การ Consolidation ของดินอ่อนตามธรรมชาติ
  • น้ำหนักจากอาคารและถนนที่เพิ่มขึ้น
⚠️ ผลกระทบต่อการออกแบบ

เพราะ Land Subsidence ทำให้พื้นรอบบ้านทรุดลง แต่อาคารบนเสาเข็มไม่ทรุด เกิดช่องว่างใต้พื้นบ้าน (Floating Floor) ที่พบบ่อยในกรุงเทพ ต้องออกแบบ Slab on Pile หรือ Slab on Grade ที่ทนต่อการแยกตัว ดินที่ทรุดรอบเสาเข็มยังอาจเกิดแรงเสียดทานลบ (Negative Skin Friction) ที่ต้องพิจารณาในการออกแบบด้วย

แบบจำลอง 3 มิติด้านล่างแสดงสิ่งที่เกิดกับบ้านบนเสาเข็มเมื่อแผ่นดินรอบบ้านทรุด พร้อมอัตราการทรุดในอดีตเทียบกับปัจจุบัน

แบบจำลอง 3 มิติ บ้านบนเสาเข็มในกรุงเทพฯ เมื่อแผ่นดินรอบบ้านทรุดตัว ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของบ้านที่ตั้งบนเสาเข็มลงผ่านดินเหนียวอ่อนไปถึงชั้นดินแข็งและทรายชั้นแรก เส้นประคือระดับดินเดิม ดินรอบบ้านทรุดลงต่ำกว่าเส้นประ แต่ตัวบ้านบนเสาเข็มแทบไม่ทรุด จึงเกิดช่องว่างใต้พื้นบ้าน เห็นตัวเสาเข็มโผล่ในช่องว่าง ลานทางเดินข้างบ้านร้าว และท่อที่ต่อเข้าบ้านหลุดแนว กรอบขวาเป็นแผนภูมิแท่งอัตราการทรุดตัวของแผ่นดิน ช่วงต้นทศวรรษ 1980 เคยสูงราวสิบถึงสิบสองเซนติเมตรต่อปี ข้อมูลดาวเทียม InSAR ปลายปี 2014 ถึง 2023 พบว่ากรุงเทพฯ ชั้นในไม่เกินราวหนึ่งเซนติเมตรต่อปี ส่วนปริมณฑลบางจุดเกินสองเซนติเมตรต่อปี สูงสุดราวห้าเซนติเมตรต่อปี และแนวทางรับมือทั่วไป แบบจำลอง 3 มิติ (3D): บ้านบนเสาเข็ม เมื่อดินรอบบ้านทรุด แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวค่อนข้างแข็ง ทรายชั้นแรก 1 ดินรอบบ้านทรุด เส้นประ = ระดับดินเดิม 2 ช่องว่างใต้พื้นบ้าน บ้านบนเข็มแทบไม่ทรุด ท่อหลุด/หัก ลานร้าว อัตราการทรุดของแผ่นดิน หน่วย: ซม./ปี (ค่าโดยประมาณ) ต้นทศวรรษ 1980 ก่อนคุมการสูบน้ำบาดาล 10–12 กรุงเทพฯ ชั้นใน ปัจจุบัน InSAR ธ.ค. 2014–ส.ค. 2023 ≤ ~1 ปริมณฑลบางจุด สมุทรปราการ สมุทรสาคร อยุธยา 2–5+ ค่าปัจจุบัน: ข้อมูลดาวเทียม InSAR ที่มา: Ahmed et al. (2024) Science of the Total Environment แนวทางรับมือทั่วไป • พื้นส่วนสำคัญวางบนเข็ม (Slab on Pile) • ท่อเข้าบ้านใช้ข้อต่อยืดหยุ่น • ลาน/ส่วนต่อเติมแยกโครงสร้าง • รายละเอียดให้วิศวกรกำหนด ภาพเชิงแนวคิด ไม่ตามมาตราส่วน
แบบจำลอง 3 มิติ — ดินรอบบ้านทรุดต่ำกว่าระดับเดิม (เส้นประ) แต่บ้านบนเสาเข็มแทบไม่ทรุด จึงเกิดช่องว่างใต้พื้น ลานร้าว และท่อหลุดแนว กรอบขวา: อัตราการทรุดต้นทศวรรษ 1980 ราว 10–12 ซม./ปี ข้อมูล InSAR ธ.ค. 2014–ส.ค. 2023 กรุงเทพฯ ชั้นในไม่เกินราว 1 ซม./ปี ปริมณฑลบางจุดเกิน 2 ซม./ปี (Ahmed et al., 2024) ภาพเชิงแนวคิด (ภาพ: SPN Soil Engineering)

โครงการแต่ละพื้นที่ควรเริ่มอย่างไร?

กรุงเทพและปริมณฑล

  • เจาะสำรวจดินทุกโครงการ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
  • ให้วิศวกรกำหนดชั้นปลายเสาเข็มจากผลเจาะดิน — มักเป็นชั้นดินเหนียวแข็งหรือทรายชั้นแรก ขึ้นกับน้ำหนักอาคาร
  • พิจารณาทดสอบเสาเข็ม เช่น Static Load Test หรือ Dynamic Load Test (PDA) สำหรับโครงการขนาดกลาง-ใหญ่
  • ออกแบบโครงสร้างให้รองรับการเคลื่อนที่ของพื้นรอบอาคาร

ภาคเหนือ/อีสาน

  • เจาะสำรวจดินอย่างน้อย 1-2 หลุม เพื่อยืนยันลักษณะดิน
  • ระวังดินขยายตัว (Expansive Soil) ในภาคอีสาน
  • ระวังการกัดเซาะของดินทรายในฤดูฝน

ภาคใต้

  • พื้นที่ชายฝั่งทะเล: ออกแบบเหมือนกรุงเทพแต่ลึกน้อยกว่า
  • พื้นที่เนินเขา: ตรวจสอบ Slope Stability และการกัดเซาะดิน
  • พื้นที่น้ำท่วม: ออกแบบฐานรากให้ทนต่อแรงดันน้ำ

สรุป: ทำไมต้องมีรายงานเจาะดินเฉพาะของโครงการ

ลักษณะชั้นดินในประเทศไทยมีความหลากหลายสูงมาก แม้แต่ในจังหวัดเดียวกันก็อาจต่างกันได้ การใช้ข้อมูลคาดเดาหรืออ้างอิงจากที่อื่น เสี่ยงต่อความผิดพลาดในการออกแบบฐานราก

SPN Soil Engineering มีประสบการณ์เจาะสำรวจดินทั่วประเทศกว่า 20 ปี เข้าใจลักษณะเฉพาะของดินในแต่ละภูมิภาค สามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับโครงการของคุณ ติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาฟรี

📌 หมายเหตุ

บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทางวิศวกรรม ตัวเลขความหนาชั้นดินและความยาวเสาเข็มเป็นค่าทั่วไปของแต่ละพื้นที่ การออกแบบฐานรากจริงเป็นหน้าที่ของวิศวกรผู้ออกแบบที่มีใบอนุญาต โดยอิงข้อมูลดินจริงของโครงการ