Static Load Test "ผ่าน" หรือ "ไม่ผ่าน" ตัดสินจากอะไร?
เกณฑ์ผ่าน Static Load Test คือชุดตัวเลขที่สเปกโครงการกำหนดไว้ล่วงหน้า สำหรับเทียบกับผลที่วัดได้จริงตามวิธีทดสอบ ASTM D1143/D1143M-20e1 และ มยผ. 1251 โดยวิศวกรจะดู 3 อย่างประกอบกัน ไม่ใช่ดูตัวเลขเดียวแล้วสรุป
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| สิ่งที่ดู | ตัวอย่างเกณฑ์ที่พบบ่อยในสเปกงานไทย | ไม่ผ่านเมื่อ |
|---|---|---|
| 1. การทรุดตัวรวม (Gross Settlement) ที่น้ำหนักทดสอบสูงสุด | ที่ 200% ของน้ำหนักออกแบบ การทรุดตัวรวมต้องไม่เกินค่าที่สเปกกำหนด สเปกจำนวนมากใช้ตัวเลขราว 25 มม. แต่บางโครงการกำหนดต่ำกว่านั้นตามขนาดเสาเข็ม | ทรุดตัวรวมเกินค่าในสเปก แม้กราฟยังไม่ดิ่ง |
| 2. การทรุดตัวคงค้าง (Residual / Net Settlement) หลังปลดน้ำหนักหมด | สเปกมักจำกัดการทรุดตัวถาวรหลังปลดน้ำหนักไว้เป็นตัวเลขไม่กี่มิลลิเมตร หรือเป็นสัดส่วนของการทรุดตัวรวม เสาเข็มที่ดีต้องคืนตัว (Rebound) ได้มาก | เสาเข็ม "จม" ถาวรเกินเกณฑ์ แสดงว่าดินใต้ปลายหรือรอบเข็มถูกทำลาย |
| 3. รูปร่างกราฟและกำลังประลัย (Curve Shape / Davisson) | กราฟต้องไม่ดิ่งลงชันก่อนถึงน้ำหนักทดสอบ และกำลังประลัยตามเกณฑ์ Davisson ต้องสูงพอให้ค่าที่ยอมให้ (ไม่เกิน 50% ของกำลังประลัยตามกฎกระทรวงฐานราก 2566) ครอบคลุมน้ำหนักออกแบบ | กราฟ Plunging หรือเส้น Davisson ตัดกราฟก่อนถึง 2 เท่าของน้ำหนักออกแบบ |
ค่า 25 มม. หรือค่าการทรุดตัวคงค้างในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่พบบ่อย แต่ละโครงการกำหนดต่างกันตามขนาดเสาเข็ม ชนิดอาคาร และวิศวกรผู้ออกแบบ รายงานของ SPN จะระบุเกณฑ์ที่ใช้เทียบไว้ชัดเจนทุกครั้ง วิธีอ่านค่าแต่ละตัวจากกราฟดูได้ที่ Static Load Test อ่านผลยังไง และที่มาของเพดาน 50% ดูที่ เสาเข็มรับน้ำหนักได้เท่าไหร่ตามกฎหมาย เกณฑ์ 40/50/40
จุดที่เข้าใจผิดบ่อยคือ "ไม่ผ่าน" ไม่ได้แปลว่า "เสาเข็มพัง" เสมอไป เสาเข็มที่ทรุดเกินเกณฑ์สเปกเล็กน้อยแต่กราฟยังไม่ดิ่ง อาจยังรับน้ำหนักได้ที่ระดับต่ำกว่าที่ออกแบบ ส่วนเสาเข็มที่กราฟดิ่งลงคือวิบัติจริง สองกรณีนี้มีทางแก้ต่างกันมาก
ไม่ผ่านแบบไหน? 3 รูปแบบที่เจอหน้างาน
ก่อนตัดสินใจอะไร ต้องแยกให้ออกก่อนว่า "ไม่ผ่าน" ที่เกิดขึ้นเป็นแบบไหน เพราะแต่ละแบบชี้ไปที่สาเหตุและทางแก้คนละทาง
แบบที่ 1: ทรุดเกินเกณฑ์ แต่กราฟยังไม่ดิ่ง
เสาเข็มรับน้ำหนักถึง 200% ได้ครบ แต่การทรุดตัวรวมหรือการทรุดตัวคงค้างเกินตัวเลขในสเปก กราฟยังโค้งต่อเนื่อง ไม่มีช่วงที่น้ำหนักคงที่แต่ทรุดไม่หยุด กรณีนี้เสาเข็มยังไม่ถึงกำลังประลัย มักเกิดจากชั้นดินรับน้ำหนักอ่อนกว่าที่ออกแบบ หรือดินยังคืนตัวไม่เต็มที่ ทางแก้จึงมักอยู่ที่การประเมินค่าน้ำหนักที่ยอมให้ใหม่ ไม่ใช่ทิ้งเสาเข็ม
แบบที่ 2: กราฟดิ่งลง (Plunging) — วิบัติทางธรณีเทคนิค
ระหว่างเพิ่มน้ำหนักขั้นหนึ่ง เสาเข็มทรุดต่อเนื่องไม่หยุดโดยที่แม่แรงรักษาน้ำหนักไว้แทบไม่ได้ กราฟดิ่งเกือบตั้งฉาก นี่คือดินใต้ปลายและรอบเสาเข็มรับไม่ไหวแล้ว (Geotechnical Failure) น้ำหนักที่จุดดิ่งคือกำลังประลัยจริงของเสาเข็มต้นนั้น เสาเข็มใช้งานที่วิบัติแบบนี้มักใช้รับน้ำหนักออกแบบเดิมต่อไม่ได้ เพราะดินรอบเข็มถูกทำลายถาวรแล้ว
แบบที่ 3: ค่ากระโดดผิดปกติ — ตัวเสาเข็มหรือระบบทดสอบมีปัญหา
การทรุดตัวกระโดดทันทีที่ขั้นน้ำหนักหนึ่ง มีเสียงดัง หัวเสาเข็มแตกร้าว หรือค่าจากเกจแต่ละตัวไม่ไปด้วยกัน กรณีนี้อาจเป็นวิบัติของตัวเสาเข็ม (Structural Failure) เช่น รอยต่อเสาเข็มสปันหลุด คอนกรีตไม่ได้กำลัง หรือเป็นปัญหาของระบบทดสอบ เช่น แม่แรงเยื้องศูนย์ แท่นรอง Kentledge ทรุด คานอ้างอิงถูกกระทบ ผลแบบนี้ยังสรุปเรื่องดินไม่ได้ ต้องตรวจระบบและตัวเสาเข็มก่อน
เสาเข็มไม่ผ่าน Static Load Test เกิดจากอะไร?
สาเหตุที่ทำให้เสาเข็มไม่ผ่านแบ่งได้ 3 กลุ่ม การรู้ว่าปัญหาอยู่กลุ่มไหนคือขั้นตอนสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจแก้ไข
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| กลุ่มสาเหตุ | ตัวอย่างที่พบบ่อย | วิธีตรวจยืนยัน |
|---|---|---|
| ดิน (Geotechnical) | ชั้นดินรับน้ำหนักอยู่ลึกกว่าที่หลุมเจาะสำรวจบอก · ชั้นทรายบางหรือไม่ต่อเนื่อง · ปลายเสาเข็มเจาะมีตะกอนก้นหลุม (Soft Toe) · ดินรอบเข็มยังคืนตัวไม่เต็มที่ (Soil Setup) · แรงเสียดทานลบจากดินถม | เทียบ Boring Log กับความยาวเข็มจริง · เจาะสำรวจดินเพิ่มใกล้ตำแหน่งเข็ม · ดูบันทึกการเจาะและการเทคอนกรีต |
| ตัวเสาเข็ม (Structural) | เสาเข็มเจาะคอดหรือหน้าตัดขาด (Necking) · คอนกรีตไม่ได้กำลัง · รอยเชื่อมเสาเข็มสปันหรือไมโครไพล์ไม่สมบูรณ์ · เสาเข็มแตกจากการตอก · เข็มสั้นกว่าแบบ | Seismic Integrity Test (มยผ.1551-51) · ตรวจปริมาณคอนกรีตที่เทจริงเทียบทฤษฎี · ผล Cube/Cylinder Test · บันทึก Last 10 Blow |
| ระบบทดสอบ (Testing) | แม่แรงหรือคานหลักเยื้องศูนย์ · แท่นรอง Kentledge ทรุด · คานอ้างอิงโดนแดดหรือถูกกระทบ · Load Cell/เกจไม่ได้สอบเทียบ · คงน้ำหนักสั้นกว่าที่มาตรฐานกำหนด | ใบสอบเทียบเครื่องมือ · ตรวจแนวแรงและระยะแท่นรอง · เปรียบเทียบค่าเกจแต่ละตัว · ทบทวนบันทึกเวลาคงน้ำหนัก |
ในชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ สาเหตุกลุ่ม "ดิน" พบมากที่สุด โดยเฉพาะเสาเข็มที่ปลายไม่ถึงชั้นทรายชั้นแรกตามที่ออกแบบ อ่านเรื่องความสำคัญของชั้นดินได้ที่ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด และกรณีเสาเข็มผ่านทดสอบแต่ยังทรุดจากดินถมที่ แรงเสียดทานลบ (Negative Skin Friction)
ขั้นตอนหลัง Static Load Test ไม่ผ่าน ทำอะไรก่อน-หลัง?
ลำดับด้านล่างคือแนวทางที่วิศวกร SPN ใช้เมื่อผลไม่ผ่านเกณฑ์ หลักสำคัญคือ "เก็บข้อมูลก่อน ตัดสินใจทีหลัง" และการตัดสินใจแก้ไขเป็นของวิศวกรผู้ออกแบบโครงการ
- อย่าเพิ่งรื้อระบบทดสอบ — บันทึกค่าทุกขั้นน้ำหนักและเวลาให้ครบ ถ่ายรูปหัวเสาเข็ม แม่แรง แท่นรอง และเกจทุกตัว ถ้ายังปลดน้ำหนักไม่หมด ให้ปลดตามขั้นตอนพร้อมวัดการคืนตัว เพราะค่า Rebound คือหลักฐานสำคัญว่าเป็นวิบัติของดินหรือของเสาเข็ม
- ตรวจระบบทดสอบก่อนโทษเสาเข็ม — ดูใบสอบเทียบ Load Cell และเกจ แนวแรงของแม่แรง ระยะห่างแท่นรองจากเสาเข็มทดสอบ และว่าคานอ้างอิงถูกกระทบหรือไม่ ถ้าระบบมีปัญหา ผลนั้นใช้ตัดสินเสาเข็มไม่ได้ ต้องทดสอบใหม่
- ทบทวนบันทึกการก่อสร้างเสาเข็มต้นนั้น — เสาเข็มตอกดูค่า Blow Count และ Last 10 Blow ว่าถึงเกณฑ์หยุดตอกจริงไหม เสาเข็มเจาะดูความลึกที่เจาะได้ ปริมาณคอนกรีตที่เทเทียบทฤษฎี และเวลาระหว่างเจาะเสร็จถึงเทคอนกรีต แล้วเทียบกับ Boring Log ของหลุมเจาะที่ใกล้ที่สุด ดูวิธีอ่านค่าตอกได้ที่ Blow Count และ Last 10 Blow
- ตรวจความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยการทดสอบเพิ่ม — ทำ Seismic Integrity Test ตาม มยผ.1551-51 กับต้นที่ไม่ผ่านและต้นข้างเคียง เพื่อหาการคอด รอยแตก หรือความยาวที่ผิดจากแบบ ถ้าสงสัยชั้นดิน ให้เจาะสำรวจดินเพิ่ม 1 หลุมใกล้ตำแหน่งเสาเข็ม และอาจใช้ PDA ที่สอบเทียบกับผล Static แล้วตรวจกระจายต้นอื่นในโซนเดียวกัน
- วิศวกรผู้ออกแบบวิเคราะห์สาเหตุและประชุม 3 ฝ่าย — เจ้าของโครงการ วิศวกรผู้ออกแบบ และผู้รับเหมา ต้องเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน คือกราฟ Load-Settlement ผล Seismic บันทึกก่อสร้าง และ Boring Log แล้วสรุปว่าเป็นปัญหาเฉพาะต้นหรือปัญหาทั้งโซน
- เลือกแนวทางแก้ไข — ดูตารางด้านล่าง การเลือกขึ้นกับชนิดของ "ไม่ผ่าน" ระยะห่างจากเกณฑ์ และว่าเป็นเสาเข็มทดสอบหรือเสาเข็มใช้งาน
- ทดสอบยืนยันและบันทึกในรายงาน — ทุกการแก้ไขต้องปิดด้วยการทดสอบยืนยันตามที่วิศวกรกำหนด และรายงานต้องเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตามลำดับ ไม่ใช่เก็บเฉพาะผลครั้งที่ผ่าน
แนวทางแก้ไขเมื่อเสาเข็มไม่ผ่าน มีอะไรบ้าง?
แนวทางแก้ไขทั้งหมดต้องมาจากวิศวกรผู้ออกแบบโครงการ ตารางนี้สรุปทางเลือกที่ใช้กันทั่วไปเพื่อให้เจ้าของโครงการและผู้รับเหมาเข้าใจภาพรวมก่อนประชุม
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| แนวทาง | เหมาะกับกรณี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| ทดสอบซ้ำ (Re-test) หลังรอเวลา | ไม่ผ่านแบบที่ 1 เล็กน้อย เสาเข็มสมบูรณ์ (ผ่าน Seismic) และสงสัยว่าดินยังคืนตัวไม่เต็มที่ หรือระบบทดสอบมีปัญหา | ต้องมีเหตุผลทางวิศวกรรมชัดเจน ไม่ใช่ "ทดสอบจนกว่าจะผ่าน" เสาเข็มที่ Plunging แล้วมักทดสอบซ้ำไม่มีความหมาย |
| ปรับค่าน้ำหนักที่ยอมให้ลง + เพิ่มจำนวนเสาเข็ม/ปรับฐานราก | ทรุดเกินเกณฑ์แต่ยังมีกำลังพอที่ระดับต่ำกว่าออกแบบ ยึดเพดาน 50% ของกำลังประลัยตามกฎกระทรวงฐานราก 2566 | ต้องคำนวณใหม่ทั้งฐานรากที่เกี่ยวข้อง และตรวจว่าเสาเข็มต้นอื่นในโซนมีพฤติกรรมเดียวกันหรือไม่ |
| เสริมเสาเข็มข้างเคียง + ขยายฐานราก | เสาเข็มใช้งานที่วิบัติหรือกำลังไม่พอ ต้องคงตำแหน่งเสาอาคารเดิม | เสาเข็มเสริมต้องทดสอบด้วย และต้องออกแบบฐานรากให้ถ่ายน้ำหนักลงเข็มใหม่ได้จริง |
| เปลี่ยนความยาว/ชนิดเสาเข็ม สำหรับต้นที่ยังไม่ทำ | เสาเข็มทดสอบไม่ผ่านก่อนเริ่มงานจริง หรือพบว่าปัญหาเป็นทั้งโซน | ต้องอ้างอิงผลเจาะสำรวจดินและอาจต้องทำเสาเข็มทดสอบใหม่เพื่อยืนยันแบบที่ปรับ ดูทางเลือกที่ เลือกเสาเข็มแบบไหนดี |
| ซ่อมหรือเปลี่ยนเสาเข็มต้นนั้น | วิบัติของตัวเสาเข็ม เช่น รอยต่อหลุด คอนกรีตไม่ได้กำลัง | ต้องหาสาเหตุด้านคุณภาพก่อสร้างและตรวจต้นอื่นที่ทำในช่วงเดียวกัน |
ไม่ควรทดสอบซ้ำทันทีโดยไม่หาสาเหตุ ไม่ควรเปลี่ยนเกณฑ์สเปกหลังเห็นผล และไม่ควรใช้ผลจากเสาเข็มต้นเดียวสรุปทั้งโครงการ ทั้งในทางที่ดีและทางที่แย่ การตัดสินใจทุกข้อต้องมีวิศวกรผู้ออกแบบลงนามรับผิดชอบ
เสาเข็มทดสอบไม่ผ่าน กับเสาเข็มใช้งานไม่ผ่าน ต่างกันยังไง?
เสาเข็มทดสอบ (Test Pile) คือเสาเข็มที่ทำขึ้นเพื่อทดสอบก่อนเริ่มงานเสาเข็มจริง ผลไม่ผ่านของเสาเข็มทดสอบจึงเป็น "ข้อมูล" ไม่ใช่ "ความเสียหาย" วิศวกรนำผลไปปรับความยาว ขนาด หรือชนิดเสาเข็มก่อนตอกจริงทั้งโครงการ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการทำเสาเข็มทดสอบตั้งแต่แรก
เสาเข็มใช้งาน (Working Pile) คือเสาเข็มที่จะรับอาคารจริง ผลไม่ผ่านจึงหมายถึงต้องแก้ไขฐานรากตรงนั้น และต้องตั้งคำถามต่อว่าเสาเข็มต้นอื่นที่ทำในโซนเดียวกัน ด้วยวิธีเดียวกัน จะมีปัญหาเดียวกันหรือไม่ สเปกส่วนใหญ่จึงกำหนดให้เพิ่มจำนวนเสาเข็มที่ต้องทดสอบเมื่อพบต้นที่ไม่ผ่าน อ่านความแตกต่างเชิงลึกได้ที่ Test Pile vs Working Pile และเกณฑ์จำนวนที่ต้องทดสอบที่ ต้องทดสอบเสาเข็มกี่ต้น
ทดสอบซ้ำ (Re-test) ได้ไหม และเมื่อไหร่ถึงมีความหมาย?
การทดสอบซ้ำคือการทำ Static Load Test กับเสาเข็มต้นเดิมอีกครั้งหลังเว้นระยะเวลา จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขอย่างน้อยหนึ่งข้อ คือ ระบบทดสอบครั้งแรกมีปัญหาที่พิสูจน์ได้ หรือเสาเข็มยังสมบูรณ์และไม่ผ่านแบบเล็กน้อยโดยสงสัยเรื่อง Soil Setup ซึ่งในดินเหนียวการคืนตัวอาจใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ รายละเอียดเรื่องเวลารอดูที่ ทดสอบเสาเข็มได้ตอนอายุคอนกรีตกี่วัน
ในทางกลับกัน เสาเข็มที่กราฟดิ่ง (Plunging) แล้ว ดินใต้ปลายและรอบเข็มถูกทำลายถาวร การทดสอบซ้ำมักได้กำลังต่ำกว่าเดิม จึงไม่ใช่ทางออก การทดสอบซ้ำแต่ละครั้งใช้เวลาหน้างานอีก 3–7 วัน ดูไทม์ไลน์ได้ที่ Static Load Test ใช้เวลากี่วัน
ป้องกันไม่ให้ Static Load Test ไม่ผ่านตั้งแต่ต้น ทำอย่างไร?
เกือบทุกกรณีที่ SPN พบ ปัญหาเริ่มก่อนวันทดสอบ 5 ข้อนี้ลดความเสี่ยงได้มากที่สุด
- เจาะสำรวจดินให้ลึกพอและครอบคลุมพื้นที่ — หลุมเจาะต้องลึกกว่าปลายเสาเข็มที่คาดไว้ และมีจำนวนพอสำหรับพื้นที่โครงการ ดูหลักเกณฑ์ที่ เจาะสำรวจดินกี่หลุม ลึกกี่เมตร
- ทำเสาเข็มทดสอบก่อนเริ่มงานจริง — ให้ผลทดสอบมีเวลาปรับแบบได้ทัน ไม่ใช่ทดสอบเพื่อเอกสารหลังตอกไปครึ่งโครงการ
- ควบคุมคุณภาพระหว่างทำเสาเข็ม — บันทึก Blow Count ตรวจรอยเชื่อม ควบคุมตะกอนก้นหลุมและปริมาณคอนกรีตของเสาเข็มเจาะ ดูจุดตรวจได้ที่ เสาเข็มชำรุดเกิดจากอะไร
- คัดกรองด้วย Seismic Integrity Test ก่อนเลือกต้นทำ Static — ค่าใช้จ่ายต่ำ ทดสอบได้เกือบทุกต้น ช่วยไม่ให้เสียงบ Static Load Test กับเสาเข็มที่ชำรุดอยู่แล้ว
- เตรียมระบบทดสอบให้ถูกต้อง — เครื่องมือมีใบสอบเทียบ แท่นรอง Kentledge บนพื้นแน่น คานอ้างอิงอิสระและมีร่มบัง ดูวิธีเลือกบริษัททดสอบที่ จ้างทดสอบเสาเข็มบริษัทไหนดี
สรุป
Static Load Test ไม่ผ่านหมายถึงการทรุดตัวรวม การทรุดตัวคงค้าง หรือรูปร่างกราฟไม่เข้าเกณฑ์สเปก ซึ่งแบ่งเป็น 3 รูปแบบที่มีทางแก้ต่างกัน คือ ทรุดเกินเกณฑ์แต่ยังไม่วิบัติ กราฟดิ่ง (Plunging) และค่าผิดปกติจากตัวเสาเข็มหรือระบบทดสอบ ขั้นตอนที่ถูกต้องคือเก็บข้อมูลให้ครบ ตรวจระบบทดสอบ ทบทวนบันทึกก่อสร้าง ตรวจความสมบูรณ์ด้วย Seismic Test แล้วให้วิศวกรผู้ออกแบบเลือกแนวทาง ตั้งแต่ทดสอบซ้ำ ปรับค่าน้ำหนักที่ยอมให้ ไปจนถึงเสริมเสาเข็ม สิ่งที่ไม่ควรทำคือทดสอบซ้ำโดยไม่หาสาเหตุ หรือใช้ผลต้นเดียวสรุปทั้งโครงการ หากต้องการวิศวกรช่วยวิเคราะห์ผลทดสอบที่ไม่ผ่าน หรือวางแผนการทดสอบเพิ่มเติม ติดต่อทีม ทดสอบเสาเข็มของ SPN ได้ทุกวันทำการ