ทำไมจำนวนหลุมเจาะถึงไม่เท่ากันในแต่ละโครงการ?
การเจาะสำรวจดินมีเป้าหมายคือ "วาดภาพชั้นดินใต้พื้นที่ก่อสร้าง" ให้ครบถ้วนพอที่วิศวกรจะออกแบบฐานรากได้อย่างปลอดภัยและประหยัด ปัจจัยหลักที่กำหนดจำนวนหลุมมี 4 ข้อ:
1. ขนาดพื้นที่และผังอาคาร
ยิ่งอาคารกินพื้นที่กว้าง ชั้นดินใต้แต่ละมุมอาคารยิ่งมีโอกาสต่างกัน จึงต้องกระจายหลุมเจาะให้ครอบคลุม เช่น เจาะบริเวณมุมอาคารและกึ่งกลาง เพื่อให้เห็นความแปรปรวนของชั้นดิน (Soil Variability) ทั่วทั้งผัง
2. น้ำหนักและความสำคัญของโครงสร้าง
บ้านพักอาศัยถ่ายน้ำหนักลงดินน้อยกว่าโกดังเก็บสินค้า เครื่องจักรหนัก หรืออาคารสูงหลายเท่า โครงสร้างที่น้ำหนักมากหรือไวต่อการทรุดตัวต่างระดับ (Differential Settlement) จำเป็นต้องมีข้อมูลชั้นดินละเอียดกว่า (อ่านเพิ่มเติมที่ เจาะดินโกดัง-โรงงาน ต่างจากบ้านอย่างไร)
3. สภาพธรณีวิทยาของพื้นที่
พื้นที่ที่ชั้นดินซับซ้อน เช่น ที่ราบลุ่มดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ พื้นที่ถมใหม่ หรือพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ มักต้องการหลุมเจาะมากกว่าพื้นที่ที่ชั้นดินสม่ำเสมอ เพราะโอกาสเจอชั้นดินเปลี่ยนกะทันหันสูงกว่า
4. ข้อกำหนดของหน่วยงานหรือผู้ออกแบบ
โครงการราชการ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการที่มีที่ปรึกษา มักกำหนดจำนวนหลุมขั้นต่ำไว้ใน TOR อยู่แล้ว กรณีนี้ให้ยึดข้อกำหนดของโครงการเป็นหลัก
แนวปฏิบัติทั่วไป: จำนวนหลุมเจาะตามประเภทอาคาร
ตารางด้านล่างเป็นแนวทางเบื้องต้นเพื่อประเมินงบประมาณเท่านั้น จำนวนจริงต้องผ่านการพิจารณาของวิศวกร
| ประเภทโครงการ | จำนวนหลุมที่พบบ่อย | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| บ้านพักอาศัย 2–3 ชั้น | 1 หลุม | หากที่ดินกว้างหรือเป็นที่ถมใหม่ อาจเพิ่มเป็น 2 หลุม |
| อาคารพาณิชย์ / สำนักงานขนาดเล็ก | 1–2 หลุม | ขึ้นกับผังอาคารและน้ำหนักใช้งาน |
| โกดัง / โรงงาน | 2–4 หลุมขึ้นไป | กระจายตามผังอาคารและตำแหน่งเครื่องจักรหนัก |
| อาคารสูง / โครงการขนาดใหญ่ | 3 หลุมขึ้นไป | มักกำหนดโดยวิศวกรที่ปรึกษาโครงการ |
| งานถนน / สะพาน / โครงสร้างแนวยาว | เจาะเป็นระยะตามแนวเส้นทาง | กำหนดระยะห่างระหว่างหลุมตามลักษณะงาน |
แนวทางจาก วสท. เรื่องตำแหน่งและระยะห่างหลุมเจาะ
คณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมปฐพี วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ให้แนวทางไว้ในเอกสาร "แนวทางการตรวจสอบชั้นดินเพื่อวางฐานราก" (วสท., 2551) สรุปสาระสำคัญได้ว่า:
- ตำแหน่งหลุมเจาะ ควรอยู่ใกล้เคียงกับส่วนของอาคารที่มีน้ำหนักมากที่สุด ซึ่งมักเป็นตำแหน่งวิกฤตที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงจากการเก็บข้อมูลชั้นดินที่แปรปรวนได้ไม่เพียงพอ
- ระยะห่างระหว่างหลุมสำหรับงานอาคาร หากชั้นดินค่อนข้างสม่ำเสมอ ระยะห่างของหลุมเจาะอยู่ที่ประมาณ 40–60 เมตร (ราว 40×40 ถึง 60×60 ตร.ม./หลุม)
- งานถนน หากชั้นดินสม่ำเสมอ ระยะห่างหลุมอยู่ที่ประมาณ 250–500 เมตรต่อหลุมตามแนวถนน โดยจุดเน้นคือหาขอบเขตบริเวณที่ชั้นดินเปลี่ยนชนิดหรือเปลี่ยนโครงสร้างทางธรณีวิทยา
- แนวทางวิชาการอื่นยังให้ตัวเลขอ้างอิงเพิ่มเติม เช่น อาคารสูงเจาะประมาณ 4 หลุม (ระยะห่าง 15–45 ม.) โรงงานชั้นเดียวประมาณ 3 หลุม (ระยะห่าง 30–90 ม.) และตอม่อสะพาน 1 หลุมต่อตอม่อ (อภิพัฒนะมนตรี, 2538)
ตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวทาง ไม่ใช่ข้อบังคับตายตัว — พื้นที่ที่ชั้นดินแปรปรวนสูงต้องเจาะถี่กว่านี้ และวิศวกรผู้รับผิดชอบเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย
เจาะลึกกี่เมตรถึงจะพอ?
หลักการสำคัญคือ ต้องเจาะให้ลึกกว่าระดับที่ฐานรากส่งถ่ายน้ำหนักลงไปมีผลต่อดิน แนวทางของ วสท. (2551) ระบุว่าโดยทั่วไปหลุมเจาะควรลึกประมาณ 2–2.5 เท่าของความกว้างด้านสั้นขององค์อาคาร เพราะที่ระดับความลึกนี้ หน่วยแรงจากการถ่ายน้ำหนักของโครงสร้างลดลงมากแล้ว (เหลือราว 20–30%) อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการสำรวจต้องครอบคลุมชั้นดินที่อาจทรุดตัวสูงหรือชั้นดินอ่อนที่แทรกอยู่ด้วย
ความลึกหลุมเจาะแนะนำ: พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
วสท. ให้ค่าความลึกแนวทางสำหรับพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ซึ่งมีชั้นดินเหนียวอ่อนหนา ไว้ดังนี้ (เรียบเรียงจาก แนวทางการตรวจสอบชั้นดินเพื่อวางฐานราก, วสท., 2551):
| ชนิดโครงสร้างอาคาร | ความลึกหลุมเจาะแนวทาง (เมตร) |
|---|---|
| อาคารปกติสูงไม่เกิน 5 ชั้น หรือโรงงานขนาดเบา | ~30 |
| อาคารปกติสูง 5–10 ชั้น หรือโรงงานขนาดหนัก | 35–40 |
| อาคารสูง 10–15 ชั้น | 40–45 |
| อาคารสูง 15–20 ชั้น | 50–60 |
| อาคารสูง 20–28 ชั้น | 60–80 |
| อาคารสูง 30 ชั้นขึ้นไป | 80–120 |
ตัวเลขความลึกในตารางนี้ วสท. ประมาณการไว้สำหรับกรณีที่จะใช้เสาเข็มเจาะเป็นทางเลือก และมีข้อมูลชั้นดินที่เชื่อถือได้ของอาคารข้างเคียงประกอบ นอกจากนี้ยังมีบางย่านที่ใช้เกณฑ์ทั่วไปตรง ๆ ไม่ได้ เช่น ย่านบางรัก (สันนิษฐานว่าเป็นแนวแม่น้ำเก่า) พบชั้นดินเลนอ่อนมากสีดำกระจายอยู่ในช่วงความลึกประมาณ 38–50 เมตร · ย่านบางพลี ชั้นดินอ่อนช่วงบนหนามาก บางพื้นที่ลึกถึงประมาณ 26 เมตรจากผิวดิน ครอบคลุมบริเวณราว กม. 28 ของถนนบางนา–บางพลี–บางปะกง · ฝั่งธนบุรี มักพบชั้นทรายขี้เป็ดหรือตะเข็บทรายแป้ง (Silt Seam) แทรกอยู่ในชั้นดินอ่อนช่วงบนที่ความลึกประมาณ 0–15 เมตร — พื้นที่ลักษณะนี้ยิ่งตอกย้ำว่าการเจาะสำรวจดินจริงในแปลงก่อสร้างสำคัญแค่ไหน เพราะแม้อยู่ใน กทม. เหมือนกัน ชั้นดินก็ต่างกันได้มากในระดับย่าน (อ่านเพิ่มเติมที่ ดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ กับงานฐานราก)
ความลึกหลุมเจาะแนะนำ: พื้นที่ต่างจังหวัด
สำหรับพื้นที่ต่างจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่ชั้นดินแข็งอยู่ตื้นกว่า กทม. วสท. ใช้แนวคิด "เจาะจนพบชั้นดินแข็งที่มีความหนาต่อเนื่องเพียงพอ" โดยดูจากค่า SPT N-value เป็นเกณฑ์หยุดเจาะ เช่น:
- อาคาร 1–2 ชั้น: ความลึกประมาณการสูงสุด ~25 ม. หรือหยุดเมื่อพบชั้นดินที่ N-value > 35 หนาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3 เมตร
- อาคาร 5–6 ชั้น (โรงงาน/โกดังขนาดหนักปานกลาง): ~30 ม. หรือพบชั้น N > 40 หนา 4–5 เมตร
- อาคารหนักมาก 10–15 ชั้น: ~35–40 ม. หรือพบชั้น N > 45 หนา ~6 เมตร โดยหลุมเจาะต้องลึกไม่น้อยกว่า 15 เมตร
- อาคารหนักพิเศษ เช่น หอประชุม ห้างสรรพสินค้า อาคารช่วงเสากว้าง: ~40–50 ม. หรือพบชั้น N > 50 หนา 6–8 เมตร และหลุมเจาะไม่ควรน้อยกว่า 20 เมตร
จังหวัดที่ธรณีวิทยาแปรปรวน เช่น ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา ปราจีนบุรี (มีชั้นดินอ่อนแทรกใต้ชั้นดินแข็ง) จันทบุรี และราชบุรีบางพื้นที่ ไม่ควรใช้เกณฑ์ทั่วไปนี้ตรง ๆ ต้องให้วิศวกรพิจารณาเป็นรายกรณี นอกจากนี้ หากเจาะพบชั้นหินในระดับตื้นกว่าเกณฑ์ ต้องพิสูจน์ว่าเป็นชั้นหินจริงที่แผ่ต่อเนื่อง ไม่ใช่หินลอยหรือหินก้อน โดยเพิ่มจำนวนหลุมเจาะหรือเจาะทะลุชั้นหินลงไปอีกไม่น้อยกว่า 3–5 เมตร
ระหว่างการเจาะ ทีมสำรวจจะทำการทดสอบ Standard Penetration Test (SPT) เก็บค่า N-value เป็นระยะ และเก็บตัวอย่างดินส่งทดสอบในห้องปฏิบัติการ ข้อมูลทั้งหมดจะสรุปอยู่ใน Boring Log ซึ่งเป็นหัวใจของรายงานเจาะสำรวจดิน
เจาะน้อยเกินไป เสี่ยงอะไร?
- ออกแบบฐานรากจากข้อมูลที่ไม่ครบ อาจเจอชั้นดินอ่อนแทรกที่ไม่รู้มาก่อน ทำให้อาคารทรุดตัวภายหลัง
- ประเมินความยาวเสาเข็มผิด ทำให้ต้องแก้งานหน้างาน งบประมาณบานปลายกว่าค่าเจาะดินหลายเท่า
- รายงานไม่ครอบคลุมพื้นที่จริง อาจใช้ประกอบการยื่นขออนุญาตหรือส่งให้ผู้ออกแบบไม่ได้ (ดูข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องใน สรุปกฎกระทรวงฐานรากปี 2566)
ค่าเจาะสำรวจดินมักคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าก่อสร้างทั้งโครงการ แต่เป็นข้อมูลที่ตัดสินความปลอดภัยของโครงสร้างทั้งหลัง
ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น
สำหรับบ้านพักอาศัย 2–3 ชั้น ค่าบริการเจาะสำรวจดินของ SPN เริ่มต้นประมาณ 12,000 บาท/หลุม (รวมทดสอบ SPT เก็บตัวอย่าง ทดสอบในห้องปฏิบัติการ และรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธา) ส่วนโครงการขนาดใหญ่หรือเงื่อนไขพิเศษ ราคาขึ้นกับจำนวนหลุม ความลึก และพื้นที่หน้างาน ดูโครงสร้างราคาละเอียดได้ที่ ราคาเจาะสำรวจดิน ปี 2026 หรือดูขอบเขตบริการเจาะสำรวจและทดสอบดินของเรา
สรุป
จำนวนหลุมเจาะและความลึกไม่มีสูตรตายตัว แต่ขึ้นกับขนาดอาคาร น้ำหนักโครงสร้าง และสภาพชั้นดิน แนวทางคร่าว ๆ คือ บ้านพักอาศัย 1 หลุม อาคารใหญ่ขึ้นก็เพิ่มหลุมและความลึกตามความเสี่ยง สิ่งสำคัญคือให้วิศวกรเป็นผู้กำหนดขอบเขตการสำรวจ เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอสำหรับออกแบบฐานรากที่ปลอดภัยและคุ้มค่า
บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทางวิศวกรรม ตัวเลขในตารางเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับประเมินงบประมาณ การกำหนดจำนวนหลุมเจาะและความลึกจริงควรเป็นไปตามดุลยพินิจของวิศวกรผู้มีใบอนุญาตประจำโครงการ
เอกสารอ้างอิง: แนวทางการตรวจสอบชั้นดินเพื่อวางฐานราก, วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.), 2551 · ผศ.มานะ อภิพัฒนะมนตรี, 2538 (เกณฑ์ระยะห่างหลุมเจาะตามประเภทงาน)