แบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ 3 มิติของแผ่นพื้นชั้นล่างที่พาดระหว่างคานคอดิน แสดงการแอ่นตัวเป็นคลื่นตามช่วงคาน สีม่วงเข้มคือจุดแอ่นตัวมากที่สุด 45.6 เซนติเมตร
แบบจำลอง 3 มิติจากงานตรวจสอบพื้นจริงของ SPN — เมื่อดินใต้พื้นทรุดจนเป็นโพรง แผ่นพื้นต้องพาดรับน้ำหนักระหว่างคานคอดินเอง ผลการวิเคราะห์ภายใต้สมมติฐานของรายการคำนวณแสดงการแอ่นตัวสูงสุด 45.6 ซม. เกินเกณฑ์ L/240 = 5.0 ซม. (หน่วยในภาพ: ซม. · แตะภาพเพื่อดูขนาดเต็ม)

ตรวจสอบพื้นคอนกรีตเดิมคืออะไร และควรทำเมื่อไหร่?

การตรวจสอบพื้นคอนกรีตเดิม (Existing Concrete Floor Assessment) คือการเก็บข้อมูลจริงของพื้นที่มีอยู่ ทั้งความหนา ชั้นวัสดุ เหล็กเสริม กำลังคอนกรีต และสิ่งที่รองรับพื้นอยู่ด้านล่าง แล้วนำมาคำนวณว่าพื้นรับน้ำหนักใช้งานที่ต้องการได้หรือไม่ ผลลัพธ์คือรายงานที่บอกได้ว่า “ใช้ได้” “ใช้ได้แบบมีข้อจำกัด” หรือ “ต้องปรับปรุงก่อน”

สถานการณ์ที่ควรตรวจสอบพื้นเดิมก่อนตัดสินใจ มีดังนี้

  • รีโนเวทหรือเปลี่ยนการใช้งาน — เช่น เปลี่ยนที่จอดรถหรือพื้นที่โล่งใต้อาคารเป็นห้องเรียน สำนักงาน ร้านค้า หรือโกดัง ซึ่งต้องการน้ำหนักบรรทุกจรสูงขึ้น
  • จะวางของหนักหรือเครื่องจักร — ชั้นวางเอกสาร ตู้เซฟ ชั้นวางสินค้า หรือเครื่องจักรที่ถ่ายน้ำหนักลงเป็นจุด
  • จะเทคอนกรีตทับพื้นเดิม — เพื่อปรับระดับหรือหวังให้พื้นแข็งแรงขึ้น ซึ่งทำให้น้ำหนักคงที่เพิ่มขึ้นทันที
  • พื้นมีรอยร้าว ทรุด หรือเสียงกลวงเวลาเดิน — สัญญาณว่าดินใต้พื้นอาจทรุดตัวจนเกิดโพรง
  • ไม่มีแบบก่อสร้าง หรือแบบเดิมไม่ระบุข้อมูลสำคัญ — อาคารเก่าจำนวนมากไม่มีกำลังคอนกรีต ชั้นคุณภาพเหล็ก หรือน้ำหนักบรรทุกออกแบบระบุไว้

ถ้าเป็นการตรวจทั้งอาคารก่อนต่อเติม อ่านภาพรวมได้ที่ อาคารเก่าก่อนต่อเติมหรือเปลี่ยนการใช้งาน ต้องตรวจโครงสร้างอะไรบ้าง บทความนี้เจาะเฉพาะ “พื้น” ซึ่งเป็นองค์อาคารที่ถูกเปลี่ยนการใช้งานบ่อยที่สุด

พื้นชั้นล่างของคุณวางบนดิน หรือพาดบนคาน?

คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้ก่อนประเมินกำลัง คือพื้นถ่ายน้ำหนักลงที่ใด เพราะกลไกการรับน้ำหนักต่างกันโดยสิ้นเชิง พื้นวางบนดิน (Slab on Ground) ส่งน้ำหนักลงดินโดยตรง แผ่นพื้นจึงรับแรงดัดน้อย ส่วนพื้นที่พาดบนคาน (Suspended Slab) ต้องรับแรงดัดเองทั้งหมดแล้วส่งต่อให้คานและเสาเข็ม

ปัญหาที่พบบ่อยในพื้นที่ดินอ่อนกรุงเทพฯ และปริมณฑล คือพื้นชั้นล่างที่ออกแบบให้วางบนดิน แต่ตัวอาคารตั้งอยู่บนเสาเข็ม เมื่อเวลาผ่านไปดินใต้พื้นทรุดตัวลง ขณะที่คานและเสาเข็มไม่ทรุดตาม พื้นจึงค่อย ๆ “ลอย” ขึ้นจากดิน และกลายเป็นพื้นที่ต้องพาดรับน้ำหนักระหว่างคานคอดิน ทั้งที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำหน้าที่นั้น ประเด็นดินถมทรุดอธิบายเพิ่มเติมไว้ใน ดินถมทรุด แก้อย่างไร

รูปตัด 2 มิติ เทียบพื้นชั้นล่างที่คาดว่าวางบนดิน กับสภาพจริงที่ดินทรุดจนเกิดโพรงใต้พื้น ภาพซ้ายเป็นพื้นคอนกรีตวางบนดินเต็มพื้นที่ น้ำหนักใช้งานถ่ายลงดินโดยตรง แผ่นพื้นแทบไม่ต้องรับแรงดัด ภาพขวาเป็นสภาพจริงที่พบในกรณีศึกษา ดินใต้พื้นทรุดตัวจนเกิดโพรง แผ่นพื้นเดิมที่บางและมีชั้นปูนหรือคอนกรีตเททับด้านบนต้องพาดรับน้ำหนักระหว่างคานคอดินที่วางบนเสาเข็ม เกิดการแอ่นตัวและรอยร้าวผิวบน แถบด้านล่างสรุปสามประเด็น ดินไม่ช่วยรับน้ำหนัก แรงดัดตกที่เหล็กเสริมเดิม และมองจากผิวบนไม่เห็นโพรงจึงต้องเจาะแกนคอนกรีตตรวจ พื้นชั้นล่างที่คิดว่าวางบนดิน อาจกลายเป็นพื้นลอยพาดระหว่างคาน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ที่คาดไว้: พื้นวางบนดินเต็มพื้นที่ สภาพจริงที่พบ: ดินทรุดจนเกิดโพรงใต้พื้น น้ำหนักใช้งาน ดินรองรับทั่วทั้งแผ่น น้ำหนักลงดินโดยตรง แผ่นพื้นแทบไม่ต้องรับแรงดัด น้ำหนักใช้งาน + น้ำหนักชั้นที่เททับ โพรงใต้พื้น คานคอดินและเสาเข็ม ช่วงพาดระหว่างคาน (กรณีศึกษา 12 ม.) ชั้นเททับ พื้นเดิม โพรง ดินที่ทรุดตัว 1 ดินไม่ช่วยรับน้ำหนัก แผ่นพื้นต้องพาดรับน้ำหนัก ระหว่างคานคอดินเอง 2 แรงดัดตกที่เหล็กเสริมเดิม พื้นบางและเหล็กเสริมเล็ก จึงแอ่นตัวและร้าวได้มาก 3 มองจากผิวบนไม่เห็นโพรง ต้องเจาะแกนคอนกรีต วัดความหนาและโพรงใต้พื้น
แบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัด) — ซ้าย: พื้นวางบนดินตามที่คาดไว้ ขวา: สภาพจริงที่พบในกรณีศึกษา ดินทรุดจนเกิดโพรง แผ่นพื้นบางที่มีชั้นปูนและคอนกรีตเททับต้องพาดรับน้ำหนักระหว่างคานคอดิน (ภาพเชิงแนวคิด แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน)

ตรวจสอบพื้นคอนกรีตเดิม มีขั้นตอนอะไรบ้าง?

การตรวจสอบพื้นเดิมที่ให้คำตอบได้จริงมี 6 ขั้น แต่ละขั้นตอบคำถามคนละข้อ และข้อมูลจากทุกขั้นต้องนำไปใช้ร่วมกันในการคำนวณขั้นสุดท้าย

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ขั้นตอนวิธี / มาตรฐานอ้างอิงข้อมูลที่ได้
1. ทบทวนข้อมูลเดิมแบบก่อสร้าง รายการคำนวณ ประวัติการปรับปรุง (ถ้ามี)ระบบพื้น ช่วงคาน ความหนาและเหล็กเสริมตามแบบ
2. สำรวจสภาพและรอยร้าวตรวจด้วยสายตา วัดความกว้างด้วย Crack Gauge ทำผังรอยร้าวตำแหน่ง รูปแบบ และความกว้างรอยร้าว
3. เจาะแกนคอนกรีตConcrete Coring ตาม ASTM C42/C42Mความหนาจริง ลำดับชั้น โพรงใต้พื้น เหล็กเสริม
4. ทดสอบกำลังคอนกรีตกำลังอัดแท่งตัวอย่าง ASTM C39/C39M + Rebound Hammer ASTM C805/C805Mกำลังอัดจริงของแต่ละชั้นวัสดุ
5. ตรวจดินใต้พื้นKunzelstab (KPT) และ Hand Auger ในรูเจาะ + ทดสอบดินในห้องปฏิบัติการชนิดดิน ความแน่น กำลังรับน้ำหนักโดยประมาณ
6. คำนวณด้วยแบบจำลองแบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ 3 มิติ ตรวจกำลังตามมาตรฐานการออกแบบ เช่น ACI 318โมเมนต์ดัด เหล็กเสริมที่ต้องการ การแอ่นตัว

1. ทบทวนข้อมูลเดิม — แบบก่อสร้างเป็นแค่จุดเริ่มต้น

แบบก่อสร้างเดิมช่วยให้รู้ว่าพื้นถูกออกแบบเป็นระบบใด แต่ไม่ได้บอกสภาพปัจจุบัน อาคารเก่ามักผ่านการเททับหน้า เปลี่ยนวัสดุปูพื้น หรือซ่อมเป็นจุด ๆ มาหลายครั้ง และแบบเก่าจำนวนมากไม่ได้ระบุกำลังอัดคอนกรีต ชั้นคุณภาพเหล็ก หรือน้ำหนักบรรทุกจรที่ใช้ออกแบบ ค่าจากแบบจึงต้องยืนยันด้วยการตรวจหน้างานทุกครั้ง

2. สำรวจสภาพและรอยร้าว (Crack Mapping)

การสำรวจรอยร้าวคือการบันทึกตำแหน่ง ทิศทาง และความกว้างของรอยร้าวทุกจุดลงผัง แล้วถ่ายภาพเทียบตลับเมตรหรือ Crack Gauge รูปแบบรอยร้าวบอกกลไกได้ เช่น รอยร้าวแนวตรงตัดกันเป็นตารางบนผิวปูนมักสัมพันธ์กับการหดตัวหรือการทรุดของดินใต้พื้น ส่วนรอยร้าวที่วิ่งขนานแนวคาน ทั้งบนผิวพื้นเหนือคานและที่ท้องพื้นกลางช่วง บ่งชี้แรงดัด วิธีอ่านรอยร้าวแบบละเอียดดูได้ที่ รอยร้าวโครงสร้างแบบไหนอันตราย และตัวอย่างผังรอยร้าวจริง 23 จุดพร้อมภาพหน้างานจากงานนี้ ดูได้ที่ รอยร้าวพื้นคอนกรีต สำรวจอย่างไร

3. เจาะแกนคอนกรีต (Concrete Coring) — ขั้นที่เห็น “ใต้พื้น” ได้จริง

การเจาะแกนคอนกรีตคือการใช้หัวเจาะเพชรเจาะเก็บแท่งตัวอย่างทะลุความหนาพื้น ตาม ASTM C42/C42M ขั้นนี้สำคัญที่สุดสำหรับพื้นเดิม เพราะให้ข้อมูล 4 อย่างพร้อมกัน คือ ความหนาจริง ลำดับชั้นปูนและคอนกรีต การมีหรือไม่มีเหล็กเสริม และ โพรงใต้แผ่นพื้น ซึ่งมองจากผิวบนไม่เห็นเลย เมื่อเจาะทะลุแล้วจะวัดระยะจากท้องพื้นถึงผิวดินได้โดยตรง รายละเอียดวิธีเจาะและแปลผลอ่านต่อได้ที่ Concrete Core Test คืออะไร

รอยร้าวแตกแขนงบนผิวพื้นคอนกรีตเดิม วางตลับเมตรเทียบเพื่อวัดตำแหน่งและความกว้างรอยร้าว
สำรวจรอยร้าวบนผิวพื้น ถ่ายภาพเทียบตลับเมตรและวัดความกว้างด้วย Crack Gauge
ช่างเทคนิค SPN ใช้เครื่องเจาะแกนคอนกรีตหัวเพชรเจาะเก็บแท่งตัวอย่างทะลุพื้นคอนกรีตเดิมภายในอาคาร
เจาะแกนคอนกรีตทะลุพื้นตาม ASTM C42/C42M เพื่อวัดความหนาจริงและตรวจโพรงใต้พื้น

4. ทดสอบกำลังคอนกรีต — แท่งตัวอย่างเชื่อถือได้กว่าค้อนกระแทก

กำลังอัดของคอนกรีตเดิมหาได้จากการนำแท่งตัวอย่างที่เจาะได้ไปทดสอบในห้องปฏิบัติการตาม ASTM C39/C39M และปรับค่าตามอัตราส่วนความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลางตาม ASTM C42/C42M ข้อควรระวังคือพื้นเดิมมักมีหลายชั้นวัสดุ ต้องแยกผลของชั้นคอนกรีตโครงสร้างออกจากชั้นปูนเททับหน้า ไม่นำมาเฉลี่ยรวมกัน

Rebound Hammer (ASTM C805/C805M) ทดสอบได้เร็วและไม่ทำลาย แต่วัดเฉพาะความแข็งที่ผิว เหมาะใช้เป็นข้อมูลประกอบหรือเทียบความสม่ำเสมอระหว่างจุด ไม่ควรใช้แทนแท่งตัวอย่าง ในกรณีศึกษาด้านล่าง ค่าที่ได้จาก Rebound Hammer สูงกว่าผลแท่งตัวอย่างอย่างชัดเจน อ่านข้อจำกัดเพิ่มเติมได้ที่ Rebound Hammer Test คืออะไร

5. ตรวจดินใต้พื้น — ดินยังรองรับพื้นอยู่หรือไม่?

เมื่อเจาะแกนคอนกรีตทะลุแล้ว ใช้รูเดียวกันตรวจดินต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องรื้อพื้นเพิ่ม วิธีที่ใช้บ่อยคือ Kunzelstab Penetration Test (KPT) ซึ่งนับจำนวนครั้งที่ตอกให้หัวกรวยจมทุก 20 ซม. เพื่อดูความแน่นของดินตามความลึก ควบคู่กับสว่านมือ (Hand Auger) เก็บตัวอย่างดินไปจำแนกชนิดตามระบบ USCS (ASTM D2487) หาปริมาณน้ำในดินและ Atterberg Limits ข้อมูลนี้ใช้ตอบว่าดินใต้พื้นยังช่วยรับน้ำหนักได้หรือไม่ และถ้าจะปรับปรุงเป็นพื้นวางบนดินใหม่ ต้องแก้ดินมากแค่ไหน

6. คำนวณด้วยแบบจำลอง 3 มิติ — รวมทุกข้อมูลเข้าด้วยกัน

ขั้นสุดท้ายคือสร้างแบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Model) ของแผ่นพื้นในโปรแกรมวิเคราะห์โครงสร้าง โดยใส่ความหนา กำลังคอนกรีต เหล็กเสริม และจุดรองรับตามที่ตรวจพบจริง แล้วใส่น้ำหนักคงที่ (Dead Load) และน้ำหนักบรรทุกจร (Live Load) ตามการใช้งานใหม่ ผลที่ได้คือโมเมนต์ดัด ปริมาณเหล็กเสริมที่ต้องการ และการแอ่นตัว ซึ่งนำไปเทียบกับเกณฑ์ของมาตรฐานการออกแบบ

ข้อดีของแบบจำลอง 3 มิติ คือเห็นพฤติกรรมของพื้นทั้งผืนในภาพเดียว ว่าช่วงไหนแอ่นมาก ช่วงไหนมีโมเมนต์ลบเหนือคาน และช่วยอธิบายผลให้เจ้าของอาคารเข้าใจได้ง่ายกว่าตารางตัวเลขล้วน ส่วนรายการคำนวณฉบับเต็มควรจัดทำและลงนามโดยวิศวกร ดูองค์ประกอบได้ที่ รายการคำนวณโครงสร้างคืออะไร

แบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ 3 มิติของแผ่นพื้นคอนกรีตยาวตลอดอาคาร มีคานคอดินรองรับเป็นช่วง ๆ ตามแนวเสา
แบบจำลอง 3 มิติของแผ่นพื้นทั้งผืน — เส้นสีฟ้าคือแนวรองรับที่คานคอดิน ไม่ใส่แรงรองรับจากดินเพราะตรวจพบโพรงใต้พื้นทุกจุดที่เจาะ (แตะภาพเพื่อดูขนาดเต็ม)
แบบจำลอง 3 มิติแสดงน้ำหนักบรรทุกจร 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร กระทำแผ่สม่ำเสมอบนแผ่นพื้นทั้งผืน ลูกศรสีแดงชี้ลง
ใส่น้ำหนักบรรทุกจร 400 กก./ตร.ม. แผ่ทั่วพื้น (pZ = −400 kgf/m²) ตามการใช้งานใหม่ แล้วรวมกับน้ำหนักของแผ่นพื้นเองเพื่อตรวจกำลังและการแอ่นตัว (แตะภาพเพื่อดูขนาดเต็ม)

กรณีศึกษาจริง: ตรวจพื้นชั้นล่างอาคารเก่า 5 ชั้นในกรุงเทพฯ พบอะไรบ้าง?

งานนี้เป็นงานจริงของ SPN ในปี 2026 (ไม่เปิดเผยชื่ออาคารและแบบก่อสร้างเดิม) อาคารเก่าสูง 5 ชั้นในกรุงเทพฯ ชั้นล่างเดิมเป็นพื้นที่โล่งใต้อาคาร เจ้าของต้องการปรับปรุงเป็นพื้นที่ใช้งาน โดยใช้น้ำหนักบรรทุกจร 400 กก./ตร.ม. และสอบถามว่าควรเทคอนกรีตเพิ่มบนพื้นเดิมหรือไม่ ทีม SPN ทำงานภาคสนาม 3 วัน ปริมาณงานมีดังนี้

13
จุดเจาะแกนคอนกรีต (ทดสอบกำลังอัด 11 ตัวอย่าง)
5 + 2
จุด Kunzelstab และ Hand Auger ในรูเจาะ (ทดสอบดิน 23 ตัวอย่าง)
23
จุดสำรวจรอยร้าว ครอบคลุม 12 ช่วงพื้น + Rebound Hammer 10 จุด

ผลตรวจหน้างานต่างจากแบบเดิมอย่างไร?

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

รายการตามแบบเดิมผลตรวจจริง
ความหนาพื้น0.08 ม.ชั้นบน 0.19–0.37 ม. (เฉลี่ย 0.27 ม.) เป็นปูนและคอนกรีต 2–4 ชั้น
เหล็กเสริมเหล็กเส้นกลมขนาดเล็ก @0.15 ม.ไม่พบเหล็กเสริมในแท่งตัวอย่างทั้ง 13 จุด
สิ่งรองรับใต้พื้นรูปตัดแสดงดินใต้แผ่นพื้นพบโพรงทุกจุดที่เจาะ สูง 0.05–0.45 ม.
กำลังอัดคอนกรีต (ทรงกระบอก)ไม่ระบุชั้นคอนกรีต 105–335 ksc (เฉลี่ย 197 ksc) ชั้นปูนเททับ 34–218 ksc
ดินใต้พื้นไม่ระบุชั้นที่อ่อนที่สุดรับน้ำหนักได้ประมาณ 1.1–2.3 ตัน/ตร.ม.
รอยร้าว—พบครบทั้ง 12 ช่วงพื้นที่สำรวจ ส่วนใหญ่กว้างกว่า 2 มม.
กราฟแท่งแสดงความหนาคอนกรีต โพรงใต้แผ่นพื้น และระดับดิน ของรูเจาะแกนคอนกรีต 13 จุด เรียงตามช่วงพื้น พร้อมค่ากำลังอัดของก้อนตัวอย่างที่ทดสอบ
ผลเจาะแกนคอนกรีต 13 จุด — แถบสีเทาคือคอนกรีตและปูน แถบลายแดงคือโพรงใต้พื้น แถบสีทรายคือดิน ตัวเลขเหนือแท่งคือความหนาชั้นบน (ม.) และตัวเลขในกรอบแดงคือกำลังอัดของก้อนที่ทดสอบ (ksc)

สิ่งที่ตรวจพบเปลี่ยนโจทย์ทั้งหมด พื้นที่ทุกคนคิดว่าเป็นพื้นคอนกรีตหนาวางบนดิน แท้จริงคือแผ่นพื้นบางเดิมที่ถูกเททับด้วยปูนและคอนกรีตหลายรอบ โดยไม่มีเหล็กเสริมในชั้นที่เททับ และดินด้านล่างทรุดตัวแยกออกจากท้องพื้นแล้ว นอกจากนี้ Rebound Hammer ให้ค่ากำลังอัดประมาณ 164–463 ksc ซึ่งสูงกว่าผลแท่งตัวอย่างอย่างชัดเจน ถ้าใช้ค่าจากค้อนกระแทกเพียงอย่างเดียว จะประเมินกำลังพื้นสูงเกินจริง

มองลงในรูเจาะแกนคอนกรีตบนพื้นเดิม เห็นชั้นคอนกรีตด้านบนและช่องว่างมืดด้านล่าง ซึ่งเป็นโพรงระหว่างท้องพื้นกับผิวดิน
รูเจาะแกนคอนกรีตที่ทะลุถึงโพรงใต้พื้น — สิ่งที่มองจากผิวบนไม่เห็น แต่เปลี่ยนวิธีคำนวณกำลังพื้นทั้งหมด

ผลคำนวณด้วยแบบจำลอง 3 มิติเป็นอย่างไร?

เมื่อดินไม่ได้สัมผัสท้องพื้น วิศวกรจึงวิเคราะห์แผ่นพื้นแบบพาดรับน้ำหนักระหว่างคานคอดินช่วงละ 12.00 ม. โดยไม่นับแรงรองรับจากดิน ใช้ความหนาและเหล็กเสริมตามแบบเดิม กำลังคอนกรีตเฉลี่ย 197 ksc และตรวจกำลังตาม ACI 318M-14 วิธีกำลัง (Strength Design Method) ผลคือ

  • กรณีที่ 1 พื้นเดิม — การแอ่นตัวสูงสุด 45.6 ซม. (ภาพแรกของบทความ) เกินเกณฑ์ L/240 = 5.0 ซม. และเหล็กเสริมเดิมไม่พอรับแรงดัดในหลายบริเวณ → ไม่ผ่าน
  • กรณีที่ 2 เทคอนกรีตเพิ่มหนา 22 ซม. — น้ำหนักคงที่เพิ่ม 528 กก./ตร.ม. การแอ่นตัวเพิ่มเป็น 85.9 ซม. และเหล็กเสริมยังไม่พอ → ไม่ผ่าน
ℹ️ ตัวเลขการแอ่นตัวนี้หมายถึงอะไร?

ค่า 45.6 และ 85.9 ซม. เป็นผลจากแบบจำลองภายใต้สมมติฐานที่ไม่นับดินและไม่นับชั้นเททับว่าช่วยรับแรงดัด ใช้บอกว่า “โครงสร้างพื้นตามแบบเดิมไม่มีกำลังพอสำหรับการใช้งานใหม่” ไม่ใช่ระยะที่พื้นจริงแอ่นตัวลงไปแล้ว ในความเป็นจริงพื้นยังมีดินบางส่วนและชั้นเททับช่วยพยุงอยู่ แต่สิ่งเหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้ในการออกแบบ เพราะดินยังทรุดต่อได้และชั้นเททับไม่มีเหล็กเสริม ในทางกลับกัน แบบจำลองใช้เหล็กเสริมตามแบบเดิมและกำลังอัดเฉลี่ย 197 ksc ซึ่งดีกว่าสภาพจริง (แท่งตัวอย่างไม่พบเหล็กเสริมเลย และค่าต่ำสุดของชั้นคอนกรีตอยู่ที่ 105 ksc) อีกทั้งกรณีที่ 1 ยังไม่รวมน้ำหนักชั้นที่เททับอยู่ในปัจจุบัน หากใช้ค่าตามสภาพจริง ผลจะไม่ผ่านมากขึ้น ข้อสรุปจึงไม่เปลี่ยน

เทคอนกรีตทับพื้นเดิมให้หนาขึ้น ช่วยให้แข็งแรงขึ้นไหม?

ไม่เสมอไป และในหลายกรณีทำให้แย่ลง การเทคอนกรีตทับพื้นเดิมเพิ่มน้ำหนักคงที่ให้แผ่นพื้นทันที คอนกรีตหนา 22 ซม. หนักประมาณ 528 กก./ตร.ม. มากกว่าน้ำหนักบรรทุกจร 400 กก./ตร.ม. ที่ต้องการใช้งานเสียอีก ถ้าคอนกรีตใหม่ไม่ได้ออกแบบให้ทำงานร่วมกับพื้นเดิม (เช่น ไม่มีเหล็กเสริมและเหล็กยึดเชื่อมชั้น) น้ำหนักที่เพิ่มจะตกไปที่แผ่นพื้นเดิมและคานทั้งหมด

แบบจำลอง 3 มิติแสดงน้ำหนักคงที่เพิ่ม 528 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จากการเทคอนกรีตทับพื้นเดิมหนา 22 เซนติเมตร กระทำบนแผ่นพื้นทั้งผืน
กรณีที่ 2 — คอนกรีตที่เทเพิ่ม 22 ซม. คิดเป็นน้ำหนักคงที่เพิ่ม 528 กก./ตร.ม. (pZ = −528 kgf/m²) กระทำบนพื้นเดิม (แตะภาพเพื่อดูขนาดเต็ม)
แบบจำลอง 3 มิติแสดงการแอ่นตัวของแผ่นพื้นหลังเทคอนกรีตเพิ่ม 22 เซนติเมตร การแอ่นตัวสูงสุดเพิ่มเป็น 85.9 เซนติเมตร
ผลกรณีที่ 2 — การแอ่นตัวสูงสุดเพิ่มจาก 45.6 เป็น 85.9 ซม. ภายใต้สมมติฐานเดียวกัน แสดงว่าการเทเพิ่มไม่ใช่วิธีปรับปรุงที่เหมาะสมสำหรับพื้นนี้ (หน่วยในภาพ: ซม. · แตะภาพเพื่อดูขนาดเต็ม)

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หยุดที่พื้น ในกรณีศึกษา พื้นเดิมหนา 0.08 ม. หนักประมาณ 190 กก./ตร.ม. แต่พื้นปัจจุบันที่เททับมาหลายรอบหนัก 460–890 กก./ตร.ม. น้ำหนักส่วนนี้ถ่ายต่อลงคาน ฐานราก และเสาเข็ม ซึ่งต้องตรวจสอบแยกต่างหากก่อนเพิ่มน้ำหนักอีก

ผลตรวจไม่ผ่าน มีทางเลือกแก้ไขอะไรบ้าง?

ทางเลือกที่เหมาะสมขึ้นกับผลตรวจของแต่ละอาคาร และต้องให้วิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้างกำหนดรายละเอียด แนวทางที่ใช้กันทั่วไปเมื่อพบพื้นลอยและเหล็กเสริมไม่พอ มีดังนี้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

แนวทางหลักการข้อควรรู้
พื้นโครงสร้างใหม่ที่ไม่พึ่งดินรื้อพื้นเดิม ก่อสร้างพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กใหม่ที่ออกแบบให้ถ่ายน้ำหนักลงคานและเสาเข็มไม่ได้รับผลจากการทรุดของดินในอนาคต ต้องตรวจกำลังคานและเสาเข็มเดิมประกอบ
พื้นวางบนดินหลังปรับปรุงดินรื้อพื้นเดิม ขุดดินหลวมออก ถมวัสดุคัดเลือกบดอัดเป็นชั้น ตรวจความแน่นด้วย Field Density Test แล้วเทพื้นใหม่ในดินอ่อนยังมีโอกาสทรุดในระยะยาว ดูวิธีปรับปรุงดินที่ Ground Improvement
อัดฉีดอุดโพรงใต้พื้น (Void Filling / Grouting)อัดวัสดุเข้าไปเติมช่องว่างให้ดินกลับมาสัมผัสท้องพื้นไม่เพิ่มกำลังรับแรงดัดของแผ่นพื้นที่เหล็กเสริมไม่พอ จึงไม่ควรใช้เป็นวิธีเดียว
มาตรการระหว่างรอปรับปรุงงดวางน้ำหนักมากหรือน้ำหนักกระจุก เช่น ชั้นวางเอกสาร ตู้เซฟ เครื่องจักรติดตามรอยร้าวและการทรุดตัวเป็นระยะ หากเพิ่มขึ้นให้งดใช้งานบริเวณนั้น

ตรวจสอบพื้นเดิม กับ Floor Load Test ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหน?

การตรวจสอบพื้นเดิมตามบทความนี้ตอบว่า “พื้นทำจากอะไร รองรับด้วยอะไร และคำนวณแล้วรับได้เท่าไหร่” ส่วน Floor Load Test คือการวางน้ำหนักจริงบนพื้นแล้ววัดการแอ่นตัวและการคืนตัวตาม ACI 318-19 บทที่ 27 ซึ่งพิสูจน์ได้ตรงที่สุดว่าพื้นรับน้ำหนักระดับที่ทดสอบได้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเด็นตรวจสอบพื้นเดิม + คำนวณFloor Load Test
คำถามที่ตอบพื้นเป็นอย่างไร ทำไมรับได้หรือรับไม่ได้พื้นรับน้ำหนักระดับที่ทดสอบได้จริงหรือไม่
ครอบคลุมพื้นที่ทั้งผืน ผ่านแบบจำลองที่ใช้ข้อมูลจากจุดตรวจเฉพาะช่วงพื้นที่ทดสอบ
เหมาะเมื่อไม่มีแบบ สงสัยโพรงหรือการทรุด ต้องการแนวทางปรับปรุงข้อมูลพื้นครบแล้ว ต้องการหลักฐานยืนยันก่อนใช้งาน
ข้อควรระวังผลขึ้นกับสมมติฐานของแบบจำลองพื้นที่มีโพรงใต้พื้นหรือร้าวมาก ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจทดสอบ

สำหรับพื้นเดิมที่มีข้อสงสัยเรื่องโพรงหรือไม่มีแบบ ลำดับที่แนะนำคือตรวจสอบและคำนวณก่อน แล้วค่อยพิจารณา Floor Load Test เพื่อยืนยันเฉพาะช่วงพื้นวิกฤต ถ้าเป็นพื้นโรงงานหรือคลังสินค้าที่ต้องรับชั้นวางและรถโฟล์คลิฟต์ อ่านต่อที่ พื้นโรงงานและคลังสินค้ารับน้ำหนักได้เท่าไหร่ หากต้องการหาตำแหน่งเหล็กเสริมก่อนเจาะ ใช้ GPR สแกนคอนกรีต ช่วยเลือกจุดเจาะได้

ตรวจสอบพื้นคอนกรีตเดิม ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?

ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายขึ้นกับขนาดพื้นที่ จำนวนจุดเจาะ รายการทดสอบดิน และความซับซ้อนของแบบจำลอง ในกรณีศึกษาข้างต้น งานภาคสนาม 13 จุดเจาะใช้เวลา 3 วัน ตามด้วยการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การวิเคราะห์ และจัดทำรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน

สำหรับราคา SPN ประเมินตามขอบเขตงานจริงของแต่ละอาคาร ส่งแปลนหรือภาพหน้างานมาทาง LINE @spnth หรือ ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน รายละเอียดบริการตรวจสอบโครงสร้างทั้งหมดดูได้ที่ บริการตรวจสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย (NDE)

สรุป

พื้นคอนกรีตเดิมที่ดูแข็งแรงจากผิวบน อาจซ่อนโพรงใต้พื้น ชั้นเททับที่ไม่มีเหล็กเสริม และกำลังคอนกรีตที่ต่ำกว่าที่คิด การตรวจสอบพื้นเดิมที่เชื่อถือได้จึงต้องเจาะดูของจริง ทดสอบกำลังจากแท่งตัวอย่าง ตรวจดินใต้พื้น แล้วนำทุกข้อมูลเข้าแบบจำลองโครงสร้าง 3 มิติ

บทเรียนสำคัญจากกรณีศึกษา คือ “เทคอนกรีตทับให้หนาขึ้น” ไม่ใช่คำตอบอัตโนมัติ ในพื้นที่พาดระหว่างคานและมีเหล็กเสริมน้อย การเทเพิ่มทำให้แอ่นตัวมากขึ้นเกือบเท่าตัว ก่อนรีโนเวท เปลี่ยนการใช้งาน หรือวางของหนักบนพื้นเดิม ควรให้วิศวกรตรวจสอบและออกรายงานก่อนตัดสินใจ