ทีมวิศวกร SPN สแกนหาตำแหน่งและระยะหุ้มเหล็กเสริมบนพื้นคอนกรีตของอาคารโรงงานหน้างานจริง
การสแกนเหล็กเสริมบนพื้นคอนกรีตเป็นขั้นตอนแรกของการประเมินกำลังรับน้ำหนักพื้น เมื่อไม่มีแบบก่อสร้างหรือรายการคำนวณเดิมให้ตรวจสอบ

กฎหมายกำหนดน้ำหนักบรรทุกจรของพื้นไว้เท่าไหร่?

กฎหมายกำหนดน้ำหนักบรรทุกจรขั้นต่ำของพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าไว้ที่ 500 กก./ตร.ม. น้ำหนักบรรทุกจร (live load, ตัวย่อ นจ.) คือน้ำหนักของคน สิ่งของ และเครื่องจักรที่เคลื่อนย้ายได้ซึ่งพื้นต้องรับ นอกเหนือจากน้ำหนักของตัวโครงสร้างเอง

กฎกระทรวงกำหนดการออกแบบโครงสร้างอาคารและลักษณะและคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ในงานโครงสร้างอาคาร พ.ศ. 2566 กำหนดค่าขั้นต่ำที่ต้องใช้ในการออกแบบไว้ตามประเภทการใช้งานพื้นที่ โดยฉบับนี้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ที่เคยใช้อ้างอิงกันมานาน

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทการใช้พื้นที่น้ำหนักบรรทุกจรขั้นต่ำ (กก./ตร.ม.)
พื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม500
พื้นที่เก็บของ / คลังสินค้า500
อาคารพาณิชย์ ส่วนขายส่ง500
อาคารพาณิชย์ ส่วนขายปลีก400
สำนักงาน (พื้นที่ทำงานทั่วไป)250
สำนักงาน — ห้องเก็บเอกสารและพัสดุ500
ห้องเก็บหนังสือของห้องสมุด600
ทางเดินเชื่อมระหว่างอาคาร500
ที่จอดรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน และจักรยานยนต์300
ที่จอดรถบรรทุกเปล่าและรถโดยสารอื่น800
บ้านพักอาศัย200

ที่มา: กฎกระทรวงกำหนดการออกแบบโครงสร้างอาคารฯ พ.ศ. 2566 ข้อ 11 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 54 ก วันที่ 6 กันยายน 2566 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2567) ตารางข้างต้นคัดมาเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับอาคารโรงงานและคลังสินค้า รายละเอียดครบถ้วนดูได้ในตัวบทกฎกระทรวง อ่านสรุปสาระสำคัญเพิ่มเติมได้ที่ สรุปกฎกระทรวงฐานราก 2566 ฉบับเข้าใจง่าย

⚠️ ค่าในตารางคือ “ขั้นต่ำที่ต้องออกแบบให้ได้” ไม่ใช่ “ค่าที่พื้นหลังนี้รับได้จริง”

ตัวเลขในกฎกระทรวงบังคับผู้ออกแบบว่าห้ามออกแบบต่ำกว่านี้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าอาคารที่สร้างเสร็จแล้วทุกหลังจะรับได้ตามนั้น เพราะขึ้นกับว่าก่อสร้างตรงแบบหรือไม่ วัสดุได้กำลังตามที่ระบุหรือไม่ และผ่านการใช้งานหรือดัดแปลงมาอย่างไร

มีกรณีที่ลดน้ำหนักบรรทุกจรได้ไหม?

ลดได้สำหรับอาคารทั่วไป แต่ลดไม่ได้สำหรับโรงงานและคลังสินค้า กฎกระทรวง พ.ศ. 2566 อนุญาตให้ลดน้ำหนักบรรทุกจรสำหรับการออกแบบเสาและฐานรากของอาคารหลายชั้นได้ตามสัดส่วนที่กำหนด เพราะโอกาสที่ทุกชั้นจะบรรทุกเต็มพิกัดพร้อมกันมีน้อย โดยเริ่มลดจากชั้นที่สามถัดจากหลังคาลงมา และลดได้มากขึ้นตามจำนวนชั้นที่ลึกลงไป

ข้อยกเว้นสำคัญคือ กฎกระทรวงห้ามลดน้ำหนักบรรทุกจรสำหรับพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงพื้นที่ใดก็ตามที่มีน้ำหนักบรรทุกจรเกิน 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เหตุผลคืออาคารประเภทนี้มีโอกาสบรรทุกเต็มพิกัดพร้อมกันทุกชั้นได้จริง

นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเรื่องแรงกระแทกที่ต้องบวกเพิ่มจากน้ำหนักบรรทุกจร ซึ่งมักถูกมองข้ามเวลาผู้เช่ารายใหม่ย้ายเครื่องจักรเข้ามาติดตั้ง

  • เครื่องจักรกลเบา บวกเพิ่ม 20 เปอร์เซ็นต์
  • เครื่องจักรชนิดลูกสูบหรือเครื่องกำเนิดกำลัง บวกเพิ่ม 50 เปอร์เซ็นต์
  • เครื่องยกหรือลิฟต์ บวกเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์

น้ำหนักแผ่สม่ำเสมอกับน้ำหนักลงจุด ต่างกันอย่างไร?

น้ำหนักแผ่สม่ำเสมอกระจายเท่ากันทั่วทั้งผืนพื้น ส่วนน้ำหนักลงจุดกดลงบนพื้นที่สัมผัสขนาดเล็ก พื้นที่ผ่านเกณฑ์แบบแรกจึงอาจไม่ผ่านแบบหลัง และนี่คือจุดที่เข้าใจผิดกันมากที่สุด ค่า 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตรเป็นน้ำหนักแบบ แผ่สม่ำเสมอ (Uniformly Distributed Load, UDL) แต่ในคลังสินค้าจริง ชั้นวางสินค้าและรถโฟล์คลิฟต์ถ่ายน้ำหนักลงพื้นเป็นจุดผ่านแผ่นรองขาชั้นวางหรือหน้าสัมผัสของล้อ ซึ่งมีพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเซนติเมตร

น้ำหนักแผ่สม่ำเสมอ 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เทียบกับน้ำหนักลงจุดจากขาชั้นวางสินค้าและล้อรถโฟล์คลิฟต์ ซึ่งต้องตรวจการเจาะทะลุของพื้น ภาพซ้ายเป็นพื้นคอนกรีตวางบนคานและเสา มีพาเลทสินค้ากองกระจายทั่วพื้น น้ำหนักแผ่สม่ำเสมอ 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร คือค่าขั้นต่ำที่กฎกระทรวงกำหนดสำหรับพื้นที่เก็บของ คลังสินค้า และโรงงาน ใช้ออกแบบพื้นทั้งผืนและคานรองรับ เหมาะกับของที่กองกระจายทั่วพื้นที่ ภาพขวาเป็นชั้นวางแบบ selective rack ที่บรรทุกพาเลทหลายชั้น ถ่ายน้ำหนักลงพื้นเป็นจุดผ่านแผ่นรองขาขนาดประมาณ 15 คูณ 15 เซนติเมตร ขาละหลายตัน และรถโฟล์คลิฟต์ที่ถ่ายน้ำหนักผ่านล้อเป็นน้ำหนักเคลื่อนที่ซ้ำพร้อมแรงกระแทก ภาพขยายด้านล่างแสดงแนวเจาะทะลุ หรือ punching shear รอบแผ่นรองขาในความหนาพื้น แถบด้านล่างสรุปสี่เรื่องที่ต้องตรวจ คือ punching shear ตำแหน่งขาชั้นวางเทียบกับเสาและคาน เส้นทางวิ่งของโฟล์คลิฟต์ และความเรียบของพื้น น้ำหนักแผ่สม่ำเสมอ vs น้ำหนักลงจุด: ค่า กก./ตร.ม. อย่างเดียวไม่พอ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน น้ำหนักแผ่สม่ำเสมอ (UDL) w = 500 กก./ตร.ม. กระจายทั่วพื้น ค่าขั้นต่ำตามกฎกระทรวง 2566 คลังสินค้า / โรงงาน · ใช้ออกแบบพื้นทั้งผืน เหมาะกับของที่กองกระจายทั่วพื้นที่ = ขั้นต่ำที่ต้องออกแบบ ไม่ใช่ค่าที่พื้นรับได้จริง น้ำหนักลงจุด (Point Load) ขาชั้นวาง: ขาละหลายตัน ผ่านแผ่นรองขา ~15×15 ซม. ล้อ: ซ้ำ + กระแทก แนวเจาะทะลุ (punching shear) รอบแผ่นรองขา 1 Punching Shear รอบแผ่นรองขา 2 ตำแหน่งขา กลางช่วง vs ใกล้เสา 3 ทางโฟล์คลิฟต์ น้ำหนักซ้ำ + กระแทก 4 ความเรียบพื้น ชั้นวางเอียง แรงไม่เท่า
พื้นที่ผ่านเกณฑ์ 500 กก./ตร.ม. แบบแผ่สม่ำเสมอ อาจยังไม่ปลอดภัยเมื่อรับน้ำหนักเท่ากันแต่ถ่ายลงเป็นจุดผ่านขาชั้นวาง

ตัวอย่างเช่น ชั้นวางแบบ selective rack ที่บรรทุกพาเลทเต็มทุกช่อง อาจถ่ายน้ำหนักลงขาแต่ละต้นหลายตัน ผ่านแผ่นรองขา (base plate) ขนาดประมาณ 15 × 15 เซนติเมตร แรงกดต่อหน่วยพื้นที่ ณ จุดนั้นจึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งพื้นหลายเท่า ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงมีมากกว่าตัวเลข กก./ตร.ม. อีก 4 ข้อ

  • การเจาะทะลุ (punching shear) — พื้นถูกกดทะลุเฉพาะจุดรอบแผ่นรองขา
  • ตำแหน่งขาชั้นวางเทียบกับเสาและคาน — วางกลางช่วงพื้นเสี่ยงกว่าวางใกล้แนวเสา
  • เส้นทางวิ่งของรถโฟล์คลิฟต์ — เป็นน้ำหนักเคลื่อนที่ซ้ำ ๆ และมีแรงกระแทกร่วมด้วย
  • ความเรียบของพื้น — พื้นไม่เรียบทำให้ชั้นวางสูงเอียงและถ่ายน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ

พื้นวางบนดินกับพื้นที่ถ่ายลงเสาเข็ม ประเมินต่างกันอย่างไร?

พื้นวางบนดินประเมินจากดินรองพื้น ส่วนพื้นที่ถ่ายลงคานและเสาเข็มประเมินจากกำลังของพื้น คาน และเสาเข็ม ก่อนประเมินกำลังรับน้ำหนักจึงต้องรู้ก่อนว่าพื้นเป็นระบบใด เพราะกลไกการรับน้ำหนักต่างกัน

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเด็นพื้นวางบนดิน (Slab on Ground)พื้นถ่ายลงคานและเสาเข็ม (Suspended Slab)
ถ่ายน้ำหนักลงที่ใดชั้นดินใต้พื้นโดยตรงคาน เสา และเสาเข็ม
ตัวควบคุมหลักคุณภาพการบดอัดและกำลังรับน้ำหนักของดินรองพื้นกำลังของพื้น คาน และกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม
ความเสี่ยงเด่นทรุดตัวและแตกร้าวเป็นแผ่นในพื้นที่ดินอ่อนหรือดินถมใหม่พื้นแอ่นตัว รอยร้าวรับแรงเฉือน การเจาะทะลุรอบหัวเสา
วิธีตรวจสอบที่ใช้Plate Bearing Test (ASTM D1195/D1196), Field Density Test, เจาะสำรวจดินRebar Scan, GPR (ASTM D6432), Core Test (ASTM C42/C39), Floor Load Test
ข้อมูลที่ควรขอเพิ่มรายงานถมและบดอัด ผลทดสอบดินเดิมแบบ as-built รายการคำนวณ ผลทดสอบเสาเข็ม

ในพื้นที่ชั้นดินอ่อนกรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นวางบนดินที่ไม่ได้ถ่ายน้ำหนักลงเสาเข็มมักทรุดตัวมากกว่าตัวอาคารที่ตั้งอยู่บนเสาเข็ม ทำให้เกิดรอยแยกระหว่างพื้นกับเสาและช่องว่างใต้พื้นในระยะยาว ประเด็นนี้อธิบายไว้ละเอียดใน ดินถมทรุด แก้อย่างไร

สองภาพด้านล่างสรุปเนื้อหาข้างต้น ภาพแรกเป็นรูปตัด 2 มิติเทียบพื้นสองระบบ ทั้งเส้นทางถ่ายน้ำหนัก ความเสี่ยงเด่น และวิธีตรวจที่ใช้ ภาพที่สองเป็นแบบจำลอง 3 มิติของพื้นคลังสินค้า ชี้จุดวิกฤตและตำแหน่งตรวจสอบ

แบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัด) เปรียบเทียบพื้นวางบนดินกับพื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงคานและเสาเข็ม เส้นทางถ่ายน้ำหนัก ความเสี่ยงเด่น และวิธีตรวจสอบ กรอบซ้ายเป็นพื้นวางบนดิน ขาชั้นวางและล้อรถโฟล์คลิฟต์กดลงพื้น น้ำหนักถ่ายผ่านแผ่นพื้นลงชั้นดินถมบดอัดและดินเหนียวอ่อนโดยตรง ขณะที่เสาอาคารนั่งบนเสาเข็ม พื้นจึงทรุดมากกว่าเสา เกิดรอยแยกระหว่างพื้นกับเสาและช่องว่างใต้พื้น วิธีตรวจคือ Plate Bearing Test ตาม ASTM D1195 และ D1196 การทดสอบความแน่นดินในสนาม และเจาะสำรวจดิน กรอบขวาเป็นพื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงคาน เสา และเสาเข็ม น้ำหนักจากขาชั้นวางกลางช่วงทำให้พื้นแอ่นตัว และรอบหัวเสาเสี่ยงการเจาะทะลุ วิธีตรวจคือสแกนเหล็กเสริม GPR ตาม ASTM D6432 เจาะ Core ตาม ASTM C42 และ C39 และ Floor Load Test แถวล่างเป็นสามทางพิสูจน์กำลังรับน้ำหนัก เริ่มจากทบทวนเอกสารเดิม ตรวจสอบหน้างานแบบไม่ทำลาย และทดสอบรับน้ำหนักจริง ซึ่งให้หลักฐานตรงที่สุด พื้นสองระบบ ประเมินคนละกลไก (2D) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน พื้นวางบนดิน (Slab on Ground) น้ำหนักลงดินรองพื้นโดยตรง ดินถมบดอัด ดินเหนียวอ่อน ทางถ่ายน้ำหนัก: ขาชั้นวาง → แผ่นพื้น → ดิน รอยแยกพื้นกับเสา พื้นทรุดมากกว่าเสาบนเข็ม ช่องว่างใต้พื้น ตัวควบคุม: การบดอัด + กำลังดินรองพื้น • Plate Bearing Test (ASTM D1195/D1196) • Field Density Test • เจาะสำรวจดิน · ขอรายงานถม/บดอัด พื้นถ่ายลงคานและเสาเข็ม (Suspended) น้ำหนักลงพื้น → คาน → เสา → เข็ม ทางถ่ายน้ำหนัก: พื้น → คาน → เสา → เสาเข็ม แอ่นตัวกลางช่วง ขาชั้นวางกลางช่วงเสี่ยงกว่า เจาะทะลุรอบหัวเสา ตัวควบคุม: กำลังพื้น คาน และเสาเข็ม • Rebar Scan + GPR (ASTM D6432) • Core Test (ASTM C42/C39) • Floor Load Test · ขอแบบ as-built พิสูจน์กำลังพื้นเดิม 3 ทาง (ใช้ร่วมกัน) 1 ทบทวนเอกสารเดิม รู้ค่าที่ออกแบบไว้ ยังไม่ยืนยันว่าสร้างตรงแบบ 2 ตรวจหน้างานแบบไม่ทำลาย Scan · GPR · UPV · Core ข้อมูลพอให้วิศวกรคำนวณใหม่ 3 Floor Load Test น้ำหนักจริง · วัดแอ่นตัว/คืนตัว หลักฐานตรงที่สุด ณ จุดทดสอบ
แบบจำลอง 2 มิติ (รูปตัด) — พื้นวางบนดินถ่ายน้ำหนักลงดินรองพื้นโดยตรง ในดินอ่อนจึงทรุดมากกว่าเสาที่นั่งบนเสาเข็ม เกิดรอยแยกและช่องว่างใต้พื้น ส่วนพื้นที่ถ่ายลงคานและเสาเข็มเสี่ยงการแอ่นตัวกลางช่วงและการเจาะทะลุรอบหัวเสา แถวล่างคือสามทางพิสูจน์กำลังที่ใช้ร่วมกัน (ภาพ: SPN Soil Engineering)
แบบจำลอง 3 มิติ พื้นคลังสินค้าที่จะเปลี่ยนการใช้งาน จุดวิกฤตที่ต้องตรวจ และลำดับงานห้าขั้นก่อนติดตั้งชั้นวาง ภาพสามมิติของพื้นคลังสินค้าที่มีเสาเป็นกริด ด้านหลังมีชั้นวางสินค้าแบบ selective rack สองแถว และทางวิ่งรถโฟล์คลิฟต์ระหว่างแถว จุดวิกฤตที่ทำเครื่องหมายไว้ได้แก่ ขาชั้นวางที่อยู่กลางช่วงพื้นระหว่างเสา เส้นทางวิ่งรถโฟล์คลิฟต์ที่รับน้ำหนักเคลื่อนที่ซ้ำ และพื้นรอบหัวเสาที่เสี่ยงการเจาะทะลุ ด้านหน้าเป็นพื้นที่ที่จะติดตั้งชั้นวางใหม่ มีพื้นที่สแกนเหล็กเสริมและ GPR หาความหนาพื้น จุดเจาะ Core และบ่อทดสอบ Floor Load Test ที่ช่วงพื้นวิกฤต กรอบด้านขวาเป็นลำดับงานห้าขั้นเมื่อจะเปลี่ยนการใช้งานพื้นที่ ตั้งแต่สรุปน้ำหนักใช้งานใหม่เป็นตัวเลข ขอเอกสารเดิม ให้วิศวกรตรวจหน้างานเทียบกับน้ำหนักใหม่ ทดสอบเพิ่มเฉพาะจุดที่ยังตอบไม่ได้ จนถึงสรุปเป็นข้อจำกัดการใช้งานที่เขียนลงสัญญาได้ แบบจำลอง 3 มิติ (3D) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ขาชั้นวางกลางช่วงพื้น แรงกดสูงสุด ณ แผ่นรองขา ทางวิ่งโฟล์คลิฟต์ น้ำหนักเคลื่อนที่ซ้ำ + แรงกระแทก สแกนเหล็ก + GPR หาความหนา ข้อมูลตั้งต้นให้วิศวกรคำนวณ จุดเจาะ Core ยืนยันกำลังอัดจริง Floor Load Test ช่วงวิกฤต น้ำหนักจริง · วัดแอ่นตัว/คืนตัว รอบหัวเสา: เสี่ยงเจาะทะลุ รอยร้าวเฉียงรอบเสา = ตรวจทันที เปลี่ยนการใช้งาน 5 ขั้น 1 สรุปน้ำหนักใหม่เป็นตัวเลข ต่อพาเลท ระยะขา เครื่องจักร รถ 2 ขอเอกสารเดิม as-built รายการคำนวณ ผลทดสอบ 3 วิศวกรตรวจหน้างาน เทียบกับน้ำหนักใช้งานใหม่ 4 ทดสอบเฉพาะจุดที่ตอบไม่ได้ Floor Load Test / Parallel Seismic 5 สรุปข้อจำกัดลงสัญญา กก./ตร.ม. · ต่อขา · ผังโซน 500 กก./ตร.ม. = ขั้นต่ำออกแบบ ตามกฎกระทรวง 2566 (คลัง/โรงงาน) ไม่ใช่ค่าที่พื้นหลังนี้รับได้จริง ต้องเทียบน้ำหนักลงจุดที่ขาและล้อ
แบบจำลอง 3 มิติ — จุดวิกฤตคือขาชั้นวางกลางช่วงพื้น ทางวิ่งโฟล์คลิฟต์ และพื้นรอบหัวเสา พื้นที่ด้านหน้าแสดงการสแกนเหล็กและ GPR จุดเจาะ Core และ Floor Load Test ที่ช่วงวิกฤต กรอบขวาเป็นลำดับงานห้าขั้นเมื่อจะเปลี่ยนการใช้งาน ค่า 500 กก./ตร.ม. เป็นขั้นต่ำการออกแบบ ไม่ใช่ค่าที่พื้นหลังใดหลังหนึ่งรับได้จริง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

จะพิสูจน์ว่าพื้นรับน้ำหนักได้จริงเท่าไหร่ ทำอย่างไร?

การพิสูจน์กำลังรับน้ำหนักของพื้นที่มีอยู่แล้วทำได้ 3 ทาง คือทบทวนเอกสารเดิม ตรวจสอบหน้างานแบบไม่ทำลาย และทดสอบรับน้ำหนักจริง ส่วนใหญ่ใช้ร่วมกัน โดยเริ่มจากทางที่ประหยัดและเร็วที่สุดไปหาทางที่ให้หลักฐานตรงที่สุด

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ทางเลือกทำอะไรให้คำตอบระดับใด
1. ทบทวนเอกสารเดิมตรวจแบบ as-built รายการคำนวณ ผลทดสอบคอนกรีตและเสาเข็ม ใบอนุญาตรู้ค่าที่ออกแบบไว้ แต่ยังไม่ยืนยันว่าก่อสร้างตรงแบบ
2. ตรวจสอบหน้างานแบบไม่ทำลายสแกนเหล็กเสริมและระยะหุ้ม, GPR หาความหนาพื้นและวัตถุฝัง, Rebound Hammer และ UPV ประเมินคุณภาพคอนกรีต, Core Test ยืนยันกำลังอัดจริงได้ข้อมูลตั้งต้นครบพอให้วิศวกรคำนวณกำลังใหม่ได้
3. ทดสอบรับน้ำหนักจริงFloor Load Test — วางน้ำหนักจริงเป็นขั้น วัดการแอ่นตัวและการคืนตัวหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพื้นรับน้ำหนักระดับที่ทดสอบได้จริง

ทางที่ 2 จำเป็นเสมอเมื่ออาคารไม่มีแบบก่อสร้างเหลืออยู่ ซึ่งพบบ่อยมากในโรงงานและโกดังที่เปลี่ยนมือมาหลายรอบ วิธีที่ใช้ในขั้นนี้อธิบายไว้ใน NDT ตรวจสอบโครงสร้างคอนกรีตแบบไม่ทำลาย มีวิธีอะไรบ้าง และ GPR สแกนคอนกรีตคืออะไร

วิศวกร SPN ใช้เครื่อง Ground Penetrating Radar สแกนพื้นเพื่อหาความหนาและวัตถุฝังใต้พื้นคอนกรีต
Ground Penetrating Radar (ASTM D6432) ใช้ตรวจความหนาพื้นและวัตถุฝัง ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นที่วิศวกรต้องมีก่อนคำนวณกำลังรับน้ำหนักของพื้นเดิม

Floor Load Test บอกอะไรได้บ้าง?

Floor Load Test บอกได้ว่าพื้นรับน้ำหนักระดับที่ทดสอบได้จริงหรือไม่ วิธีนี้วางน้ำหนักจริงลงบนพื้นบริเวณที่ต้องการพิสูจน์ แล้ววัดการแอ่นตัว (deflection) ขณะรับน้ำหนักและการคืนตัวหลังปลดน้ำหนัก จุดแข็งคือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ต้องอาศัยสมมติฐานเรื่องขนาดเหล็กเสริมหรือกำลังคอนกรีตเหมือนการคำนวณเพียงอย่างเดียว

  • ระดับน้ำหนักที่ทดสอบ — กำหนดโดยวิศวกรจากน้ำหนักบรรทุกที่ต้องการใช้งานจริง รวมน้ำหนักตัวโครงสร้างและตัวคูณตามมาตรฐาน
  • เกณฑ์ยอมรับ — อ้างอิง ACI 318-19 บทที่ 27 ซึ่งกำหนดขีดจำกัดการแอ่นตัวสูงสุดและสัดส่วนการคืนตัวหลังปลดน้ำหนัก
  • สิ่งที่ได้ — ยืนยันว่าพื้นรับน้ำหนักระดับที่ทดสอบได้โดยไม่เกิดความเสียหายถาวร พร้อมข้อมูลการแอ่นตัวสำหรับใช้อ้างอิงในอนาคต
  • ข้อจำกัด — ทดสอบได้เฉพาะจุดที่เลือก จึงต้องเลือกจุดที่วิกฤตที่สุดตามผลตรวจสอบขั้นก่อนหน้า และต้องปิดพื้นที่ทดสอบชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
ติดตั้ง Dial Gauge ใต้ท้องพื้นเพื่อวัดการแอ่นตัวของพื้นขณะทดสอบ Floor Load Test ในอาคารโรงงาน
ติดตั้ง Dial Gauge ใต้ท้องพื้นเพื่อวัดการแอ่นตัว (deflection) ขณะรับน้ำหนักทดสอบ — ข้อมูลหลักที่ใช้ตัดสินตามเกณฑ์ ACI 318-19 บทที่ 27

รายละเอียดขั้นตอนการเพิ่มน้ำหนักเป็นขั้น การคำนวณน้ำหนักทดสอบรวม และเกณฑ์ยอมรับตาม ACI อธิบายไว้เต็มรูปแบบในหน้า Floor Load Test ทดสอบพื้นด้วยน้ำหนักจริง ส่วนการเลือกวิธีใส่น้ำหนักหน้างาน ทั้งขังน้ำ ถัง IBC และกระสอบทราย ดูได้ที่ ใส่น้ำหนัก Floor Load Test แบบไหนดี

500
กก./ตร.ม. ขั้นต่ำตามกฎกระทรวง 2566 สำหรับคลังสินค้าและโรงงาน
2–3 วัน
ระยะเวลางานหน้างานของ Floor Load Test ต่อจุดทดสอบ
7–14 วัน
วันทำการสำหรับรายงานฉบับสมบูรณ์ที่ลงนามโดยวิศวกร

สัญญาณอะไรบอกว่าพื้นรับน้ำหนักเกินกำลัง?

หากพบสัญญาณต่อไปนี้ ควรลดน้ำหนักที่ใช้งานลงก่อนแล้วให้วิศวกรเข้าตรวจสอบ อย่ารอให้เกิดความเสียหายลุกลาม

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

สิ่งที่พบความหมายที่เป็นไปได้ต้องรีบตรวจไหม
รอยร้าวใต้ท้องพื้นเป็นแนวขนานกลางช่วงพื้นพื้นรับโมเมนต์ดัดเกินกำลังต้องตรวจทันที
รอยร้าวเฉียงรอบหัวเสาหรือรอบขาชั้นวางสัญญาณการเจาะทะลุ (punching shear)ต้องตรวจทันที
พื้นแอ่นตัวจนสังเกตเห็นด้วยตาเปล่ากำลังหรือความแข็งเกร็งของพื้นไม่พอกับน้ำหนักที่ใช้ต้องตรวจทันที
พื้นทรุดต่างระดับเฉพาะบริเวณที่วางของหนักดินรองพื้นทรุด หรือพื้นวางบนดินรับน้ำหนักไม่ไหวต้องตรวจทันที
คอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็กเสริมเป็นสนิมคอนกรีตเสื่อมสภาพ พื้นที่หน้าตัดรับแรงลดลงต้องตรวจทันที
รอยร้าวแตกลายงาผิวหน้า ไม่ขยายตัวมักเป็นรอยร้าวจากการหดตัวของคอนกรีตเฝ้าติดตามได้
⚠️ อย่าตัดสินจากรอยร้าวเพียงอย่างเดียว

รอยร้าวบอกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่บอกไม่ได้ว่าพื้นเหลือกำลังเท่าไหร่ การประเมินว่ายังใช้งานต่อได้หรือไม่ และใช้ได้ถึงระดับน้ำหนักเท่าใด ต้องผ่านการตรวจสอบและลงนามโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบเท่านั้น

จะเปลี่ยนการใช้งานพื้นที่ ต้องทำอะไรก่อน?

ต้องสรุปน้ำหนักใช้งานใหม่ให้เป็นตัวเลขก่อน แล้วให้วิศวกรเทียบกับข้อมูลของพื้นเดิม กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือเช่าโกดังเดิมที่เคยเก็บของเบา แล้วจะเปลี่ยนเป็นคลังสินค้าชั้นวางสูงหรือติดตั้งเครื่องจักร ลำดับงานที่แนะนำมี 5 ขั้น

  1. สรุปน้ำหนักใช้งานใหม่ให้เป็นตัวเลข — น้ำหนักต่อพาเลท จำนวนชั้นของชั้นวาง ระยะห่างขา น้ำหนักเครื่องจักรและรถโฟล์คลิฟต์ที่จะใช้
  2. ขอเอกสารเดิมจากเจ้าของอาคาร — แบบ as-built รายการคำนวณ ผลทดสอบคอนกรีตและเสาเข็ม ประวัติการต่อเติม
  3. ให้วิศวกรตรวจสอบหน้างานและเทียบกับน้ำหนักใช้งานใหม่ — ถ้าเอกสารครบและส่วนต่างมาก อาจไม่ต้องทดสอบเพิ่ม
  4. ทดสอบเพิ่มเฉพาะจุดที่ยังตอบไม่ได้ — Floor Load Test ที่จุดวิกฤต หรือ Parallel Seismic เมื่อไม่รู้ความยาวเสาเข็มเดิม
  5. สรุปเป็นข้อจำกัดการใช้งานที่เขียนลงสัญญาได้ — เช่น ระบุน้ำหนักสูงสุดต่อตารางเมตร ต่อขาชั้นวาง และผังโซนที่วางของหนักได้

ถ้ากำลังจะซื้อหรือเช่าอาคารทั้งหลัง งานพื้นรับน้ำหนักเป็นเพียงหนึ่งใน 6 หมวดที่ควรตรวจ ดูภาพรวมทั้งหมดได้ที่ ตรวจสอบโครงสร้างก่อนซื้อหรือเช่าอาคารและโกดัง ต้องตรวจอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?

ค่าบริการงานตรวจสอบและทดสอบพื้นขึ้นกับจำนวนจุด พื้นที่อาคาร ระดับน้ำหนักที่ต้องพิสูจน์ และการเข้าถึงหน้างาน จึงประเมินเป็นรายโครงการ ตารางด้านล่างเทียบระดับราคาระหว่างรายการเพื่อใช้วางงบเบื้องต้น ไม่ใช่ราคาจริง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

รายการระดับราคาหมายเหตุ
สแกนเหล็กเสริม + GPR หาความหนาพื้น💰คิดตามจำนวนจุดหรือพื้นที่สแกน
Rebound Hammer + UPV ประเมินคุณภาพคอนกรีต💰มักทำพร้อมกันในรอบเดียว
Core Test เจาะเก็บตัวอย่างและทดสอบกำลังอัด💰💰รวมงานซ่อมรูเจาะกลับ
Plate Bearing Test สำหรับพื้นวางบนดิน💰💰ต้องมีพื้นที่ตั้งน้ำหนักถ่วง
Floor Load Test💰💰💰ราคาต่อจุดทดสอบ ขึ้นกับระดับน้ำหนักและวิธีถ่วงน้ำหนัก

💰 = ระดับเริ่มต้น · 💰💰 = ระดับกลาง · 💰💰💰 = ระดับสูง ใช้เทียบสัดส่วนระหว่างรายการเท่านั้น ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. ได้ที่ หน้าติดต่อ หรือดูภาพรวมโครงสร้างราคางานตรวจสอบทั้งหมดที่ ราคาตรวจสอบโครงสร้าง NDT 2026

สรุป

กฎกระทรวง พ.ศ. 2566 กำหนดน้ำหนักบรรทุกจรขั้นต่ำของพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าไว้ที่ 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และห้ามลดค่านี้ในการออกแบบเสาและฐานราก แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นเกณฑ์การออกแบบ ไม่ใช่คำตอบว่าพื้นของอาคารที่คุณกำลังจะใช้รับได้เท่าไหร่จริง

คำตอบที่ใช้ตัดสินใจได้ต้องมาจากสามอย่างประกอบกัน คือ เอกสารและแบบก่อสร้างเดิม ผลตรวจสอบหน้างานแบบไม่ทำลาย และการทดสอบรับน้ำหนักจริงที่จุดวิกฤต และต้องแปลงน้ำหนักใช้งานใหม่ให้เป็นน้ำหนักลงจุดที่ขาชั้นวางและล้อรถด้วย ไม่ใช่เทียบเฉพาะค่าเฉลี่ยต่อตารางเมตร ผลสุดท้ายควรออกมาเป็นรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน และมีข้อจำกัดการใช้งานที่นำไปเขียนลงสัญญาเช่าหรือแผนวางผังคลังได้จริง