กฎหมายกำหนดน้ำหนักบรรทุกจรของพื้นไว้เท่าไหร่?
น้ำหนักบรรทุกจร (live load, ตัวย่อ นจ.) คือน้ำหนักของคน สิ่งของ และเครื่องจักรที่เคลื่อนย้ายได้ซึ่งพื้นต้องรับ นอกเหนือจากน้ำหนักของตัวโครงสร้างเอง กฎกระทรวงกำหนดการออกแบบโครงสร้างอาคารและลักษณะและคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ในงานโครงสร้างอาคาร พ.ศ. 2566 กำหนดค่าขั้นต่ำที่ต้องใช้ในการออกแบบไว้ตามประเภทการใช้งานพื้นที่ โดยฉบับนี้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ที่เคยใช้อ้างอิงกันมานาน
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเภทการใช้พื้นที่ | น้ำหนักบรรทุกจรขั้นต่ำ (กก./ตร.ม.) |
|---|---|
| พื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม | 500 |
| พื้นที่เก็บของ / คลังสินค้า | 500 |
| อาคารพาณิชย์ ส่วนขายส่ง | 500 |
| อาคารพาณิชย์ ส่วนขายปลีก | 400 |
| สำนักงาน (พื้นที่ทำงานทั่วไป) | 250 |
| สำนักงาน — ห้องเก็บเอกสารและพัสดุ | 500 |
| ห้องเก็บหนังสือของห้องสมุด | 600 |
| ทางเดินเชื่อมระหว่างอาคาร | 500 |
| ที่จอดรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน และจักรยานยนต์ | 300 |
| ที่จอดรถบรรทุกเปล่าและรถโดยสารอื่น | 800 |
| บ้านพักอาศัย | 200 |
ที่มา: กฎกระทรวงกำหนดการออกแบบโครงสร้างอาคารฯ พ.ศ. 2566 ข้อ 11 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 54 ก วันที่ 6 กันยายน 2566 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2567) ตารางข้างต้นคัดมาเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับอาคารโรงงานและคลังสินค้า รายละเอียดครบถ้วนดูได้ในตัวบทกฎกระทรวง อ่านสรุปสาระสำคัญเพิ่มเติมได้ที่ สรุปกฎกระทรวงฐานราก 2566 ฉบับเข้าใจง่าย
ตัวเลขในกฎกระทรวงบังคับผู้ออกแบบว่าห้ามออกแบบต่ำกว่านี้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าอาคารที่สร้างเสร็จแล้วทุกหลังจะรับได้ตามนั้น เพราะขึ้นกับว่าก่อสร้างตรงแบบหรือไม่ วัสดุได้กำลังตามที่ระบุหรือไม่ และผ่านการใช้งานหรือดัดแปลงมาอย่างไร
มีกรณีที่ลดน้ำหนักบรรทุกจรได้ไหม?
กฎกระทรวง พ.ศ. 2566 อนุญาตให้ลดน้ำหนักบรรทุกจรสำหรับการออกแบบเสาและฐานรากของอาคารหลายชั้นได้ตามสัดส่วนที่กำหนด เพราะโอกาสที่ทุกชั้นจะบรรทุกเต็มพิกัดพร้อมกันมีน้อย โดยเริ่มลดจากชั้นที่สามถัดจากหลังคาลงมา และลดได้มากขึ้นตามจำนวนชั้นที่ลึกลงไป
แต่ข้อยกเว้นสำคัญคือ กฎกระทรวงห้ามลดน้ำหนักบรรทุกจรสำหรับพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงพื้นที่ใดก็ตามที่มีน้ำหนักบรรทุกจรเกิน 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เหตุผลคืออาคารประเภทนี้มีโอกาสบรรทุกเต็มพิกัดพร้อมกันทุกชั้นได้จริง
นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเรื่องแรงกระแทกที่ต้องบวกเพิ่มจากน้ำหนักบรรทุกจร เช่น เครื่องจักรกลเบาบวกเพิ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ เครื่องจักรชนิดลูกสูบหรือเครื่องกำเนิดกำลังบวกเพิ่ม 50 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องยกหรือลิฟต์บวกเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นประเด็นที่มักถูกมองข้ามเวลาผู้เช่ารายใหม่ย้ายเครื่องจักรเข้ามาติดตั้ง
น้ำหนักแผ่สม่ำเสมอกับน้ำหนักลงจุด ต่างกันอย่างไร?
นี่คือจุดที่เข้าใจผิดกันมากที่สุด ค่า 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตรเป็นน้ำหนักแบบ แผ่สม่ำเสมอ (Uniformly Distributed Load, UDL) คือสมมติว่าน้ำหนักกระจายทั่วทั้งผืนพื้นเท่า ๆ กัน แต่ในคลังสินค้าจริง ชั้นวางสินค้าและรถโฟล์คลิฟต์ถ่ายน้ำหนักลงพื้นเป็นจุดผ่านแผ่นรองขาชั้นวางหรือหน้าสัมผัสของล้อ ซึ่งมีพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเซนติเมตร
ตัวอย่างให้เห็นภาพ ชั้นวางแบบ selective rack ที่บรรทุกพาเลทเต็มทุกช่อง อาจถ่ายน้ำหนักลงขาแต่ละต้นหลายตัน ผ่านแผ่นรองขา (base plate) ขนาดประมาณ 15 × 15 เซนติเมตร แรงกดต่อหน่วยพื้นที่ ณ จุดนั้นจึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งพื้นหลายเท่า ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข กก./ตร.ม. แต่รวมถึง
- การเจาะทะลุ (punching shear) — พื้นถูกกดทะลุเฉพาะจุดรอบแผ่นรองขา
- ตำแหน่งขาชั้นวางเทียบกับเสาและคาน — วางกลางช่วงพื้นเสี่ยงกว่าวางใกล้แนวเสา
- เส้นทางวิ่งของรถโฟล์คลิฟต์ — เป็นน้ำหนักเคลื่อนที่ซ้ำ ๆ และมีแรงกระแทกร่วมด้วย
- ความเรียบของพื้น — พื้นไม่เรียบทำให้ชั้นวางสูงเอียงและถ่ายน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ
พื้นวางบนดินกับพื้นที่ถ่ายลงเสาเข็ม ประเมินต่างกันอย่างไร?
ก่อนประเมินกำลังรับน้ำหนัก ต้องรู้ก่อนว่าพื้นเป็นระบบใด เพราะกลไกการรับน้ำหนักต่างกันคนละเรื่อง
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเด็น | พื้นวางบนดิน (Slab on Ground) | พื้นถ่ายลงคานและเสาเข็ม (Suspended Slab) |
|---|---|---|
| ถ่ายน้ำหนักลงที่ใด | ชั้นดินใต้พื้นโดยตรง | คาน เสา และเสาเข็ม |
| ตัวควบคุมหลัก | คุณภาพการบดอัดและกำลังรับน้ำหนักของดินรองพื้น | กำลังของพื้น คาน และกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม |
| ความเสี่ยงเด่น | ทรุดตัวและแตกร้าวเป็นแผ่นในพื้นที่ดินอ่อนหรือดินถมใหม่ | พื้นแอ่นตัว รอยร้าวรับแรงเฉือน การเจาะทะลุรอบหัวเสา |
| วิธีตรวจสอบที่ใช้ | Plate Bearing Test (ASTM D1195/D1196), Field Density Test, เจาะสำรวจดิน | Rebar Scan, GPR (ASTM D6432), Core Test (ASTM C42/C39), Floor Load Test |
| ข้อมูลที่ควรขอเพิ่ม | รายงานถมและบดอัด ผลทดสอบดินเดิม | แบบ as-built รายการคำนวณ ผลทดสอบเสาเข็ม |
ในพื้นที่ชั้นดินอ่อนกรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นวางบนดินที่ไม่ได้ถ่ายน้ำหนักลงเสาเข็มมักทรุดตัวช้ากว่าตัวอาคารที่นั่งบนเสาเข็ม ทำให้เกิดรอยแยกระหว่างพื้นกับเสาและช่องว่างใต้พื้นในระยะยาว ประเด็นนี้อธิบายไว้ละเอียดใน ดินถมทรุด แก้อย่างไร
จะพิสูจน์ว่าพื้นรับน้ำหนักได้จริงเท่าไหร่ ทำอย่างไร?
การพิสูจน์กำลังรับน้ำหนักของพื้นที่มีอยู่แล้วทำได้ 3 ทาง โดยส่วนใหญ่ใช้ร่วมกันจากทางที่ถูกและเร็วที่สุดไปหาทางที่ให้หลักฐานตรงที่สุด
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ทางเลือก | ทำอะไร | ให้คำตอบระดับใด |
|---|---|---|
| 1. ทบทวนเอกสารเดิม | ตรวจแบบ as-built รายการคำนวณ ผลทดสอบคอนกรีตและเสาเข็ม ใบอนุญาต | รู้ค่าที่ออกแบบไว้ แต่ยังไม่ยืนยันว่าก่อสร้างตรงแบบ |
| 2. ตรวจสอบหน้างานแบบไม่ทำลาย | สแกนเหล็กเสริมและระยะหุ้ม, GPR หาความหนาพื้นและวัตถุฝัง, Rebound Hammer และ UPV ประเมินคุณภาพคอนกรีต, Core Test ยืนยันกำลังอัดจริง | ได้ข้อมูลตั้งต้นครบพอให้วิศวกรคำนวณกำลังใหม่ได้ |
| 3. ทดสอบรับน้ำหนักจริง | Floor Load Test — วางน้ำหนักจริงเป็นขั้น วัดการแอ่นตัวและการคืนตัว | หลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพื้นรับน้ำหนักระดับที่ทดสอบได้จริง |
ทางที่ 2 จำเป็นเสมอเมื่ออาคารไม่มีแบบก่อสร้างเหลืออยู่ ซึ่งพบบ่อยมากในโรงงานและโกดังที่เปลี่ยนมือมาหลายรอบ วิธีที่ใช้ในขั้นนี้อธิบายไว้ใน NDT ตรวจสอบโครงสร้างคอนกรีตแบบไม่ทำลาย มีวิธีอะไรบ้าง และ GPR สแกนคอนกรีตคืออะไร
Floor Load Test บอกอะไรได้บ้าง?
Floor Load Test คือการทดสอบโดยวางน้ำหนักจริงลงบนพื้นบริเวณที่ต้องการพิสูจน์ แล้ววัดการแอ่นตัว (deflection) ขณะรับน้ำหนักและการคืนตัวหลังปลดน้ำหนัก จุดแข็งของวิธีนี้คือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ต้องอาศัยสมมติฐานเรื่องขนาดเหล็กเสริมหรือกำลังคอนกรีตเหมือนการคำนวณล้วน ๆ
- ระดับน้ำหนักที่ทดสอบ — กำหนดโดยวิศวกรจากน้ำหนักบรรทุกที่ต้องการใช้งานจริง รวมน้ำหนักตัวโครงสร้างและตัวคูณตามมาตรฐาน
- เกณฑ์ยอมรับ — อ้างอิง ACI 318-19 บทที่ 27 ซึ่งกำหนดขีดจำกัดการแอ่นตัวสูงสุดและสัดส่วนการคืนตัวหลังปลดน้ำหนัก
- สิ่งที่ได้ — ยืนยันว่าพื้นรับน้ำหนักระดับที่ทดสอบได้โดยไม่เกิดความเสียหายถาวร พร้อมข้อมูลการแอ่นตัวสำหรับใช้อ้างอิงในอนาคต
- ข้อจำกัด — ทดสอบได้เฉพาะจุดที่เลือก จึงต้องเลือกจุดที่วิกฤตที่สุดตามผลตรวจสอบขั้นก่อนหน้า และต้องปิดพื้นที่ทดสอบชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
รายละเอียดขั้นตอนการเพิ่มน้ำหนักเป็นขั้น การคำนวณน้ำหนักทดสอบรวม และเกณฑ์ยอมรับตาม ACI อธิบายไว้เต็มรูปแบบในหน้า Floor Load Test ทดสอบพื้นด้วยน้ำหนักจริง ส่วนการเลือกวิธีใส่น้ำหนักหน้างาน ทั้งขังน้ำ ถัง IBC และกระสอบทราย ดูได้ที่ ใส่น้ำหนัก Floor Load Test แบบไหนดี
สัญญาณอะไรบอกว่าพื้นรับน้ำหนักเกินกำลัง?
หากพบสัญญาณต่อไปนี้ ควรลดน้ำหนักที่ใช้งานลงก่อนแล้วให้วิศวกรเข้าตรวจสอบ อย่ารอให้เกิดความเสียหายลุกลาม
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| สิ่งที่พบ | ความหมายที่เป็นไปได้ | ต้องรีบตรวจไหม |
|---|---|---|
| รอยร้าวใต้ท้องพื้นเป็นแนวขนานกลางช่วงพื้น | พื้นรับโมเมนต์ดัดเกินกำลัง | ต้องตรวจทันที |
| รอยร้าวเฉียงรอบหัวเสาหรือรอบขาชั้นวาง | สัญญาณการเจาะทะลุ (punching shear) | ต้องตรวจทันที |
| พื้นแอ่นตัวจนสังเกตเห็นด้วยตาเปล่า | กำลังหรือความแข็งเกร็งของพื้นไม่พอกับน้ำหนักที่ใช้ | ต้องตรวจทันที |
| พื้นทรุดต่างระดับเฉพาะบริเวณที่วางของหนัก | ดินรองพื้นทรุด หรือพื้นวางบนดินรับน้ำหนักไม่ไหว | ต้องตรวจทันที |
| คอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็กเสริมเป็นสนิม | คอนกรีตเสื่อมสภาพ พื้นที่หน้าตัดรับแรงลดลง | ต้องตรวจทันที |
| รอยร้าวแตกลายงาผิวหน้า ไม่ขยายตัว | มักเป็นรอยร้าวจากการหดตัวของคอนกรีต | เฝ้าติดตามได้ |
รอยร้าวบอกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่บอกไม่ได้ว่าพื้นเหลือกำลังเท่าไหร่ การประเมินว่ายังใช้งานต่อได้หรือไม่ และใช้ได้ถึงระดับน้ำหนักเท่าใด ต้องผ่านการตรวจสอบและลงนามโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบเท่านั้น
จะเปลี่ยนการใช้งานพื้นที่ ต้องทำอะไรก่อน?
กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือเช่าโกดังเดิมที่เคยเก็บของเบา แล้วจะเปลี่ยนเป็นคลังสินค้าชั้นวางสูงหรือติดตั้งเครื่องจักร ลำดับงานที่แนะนำมีดังนี้
- สรุปน้ำหนักใช้งานใหม่ให้เป็นตัวเลข — น้ำหนักต่อพาเลท จำนวนชั้นของชั้นวาง ระยะห่างขา น้ำหนักเครื่องจักรและรถโฟล์คลิฟต์ที่จะใช้
- ขอเอกสารเดิมจากเจ้าของอาคาร — แบบ as-built รายการคำนวณ ผลทดสอบคอนกรีตและเสาเข็ม ประวัติการต่อเติม
- ให้วิศวกรตรวจสอบหน้างานและเทียบกับน้ำหนักใช้งานใหม่ — ถ้าเอกสารครบและส่วนต่างมาก อาจไม่ต้องทดสอบเพิ่ม
- ทดสอบเพิ่มเฉพาะจุดที่ยังตอบไม่ได้ — Floor Load Test ที่จุดวิกฤต หรือ Parallel Seismic เมื่อไม่รู้ความยาวเสาเข็มเดิม
- สรุปเป็นข้อจำกัดการใช้งานที่เขียนลงสัญญาได้ — เช่น ระบุน้ำหนักสูงสุดต่อตารางเมตร ต่อขาชั้นวาง และผังโซนที่วางของหนักได้
ถ้ากำลังจะซื้อหรือเช่าอาคารทั้งหลัง งานพื้นรับน้ำหนักเป็นเพียงหนึ่งใน 6 หมวดที่ควรตรวจ ดูภาพรวมทั้งหมดได้ที่ ตรวจสอบโครงสร้างก่อนซื้อหรือเช่าอาคารและโกดัง ต้องตรวจอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?
ค่าบริการงานตรวจสอบและทดสอบพื้นขึ้นกับจำนวนจุด พื้นที่อาคาร ระดับน้ำหนักที่ต้องพิสูจน์ และการเข้าถึงหน้างาน ตารางด้านล่างเทียบระดับราคาโดยประมาณเพื่อใช้วางงบเบื้องต้น ไม่ใช่ราคาจริง
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| รายการ | ระดับราคา | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| สแกนเหล็กเสริม + GPR หาความหนาพื้น | 💰 | คิดตามจำนวนจุดหรือพื้นที่สแกน |
| Rebound Hammer + UPV ประเมินคุณภาพคอนกรีต | 💰 | มักทำพร้อมกันในรอบเดียว |
| Core Test เจาะเก็บตัวอย่างและทดสอบกำลังอัด | 💰💰 | รวมงานซ่อมรูเจาะกลับ |
| Plate Bearing Test สำหรับพื้นวางบนดิน | 💰💰 | ต้องมีพื้นที่ตั้งน้ำหนักถ่วง |
| Floor Load Test | 💰💰💰 | ราคาต่อจุดทดสอบ ขึ้นกับระดับน้ำหนักและวิธีถ่วงน้ำหนัก |
💰 = ระดับเริ่มต้น · 💰💰 = ระดับกลาง · 💰💰💰 = ระดับสูง ใช้เทียบสัดส่วนระหว่างรายการเท่านั้น ราคาจริงยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน ขอใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมงได้ที่ หน้าติดต่อ หรือดูภาพรวมโครงสร้างราคางานตรวจสอบทั้งหมดที่ ราคาตรวจสอบโครงสร้าง NDT 2569
สรุป
กฎกระทรวง พ.ศ. 2566 กำหนดน้ำหนักบรรทุกจรขั้นต่ำของพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าไว้ที่ 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และห้ามลดค่านี้ในการออกแบบเสาและฐานราก แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นเกณฑ์การออกแบบ ไม่ใช่คำตอบว่าพื้นของอาคารที่คุณกำลังจะใช้รับได้เท่าไหร่จริง
คำตอบที่ใช้ตัดสินใจได้ต้องมาจากสามอย่างประกอบกัน คือ เอกสารและแบบก่อสร้างเดิม ผลตรวจสอบหน้างานแบบไม่ทำลาย และการทดสอบรับน้ำหนักจริงที่จุดวิกฤต โดยต้องแปลงน้ำหนักใช้งานใหม่ให้เป็นน้ำหนักลงจุดที่ขาชั้นวางและล้อรถ ไม่ใช่เทียบเฉพาะค่าเฉลี่ยต่อตารางเมตร ผลสุดท้ายควรออกมาเป็นรายงานที่ลงนามโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต พร้อมข้อจำกัดการใช้งานที่นำไปเขียนลงสัญญาเช่าหรือแผนวางผังคลังได้จริง