การเปลี่ยนบ้านเป็นคาเฟ่ เปลี่ยนอาคารเป็นคลังสินค้า หรือเพิ่มชั้น ล้วนทำให้น้ำหนักบรรทุกต่างจากที่ออกแบบไว้เดิม บทความนี้สรุปว่าควรตรวจอะไรและด้วยวิธีไหน เป็นข้อมูลเชิงให้ความรู้ การประเมินจริงต้องผ่านวิศวกรผู้รับผิดชอบ

วิศวกร SPN สำรวจและตรวจสภาพโครงสร้างคอนกรีตอาคารเก่าด้วยวิธีไม่ทำลายก่อนงานต่อเติม
การสำรวจสภาพโครงสร้างอาคารเดิมด้วยวิธีไม่ทำลาย (NDT) — ขั้นแรกก่อนตัดสินใจต่อเติมหรือเปลี่ยนการใช้งาน

ทำไมอาคารเก่าต้องตรวจโครงสร้างก่อนต่อเติม?

เพราะโครงสร้างเดิมออกแบบมาสำหรับน้ำหนักและการใช้งานชุดหนึ่งเท่านั้น เมื่อจะเพิ่มชั้น เพิ่มเครื่องจักร หรือเปลี่ยนเป็นการใช้งานที่น้ำหนักบรรทุกสูงขึ้น น้ำหนักส่วนเพิ่มจะไหลลงพื้น คาน เสา ฐานราก และเสาเข็มเดิมทั้งหมด จึงต้องรู้ก่อนว่าแต่ละส่วนยังมีกำลังเหลือพอหรือไม่

อาคารเก่ายังเสื่อมสภาพตามเวลา เช่น คอนกรีตเกิดคาร์บอเนชัน เหล็กเริ่มเป็นสนิม หรือมีรอยร้าว การตรวจช่วยให้เห็นสภาพจริงก่อนตัดสินใจ ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและงบบานปลาย ในประเทศไทยมีกรอบอ้างอิงคือ มยผ. 1902-62 ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ว่าด้วยการตรวจสอบ ประเมิน และเสริมความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารเก่า ซึ่งใช้การทดสอบแบบไม่ทำลายร่วมกับการเจาะเก็บตัวอย่างเป็นเครื่องมือหลัก

รูปตัดอาคารเก่าที่จะต่อเติมชั้นใหม่ แสดงทางเดินของน้ำหนักจากชั้นต่อเติมลงสู่พื้น คาน เสา ฐานราก และเสาเข็ม พร้อมกลุ่มการตรวจ 3 กลุ่ม คือ คอนกรีต เหล็กเสริม และฐานราก รูปตัดเชิงแนวคิดของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเดิมสองชั้น มีเสาสามต้น พื้นสองระดับ ฐานรากและเสาเข็มใต้ดิน ด้านบนเป็นชั้นต่อเติมใหม่วาดด้วยเส้นประสีส้ม ลูกศรสีส้มแสดงน้ำหนักจากชั้นใหม่ไหลลงตามเสาเดิมสู่ฐานรากและเสาเข็ม เสาเข็มเดิมมีเครื่องหมายคำถามเพราะไม่ทราบความยาว ป้ายอักษร ก สีน้ำเงินอยู่ที่เสาและพื้น หมายถึงกลุ่มตรวจคอนกรีต ป้าย ข สีส้มอยู่ที่ท้องพื้นซึ่งมีคราบสนิมและคอนกรีตกะเทาะ หมายถึงกลุ่มตรวจเหล็กเสริม ป้าย ค สีเขียวอยู่ที่ฐานราก ข้างฐานรากมีหลุมเจาะใส่ท่อสำหรับ Parallel Seismic และหลุมเจาะสำรวจดิน หมายถึงกลุ่มตรวจฐานราก ด้านขวามีกรอบสรุปสามกลุ่ม กลุ่ม ก คอนกรีต ใช้ Rebound Hammer, UPV, Concrete Core และ Impact Echo บอกกำลังอัด ความสม่ำเสมอ โพรง และความหนา กลุ่ม ข เหล็กเสริม ใช้ Cover Meter หรือ GPR, Half-Cell Potential และ Carbonation Test บอกตำแหน่งเหล็ก ระยะหุ้ม และความเสี่ยงการกัดกร่อน กลุ่ม ค ฐานราก ใช้ Parallel Seismic ตาม ASTM D8381 และการเจาะสำรวจดิน บอกความลึกฐานรากและชั้นดินรองรับ แถบล่างสรุปลำดับงาน คือ ใช้ NDT สำรวจกว้างก่อน เจาะ Core ยืนยันจุดน่าสงสัย แล้วให้วิศวกรประเมินว่ารับน้ำหนักใหม่ไหวหรือต้องเสริมกำลัง อาคารเก่าก่อนต่อเติม: น้ำหนักใหม่ลงทางไหน ตรวจอะไรตรงไหน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน น้ำหนักจากชั้นต่อเติมใหม่ ชั้นใหม่ (เส้นประ) ? ? พื้นชั้นบน พื้นชั้น 2 เสา + คาน ฐานราก เสาเข็ม + ดิน ชั้น 2 เดิม ชั้น 1 เดิม ก ก ข ข ค ค ก คอนกรีต: กำลังเหลือพอไหม Rebound Hammer · UPV Concrete Core · Impact Echo บอก: กำลังอัด ความสม่ำเสมอ โพรง และความหนาแผ่นพื้น ข เหล็กเสริม: เป็นสนิมหรือยัง Cover Meter / GPR Half-Cell · Carbonation Test บอก: ตำแหน่งเหล็ก ระยะหุ้ม ความเสี่ยงการกัดกร่อน ค ฐานราก: ลึกเท่าไร ดินรับไหวไหม Parallel Seismic (ASTM D8381) เจาะสำรวจดิน (Soil Boring) บอก: ความลึกฐานราก/เสาเข็มเดิม และชั้นดินรองรับ ภาพเชิงแนวคิด ไม่ใช่แบบของอาคารใด จำนวนจุดและวิธีให้วิศวกรกำหนด 1 NDT สำรวจกว้างก่อน วางแผนตรวจทั้ง 3 กลุ่ม 2 Core ยืนยันจุดน่าสงสัย เจาะทำลายเท่าที่จำเป็น 3 วิศวกรประเมิน รับไหว หรือต้องเสริมกำลัง
รูปตัดเชิงแนวคิดของอาคารเก่าที่จะต่อเติมชั้นใหม่ ลูกศรสีส้มคือน้ำหนักส่วนเพิ่มที่ไหลลงเสา ฐานราก และเสาเข็มเดิม ป้าย ก ข ค คือกลุ่มการตรวจคอนกรีต เหล็กเสริม และฐานราก (ภาพ: SPN Soil Engineering)
📚 หลักการพื้นฐาน

การประเมินอาคารเก่าไม่ได้ดูแค่จุดเดียว แต่ต้องรวมข้อมูล 3 กลุ่ม — คอนกรีต เหล็กเสริม และฐานราก — เพื่อให้วิศวกรเห็นกำลังที่เหลือของทั้งระบบก่อนเพิ่มน้ำหนักใหม่

ควรตรวจคอนกรีตด้วยวิธีไหน?

กลุ่มคอนกรีตใช้ 4 วิธีเพื่อประเมินกำลังและคุณภาพของคอนกรีตเดิม

  • Rebound Hammer — สำรวจความสม่ำเสมอของผิวคอนกรีตได้เร็ว ค่าที่ได้เป็นดัชนีความแข็งผิว ต้องสอบเทียบกับ Core ก่อนใช้ประมาณกำลังอัด
  • UPV — ตรวจความสม่ำเสมอภายใน หาโพรงและรอยร้าว
  • Concrete Core Test — เจาะยืนยันกำลังอัดจริงเฉพาะจุด และใช้สอบเทียบ NDT
  • Impact Echo — วัดความหนาแผ่นพื้นและหาการแยกชั้น เมื่อเข้าถึงได้ด้านเดียว

แนวทางที่นิยมคือใช้ NDT สำรวจกว้างก่อน แล้วเจาะ Core ยืนยันจุดน่าสงสัย เพื่อให้ได้ข้อมูลครบโดยเจาะทำลายน้อยที่สุด

ทีม SPN ติดตั้งเครื่องเจาะ Core เหนือฝ้าเพดานอาคารเดิมเพื่อเก็บตัวอย่างคอนกรีตในจุดเข้าถึงยาก
เจาะ Core ยืนยันกำลังอัดคอนกรีตอาคารเดิมในจุดเข้าถึงยากเหนือฝ้าเพดาน — ทีม SPN เข้าตรวจได้ทั้งพื้น เสา และคาน
การสแกนหาตำแหน่งเหล็กเสริมและระยะคอนกรีตหุ้มในโครงสร้างอาคารเดิมด้วย GPR/Cover Meter
การสแกนหาตำแหน่งเหล็กเสริมและระยะคอนกรีตหุ้ม (Cover Meter/GPR) — ข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินการกัดกร่อนในอาคารเก่า

ควรตรวจเหล็กเสริมและการกัดกร่อนยังไง?

กลุ่มเหล็กเสริมใช้ 3 วิธีเพื่อประเมินตำแหน่งเหล็กและความทนทานของโครงสร้าง

  • Cover Meter / GPR — หาตำแหน่งเหล็ก ระยะเรียง และระยะคอนกรีตหุ้ม
  • Half-Cell Potential — ประเมินความน่าจะเป็นที่เหล็กกำลังกัดกร่อน
  • Carbonation Test — วัดความลึกคาร์บอเนชันเทียบระยะหุ้ม บอกความเสี่ยงที่เหล็กจะเป็นสนิม

ข้อมูลกลุ่มนี้สำคัญมากในอาคารเก่า อาคารริมทะเล และอาคารที่เห็นคราบสนิมหรือคอนกรีตกะเทาะ

ทีมวิศวกร SPN สแกนหาตำแหน่งเหล็กเสริมบนพื้นอาคารเดิมด้วยเครื่อง Rebar Scanner
ทีม SPN สแกนตำแหน่งเหล็กเสริมพื้นอาคารเดิมด้วย Rebar Scanner — ข้อมูลตั้งต้นก่อนประเมินการกัดกร่อนและวางจุดเจาะ Core
⚠️ จุดที่ต้องระวัง

ถ้าเห็นคราบสนิม คอนกรีตกะเทาะ หรือเหล็กโผล่ อย่ามองข้าม เพราะอาจสะท้อนว่าคาร์บอเนชันหรือคลอไรด์ลุกลามถึงเหล็กแล้ว ควรให้วิศวกรประเมินก่อนเพิ่มน้ำหนัก

ควรตรวจฐานรากเดิมยังไง เมื่อไม่มีแบบก่อสร้าง?

เมื่อไม่มีข้อมูลเสาเข็มเดิม ให้ตรวจฐานราก 2 ส่วนคู่กัน คือความลึกของเสาเข็มและชั้นดินที่รองรับ

  • Parallel Seismic Test — หาความลึกปลายเสาเข็ม/ฐานรากเดิมที่ไม่ทราบข้อมูล (ASTM D8381)
  • เจาะสำรวจดิน (Soil Boring) — ประเมินชั้นดินรองรับ เพื่อใช้ในการออกแบบเสริมกำลัง

ผลจากสองส่วนนี้ช่วยให้วิศวกรประเมินว่าฐานรากเดิมรองรับน้ำหนักใหม่ได้หรือไม่ และถ้าต้องเสริม ควรออกแบบอย่างไร

การทดสอบ Parallel Seismic หาความลึกฐานรากและเสาเข็มเดิมที่ไม่มีแบบก่อสร้างในอาคารเก่า
Parallel Seismic Test (ASTM D8381) — หาความลึกฐานราก/เสาเข็มเดิมเมื่อไม่มีแบบก่อสร้าง ก่อนออกแบบการเสริมกำลัง

สรุปแนวทางตรวจอาคารเก่าก่อนต่อเติม

อาคาร 1 หลังมักใช้หลายวิธีร่วมกัน แบบจำลองด้านล่างแสดงตำแหน่งที่แต่ละวิธีทำงานจริง ส่วนตารางสรุปว่าแต่ละกลุ่มบอกอะไร

แบบจำลอง 3 มิติ อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเดิมสองชั้นที่จะต่อเติมชั้นใหม่ แสดงตำแหน่งการตรวจ 9 วิธี แบ่งเป็นกลุ่มคอนกรีต เหล็กเสริม และฐานราก (ภาพเชิงแนวคิด) ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของโครงอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้นที่ถอดผนังออกให้เห็นเสาและพื้น ตั้งอยู่บนก้อนดินที่ตัดให้เห็นฐานรากและเสาเข็มใต้เสาแถวหน้า เหนือหลังคาเดิมมีโครงชั้นต่อเติมใหม่วาดด้วยเส้นประสีส้ม พร้อมลูกศรแสดงน้ำหนักที่เพิ่มลงโครงสร้างเดิม หมายเลข 1 อยู่ที่เสาชั้นล่างซึ่งมีวิศวกรใช้ Rebound Hammer หมายเลข 2 อยู่ที่เสาต้นกลางซึ่งติดหัววัด UPV สองด้าน หมายเลข 3 คือเครื่องเจาะ Core บนพื้นชั้นบน หมายเลข 4 คือจุดทดสอบ Impact Echo บนพื้นชั้นบน หมายเลข 5 คือเครื่องสแกน GPR หรือ Cover Meter บนพื้นชั้นบนพร้อมแนวสแกน หมายเลข 6 คือจุดวัด Half-Cell Potential ที่ขอบพื้นชั้นสองซึ่งมีคราบสนิม หมายเลข 7 คือจุดทดสอบ Carbonation ที่เสาชั้นสอง หมายเลข 8 คือท่อในหลุมเจาะข้างฐานรากสำหรับ Parallel Seismic และหมายเลข 9 คือสามขาเจาะสำรวจดินข้างอาคาร เสาเข็มเดิมมีเครื่องหมายคำถามเพราะไม่ทราบความยาว กรอบด้านขวาเรียงรายการทั้งเก้าวิธีตามกลุ่ม กลุ่มคอนกรีตได้แก่ Rebound Hammer ดูความสม่ำเสมอของผิว UPV ดูเนื้อใน โพรง และรอยร้าว Concrete Core ยืนยันกำลังอัดจริงเฉพาะจุด และ Impact Echo วัดความหนาพื้นและการแยกชั้น กลุ่มเหล็กเสริมได้แก่ Cover Meter หรือ GPR หาตำแหน่งเหล็กและระยะหุ้ม Half-Cell ประเมินโอกาสการกัดกร่อน และ Carbonation วัดความลึกเทียบระยะหุ้ม กลุ่มฐานรากได้แก่ Parallel Seismic หาความลึกเสาเข็มเดิม และ Soil Boring ดูชั้นดินรองรับ แบบจำลอง 3 มิติ (3D): 9 จุดตรวจในอาคารเก่าก่อนต่อเติม แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ? ? ? 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ชั้นต่อเติมใหม่ (เส้นประ) น้ำหนักเพิ่ม ลงเสาและฐานรากเดิม สีป้าย: น้ำเงิน = คอนกรีต ส้ม = เหล็กเสริม · เขียว = ฐานราก ถอดผนังออกเพื่อให้เห็นโครงสร้าง · ? = ไม่ทราบความยาวเสาเข็มเดิม ภาพเชิงแนวคิด ไม่ใช่แบบของอาคารใด 9 จุดตรวจ แบ่ง 3 กลุ่ม คอนกรีต 1 Rebound Hammer ความสม่ำเสมอของผิวคอนกรีต 2 UPV เนื้อใน โพรง และรอยร้าว 3 Concrete Core กำลังอัดจริงเฉพาะจุด 4 Impact Echo ความหนาพื้น การแยกชั้น เหล็กเสริมและการกัดกร่อน 5 Cover Meter / GPR ตำแหน่งเหล็ก ระยะหุ้ม 6 Half-Cell Potential โอกาสที่เหล็กกำลังกัดกร่อน 7 Carbonation Test ความลึกเทียบระยะหุ้ม ฐานราก 8 Parallel Seismic ความลึกเสาเข็ม/ฐานรากเดิม 9 Soil Boring ชั้นดินรองรับใต้อาคาร
แบบจำลอง 3 มิติเชิงแนวคิดของจุดตรวจ 9 วิธีในอาคารเก่าก่อนต่อเติม ป้ายสีน้ำเงินคือกลุ่มคอนกรีต สีส้มคือกลุ่มเหล็กเสริม สีเขียวคือกลุ่มฐานราก จำนวนจุดจริงวิศวกรเป็นผู้กำหนดตามวัตถุประสงค์ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

กลุ่มที่ตรวจวิธีที่ใช้บอกอะไร
คอนกรีตRebound, UPV, Core, Impact Echoกำลังอัด ความสม่ำเสมอ โพรง ความหนา
เหล็กเสริมCover Meter/GPR, Half-Cell, Carbonationตำแหน่ง ระยะหุ้ม การกัดกร่อน
ฐานรากParallel Seismic, Soil Boringความลึกฐานราก ชั้นดินรองรับ

ผลตรวจทั้งหมดเป็นข้อมูลให้วิศวกรโยธาประเมินกำลังโครงสร้างเดิมและออกแบบการเสริมกำลังหากจำเป็น รายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

✅ ใช้ให้คุ้มที่สุด

วางแผนตรวจทั้ง 3 กลุ่มในครั้งเดียวช่วยลดค่าเดินทางและได้ข้อมูลครบสำหรับวิศวกรประเมิน แนะนำให้วิศวกรกำหนดจำนวนจุดและวิธีให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การต่อเติมตั้งแต่ต้น