ไม่มีผลเจาะดิน กฎหมายให้ใช้ค่าเท่าไร?
กฎกระทรวงฐานราก 2566 วางหลักไว้ตรงไปตรงมา: การคำนวณหน่วยแรงแบกทานที่ยอมให้ของดินฐานราก หรือแรงต้านทานของเสาเข็ม ต้องมีที่มา ถ้ามีรายงานสำรวจดิน วิศวกรคำนวณจากคุณสมบัติดินจริงได้ แต่ถ้าไม่มี กฎหมายให้ใช้ได้ไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ในข้อ 7–9 ของกฎกระทรวงเท่านั้น (สำหรับอาคารที่ไม่อยู่ในกลุ่มบังคับตามข้อ 5) ซึ่งตั้งใจกำหนดให้ต่ำเพื่อความปลอดภัย เพราะไม่มีใครยืนยันได้ว่าดินใต้อาคารเป็นอย่างไรจริง ๆ
ค่าที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ สรุปจากตัวบทได้ดังนี้ (นิยามชนิดดินใช้ค่า SPT N ต่อ 300 มม. กำลังรับแรงเฉือนแบบไม่ระบายน้ำ su หรือปริมาณน้ำในดิน w ตามข้อ 2):
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ชนิดดินตามนิยามในกฎกระทรวง | ใช้ได้ไม่เกิน | ข้อ |
|---|---|---|
| หินสด ไม่มีรอยแยก รอยแตก หรือรูโพรง | 250 kPa (25 ตัน/ตร.ม.) | 7 (1) |
| กรวดแน่น หรือดินดาน (ดินเหนียวแข็ง N > 30) | 200 kPa (20 ตัน/ตร.ม.) | 7 (2) |
| ดินเหนียวแข็ง (N > 8–30 หรือ su > 50 kPa) ทรายแน่น หรือกรวดแน่นปานกลาง | 100 kPa (10 ตัน/ตร.ม.) | 7 (3) |
| ดินเหนียวแข็งปานกลาง (N > 4–8 หรือ su 25–50 kPa) ทรายแน่นปานกลาง หรือกรวดหลวม | 50 kPa (5 ตัน/ตร.ม.) | 7 (4) |
| ดินเหนียวอ่อน (N ≤ 4 หรือ su 12.5–25 kPa) ที่ไม่อยู่ในบริเวณปากแม่น้ำ ปากอ่าว ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน หรือบริเวณที่อาจทำให้เป็นดินเหนียวอ่อนมาก | 20 kPa (2 ตัน/ตร.ม.) | 7 (5) |
| แรงเสียดทานเสาเข็มในดินเหนียว (นอกบริเวณข้างต้น) ลึกไม่เกิน 10 ม. / 10–15 ม. / เกิน 15 ม. | 500 / 500 + 160 × ย / 1,300 กก./ตร.ม. | 8 |
| ดินเหนียวอ่อนมาก (w > 100% หรือ su < 12.5 kPa) | su ≤ 4 kPa หรือเสียดทาน ≤ 160 กก./ตร.ม. | 9 |
ย ในข้อ 8 คือความยาวเสาเข็มส่วนที่อยู่ลึกเกิน 10 เมตรแต่ไม่เกิน 15 เมตรใต้ระดับดินเดิม ข้อ 9 ยังกำหนดให้คำนึงถึงการทรุดตัวระยะยาวด้วย รายละเอียดการใช้ให้ยึดตัวบทฉบับราชกิจจานุเบกษา และวิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้เลือกใช้ให้ถูกต้อง (อ่านพื้นฐานเพิ่มเติมที่กำลังรับน้ำหนักของดิน (Bearing Capacity) คืออะไร)
เจาะดินแล้วต่างจากใช้ค่าเพดานอย่างไร?
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ประเด็น | ไม่เจาะดิน (ใช้ค่าเพดานกฎหมาย) | เจาะดิน (ใช้ค่าจากผลสำรวจจริง) |
|---|---|---|
| ค่ารับน้ำหนักดินที่ใช้ออกแบบ | ต่ำ (อนุรักษ์นิยม) | ตามคุณสมบัติดินจริง มักสูงกว่า |
| ขนาดฐานรากแผ่ | ใหญ่ขึ้นเพื่อชดเชยค่าต่ำ | เหมาะสมกับดินจริง |
| ความยาว/จำนวนเสาเข็ม | ต้องเผื่อมากขึ้น | ออกแบบได้แม่นยำ |
| ความเสี่ยงเจอชั้นดินผิดคาด | สูง (ไม่มีข้อมูล) | ต่ำ (เห็น Boring Log จริง) |
| ต้นทุนรวมงานฐานราก | มักแพงกว่า | มักถูกกว่า แม้รวมค่าเจาะดิน |
📌 หมายเหตุ: ตัวเลขจริงของแต่ละโครงการขึ้นกับสภาพดิน ขนาดอาคาร และการออกแบบของวิศวกรผู้รับผิดชอบ ตารางนี้แสดงหลักการเปรียบเทียบเท่านั้น บทความนี้สรุปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือทางวิศวกรรมเฉพาะโครงการ
เมื่อไรที่ไม่เจาะดินมักแพงกว่า? 3 สถานการณ์
1. พื้นที่ดินอ่อน เช่น ที่ราบลุ่มภาคกลาง
ถ้าออกแบบด้วยค่าเพดานของดินเหนียวอ่อน ฐานรากและเสาเข็มจะถูกเผื่อไว้มาก ทั้งที่ผลเจาะจริงอาจพบชั้นทรายแน่นหรือดินแข็งในระดับที่ตื้นกว่าที่คิด ทำให้เลือกความยาวเสาเข็มที่สั้นลงได้
2. ที่ดินถมใหม่
ดินถมไม่มีทางรู้คุณสมบัติได้โดยไม่ทดสอบ การเดาโดยใช้ค่าต่ำสุดคือทางเดียวที่กฎหมายเปิดให้ ซึ่งแปลว่าออกแบบแพงสุดโดยอัตโนมัติ
3. อาคารที่น้ำหนักมากหรือมีชั้นใต้ดิน
ยิ่งน้ำหนักลงฐานรากมาก ส่วนต่างระหว่าง "ค่าเพดาน" กับ "ค่าจริง" ยิ่งแปลงเป็นเงินค่าเสาเข็ม คอนกรีต และเหล็กจำนวนมาก
ในพื้นที่ดินอ่อนยิ่งต้องระวัง เพราะกฎหมายแยกดินเหนียวอ่อนทั่วไป (ข้อ 7) ออกจากดินเหนียวอ่อนมากใกล้ปากแม่น้ำและชายฝั่ง (ข้อ 9) ซึ่งให้ใช้ค่าต่ำลงไปอีก ภาพสามมิติด้านล่างแสดงว่าค่าที่ใช้ได้เปลี่ยนไปอย่างไรจากพื้นที่ดอนถึงชายฝั่ง
อาคารแบบไหนใช้ค่าเพดานไม่ได้?
อย่าลืมว่าอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารใหญ่ประเภทควบคุมการใช้ตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป และอาคารตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไปในโครงการจัดสรร ไม่มีทางเลือก — กฎกระทรวงบังคับให้มีรายงานสำรวจดินไม่น้อยกว่า 3 จุดสำรวจประกอบรายการคำนวณอยู่แล้ว (ดูรายละเอียดกลุ่มอาคารบังคับในสรุปกฎกระทรวงฐานราก 2566 และแนวทางกำหนดจำนวนหลุมเจาะและความลึก) ข้อ 7–9 เขียนไว้ชัดว่าใช้กับอาคาร "นอกจากอาคารตามข้อ 5" ประเด็น "เจาะหรือไม่เจาะ" จึงเป็นคำถามเฉพาะอาคารขนาดเล็กถึงกลางเท่านั้น
สรุป: ค่าเพดานใช้ได้ แต่มักแพงกว่าการเจาะดิน
กฎกระทรวงฐานราก 2566 ไม่ได้ห้ามสร้างโดยไม่เจาะดิน แต่ "คิดดอกเบี้ย" กับความไม่รู้ ด้วยการบังคับให้ใช้ค่ารับน้ำหนักดินแบบต่ำสุด การเจาะสำรวจดินจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลงทุนที่มักได้คืนทันทีตั้งแต่ขั้นออกแบบฐานราก — จ่ายหลักหมื่น เพื่อไม่ต้องเผื่อหลักแสน