ราคาเจาะดินปี 2026 เริ่มต้นเท่าไหร่?

ราคาเจาะดินปี 2026 ของ SPN เริ่มต้นประมาณ 20,000–40,000 บาทสำหรับบ้านเดี่ยว 2 ชั้น (2–3 หลุม) และเพิ่มขึ้นตามจำนวนหลุมกับความลึกเมื่ออาคารใหญ่ขึ้น ค่าเจาะดินจึงไม่มี "ราคาเดียว" แต่ขึ้นกับ 5 ตัวแปรหลัก คือ จำนวนหลุม ความลึก ที่ตั้งโครงการ สภาพพื้นที่ และประเภทการทดสอบ Lab ตารางด้านล่างคือราคาเริ่มต้นของ SPN แยกตามประเภทอาคาร ใช้ตั้งงบคร่าว ๆ ก่อนขอใบเสนอราคาจริง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทโครงการจำนวนหลุมความลึกราคาเริ่มต้น (ไม่รวมค่าเดินทาง)
บ้านเดี่ยว 2 ชั้น2-3 หลุม20-30 ม.20,000-40,000 บาท
ทาวน์เฮ้าส์/ทาวน์โฮม2-3 หลุม20-30 ม.20,000-50,000 บาท
อาคารพาณิชย์ 3-4 ชั้น3-4 หลุม25-30 ม.30,000-70,000 บาท
คอนโด/อพาร์ทเมนท์4-8 หลุม40-60 ม.100,000-500,000 บาท
โรงงาน 1,000 ตร.ม.4-6 หลุม30-40 ม.40,000-150,000 บาท
สะพาน/ถนน (ต่อกิโลเมตร)10+ หลุม30-50 ม.300,000-1,000,000+ บาท

* ราคาข้างต้นเป็นราคาเริ่มต้นโดยประมาณ รวมงานสนาม ค่า Lab Test พื้นฐาน และรายงานรับรองโดยวิศวกร (กว.) ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ และยังไม่รวม VAT

* ความลึกอ้างอิงแนวทางของ วสท. (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย) ปี 2551 ปรับตามสภาพชั้นดินจริงของแต่ละพื้นที่ — ดูเกณฑ์หยุดเจาะในหัวข้อมาตรฐานความลึกด้านล่าง

เครื่องเจาะสำรวจดินพร้อมทดสอบ SPT กำลังทำงานที่หน้างานจริง
เครื่องเจาะสำรวจดินพร้อมทดสอบ SPT ที่หน้างาน — งานสนามคือส่วนหลักของค่าเจาะดินแต่ละหลุม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ราคาเจาะดินขึ้นกับอะไรบ้าง? 5 ตัวแปรหลัก

ตัวแปรราคาเจาะดิน คือสิ่งที่ทำให้ใบเสนอราคาของแปลงขนาดใกล้กันต่างกันได้มาก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ต้นทุนคงที่ต่อทริป (ขนย้ายเครื่องเจาะ เดินทาง ตั้งเครื่อง) กับต้นทุนที่แปรตามปริมาณงาน (จำนวนหลุม ความลึก และจำนวนตัวอย่างที่ส่ง Lab) ภาพด้านล่างชี้ว่าแต่ละตัวแปรอยู่ตรงไหนในงานจริง

รูปตัดงานเจาะสำรวจดินบ้านพักอาศัย แสดงตำแหน่งของ 5 ตัวแปรที่กำหนดราคาเจาะดิน และราคาเริ่มต้นสำหรับบ้าน 2–3 ชั้น (ภาพเชิงแนวคิด) แผนภาพสองมิติเชิงแนวคิด ด้านซ้ายเป็นรูปตัดชั้นดินใต้แปลงบ้าน เรียงจากบนลงล่างเป็นดินถม ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง และทรายแน่น มีขาตั้งเจาะสามขาสองชุดตั้งอยู่บนผิวดิน เจาะหลุม BH-1 และ BH-2 ลงไปจนถึงชั้นทรายแน่น บนหลุม BH-1 มีขีดตำแหน่งเก็บตัวอย่างและทดสอบ SPT เป็นระยะ หมายเลขหนึ่งอยู่บนเส้นประที่เชื่อมสองหลุม หมายถึงจำนวนหลุม หมายเลขสองอยู่บนเส้นบอกความลึกข้างหลุม BH-1 หมายถึงความลึกที่ต้องเจาะจนถึงเกณฑ์หยุดเจาะ ซึ่งในภาพยกตัวอย่างบ้านพักอาศัยว่าหยุดเมื่อพบชั้นที่ค่า N มากกว่า 35 ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 เมตร หมายเลขสามอยู่ที่รถขนย้ายเครื่องมือด้านซ้าย หมายถึงค่าเดินทางและค่าขนย้ายที่คิดตามระยะทาง หมายเลขห้าอยู่ที่กล่องห้องปฏิบัติการซึ่งมีลูกศรประรับตัวอย่างดินจากหลุม BH-1 หมายเลขสี่อยู่ที่แถวป้ายใต้รูปตัด ได้แก่ งานในน้ำ ในอาคาร ชั้นหิน และที่ลาดชัน ซึ่งเป็นสภาพพื้นที่ที่ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น กรอบด้านขวาอธิบายตัวแปรทั้งห้าเรียงตามหมายเลข และกรอบสีเขียวด้านล่างระบุราคาเริ่มต้นประมาณ 20,000 ถึง 40,000 บาท สำหรับบ้าน 2 ถึง 3 ชั้น จำนวน 2 ถึง 3 หลุม รวมการทดสอบในห้องปฏิบัติการพื้นฐานและรายงานรับรองโดยวิศวกร ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ภาพไม่ตามมาตราส่วน ราคาเจาะดินมาจาก 5 ตัวแปร: อยู่ตรงไหนในงานจริง แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ดินถม ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ทรายแน่น BH-1 BH-2 1 เก็บตัวอย่าง + ตอก SPT 2 หยุดเจาะเมื่อพบชั้นแข็ง N > 35 ต่อเนื่อง ≥ 3 ม. 3 Lab 5 4 ในน้ำ ในอาคาร ชั้นหิน ลาดชัน งานยากขึ้น = คิดเพิ่ม 5 ตัวแปรที่กำหนดราคา 1 จำนวนหลุม หลายหลุมในทริปเดียว เฉลี่ยต้นทุนคงที่ได้ 2 ความลึก เจาะจนถึงเกณฑ์หยุดเจาะ ยิ่งลึกยิ่งใช้เวลา 3 ที่ตั้งโครงการ ค่าเดินทาง/ขนย้าย คิดตามระยะทาง 4 สภาพพื้นที่ ในน้ำ · ในอาคาร · ชั้นหิน · ลาดชัน 5 Lab Test พื้นฐาน 5 รายการรวมแล้ว · ขั้นสูงคิดต่อตัวอย่าง ราคาเริ่มต้น · บ้าน 2–3 ชั้น ~20,000–40,000 บาท 2–3 หลุม · รวม Lab Test พื้นฐาน และรายงานรับรองโดยวิศวกร (กว.) ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ภาพเชิงแนวคิด · ความหนาชั้นดินจริงต่างกันตามพื้นที่
ตำแหน่งของ 5 ตัวแปรราคาในงานเจาะสำรวจดินจริง — ราคาเริ่มต้นบ้าน 2–3 ชั้นประมาณ 20,000–40,000 บาท ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ (ภาพเชิงแนวคิด ไม่ตามมาตราส่วน)

1. จำนวนหลุม (Boring Points)

ยิ่งเจาะหลายหลุมในพื้นที่เดียวกัน ราคาเฉลี่ยต่อหลุมยิ่งลดลง เพราะค่าตั้งอุปกรณ์ ค่าขนย้าย และค่าเดินทางเป็นต้นทุนคงที่ที่เฉลี่ยได้หลายหลุม การเจาะหลุมเดียวจึงมีราคาต่อหลุมสูงที่สุด เพราะต้องแบกต้นทุนคงที่เต็มจำนวน

เปรียบเทียบราคาเฉลี่ยต่อหลุมแบบภาพรวม (ยิ่งเจาะมาก ยิ่งประหยัดต่อหลุม):

  • 1 หลุม: ราคาต่อหลุมสูงที่สุด — ใช้เป็นฐานเปรียบเทียบ (100%)
  • 2–4 หลุม: ประหยัดลงประมาณ 10–20% ต่อหลุม เทียบกับการเจาะหลุมเดียว
  • 5 หลุมขึ้นไป: ประหยัดลงประมาณ 15–30% ต่อหลุม — คุ้มค่าที่สุดต่อหลุม

ตัวเลข % ข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบโดยประมาณ ขึ้นกับความลึก ระยะทาง และสภาพหน้างานจริง — ดูราคาเริ่มต้นรวมทั้งงานแยกตามประเภทอาคารได้ที่ตารางด้านบน หรือขอใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. เพื่อรับราคาที่ตรงกับหน้างานของคุณ

2. ความลึก (Boring Depth)

ยิ่งลึกยิ่งแพงเพราะใช้เวลามากขึ้น และอาจต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ:

  • 15-30 เมตร: ราคามาตรฐาน
  • 30-50 เมตร: +30-60%
  • เกิน 50 เมตร: ราคาตามตกลง ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ

3. ที่ตั้งโครงการ (Location)

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

พื้นที่ค่าเดินทาง/ขนย้ายหมายเหตุ
กรุงเทพฯ และปริมณฑลคิดตามระยะทาง (เริ่มต้นต่ำสุด)เข้าถึงง่าย ระยะใกล้
ภาคกลาง+2,000-8,000 บาทระยะทางไม่เกิน 200 กม.
ภาคตะวันออก+2,000-12,000 บาทระยอง ชลบุรี จันทบุรี
ภาคเหนือ/อีสาน+10,000-25,000 บาทขึ้นกับจำนวนวันค้างคืน
ภาคใต้+15,000-30,000 บาทค่าเดินทางและที่พัก
พื้นที่ทุรกันดาร/เกาะราคาตามตกลงต้องประเมินหน้างาน

4. สภาพพื้นที่และความยากของงาน

งานทั่วไปบนผิวดินราบ ราคามาตรฐาน แต่ถ้าเป็น:

  • เจาะในแม่น้ำ/ทะเล ต้องใช้แพและอุปกรณ์เฉพาะ ราคา +100-300%
  • เจาะใต้สะพาน/ในอาคาร ต้องใช้เครื่องเจาะขนาดเล็ก ราคา +30-50%
  • เจาะในชั้นหิน (Rock Coring) ราคา +50-150% ขึ้นกับความแข็งของหิน
  • พื้นที่ลาดชัน/เนินเขา ต้องสร้าง access เพิ่ม ราคา +20-40%

5. ประเภทการทดสอบ Lab

Lab Test พื้นฐาน 5 รายการรวมอยู่ในราคามาตรฐานแล้ว ส่วนการทดสอบขั้นสูงคิดเพิ่มตามจำนวนตัวอย่าง (อ่านว่าแต่ละการทดสอบวัดอะไร ใช้กับงานแบบไหน ได้ที่ ทดสอบดินในห้องปฏิบัติการ (Lab Test) มีอะไรบ้าง) รายการพื้นฐานได้แก่:

  • Natural Water Content (ASTM D2216)
  • Unit Weight (ASTM D7263)
  • Atterberg Limits (ASTM D4318)
  • Unconfined Compression (ASTM D2166)
  • Sieve Analysis (ASTM D6913)

การทดสอบขั้นสูงจะเพิ่มราคา:

  • Consolidation Test (ASTM D2435): +2,000-5,000 บาท/ตัวอย่าง
  • Triaxial Test (ASTM D4767): +9,000-18,000 บาท/ตัวอย่าง
  • Direct Shear (ASTM D3080): +3,000-5,000 บาท/ตัวอย่าง
  • CBR Test (ASTM D1883): +3,500-6,000 บาท/ตัวอย่าง

หลุมเจาะควรลึกแค่ไหน และความลึกกระทบราคาอย่างไร?

ความลึกหลุมเจาะไม่ได้กำหนดแบบสุ่ม แต่อิงหลักวิศวกรรมปฐพีตามแนวทางของ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ร่วมกับผลทดสอบ SPT ตาม ASTM D1586 ระหว่างเจาะ โดยหลักทั่วไปความลึกควรอยู่ที่ประมาณ 2–2.5 เท่าของความกว้างด้านสั้นของอาคาร เพราะที่ระดับนั้นหน่วยแรงที่เพิ่มจากน้ำหนักอาคารลดลงเหลือเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับใต้ฐานราก แต่ตัวกำหนดที่แท้จริงคือต้องเจาะให้ถึงชั้นดินแบกทาน (ชั้นทรายแน่น/ดินแข็ง) ที่รับน้ำหนักอาคารได้จริง

คร่าว ๆ บ้านและอาคารไม่เกิน 5 ชั้นมักเจาะราว 25–30 ม. ส่วนอาคารสูงอาจลึกถึง 40–60 ม. หรือมากกว่า โดยพื้นที่ กทม./ปริมณฑลที่มีชั้นดินอ่อนหนามักต้องเจาะลึกกว่าต่างจังหวัด — ตารางความลึกแยกตามประเภทอาคารและพื้นที่ (กทม. vs ต่างจังหวัด) แบบเต็ม พร้อมเกณฑ์อ้างอิง วสท. 2551 ดูได้ที่บทความ เจาะสำรวจดินกี่หลุม ลึกกี่เมตร? ซึ่งเป็นหน้าอ้างอิงหลักเรื่องจำนวนหลุมและความลึก ในแง่ราคา ความลึกเป็นตัวแปรที่แรงที่สุดรองจากจำนวนหลุม เพราะค่าเจาะคิดตามความลึกและเวลาทำงาน หลุมช่วง 30–50 เมตรจึงบวกเพิ่มราว 30–60% ตามหมวดความลึกด้านบน

⛏️ เกณฑ์หยุดเจาะ (Termination Criteria)

ตัวเลขความลึกข้างต้นเป็นค่าโดยประมาณ ในทางปฏิบัติจะเจาะจนถึงชั้นทรายแน่น/ดินแข็งที่มีค่า SPT N-Value มากกว่า 35 ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 เมตร (อาคารที่หนักขึ้นใช้เกณฑ์สูงขึ้น เช่น N มากกว่า 40–45 และชั้นที่หนาขึ้น) และหากพบชั้นหินในระดับตื้น ต้องเจาะทะลุลงไปอีกอย่างน้อย 3–5 เมตร เพื่อยืนยันว่าเป็นชั้นหินจริง ไม่ใช่หินก้อนลอย (ตามแนวทาง วสท.) อยากเข้าใจว่าค่า N-Value อ่านและแปลผลอย่างไร ดูรายละเอียดที่ SPT N-Value แปลผลยังไง

⚠️ พื้นที่ชั้นดินผิดปกติมีผลต่อราคาอย่างไร

บางพื้นที่ในกรุงเทพฯ และบางจังหวัด มีชั้นดินอ่อนที่ลึกและหนากว่าปกติมาก (เช่น บางพื้นที่ริมแม่น้ำเก่า หรือแนวคลองถมเก่า) ทำให้ต้องเจาะลึกกว่าตารางมาตรฐานข้างต้น ซึ่งกระทบราคาโดยตรงตามหมวด "ความลึก" ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น (ช่วง 30–50 เมตร บวกเพิ่มราว 30–60% ตามหมวดความลึก) หากที่ดินของคุณอยู่ในพื้นที่กลุ่มนี้ ควรแจ้งวิศวกรตั้งแต่ขอใบเสนอราคาเพื่อประเมินราคาที่แม่นยำ — ดูรายละเอียดชั้นดินเสี่ยงแต่ละโซนในกรุงเทพฯ และรายจังหวัดแบบเต็มได้ที่ ดินอ่อนกรุงเทพ vs ต่างจังหวัด — ทำไมต้องออกแบบฐานรากต่างกัน

อ้างอิง: วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) · ASTM D1586 (Standard Penetration Test) · ดูมาตรฐานที่ใช้ในงานเจาะสำรวจดินทั้งหมดที่ มาตรฐาน ASTM ในงานเจาะสำรวจดิน

เจาะดินต่างจังหวัด แพงกว่ากรุงเทพฯ ไหม?

คำถามยอดฮิตจากเจ้าของที่ดินต่างจังหวัดคือ "ราคาต่างจากกรุงเทพฯ แค่ไหน" คำตอบคืออาจถูกกว่าหรือแพงกว่าก็ได้ เพราะมีสองแรงที่ดึงกันคนละทาง — ฝั่งที่ทำให้ถูกลง: ชั้นดินแข็งต่างจังหวัดส่วนใหญ่อยู่ตื้นกว่ากรุงเทพฯ ที่ต้องเจาะทะลุชั้นดินเหนียวอ่อนหนา หลายพื้นที่เจาะจริงเพียงระดับที่เข้าเกณฑ์หยุดเจาะก็พอ (ดูตารางความลึกและเกณฑ์หยุดเจาะในหัวข้อก่อนหน้า) ค่าเจาะซึ่งมักเป็นก้อนใหญ่ที่สุดของงานจึงต่ำกว่า ส่วนฝั่งที่ทำให้แพงขึ้นคือค่าขนย้ายเครื่องเจาะและทีมงาน (Mobilization) ที่แปรผันตามระยะทางและจำนวนวันค้างคืน ตามตารางค่าเดินทางในหัวข้อที่ตั้งโครงการด้านบน

นอกจากระยะทางแล้ว ปัจจัยที่ทำให้งานต่างจังหวัดสองงานราคาไม่เท่ากัน ได้แก่:

  • การเข้าถึงหน้างาน — ที่ดินติดถนนใหญ่กับสวนที่รถต้องลุยเข้าไปหลายร้อยเมตร ต้นทุนต่างกัน บางกรณีต้องใช้เครื่องเจาะขนาดเล็กพิเศษหรือทำทางเข้าชั่วคราว
  • แหล่งน้ำสำหรับการเจาะ — การเจาะแบบฉีดล้างต้องใช้น้ำ หากหน้างานไม่มีต้องจัดหาเพิ่ม
  • จำนวนหลุมต่อเที่ยวขนย้าย — ขนเครื่องไปไกลแล้วเจาะหลุมเดียว ค่าขนย้ายเฉลี่ยต่อหลุมย่อมสูง การรวมงานหลายหลุมหรือหลายจุดในทริปเดียวช่วยเฉลี่ยต้นทุนได้มาก
  • ชนิดชั้นดิน — เจอชั้นกรวด หิน หรือดินแข็งมาก ทำให้เจาะช้า ต้นทุนต่อเมตรสูงขึ้น และบางจังหวัดมีชั้นดินอ่อนแทรกใต้ชั้นแข็งที่มองไม่เห็นจากผิวดิน อาจต้องเจาะลึกหรือเพิ่มหลุมกว่าที่คาด

เทคนิคทำให้งานต่างจังหวัดคุ้มที่สุดคือ รวมงานเป็นทริปเดียว — หากมีหลายแปลง หรือเพื่อนบ้าน/โครงการใกล้เคียงต้องการเจาะเช่นกัน การนัดพร้อมกันช่วยหารค่าขนย้าย และควรส่งข้อมูลหน้างานให้ครบตั้งแต่แรก ทั้งพิกัดแปลง รูปถ่ายทางเข้า และระยะจากถนนถึงจุดเจาะ ผู้ให้บริการจะเสนอราคาได้แม่นยำโดยไม่ต้องบวกเผื่อความเสี่ยง อย่าเปรียบเทียบแค่ตัวเลขรวมโดยไม่ดูว่าใบเสนอราคาแต่ละใบรวมอะไรบ้าง

SPN Soil Engineering ให้บริการเจาะสำรวจดินครบทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงงานนอกชายฝั่ง (Offshore) ทีมงานคุ้นเคยกับสภาพชั้นดินหลากหลายภูมิภาค ค่าบริการบ้านพักอาศัยเริ่มต้นประมาณ 20,000–40,000 บาท ส่วนงานต่างจังหวัดราคาขึ้นกับตำแหน่งและขอบเขตงาน ส่งพิกัดและรายละเอียดโครงการมาได้เลย รับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. โทร 064-746-9601 หรือ LINE @spnth

ประหยัดค่าเจาะดินได้อย่างไร โดยไม่ลดคุณภาพข้อมูล?

💰 Tips ประหยัดค่าเจาะดิน

การประหยัดที่ถูกวิธีคือ "ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น" ไม่ใช่ "ลดคุณภาพข้อมูล" เพราะข้อมูลที่ไม่เพียงพอจะแพงกว่าในระยะยาว

1. รวมงานเจาะเป็น Project เดียว

ถ้าซื้อที่ดินติดกันหลายแปลง วางแผนรวมงานเจาะเป็นครั้งเดียว ค่าตั้งอุปกรณ์และเดินทางจ่ายครั้งเดียว ต้นทุนคงที่จึงถูกหารด้วยจำนวนหลุมที่มากขึ้น (ดูภาพด้านล่าง) — และถ้ายังอยู่ในขั้นตัดสินใจซื้อ การเจาะคัดกรอง 1–2 หลุมก่อนโอนช่วยประเมินงบฐานรากล่วงหน้าได้ ดู ซื้อที่ดินเปล่า ควรเจาะดินก่อนไหม

แบบจำลอง 3 มิติ แปลงบ้านที่เจาะสำรวจดิน 3 หลุมในการขนย้ายเครื่องมือครั้งเดียว และแผนภูมิเชิงหลักการว่าราคาเฉลี่ยต่อหลุมลดลงเมื่อเจาะหลายหลุม ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของแปลงที่ดินที่ตัดให้เห็นชั้นดินด้านข้าง เรียงจากบนลงล่างเป็นดินถม ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง และทรายแน่น บนผิวดินมีเส้นประสีน้ำเงินแสดงผังอาคาร มีหลุมเจาะ BH-1 ถึง BH-3 อยู่ที่มุมและขอบของผังอาคาร หลุม BH-1 และ BH-2 เจาะเสร็จแล้ว เห็นแนวหลุมลงไปจนถึงชั้นทรายแน่นบนหน้าตัดดิน ส่วนหลุม BH-3 มีขาตั้งเจาะสามขากำลังทำงาน รถขนเครื่องมือจอดอยู่ในแปลงเพียงคันเดียว หมายถึงขนย้ายครั้งเดียวแล้วเจาะได้ทุกหลุม กรอบด้านขวาเป็นแผนภูมิแท่งเชิงหลักการของราคาเฉลี่ยต่อหลุม แบ่งเป็นส่วนต้นทุนคงที่ คือค่าขนย้าย ค่าเดินทาง และค่าตั้งเครื่อง กับส่วนค่าเจาะและทดสอบต่อหลุม เมื่อเจาะหลุมเดียวต้นทุนคงที่ตกอยู่กับหลุมเดียวทั้งหมด เมื่อเจาะ 2 ถึง 4 หลุม ราคาเฉลี่ยต่อหลุมประหยัดลงประมาณร้อยละ 10 ถึง 20 และเมื่อเจาะ 5 หลุมขึ้นไปประหยัดลงประมาณร้อยละ 15 ถึง 30 เทียบกับการเจาะหลุมเดียว ตัวเลขเป็นค่าโดยประมาณ ขึ้นกับความลึก ระยะทาง และสภาพหน้างาน ด้านล่างกรอบแนะนำให้รวมงานหลายแปลงหรือแปลงข้างเคียงเป็นทริปเดียว และส่งพิกัดกับรูปทางเข้าหน้างานมาตั้งแต่ขอราคา ภาพไม่ตามมาตราส่วน แบบจำลอง 3 มิติ (3D): ขนย้ายครั้งเดียว เจาะได้หลายหลุม แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ผังอาคาร BH-1 BH-2 BH-3 เจาะเสร็จแล้ว (BH-1, BH-2) กำลังเจาะ (BH-3) ขนย้ายครั้งเดียว ใช้ได้ทุกหลุมในแปลง ดินถม ดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็ง ทรายแน่น ภาพเชิงแนวคิด · ความหนาชั้นดินจริงต่างกันตามพื้นที่ ราคาเฉลี่ยต่อหลุม · โดยประมาณ 1 หลุม ฐานเปรียบเทียบ 100% 2–4 หลุม ประหยัด ~10–20% ต่อหลุม 5 หลุมขึ้นไป ประหยัด ~15–30% ต่อหลุม ค่าขนย้าย · เดินทาง · ตั้งเครื่อง (ค่าคงที่ต่อทริป หารตามจำนวนหลุม) ค่าเจาะ + ทดสอบ ต่อหลุม ทำให้คุ้มที่สุด รวมหลายแปลง/แปลงข้างเคียง นัดเจาะพร้อมกันในทริปเดียว ส่งพิกัด + รูปทางเข้าให้ครบ ประเมินราคาได้โดยไม่ต้องบวกเผื่อ
ขนย้ายเครื่องเจาะครั้งเดียวแล้วเจาะได้ทุกหลุมในแปลง ต้นทุนคงที่ต่อทริปจึงเฉลี่ยลงต่อหลุม — ตัวเลข % เป็นค่าโดยประมาณ ขึ้นกับความลึก ระยะทาง และสภาพหน้างาน (ภาพเชิงแนวคิด)

2. ปรึกษาวิศวกรก่อนกำหนดจำนวนหลุม

จำนวนและตำแหน่งหลุมควรกำหนดโดยวิศวกรตามขนาดอาคารและข้อกำหนดของโครงการ ไม่มากหรือน้อยเกินจำเป็น สำหรับพื้นที่กว้างหรือโครงสร้างเบา วิศวกรอาจใช้การหยั่งทดสอบราคาต่ำอย่าง KPT หรือ DCP เสริมระหว่างหลุมเจาะ เพื่อดูความสม่ำเสมอของชั้นดินตื้น — เทียบความต่างของแต่ละวิธีที่ DCP vs KPT vs SPT

3. หลีกเลี่ยงฤดูฝนถ้าทำได้

งานเจาะในฤดูฝน (พ.ค.-ต.ค.) อาจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเรื่องการป้องกันน้ำ พยายามวางแผนเจาะในเดือน พ.ย.-เม.ย. และเผื่อเวลาในแผนงานให้พอ — ดูไทม์ไลน์ตั้งแต่จองคิวจนได้รายงานที่ เจาะสำรวจดินใช้เวลากี่วัน?

4. ขอใบเสนอราคาจาก 2-3 บริษัท

แต่อย่าเลือกที่ถูกที่สุดอย่างเดียว ตรวจสอบใบอนุญาตวิศวกร (กว.) ใบรับรองอุปกรณ์ Lab และ portfolio ผลงาน ราคาถูกผิดปกติมักมาพร้อมคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน

ใบเสนอราคาเจาะดินควรรวมอะไรบ้าง?

ก่อนเปรียบเทียบราคา ให้เทียบ "ขอบเขตงาน" ก่อนเสมอ — ใบเสนอราคาที่ถูกต้องควรระบุรายการต่อไปนี้ชัดเจน (เกณฑ์เลือกบริษัทแบบละเอียดดูที่ วิธีเลือกบริษัทเจาะสำรวจดิน 7 ข้อต้องเช็คก่อนจ้าง และรายการที่รายงานต้องมีเพื่อยื่นขออนุญาตก่อสร้างดูที่ เช็คลิสต์รายงานเจาะสำรวจดินตามกฎหมาย):

  • ✅ ค่าเจาะตามจำนวนหลุมและความลึก
  • ✅ ค่าทดสอบ Lab พื้นฐาน 5 รายการขึ้นไป
  • ✅ ค่าเดินทาง/ขนย้ายเครื่องมือ และค่าที่พักทีมงาน (แจ้งแยกตามระยะทาง)
  • ✅ ค่ารายงาน Boring Log + Soil Profile
  • ✅ การวิเคราะห์และข้อแนะนำการออกแบบฐานราก
  • ✅ ลายเซ็นวิศวกร (กว.) บนรายงานทุกฉบับ
⚠️ ระวังค่าใช้จ่ายแฝง

บางบริษัทเสนอราคาต่ำแต่บวกค่าเพิ่มภายหลัง เช่น ค่าวิเคราะห์เพิ่มเติม ค่าเสาเข็มจำลอง (Pile Capacity Calculation) ค่าจัดส่งรายงาน สอบถามให้ชัดก่อนเซ็นสัญญา

ค่าเจาะดินคิดเป็นกี่ % ของค่าก่อสร้าง?

ค่าเจาะสำรวจดินโดยทั่วไปคิดเป็นเพียง 0.3–1% ของค่าก่อสร้างทั้งหมด เช่น บ้านงบก่อสร้าง 3 ล้านบาท ค่าเจาะดินราว 20,000–30,000 บาทคิดเป็นไม่ถึง 1% แต่ข้อมูลชั้นดินที่ได้คือสิ่งที่วิศวกรใช้ออกแบบฐานรากทั้งหลัง

✅ สัดส่วนที่ควรรู้

ค่าเจาะสำรวจดินมักอยู่ที่ 0.3–1% ของค่าก่อสร้างทั้งหมด ในขณะที่การแก้ไขฐานรากหลังสร้างเสร็จ เช่น เสริมเสาเข็มใต้อาคารที่ใช้งานอยู่ ทำได้ยากและมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าเจาะดินหลายเท่า การลงทุนไม่ถึง 1% ตั้งแต่ต้นจึงคุ้มค่า

สรุป

ราคาเจาะสำรวจดินปี 2026 เริ่มต้นประมาณ 20,000–40,000 บาท สำหรับบ้านพักอาศัย 2–3 ชั้น (2–3 หลุม รวม Lab Test พื้นฐานและรายงานรับรองโดยวิศวกร ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ) ไปจนถึงหลักแสนบาทสำหรับโครงการขนาดใหญ่ ตัวแปรที่กำหนดราคามี 5 อย่างหลัก คือ จำนวนหลุม ความลึก ที่ตั้งโครงการ สภาพพื้นที่ และประเภท Lab Test

การลงทุนกับการเจาะดินที่มีคุณภาพคือการประหยัดค่าก่อสร้างและค่าซ่อมในระยะยาว ดูขอบเขตงานและขั้นตอนการเจาะสำรวจดินแบบเต็มได้ที่หน้าบริการเจาะสำรวจและทดสอบดิน และหากโครงการของคุณต้องทดสอบเสาเข็มด้วย อ่านต่อที่ ราคาทดสอบเสาเข็มปี 2026 ติดต่อ SPN Soil Engineering เพื่อขอใบเสนอราคาที่แม่นยำสำหรับโครงการของคุณได้ฟรี ภายใน 24 ชั่วโมง