เจ้าของอาคารหลายรายเข้าใจว่า "ตรวจสอบอาคารตามกฎหมายผ่านแล้ว = โครงสร้างแข็งแรงแน่นอน" ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงเสียทีเดียว งานสองอย่างนี้ตอบคำถามคนละข้อ ใช้เครื่องมือคนละชุด และมีผู้รับผิดชอบคนละกลุ่ม บทความนี้อธิบายว่าอาคาร 9 ประเภทใดบ้างที่กฎหมายบังคับให้มีผู้ตรวจสอบ ขอบเขตงานตรวจสอบครอบคลุมแค่ไหน จุดไหนที่ต้องส่งต่อให้ทดสอบโครงสร้าง และถ้าไม่ทำจะมีโทษอย่างไร

เจ้าหน้าที่ยืนบนนั่งร้านทดสอบโครงสร้างคอนกรีตด้วยเครื่อง Ultrasonic Pulse Velocity ที่ผนังอาคาร
งานทดสอบโครงสร้างในสนาม — เมื่อรายงานตรวจสอบอาคารระบุจุดที่น่าสงสัย ขั้นถัดไปคือการวัดค่าจริงด้วยเครื่องมือ เช่น การทดสอบความเร็วคลื่นอัลตราโซนิกบนผนังและเสาคอนกรีต

ผู้ตรวจสอบอาคารคือใคร และกฎหมายบังคับกับอาคารประเภทไหน?

ผู้ตรวจสอบอาคาร คือผู้ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพอาคารและอุปกรณ์ประกอบอาคารตามมาตรา 32 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร มาตรานี้เพิ่มเข้ามาโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 และมีกฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2548 รองรับ โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2548

อาคารที่เข้าข่ายต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบมี 9 ประเภท ตามเกณฑ์ขนาดและการใช้งานดังตาราง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทอาคารเกณฑ์ที่เข้าข่าย
1. อาคารสูงความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป
2. อาคารขนาดใหญ่พิเศษพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตร.ม. ขึ้นไป
3. อาคารชุมนุมคนพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ตร.ม. ขึ้นไป หรือรองรับคนตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป
4. โรงมหรสพเข้าข่ายทุกขนาด
5. โรงแรมห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป
6. โรงงานความสูงมากกว่า 1 ชั้น และพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตร.ม. ขึ้นไป
7. สถานบริการพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตร.ม. ขึ้นไป
8. อาคารชุด / อาคารอยู่อาศัยรวมพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ขึ้นไป
9. ป้ายสูงตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป หรือพื้นที่ป้ายตั้งแต่ 50 ตร.ม. ขึ้นไป หรือป้ายบนหลังคาและดาดฟ้าที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 25 ตร.ม. ขึ้นไป

บ้านพักอาศัยทั่วไป อาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก และโรงงานชั้นเดียวจึงไม่เข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องดูแลโครงสร้าง เจ้าของอาคารยังมีหน้าที่ตามกฎหมายอื่นและตามความรับผิดทางแพ่งอยู่ หากพบร่องรอยผิดปกติควรให้วิศวกรประเมิน อ่านสัญญาณเตือนได้ที่ 5 สัญญาณฐานรากมีปัญหา

ตรวจสอบใหญ่ 5 ปี กับตรวจสอบประจำปี ต่างกันอย่างไร?

ตรวจสอบใหญ่คือการตรวจเต็มรูปแบบทุก 5 ปี หรือเป็นการตรวจครั้งแรกของอาคาร ส่วนตรวจสอบประจำปีคือการตรวจติดตามทุกปีในช่วงระหว่างการตรวจสอบใหญ่สองครั้ง ทั้งสองแบบต้องจัดทำรายงานเสนอต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น

  • ตรวจสอบใหญ่ (ทุก 5 ปี) — ตรวจครอบคลุมทั้งความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ระบบและอุปกรณ์ประกอบอาคาร ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงสมรรถนะและแผนบริหารจัดการความปลอดภัย
  • ตรวจสอบประจำปี (ทุกปี) — ตรวจติดตามว่ารายการที่พบในการตรวจสอบใหญ่ได้รับการแก้ไขและบำรุงรักษาต่อเนื่องหรือไม่ ขอบเขตกระชับกว่า
  • อาคารสร้างใหม่ — ต้องจัดให้มีการตรวจสอบหลังเข้าใช้งานแล้ว 1 ปี และเสนอรายงานผลการตรวจสอบต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายในปีที่ 2 นับจากเริ่มใช้อาคาร

ผู้ตรวจสอบอาคารต้องตรวจอะไรบ้าง?

ขอบเขตงานตรวจสอบอาคารครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ระบบและอุปกรณ์ประกอบอาคาร ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย และการบริหารจัดการความปลอดภัย โดยวิธีการหลักคือการตรวจพินิจด้วยสายตา ตรวจสอบเอกสารและประวัติการบำรุงรักษา และทดลองเดินระบบเพื่อดูว่ายังทำงานได้จริง

  • ความมั่นคงแข็งแรง — การต่อเติมดัดแปลงอาคาร การเปลี่ยนน้ำหนักบรรทุกและการใช้งานพื้นที่ การเปลี่ยนวัสดุก่อสร้าง การทรุดตัวของฐานราก ตลอดจนความชำรุดบกพร่องของโครงสร้างที่มองเห็นได้
  • ระบบและอุปกรณ์ประกอบอาคาร — ระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง ลิฟต์และบันไดเลื่อน ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ ระบบสุขาภิบาลและบำบัดน้ำเสีย ระบบสื่อสารและป้องกันฟ้าผ่า
  • ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย — บันไดหนีไฟและเส้นทางหนีไฟ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิง เครื่องหมายและไฟฟ้าส่องสว่างฉุกเฉิน ระบบอัดอากาศและระบายควัน
  • สมรรถนะและการบริหารจัดการ — สมรรถนะของบันไดหนีไฟและทางออก แผนการซ้อมอพยพ แผนบำรุงรักษาอาคารและอุปกรณ์

จะเห็นว่าฝั่งโครงสร้างในรายการนี้คือการตรวจ "ที่มองเห็นได้" เป็นหลัก ผู้ตรวจสอบอาคารไม่ได้มีหน้าที่เจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีตหรือกดทดสอบพื้นให้ในตัวเอง

ผู้ตรวจสอบอาคาร กับ การทดสอบโครงสร้าง ต่างกันตรงไหน?

ความต่างหลักคือ งานตรวจสอบอาคารตอบคำถามว่า "อาคารนี้ยังปลอดภัยตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่" ส่วนงานทดสอบโครงสร้างตอบคำถามว่า "โครงสร้างนี้มีกำลังจริงเท่าไร" อย่างแรกได้ผลเป็นรายงานความสอดคล้องกับกฎหมาย อย่างหลังได้ผลเป็นค่าตัวเลขทางวิศวกรรมที่นำไปคำนวณต่อได้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

หัวข้อตรวจสอบอาคารตามกฎหมายทดสอบโครงสร้างด้วยเครื่องมือ
ที่มาของหน้าที่บังคับตามมาตรา 32 ทวิ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารทำเมื่อมีเหตุจำเป็นทางวิศวกรรม ไม่ได้บังคับเป็นรอบ
วิธีการหลักตรวจพินิจด้วยสายตา ตรวจเอกสาร ทดลองเดินระบบวัดค่าด้วยเครื่องมือ เก็บตัวอย่าง ให้แรงกระทำจริง
ผลลัพธ์รายงานตรวจสอบอาคารเสนอเจ้าพนักงานท้องถิ่นค่าตัวเลข เช่น กำลังอัด ระยะหุ้มเหล็ก การแอ่นตัว
รอบการทำตรวจใหญ่ทุก 5 ปี และตรวจประจำปีทุกปีเมื่อพบความผิดปกติ ก่อนต่อเติม หรือเปลี่ยนการใช้งาน
ผู้ดำเนินการผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนวิศวกรและทีมทดสอบเฉพาะทาง
ตอบคำถามเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่มีกำลังจริงเท่าไร
ตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย เทียบกับ ทดสอบโครงสร้างด้วยเครื่องมือ ผู้ตรวจสอบอาคาร (ตามกฎหมาย) • ตรวจพินิจด้วยสายตา และตรวจเอกสาร • ระบบไฟฟ้า · ลิฟต์ · ปรับอากาศ • ป้องกันอัคคีภัย · ทางหนีไฟ • สภาพโครงสร้างที่มองเห็นได้ • รอบ: ตรวจใหญ่ทุก 5 ปี / ประจำปีทุกปี • ผู้ทำ: ผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียน • ผล: รายงานยื่นเจ้าพนักงานท้องถิ่น การทดสอบโครงสร้าง (ด้วยเครื่องมือ) • วัดค่าจริงออกมาเป็นตัวเลข • กำลังอัดคอนกรีต: Core / UPV / Rebound • เหล็กเสริมและสนิม: GPR / Half-Cell • กำลังรับน้ำหนักพื้น: Floor Load Test • รอบ: เมื่อมีเหตุ หรือก่อนต่อเติม • ผู้ทำ: วิศวกรและทีมทดสอบเฉพาะทาง • ผล: ค่าตัวเลขใช้คำนวณตรวจสอบกำลัง ผู้ตรวจสอบพบข้อสงสัย → ส่งทดสอบโครงสร้างหาค่าตัวเลข → วิศวกรประเมินความปลอดภัยและสั่งแก้ไข
งานสองอย่างนี้ไม่ได้แทนกัน แต่ต่อกันเป็นลำดับ — การตรวจสอบอาคารทำหน้าที่คัดกรองปัญหา ส่วนการทดสอบโครงสร้างทำหน้าที่หาค่าตัวเลขมายืนยันก่อนตัดสินใจซ่อมหรือเสริมกำลัง

เมื่อไหร่ผู้ตรวจสอบอาคารจะแนะนำให้ทดสอบโครงสร้างเพิ่ม?

โดยทั่วไปเมื่อพบร่องรอยที่บ่งชี้ว่าโครงสร้างอาจสูญเสียกำลัง หรือเมื่อข้อมูลเดิมของอาคารไม่เพียงพอต่อการประเมิน สัญญาณที่มักนำไปสู่การทดสอบเชิงลึกได้แก่

  • รอยร้าวที่มีทิศทางชัดเจนบนเสา คาน หรือผนังรับน้ำหนัก โดยเฉพาะรอยร้าวเฉียงใกล้หัวเสาและปลายคาน
  • พื้นแอ่นตัวมากผิดปกติ สั่นเมื่อมีคนเดิน หรือมีรอยร้าวใต้ท้องพื้นเป็นแนวยาว
  • คอนกรีตกะเทาะหลุดจนเห็นเหล็กเสริมเป็นสนิม โดยเฉพาะบริเวณที่โดนน้ำหรือความชื้นสะสม
  • อาคารเคยผ่านเหตุเพลิงไหม้ น้ำท่วม หรือแรงกระแทกจากยานพาหนะ
  • ต้องการต่อเติม เพิ่มชั้น หรือเปลี่ยนการใช้งานให้รับน้ำหนักมากขึ้น เช่น เปลี่ยนสำนักงานเป็นคลังสินค้า
  • แบบก่อสร้างและรายการคำนวณเดิมสูญหาย ไม่ทราบขนาดและตำแหน่งเหล็กเสริมที่แท้จริง
  • มีงานก่อสร้างหรือตอกเสาเข็มในพื้นที่ข้างเคียงจนอาคารได้รับแรงสั่นสะเทือน

กรณีต่อเติมหรือเปลี่ยนการใช้งาน มีรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความ อาคารเก่าก่อนต่อเติมหรือเปลี่ยนการใช้งาน ต้องตรวจโครงสร้างอะไรบ้าง ส่วนกรณีได้รับผลกระทบจากงานก่อสร้างข้างเคียง อ่านได้ที่ การตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนจากงานตอกเสาเข็ม

ทดสอบโครงสร้างมีวิธีอะไรบ้าง เลือกอย่างไร?

หลักการเลือกคือเริ่มจากวิธีที่ไม่ทำลายและครอบคลุมพื้นที่กว้างก่อน เพื่อคัดกรองว่าบริเวณใดผิดปกติ แล้วจึงใช้วิธีที่เก็บตัวอย่างหรือให้แรงกระทำจริงเฉพาะจุดที่จำเป็น วิธีที่ใช้บ่อยกับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสรุปได้ดังนี้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

วิธีทดสอบวัดอะไรมาตรฐานอ้างอิง
Rebound Hammerความแข็งที่ผิวคอนกรีต ใช้คัดกรองเชิงเปรียบเทียบASTM C805
Ultrasonic Pulse Velocityความสม่ำเสมอของเนื้อคอนกรีต โพรงและรอยแตกภายในASTM C597
Concrete Core Testกำลังอัดจริงจากแท่งตัวอย่างที่เจาะจากโครงสร้างASTM C42
Ground Penetrating Radar (GPR)ตำแหน่ง ขนาด และระยะคอนกรีตหุ้มเหล็กเสริมASTM D6432
Half-Cell Potentialความน่าจะเป็นของการกัดกร่อนเหล็กเสริมASTM C876
Carbonation Depthความลึกที่คอนกรีตสูญเสียความเป็นด่างBS EN 14630
Floor Load Testการแอ่นตัวและกำลังรับน้ำหนักจริงของพื้นหรือคานACI 318-19 บทที่ 27
Pull-Out Testแรงดึงถอนของพุกเคมีและพุกกลไกที่ยึดกับโครงสร้างASTM E488

ภาพรวมของวิธีทดสอบแบบไม่ทำลายทั้งหมด พร้อมข้อจำกัดของแต่ละวิธี อ่านได้ที่ คู่มือ NDT ตรวจสอบโครงสร้างคอนกรีตแบบไม่ทำลาย และหากยังลังเลว่าควรใช้ NDT หรือเจาะ Core อ่านเปรียบเทียบได้ที่ NDT กับ Core Test เลือกอย่างไร ดูบริการทั้งหมดได้ที่หน้า ตรวจสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย

💡 ใครเป็นผู้สรุปผล

ค่าที่ได้จากเครื่องมือเป็นเพียงข้อมูลดิบ การแปลผลว่าอาคารยังปลอดภัยหรือไม่ ต้องทำโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ซึ่งจะนำค่าที่วัดได้ไปคำนวณเทียบกับน้ำหนักบรรทุกที่ใช้งานจริง อ่านเรื่องระดับใบอนุญาตวิศวกรได้ที่ ใบอนุญาตวิศวกร ภาคี สามัญ วุฒิ เซ็นแบบงานไหนได้บ้าง

ไม่จัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคาร มีโทษอะไร?

เจ้าของอาคารที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร และยังมีโทษปรับเป็นรายวันอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

⚠️ ต้นทุนที่มองไม่เห็น

นอกจากบทกำหนดโทษ อาคารที่ไม่มีรายงานตรวจสอบตามกำหนดยังมีความเสี่ยงเรื่องเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย และความรับผิดทางแพ่งหากเกิดอุบัติเหตุกับผู้ใช้อาคาร ในทางปฏิบัติจึงถือว่าค่าตรวจสอบตามรอบเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มกว่าการรอให้เกิดเหตุ

สรุป

ผู้ตรวจสอบอาคารตามกฎหมายกับการทดสอบโครงสร้าง เป็นงานคนละชั้นที่ทำงานต่อกัน การตรวจสอบอาคารบังคับกับอาคาร 9 ประเภทตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2548 ทำเป็นรอบ ตรวจใหญ่ทุก 5 ปีและประจำปีทุกปี ใช้การตรวจพินิจและตรวจเอกสารเป็นหลัก ส่วนการทดสอบโครงสร้างไม่ได้บังคับเป็นรอบ แต่ทำเมื่อมีเหตุ เพื่อเปลี่ยนข้อสงสัยให้กลายเป็นตัวเลขที่วิศวกรใช้คำนวณต่อได้

สำหรับเจ้าของอาคาร ทางที่ปลอดภัยที่สุดคืออย่ามองรายงานตรวจสอบอาคารเป็นแค่เอกสารยื่นให้ครบ แต่ให้อ่านหัวข้อข้อสังเกตและข้อเสนอแนะทุกครั้ง หากมีบรรทัดที่ระบุว่าควรตรวจสอบเพิ่มเติมเชิงลึก นั่นคือจุดที่ควรเรียกทีมทดสอบโครงสร้างเข้ามาทำงานต่อทันที

⚠️ บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป

เนื้อหาสรุปข้อกำหนดและแนวปฏิบัติเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น เกณฑ์รายละเอียด รอบการตรวจ และแนวทางแก้ไขของอาคารแต่ละหลังแตกต่างกัน การประเมินความมั่นคงแข็งแรงและการกำหนดแผนทดสอบ ต้องดำเนินการโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการนั้นโดยตรง