Pull-Out Test คืออะไร?

Pull-Out Test คือการดึงพุกหรือสตัดที่ติดตั้งในคอนกรีตตามแนวแกน แล้วบันทึกทั้งแรงและการเคลื่อนตัว เพื่อตรวจสอบว่าระบบยึดรับแรงได้ตามที่ออกแบบหรือไม่ มาตรฐานสากลที่ใช้อ้างอิงคือ ASTM E488 — Standard Test Methods for Strength of Anchors in Concrete Elements จัดเป็นงานตรวจสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย (NDE) ประเภทหนึ่ง

การทดสอบในสนามแบ่งได้ 2 วัตถุประสงค์หลัก

  1. Proof Load Test (ทดสอบพิสูจน์แรง) — ดึงถึงแรงทดสอบที่กำหนด (เช่น 1.5–2 เท่าของ Working Load) เพื่อยืนยันว่าพุก "ผ่าน" โดยไม่วิบัติ ใช้ตรวจรับงานติดตั้งจริง
  2. Ultimate Load Test (ทดสอบถึงวิบัติ) — ดึงจนพุกวิบัติเพื่อหากำลังสูงสุดจริง ใช้สำหรับหาค่าออกแบบหรือเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์
📚 หลักการพื้นฐาน

งานตรวจรับหน้างานส่วนใหญ่เป็น Proof Load Test พุกที่ผ่านการทดสอบยังใช้งานต่อได้ เพราะแรงทดสอบไม่ทำให้เกิดความเสียหายถาวร และการทดสอบบันทึกทั้ง "แรง" และ "การเคลื่อนตัว" (Load–Displacement) ไม่ใช่ดูแค่ว่าพุกหลุดหรือไม่หลุด

⚠️ กำลังหา "แรงถอนของเสาเข็ม" อยู่หรือเปล่า?

Pull-Out Test ในบทความนี้คือการทดสอบ พุก/สตัดที่ฝังในคอนกรีต ตาม ASTM E488 คนละเรื่องกับการทดสอบเสาเข็มรับแรงถอน (Uplift / Tension Load Test) ซึ่งใช้มาตรฐาน ASTM D3689 ดึงเสาเข็มทั้งต้นขึ้นจากดิน หากกำลังหาการทดสอบเสาเข็มรับแรงถอน (เช่น งานโซลาร์ฟาร์ม เสาส่งไฟฟ้า ถังใต้ดิน) ให้ดู ทดสอบเสาเข็มรับแรงถอน (Uplift Test) คืออะไร แทน

ทำไมต้องทำ Pull-Out Test?

เพราะกำลังของพุกที่ติดตั้งจริงอาจต่ำกว่าค่าในแคตตาล็อกมาก ค่าของผู้ผลิตได้จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการภายใต้เงื่อนไขควบคุม แต่หน้างานจริงมีตัวแปรที่ทำให้กำลังลดลงได้

  • การทำความสะอาดรูเจาะไม่ดี — ฝุ่นคอนกรีตที่เหลือในรูทำให้แรงยึดเหนี่ยว (Bond) ของพุกเคมีลดลงได้ถึง 40–60%
  • ระยะฝังไม่ครบ — เจาะตื้นกว่าแบบ หรือฝังสตัดไม่สุดรู
  • น้ำยาเคมีเสื่อมสภาพหรือผสมไม่สมบูรณ์ — เก็บผิดอุณหภูมิ หมดอายุ หรือฉีดไม่เต็มรู
  • คอนกรีตกำลังต่ำกว่าที่ออกแบบ หรือมีรอยร้าวบริเวณจุดยึด
  • เจาะโดนเหล็กเสริม แล้วย้ายตำแหน่งโดยไม่อุดรูเดิม ซึ่งเลี่ยงได้ด้วยการสแกนหาเหล็กด้วย GPR ก่อนเจาะ
⚠️ ความเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม

งานชั้นวางสินค้าอัตโนมัติ (AS/RS) และ Racking สูง แรงดึงถอนที่ฐานเสาเกิดจากโมเมนต์พลิกคว่ำขณะเกิดแผ่นดินไหวหรือรถ Forklift ชน หากพุกที่ฐานหลุดแม้เพียงต้นเดียว อาจเกิดการวิบัติต่อเนื่อง (Progressive Collapse) ของทั้งแถว การสุ่มทดสอบก่อนใช้งานจึงเป็นข้อกำหนดมาตรฐานของผู้ผลิต Racking ชั้นนำ

Pull-Out Test ทดสอบพุกประเภทไหนได้บ้าง?

ทดสอบได้ทั้งพุกที่ฝังก่อนเทและพุกที่ติดตั้งภายหลัง ASTM E488 ครอบคลุมระบบยึด 4 กลุ่มหลัก ซึ่งรับแรงด้วยกลไกต่างกัน

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทลักษณะการรับแรง
Adhesive / Chemical Anchor (พุกเคมี)สตัดเกลียว + อีพ็อกซี/เรซิน ฉีดในรูเจาะแรงยึดเหนี่ยวเคมีระหว่างผนังรูกับก้านสตัด
Expansion Anchor (พุกตอก/พุกขยายตัว)ปลอกขยายตัวบีบผนังรูแรงเสียดทานจากการขยายตัว
Undercut Anchorปลายขยายเข้าไปในรูที่คว้านก้นให้ใหญ่ขึ้นMechanical Interlock ที่ก้นรู
Cast-in-Place Anchor (ฝังก่อนเท)J-Bolt, แผ่นเหล็กฝังพร้อมเทคอนกรีตแรงแบกทานจากส่วนที่ฝัง
💡 ข้อสังเกตสำหรับพุกเคมี

พุกเคมีต้องบ่มให้ครบเวลาที่ผู้ผลิตกำหนดก่อนทดสอบ (Curing Time ขึ้นกับอุณหภูมิ) และมาตรฐานกำหนดระยะห่างจุดรองรับของชุดทดสอบสำหรับพุกเคมีไว้ต่างจากพุกชนิดอื่น ดูตารางระยะห่างในหัวข้อถัดไป

ใช้อุปกรณ์อะไรทดสอบ Pull-Out Test?

ชุดทดสอบ Pull-Out ในสนามมีอุปกรณ์หลัก 6 รายการ ทำหน้าที่ให้แรง วัดแรง วัดการเคลื่อนตัว และถ่ายแรงปฏิกิริยาลงคอนกรีต

ชุดทดสอบ Pull-Out Test ที่ฐานเสาชั้นวางสินค้า กระบอกไฮดรอลิก ปั๊มมือ เกจวัดแรงดัน และ Dial Gauge
ชุดทดสอบ Pull-Out ในสนาม — กระบอกไฮดรอลิกลูกสูบกลวง ปั๊มมือไฮดรอลิก เกจวัดแรงดันที่สอบเทียบ และ Dial Gauge บนขาตั้งแม่เหล็ก ติดตั้งที่ฐานเสาชั้นวางสินค้า (Racking)
  1. กระบอกไฮดรอลิกลูกสูบกลวง (Hollow Ram Hydraulic Cylinder) — สวมผ่านก้านดึงที่ต่อกับสตัด
  2. ปั๊มมือไฮดรอลิก (Hand Pump) พร้อมสายแรงดันสูงและคัปเปลอร์
  3. เกจวัดแรงดัน (Pressure Gauge) ที่ผ่านการสอบเทียบ — แปลงแรงดันเป็นแรงดึงผ่านสมการสอบเทียบ
  4. Dial Gauge ความละเอียด 0.01 มม. พร้อมขาตั้งแม่เหล็ก — วัดการเคลื่อนตัวของพุก
  5. สะพานรองรับ (Reaction Bridge) — ถ่ายแรงปฏิกิริยาลงคอนกรีตห่างจากพุกตามระยะที่มาตรฐานกำหนด
  6. ก้านดึงและข้อต่อ (Loading Rod + Coupling Nut) — ขนาดต้องพัฒนากำลังของพุกได้โดยยืดตัวน้อยที่สุด
แบบจำลอง 3 มิติ ชุดทดสอบ Pull-Out Test ในสนาม กระบอกไฮดรอลิกลูกสูบกลวงบนสะพานรองรับ ดึงสตัดเกลียวที่ฝังด้วยน้ำยาเคมีในพื้นคอนกรีต พร้อมปั๊มมือ เกจวัดแรงดัน และ Dial Gauge ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของพื้นคอนกรีตที่เปิดหน้าตัดเป็นช่องด้านหน้า ให้เห็นสตัดเกลียวฝังในรูเจาะที่มีน้ำยาเคมีหุ้มรอบ พร้อมเส้นบอกระยะฝังประสิทธิผล hef เหนือผิวพื้นมีข้อต่อเกลียวต่อสตัดเข้ากับก้านดึง ก้านดึงสอดผ่านสะพานรองรับเหล็กที่มีขาสองข้างวางคร่อมจุดทดสอบ บนสะพานมีกระบอกไฮดรอลิกลูกสูบกลวงสวมผ่านก้านดึงและขันน็อตล็อกด้านบน ลูกศรสีส้มชี้ขึ้นแสดงแรงดึงตามแนวแกนสตัด ลูกศรสีน้ำเงินชี้ลงที่ขาสะพานแสดงแรงปฏิกิริยาที่ถ่ายลงคอนกรีต เส้นบอกระยะระหว่างขาสะพานระบุว่าไม่น้อยกว่า 2.0 เท่าของ hef สำหรับพุกเคมี สายแรงดันสูงต่อจากกระบอกไปยังปั๊มมือไฮดรอลิกที่มีเกจวัดแรงดัน และมี Dial Gauge ความละเอียด 0.01 มิลลิเมตรบนขาตั้งแม่เหล็กที่วางห่างจากขาสะพาน ปลายหัววัดแตะที่ข้อต่อเพื่อวัดการเคลื่อนตัวของพุก กรอบด้านขวาระบุชิ้นส่วนหกรายการตามหมายเลขในภาพ และสรุประยะห่างจุดรองรับขั้นต่ำตาม ASTM E488 คือ 2.0 hef สำหรับพุกเคมี และ 4.0 hef สำหรับพุกชนิดอื่น รวมทั้งความแม่นยำของอุปกรณ์วัดแรงภายในบวกลบ 2 เปอร์เซ็นต์ แบบจำลอง 3 มิติ (3D): ชุดทดสอบ Pull-Out ในสนาม แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 2 3 4 5 6 hef ระยะระหว่างจุดรองรับ แรงดึงตามแนวแกนสตัด ตั้งฉาก + ร่วมศูนย์ ตัดพื้นคอนกรีตให้เห็นสตัดที่ฝังอยู่ ลูกศรขาว = แรงปฏิกิริยาที่ขาสะพานถ่ายลงคอนกรีต ขาสะพานต้องห่างจากพุกตามที่มาตรฐานกำหนด เพื่อไม่ให้ไปกดอุ้มคอนกรีตรอบพุก ขาแม่เหล็กของ Dial Gauge วางนอกแนวสะพานรองรับ ภาพเชิงแนวคิด · สัดส่วนอุปกรณ์ไม่ตามจริง ชิ้นส่วนตามหมายเลข 1 กระบอกไฮดรอลิกกลวง Hollow Ram สวมผ่านก้านดึง 2 ก้านดึง + ข้อต่อเกลียว ต่อเข้ากับสตัดที่ทดสอบ 3 สะพานรองรับ (Reaction) ถ่ายแรงปฏิกิริยาลงคอนกรีต 4 ปั๊มมือ + เกจวัดแรงดัน สอบเทียบร่วมกับ Load Cell 5 Dial Gauge 0.01 มม. วัดการเคลื่อนตัวของพุก 6 สตัดเกลียว + น้ำยาเคมี hef = ระยะฝังประสิทธิผล ระยะห่างจุดรองรับขั้นต่ำ ASTM E488 (แรงดึง) พุกเคมี 2.0 hef พุกชนิดอื่น 4.0 hef อุปกรณ์วัดแรงแม่นยำ ± 2% ของแรงที่ให้ (งานสนาม)
แบบจำลอง 3 มิติ — ชุดทดสอบ Pull-Out ในสนาม ตัดพื้นคอนกรีตให้เห็นสตัดเกลียวที่ฝังด้วยน้ำยาเคมีและระยะฝังประสิทธิผล hef กระบอกไฮดรอลิกลูกสูบกลวงดึงก้านผ่านสะพานรองรับ ส่วน Dial Gauge วัดการเคลื่อนตัวของพุก (ภาพเชิงแนวคิด สัดส่วนอุปกรณ์ไม่ตามจริง)

ระยะห่างจุดรองรับขั้นต่ำตาม ASTM E488 (แรงดึง):

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทพุกระยะระหว่างจุดรองรับระยะถึงขอบ/โครงทดสอบ
พุกเคมี (Adhesive)2.0 hef1.0 hef
พุกชนิดอื่นทั้งหมด4.0 hef2.0 hef

(hef = ระยะฝังประสิทธิผลของพุก)

⚠️ เครื่องมือต้องสอบเทียบ

ASTM E488 กำหนดให้อุปกรณ์วัดแรงสำหรับงานสนามมีความแม่นยำภายใน ±2% ของแรงที่ให้ ชุดกระบอก+ปั๊ม+เกจต้องสอบเทียบร่วมกันกับ Load Cell มาตรฐาน เพื่อให้ได้สมการแปลงค่า เช่น แรงจริง (kg) = ค่าเกจ (bar) × 17.859 − 33.431 และ Dial Gauge ต้องมีใบรับรองสอบเทียบที่ยังไม่หมดอายุ

ขั้นตอนการทดสอบแบบ Step Loading ทำอย่างไร?

เริ่มด้วยแรงปรับตั้งไม่เกิน 5% แล้วเพิ่มแรงทีละขั้น ขั้นละไม่เกิน 15% ของแรงทดสอบสูงสุด คงค้างขั้นละ 2 นาที ASTM E488 ให้เลือกวิธีให้แรงได้ 2 แบบ คือให้แรงต่อเนื่อง (Continuous) หรือให้แรงเป็นขั้น (Incremental / Step Loading) งานสนามนิยม Step Loading เพราะอ่านค่าด้วยเกจมือได้ และเห็นพฤติกรรมการคืบ (Creep) ของพุกในแต่ละขั้น หลักการเดียวกับการทดสอบเสาเข็มแบบสถิต (Static Load Test) ที่ให้แรงเป็นขั้นแล้ววัดการเคลื่อนตัว

  1. Seating Load — ให้แรงปรับตั้งเริ่มต้นไม่เกิน 5% ของแรงทดสอบสูงสุด เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนแนบสนิท แล้วตั้งศูนย์ Dial Gauge (ค่านี้คือ Datum)
  2. เพิ่มแรงทีละขั้น — แต่ละขั้นไม่เกิน 15% ของแรงทดสอบสูงสุด
  3. คงค้างแต่ละขั้น 2 นาที — อ่าน Dial Gauge ที่ต้นช่วงและที่ครบ 2 นาที (ค่าที่ 2 นาทีคือค่าที่ใช้รายงาน)
  4. บันทึกเวลาเริ่ม–สิ้นสุดของทุกขั้น และเขียนกราฟ Load–Displacement ต่อเนื่องตลอดการทดสอบ

ตัวอย่างลำดับการให้แรง (แรงทดสอบ 20 kN ขั้นละ 15%):

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ขั้น% ของแรงสูงสุดแรงดึง (kN)คงค้าง (นาที)
ปรับตั้ง (Seat)5%1—
115%32
230%62
345%92
460%122
575%152
690%182
7100%202

รวมเวลาคงค้างประมาณ 14 นาทีต่อจุด (ไม่รวมเวลาติดตั้งและเปลี่ยนขั้น)

💡 เคล็ดลับการอ่านค่า

หากเข็ม Dial Gauge ยังเดินต่อเนื่องระหว่างคงค้างแรงคงที่ นั่นคือสัญญาณการคืบของแรงยึดเหนี่ยว ถ้าการเคลื่อนตัวไม่หยุดหรือแรงดันเกจตกลงเอง แสดงว่า Bond กำลังวิบัติ ให้บันทึกเป็น Bond Failure แม้พุกยังไม่หลุดออกมาให้เห็น

เกณฑ์การวิบัติ (Failure Criteria) มีอะไรบ้าง?

ASTM E488 จำแนกการวิบัติของพุกรับแรงดึงเป็น 5 รูปแบบ ความเสียหายเกิดได้จากรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือหลายแบบร่วมกัน

  1. Shear-Cone Failure — คอนกรีตวิบัติแบบกรวยเฉือนรอบพุก
  2. Concrete Cracking + Pull-Out — คอนกรีตแตกร้าวรอบจุดยึดแล้วพุกหลุดถอน
  3. Pull-Out — พุกถอนหลุดออกจากรู
  4. Bond Failure — แรงยึดเหนี่ยวระหว่างพุกกับคอนกรีตวิบัติ สังเกตจากการเคลื่อนตัวต่อเนื่องขณะแรงคงที่หรือลดลง
  5. Steel / Hardware Fracture — ชิ้นส่วนใดของระบบยึดแตกหัก รวมถึงน็อตและอุปกรณ์ประกอบ
แผนภาพ 2 มิติ ลำดับการให้แรงดึงแบบ Step Loading ของ Pull-Out Test ตาม ASTM E488 และรูปแบบการวิบัติของพุกห้าแบบ ส่วนบนเป็นกราฟขั้นบันไดของแรงดึงเทียบกับเวลา ใช้ตัวอย่างแรงทดสอบ 20 กิโลนิวตันจากบทความ เริ่มจากแรงปรับตั้งไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 กิโลนิวตัน แล้วตั้งศูนย์มาตรวัดการเคลื่อนตัว จากนั้นเพิ่มแรงทีละขั้น ขั้นละไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ 15 30 45 60 75 90 และ 100 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 3 6 9 12 15 18 และ 20 กิโลนิวตัน แต่ละขั้นคงค้างแรง 2 นาที จุดสีส้มปลายแต่ละขั้นคือค่าที่อ่านเมื่อครบ 2 นาที ซึ่งใช้เป็นค่ารายงาน รวมเวลาคงค้างประมาณ 14 นาทีต่อจุด ส่วนล่างเป็นรูปตัดขนาดเล็กห้ารูปแสดงรูปแบบการวิบัติ รูปที่หนึ่งคอนกรีตหลุดเป็นรูปกรวยรอบพุก รูปที่สองคอนกรีตแตกร้าวรอบจุดยึดแล้วพุกถอนหลุด รูปที่สามพุกถอนหลุดจากรูโดยคอนกรีตไม่เสียหาย รูปที่สี่แรงยึดเหนี่ยวระหว่างพุกกับคอนกรีตวิบัติ พุกเคลื่อนตัวต่อเนื่องขณะแรงคงที่หรือแรงตก รูปที่ห้าเหล็กหรืออุปกรณ์ประกอบขาด แถบล่างสุดระบุว่าพุกผ่าน Proof Load เมื่อรับแรงทดสอบครบโดยไม่เกิดการวิบัติรูปแบบใด และการเคลื่อนตัวหยุดนิ่งขณะคงค้างแรง Step Loading และรูปแบบการวิบัติ 5 แบบ ของ Pull-Out Test (2D) แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน A · ให้แรงเป็นขั้น (Step Loading) ตัวอย่างแรงทดสอบ 20 kN จากบทความ 5 10 15 20 แรงดึง (kN) เวลา (นาที) 15% 2 30% 4 45% 6 60% 8 75% 10 90% 12 100% 0 เริ่มด้วยแรงปรับตั้ง (Seating Load) ≤ 5% = 1 kN แล้วตั้งศูนย์ Dial Gauge เป็นค่าอ้างอิง 2 นาที 1 เพิ่มแรงขั้นละ ≤ 15% ของแรงทดสอบสูงสุด 2 คงค้างขั้นละ 2 นาที อ่านต้นช่วง + ครบ 2 นาที 3 วงกลม = ค่ารายงาน ค่าที่อ่านเมื่อครบ 2 นาที 4 รวมคงค้าง ~14 นาที/จุด ไม่รวมติดตั้ง–เปลี่ยนขั้น B · รูปแบบการวิบัติ 5 แบบ ตาม ASTM E488 · เกิดแบบเดียวหรือร่วมกันได้ 1 กรวยคอนกรีตหลุด Shear-Cone คอนกรีตแตกเป็นกรวย รอบพุก หลุดขึ้นทั้งก้อน 2 คอนกรีตร้าว + ถอน Cracking + Pull-Out คอนกรีตร้าวรอบจุดยึด แล้วพุกถอนหลุด 3 พุกถอนหลุดจากรู Pull-Out พุกเลื่อนออกจากรู คอนกรีตไม่เสียหาย 4 แรงยึดเหนี่ยววิบัติ Bond Failure เคลื่อนตัวไม่หยุด ขณะแรงคงที่หรือแรงตก 5 เหล็ก / อุปกรณ์ขาด Steel Fracture สตัด น็อต หรือข้อต่อ ขาดก่อนคอนกรีตเสียหาย ผ่าน Proof Load รับแรงทดสอบครบโดยไม่เกิดการวิบัติรูปแบบใด และการเคลื่อนตัวหยุดนิ่งขณะคงค้างแรง (ไม่คืบต่อเนื่อง)
แผนภาพ 2 มิติ — ส่วนบนคือลำดับการให้แรงแบบ Step Loading จากตัวอย่างแรงทดสอบ 20 kN ในบทความ (แรงปรับตั้ง 5% แล้วเพิ่มขั้นละไม่เกิน 15% คงค้างขั้นละ 2 นาที) ส่วนล่างคือรูปตัดเชิงแนวคิดของการวิบัติทั้ง 5 รูปแบบ
✅ เกณฑ์ "ผ่าน" ของ Proof Load Test

รับแรงทดสอบครบโดยไม่เกิดการวิบัติรูปแบบใดเลย และการเคลื่อนตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ไม่มีการคืบต่อเนื่องขณะคงค้างแรง)

ต้องทดสอบกี่จุด?

ASTM E488 กำหนดขั้นต่ำ 5 ตัวต่อขนาดสำหรับหาค่าเฉลี่ยกำลัง (ลดเหลือ 3 ตัวได้หากวิบัติที่เนื้อเหล็ก) ส่วนข้อมูลทางสถิติขึ้นกับค่าสัมประสิทธิ์การแปรผัน (Coefficient of Variation)

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

CoV ของผลทดสอบ (%)จำนวนตัวอย่างขั้นต่ำ
ไม่เกิน 125
12 ถึง 1510
มากกว่า 1530
CoV (%)  =  ( ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ÷ ค่าเฉลี่ย ) × 100

ในทางปฏิบัติ งานตรวจรับมักกำหนดสัดส่วนสุ่ม เช่น 2–5% ของจำนวนพุกทั้งหมด หรือขั้นต่ำ 5–10 จุด กระจายตามตำแหน่งที่รับแรงสูงและติดตั้งโดยช่างคนละชุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโครงการ

ตัวอย่างผลทดสอบจริง: สตัดยึดฐานเสา Racking ในคลังสินค้า

กรณีศึกษาจากงานทดสอบของ SPN: สตัดเกลียว M16 × 300 มม. ระยะฝัง 125 มม. ในพื้นคอนกรีต f′c = 400 ksc ยึดฐานเสาชั้นวางสินค้าอัตโนมัติ (AS/RS) ทดสอบแบบ Proof Load 20 kN จำนวน 10 จุด ด้วยวิธี Step Loading ขั้นละ 15% คงค้างขั้นละ 2 นาที

การจัดวางชุดทดสอบแรงดึงถอนที่ฐานเสา Racking ในคลังสินค้า
การจัดวางชุดทดสอบจริงที่ฐานเสา Racking — ปั๊มมือไฮดรอลิกต่อสายแรงดันสูงเข้ากระบอกดึงที่ฐานเสา พร้อม Dial Gauge วัดการเคลื่อนตัว
20 kN
แรงทดสอบ ครบทุกจุด
10/10
PASS · ไม่วิบัติ
0.44 มม.
การเคลื่อนตัวเฉลี่ย

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

รายการค่าที่ได้
แรงทดสอบสูงสุด20 kN (ครบทุกจุด)
รูปแบบความเสียหายไม่วิบัติทั้ง 10 จุด
การเคลื่อนตัวที่แรงสูงสุด0.08 – 0.61 มม. (เฉลี่ย 0.44 มม.)
CoV ของแรงสูงสุด0.0%
ผลตัดสินPASS ทั้ง 10 จุด

แม้ทุกจุดผ่าน แต่การเคลื่อนตัวต่างกันถึง 7 เท่า (0.08 vs 0.61 มม.) ความต่างนี้สะท้อนคุณภาพการติดตั้งแต่ละจุด เช่น ความสะอาดของรูและความสมบูรณ์ของน้ำยาเคมี จุดที่เคลื่อนตัวมากแม้ยังผ่านเกณฑ์ ก็เป็นข้อมูลให้ผู้ควบคุมงานกลับไปตรวจกระบวนการติดตั้งของล็อตนั้นได้ ดูวิธีอ่านกราฟ Load–Movement และที่มาของค่าการเคลื่อนตัวแบบละเอียดได้ในบทความ Pull-Out Test อ่านผลยังไง

แนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practices)

ผลทดสอบจะเชื่อถือได้เมื่อควบคุม 7 เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนเข้างานจนถึงการบันทึกผล

  1. กำหนดแรงทดสอบเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเข้างาน — Proof Load มาจากผู้ออกแบบหรือข้อกำหนดผู้ผลิต ไม่ใช่ตกลงหน้างาน
  2. ตรวจใบสอบเทียบทุกครั้ง — ชุดกระบอก+ปั๊ม+เกจสอบเทียบร่วมกัน และ Dial Gauge มีใบรับรองสอบเทียบที่ยังไม่หมดอายุ
  3. จัดแนวแรงให้ตั้งฉากและร่วมศูนย์ — แรงดึงต้องผ่านแนวแกนสตัดพอดี ความเยื้องศูนย์ทำให้เกิดโมเมนต์ดัดและค่าเพี้ยน
  4. วาง Dial Gauge บนจุดที่ไม่ได้รับผลจากการแอ่นตัว — ขาแม่เหล็กต้องอยู่นอกโซนอิทธิพลของ Reaction Bridge
  5. เคารพระยะ Clearance ตามชนิดพุก — พุกเคมีใช้ 2.0 hef พุกชนิดอื่น 4.0 hef
  6. บันทึกข้อมูลครบตามมาตรฐาน — ตำแหน่งจุด เวลาแต่ละขั้น ค่าเกจที่ 2 นาที รูปแบบความเสียหาย พร้อมภาพถ่ายทุกจุด
  7. อย่ายืนในแนวก้านดึงขณะอัดแรง — หากสตัดหรือข้อต่อขาด ชิ้นส่วนจะดีดตัวตามแนวแรง สวมแว่นนิรภัยและใช้ฉากกั้นเสมอ

สรุป

Pull-Out Test ตาม ASTM E488 คือเครื่องมือยืนยันว่าพุกเคมีและสตัดเกลียวที่ติดตั้งจริงหน้างาน รับแรงได้ตามที่ออกแบบ ไม่ใช่แค่ตามแคตตาล็อก หัวใจของการทดสอบที่น่าเชื่อถือคือ อุปกรณ์ที่สอบเทียบแล้ว ขั้นตอน Step Loading ที่ถูกต้อง (5% Seating → ขั้นละไม่เกิน 15% → คงค้าง 2 นาที) การบันทึก Load–Displacement ครบถ้วน และจำนวนจุดทดสอบที่สอดคล้องกับหลักสถิติ

SPN Soil Engineering ให้บริการทดสอบแรงดึงถอนพุกเคมี สตัดเกลียว และ Anchor Bolt ตามมาตรฐาน ASTM E488 ด้วยชุดเครื่องมือไฮดรอลิกที่สอบเทียบกับ Load Cell มาตรฐาน และ Dial Gauge ที่มีใบรับรองสอบเทียบ รายงานผลพร้อมกราฟ Load–Displacement และภาพถ่ายทุกจุด รายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน นอกจากนี้ยังให้บริการทดสอบโครงสร้างอื่น เช่น Floor Load Test ทดสอบกำลังพื้นด้วยน้ำหนักบรรทุกจริง

📌 หมายเหตุ

บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทางวิศวกรรม การกำหนดแรงทดสอบ จำนวนจุด และการแปลผล ควรเป็นไปตามข้อกำหนดของโครงการและดุลยพินิจของวิศวกรผู้มีใบอนุญาต