เวลาพูดถึงการทดสอบกำลังรับน้ำหนักพื้น คนส่วนใหญ่จะสนใจว่าเกณฑ์ผ่านคือเท่าไหร่ วัดการแอ่นตัวอย่างไร และรายงานหน้าตาแบบไหน แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ตัดสินว่างานจะทำได้จริงหรือไม่ และผลที่ได้จะเชื่อถือได้แค่ไหน คือ วิธีที่เอาน้ำหนักขึ้นไปวางบนพื้น ต่างหาก
บทความนี้ลงลึกเฉพาะเรื่องวิธีใส่น้ำหนัก ทั้งข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ วิธีจัดวางไม่ให้ผลเพี้ยน และวิธีแปลงน้ำหนักที่ยกขึ้นไปให้กลายเป็นน้ำหนักแผ่หน่วยเป็น kg/m² ส่วนภาพรวมของขั้นตอนทดสอบ เกณฑ์การอ่านผล และการคำนวณน้ำหนักทดสอบรวม อ่านได้ที่ Floor Load Test ทดสอบกำลังพื้นด้วยน้ำหนักบรรทุกจริง
ทำไมวิธีใส่น้ำหนักถึงสำคัญกว่าที่คิด?
เพราะการทดสอบพื้นสมมติว่าน้ำหนักที่ใส่เป็นน้ำหนักแผ่สม่ำเสมอ (uniformly distributed load) แต่วิธีใส่น้ำหนักส่วนใหญ่ให้น้ำหนักเป็นก้อนเป็นจุด ถ้าจัดวางไม่ดี พื้นจะรับแรงคนละแบบกับที่ตั้งใจทดสอบ และค่าที่วัดได้จะตีความไม่ตรงกับที่ออกแบบไว้
ปัญหาที่มาตรฐานเตือนไว้ตรง ๆ คือ arching action ซึ่งเกิดเมื่อวัสดุที่ใช้เป็นน้ำหนักทดสอบวางกองต่อเนื่องกันจนตัวมันเองถ่ายแรงข้ามกันได้ เช่น กองอิฐบล็อกชิดกันเป็นผืน หรือกองทรายสูงเป็นภูเขา เมื่อพื้นเริ่มแอ่น กองวัสดุจะโก่งเป็นรูปโค้งและถ่ายน้ำหนักส่วนหนึ่งลงไปที่ขอบแทนที่จะลงกลางพื้น ผลคือพื้นแอ่นน้อยกว่าความจริง อ่านผลแล้วดูเหมือน "ผ่าน" ทั้งที่ยังไม่เคยรับน้ำหนักเต็มตามที่คิด
ข้อกำหนดของ ACI 318 บทที่ 27 ว่าด้วยการประเมินกำลังโครงสร้างที่มีอยู่ ระบุให้จัดวางน้ำหนักทดสอบในลักษณะที่ไม่ทำให้เกิด arching action และให้ใส่น้ำหนักเป็นขั้นอย่างน้อย 4 ขั้นเท่า ๆ กันพร้อมวัดค่าทุกขั้น ดังนั้นวิธีใส่น้ำหนักที่เลือกต้องตอบสองอย่างพร้อมกัน คือ แผ่สม่ำเสมอ และ เพิ่มลดเป็นขั้นได้
อีกเงื่อนไขที่มักถูกมองข้ามคือ ถ้าพื้นแสดงอาการผิดปกติระหว่างทดสอบ ต้องปลดน้ำหนักออกได้ทันที วิธีที่ปลดยาก เช่น กองวัสดุหนักที่ต้องใช้รถยกทีละพาเลท จะทำให้ทีมงานตัดสินใจช้าในจังหวะที่สำคัญที่สุด นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่งานส่วนใหญ่เลือกน้ำหนักที่เป็นของเหลว
ใส่น้ำหนัก Floor Load Test มีกี่วิธี?
วิธีที่ใช้จริงในงานทดสอบพื้นในไทยมี 5 แบบหลัก แต่ละแบบตอบโจทย์คนละสถานการณ์
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| วิธีใส่น้ำหนัก | ความสม่ำเสมอ | ควบคุมเป็นขั้น | ปลดน้ำหนัก | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| ขังน้ำ (Water Ponding) | ดีที่สุด แผ่เต็มพื้นที่ | ง่ายมาก คุมด้วยระดับน้ำ | เร็ว ถ้ามีทางระบาย | พื้นชั้นล่าง พื้นโรงงาน ที่มีทางระบายน้ำ |
| ถัง IBC 1,000 ลิตร | ดี ถ้าวางเป็นตาราง | ดี เติมหรือปล่อยน้ำทีละถัง | เร็ว ปล่อยน้ำแล้วยกถังเปล่า | พื้นที่ขังน้ำไม่ได้ พื้นชั้นบน |
| ถัง 200 ลิตร | ปานกลาง จุดกดถี่กว่า | ดี ปรับได้ละเอียด | เร็ว | พื้นที่แคบ เพดานต่ำ เข้าถึงยาก |
| กระสอบทราย | ปานกลาง ต้องเว้นช่อง | ปานกลาง ใช้แรงคนยก | ช้า ใช้แรงงานมาก | งานเล็ก พื้นที่ที่ไม่มีน้ำใช้ |
| วัสดุจริงในไซต์ | แล้วแต่วัสดุ | ปานกลาง | ช้า ต้องใช้รถยก | คลังสินค้าที่มีของและรถยกอยู่แล้ว |
ในทางปฏิบัติ ลำดับการพิจารณาคือดูก่อนว่าขังน้ำได้ไหม ถ้าได้ให้ใช้ขังน้ำเพราะสม่ำเสมอที่สุดและจบเร็วที่สุด ถ้าขังน้ำไม่ได้จึงไล่ลงมาที่ถังบรรจุน้ำ และเลือกกระสอบทรายหรือวัสดุจริงเป็นทางเลือกท้ายสุด
ขังน้ำ (Water Ponding) ทำงานอย่างไร?
การขังน้ำคือการก่อบ่อกันน้ำชั่วคราวบนพื้นที่ทดสอบ แล้วเติมน้ำให้ได้ระดับตามน้ำหนักที่ต้องการ ข้อดีคือความสัมพันธ์ตรงไปตรงมามาก น้ำมีความหนาแน่นประมาณ 1,000 กก./ลบ.ม. ดังนั้นทุกความสูง 10 เซนติเมตร จะให้น้ำหนักแผ่ 100 กก./ตร.ม. พอดี
ข้อดีที่สำคัญกว่านั้นคือการควบคุมเป็นขั้น เพียงทำเครื่องหมายระดับน้ำไว้ที่ผนังบ่อ 4 ขีดเท่า ๆ กัน ก็ได้ 4 ขั้นตามที่มาตรฐานกำหนดโดยไม่ต้องยกอะไรเลย และเมื่อจะปลดน้ำหนักก็เพียงเปิดวาล์วหรือใช้ปั๊มสูบออก ซึ่งเร็วกว่าการขนของหนักลงมาก
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเลือกวิธีนี้มีสามอย่าง หนึ่งคือผนังบ่อที่แข็งแรงพอรับแรงดันน้ำด้านข้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามความลึก ทำให้แรงดันรวมที่กระทำกับผนังเพิ่มขึ้นตามกำลังสองของความลึกน้ำ สองคือแผ่นกันซึมที่ปูต่อเนื่องไม่มีรอยต่อในบริเวณที่น้ำลึกที่สุด และสามคือแหล่งน้ำกับทางระบายน้ำที่รองรับปริมาณจริงได้ พื้นที่ทดสอบ 4×4 เมตร ที่ระดับน้ำ 40 เซนติเมตร ใช้น้ำประมาณ 6,400 ลิตร ซึ่งต้องคิดทั้งเวลาที่ใช้เติมและเส้นทางที่จะปล่อยออก
ถัง IBC 1,000 ลิตร ให้น้ำหนักได้เท่าไหร่ และวางอย่างไร?
ถัง IBC มาตรฐานบรรจุน้ำ 1,000 ลิตร มีน้ำหนักรวมทั้งถังและพาเลทประมาณ 1,050–1,070 กิโลกรัม บนฐานขนาดประมาณ 1.20 × 1.00 เมตร เมื่อคิดเฉพาะพื้นที่ใต้ถัง จะได้แรงกดราว 880 กก./ตร.ม. ซึ่งสูงกว่าน้ำหนักออกแบบของพื้นทั่วไปมาก จึงต้องกระจายถังออกไป ไม่ใช่วางชิดกันเป็นแพ
วิธีคิดคือกำหนดพื้นที่ทดสอบก่อน แล้วหาจำนวนถังที่ทำให้ค่าเฉลี่ยได้ตามน้ำหนักเป้าหมาย ตัวอย่างเชิงตัวเลขเพื่อให้เห็นภาพ พื้นที่ทดสอบ 4.30 × 4.30 เมตร คิดเป็น 18.5 ตารางเมตร วางถัง IBC บรรจุน้ำเต็ม 12 ใบ กระจายเป็นตาราง
ตัวเลขชุดนี้เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ค่าที่ใช้ได้กับทุกงาน เพราะน้ำหนักทดสอบที่ถูกต้องต้องคำนวณจากน้ำหนักบรรทุกออกแบบของพื้นแผ่นนั้นและตัวคูณตามมาตรฐาน ซึ่งวิศวกรผู้รับผิดชอบเป็นผู้กำหนด
หลักการจัดวางถัง IBC ที่ใช้ได้ทั่วไปมีดังนี้
- เว้นช่องระหว่างถังให้เท่ากันทุกทิศ — เพื่อให้แรงกดกระจายใกล้เคียงน้ำหนักแผ่มากที่สุด และป้องกันไม่ให้ถังกลายเป็นกองต่อเนื่องที่เกิด arching action
- ห้ามวางซ้อนสองชั้น — นอกจากอันตรายแล้ว ยังทำให้แรงกดต่อจุดสูงขึ้นเท่าตัวโดยที่ค่าเฉลี่ยเท่าเดิม
- หลีกเลี่ยงการวางคร่อมคานหรือหัวเสา — เพราะน้ำหนักจะลงคานโดยตรงและพื้นแผ่นที่ต้องการทดสอบจะไม่ได้รับแรงเต็ม
- เติมน้ำหลังจากยกถังเข้าตำแหน่งแล้วเสมอ — การยกถังที่มีน้ำเต็มด้วยรถยกทำให้เกิดน้ำหนักเคลื่อนที่เป็นจุดบนพื้นที่ยังไม่ได้ประเมิน
- แบ่งขั้นด้วยระดับน้ำในถัง ไม่ใช่จำนวนถัง — เติมน้ำทุกถังพร้อมกันทีละหนึ่งในสี่ ทำให้รูปแบบการกระจายน้ำหนักคงที่ตลอดทุกขั้น ต่างจากการทยอยเพิ่มจำนวนถังซึ่งทำให้ตำแหน่งน้ำหนักเปลี่ยนไปทุกขั้น
ถัง 200 ลิตร กระสอบทราย และวัสดุจริง ใช้ได้ไหม?
ใช้ได้ทั้งหมด แต่ต้องยอมรับข้อจำกัดเรื่องความสม่ำเสมอและเวลาที่ใช้ทำงาน ทางเลือกเหล่านี้มักถูกเลือกเมื่อสภาพหน้างานไม่เอื้อกับสองวิธีแรก
ถัง 200 ลิตร
ถังเหล็กหรือถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร บรรจุน้ำเต็มมีน้ำหนักราว 210–220 กิโลกรัม บนฐานกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 58 เซนติเมตร ข้อดีคือขนย้ายง่ายด้วยรถเข็นถัง ผ่านประตูแคบและใช้ได้ในที่เพดานต่ำซึ่งรถยกเข้าไม่ได้ ข้อเสียคือต้องใช้จำนวนมากกว่าและใช้เวลาเติมน้ำนานกว่า
กระสอบทราย
กระสอบทรายบรรจุประมาณ 25–30 กิโลกรัมต่อถุงตามที่จัดหาได้ ข้อดีคือหาได้ทุกพื้นที่และไม่ต้องใช้น้ำเลย ข้อเสียคือความไม่แน่นอนของน้ำหนักต่อถุง ซึ่งแก้ได้ด้วยการชั่งสุ่มตัวอย่างและระบุค่าเฉลี่ยที่ใช้คำนวณไว้ในรายงาน อีกข้อควรระวังคือห้ามกองซ้อนสูงจนเป็นภูเขา เพราะจะเกิด arching action ชัดเจน วิธีที่ใช้กันคือวางเป็นกองย่อยความสูงจำกัดและเว้นช่องระหว่างกอง
วัสดุจริงในไซต์
คลังสินค้าหรือโรงงานที่มีปูนถุง เหล็กเส้น หรือสินค้าอยู่แล้วพร้อมรถยก บางครั้งเลือกใช้ของที่มีเป็นน้ำหนักทดสอบเพราะประหยัดค่าขนย้าย ข้อกำหนดคือต้องรู้น้ำหนักต่อหน่วยแน่นอนจากใบชั่งหรือฉลาก ไม่ใช่ประมาณเอา และต้องวางเป็นพาเลทแยกกันโดยเว้นช่อง ไม่วางต่อเนื่องเป็นผืนเดียว
แนวคิดเรื่องน้ำหนักถ่วงที่ต้องรู้ค่าแน่นอนและวางให้มั่นคง เป็นหลักการเดียวกับระบบ Kentledge ในงานทดสอบเสาเข็มแบบสถิต ดูวิธีจัดระบบน้ำหนักถ่วงและข้อควรระวังได้ที่ Static Load Test เลือก Kentledge หรือ Reaction Pile
จัดวางน้ำหนักอย่างไรไม่ให้ผลเพี้ยน?
หลักสำคัญคือน้ำหนักต้องลงบนบริเวณที่วิเคราะห์ไว้ว่าวิกฤตที่สุด และต้องไม่ทำให้ตัวน้ำหนักเองกลายเป็นโครงสร้างช่วยรับแรง ในทางปฏิบัติแปลว่าสี่ข้อนี้
- กำหนดขอบเขตพื้นที่ทดสอบก่อนขนของเข้า — ตำแหน่งและขนาดพื้นที่ต้องมาจากการวิเคราะห์แผ่นพื้นและตำแหน่งคาน ไม่ใช่จากพื้นที่ว่างที่รถยกเข้าถึงสะดวก
- เว้นช่องว่างระหว่างก้อนน้ำหนัก — ช่องว่างคือสิ่งที่ป้องกัน arching action ถ้าวางชิดกันจนดันกันเองเมื่อพื้นแอ่น น้ำหนักจะถูกถ่ายไปที่ขอบ
- จำกัดความสูงของกอง — ยิ่งกองสูงยิ่งมีโอกาสถ่ายแรงข้ามกันและยิ่งเสี่ยงล้ม การกระจายให้เตี้ยและกว้างดีกว่าเสมอ
- รักษารูปแบบการกระจายให้เหมือนเดิมทุกขั้น — เพิ่มน้ำหนักโดยเพิ่มความหนาแน่นในทุกจุดพร้อมกัน ไม่ใช่เติมของเข้าไปเฉพาะบางมุม
อีกจุดที่ต้องคิดตั้งแต่วางแผนคือ จุดติดตั้งเครื่องมือวัดใต้พื้น เพราะการวางน้ำหนักด้านบนกับการเข้าถึงด้านล่างเป็นคนละเรื่องกัน ชั้นใต้ดินหลายแห่งมีท่องานระบบและเหล็กแขวนเต็มใต้ท้องพื้น ทำให้หาที่ตั้งขาตั้ง Dial Gauge ให้อิสระจากโครงสร้างที่รับน้ำหนักได้ยาก ต้องสำรวจก่อนกำหนดตำแหน่งพื้นที่ทดสอบ
แปลงน้ำหนักที่ใส่เป็น kg/m² อย่างไร?
สูตรคือน้ำหนักรวมที่ใส่จริง หารด้วยพื้นที่ทดสอบที่กำหนดไว้ ความยากไม่ได้อยู่ที่การหาร แต่อยู่ที่การนิยามตัวส่วนให้ถูกและการรู้ตัวเศษให้แน่นอน
ข้อควรระวังในการใช้สูตรนี้มีสามข้อ
- นับน้ำหนักของภาชนะด้วย — ถัง IBC เปล่าพร้อมพาเลทหนักประมาณ 50–70 กิโลกรัม ถัง 200 ลิตรเปล่าหนักราว 10–20 กิโลกรัม ถ้าคิดแต่ปริมาตรน้ำจะได้ค่าที่ต่ำกว่าความจริง
- อย่านับพื้นที่ว่างที่ไม่ได้ตั้งใจให้รับน้ำหนัก — พื้นที่ทดสอบต้องเป็นขอบเขตที่กำหนดไว้ล่วงหน้าจากการวิเคราะห์ ไม่ใช่ขยายขอบออกไปจนตัวเลข kg/m² ดูสวยขึ้น
- ยืนยันปริมาตรจริง ไม่ใช่ปริมาตรที่พิมพ์บนถัง — ถัง IBC มักไม่ถูกเติมจนเต็มพอดี ควรใช้ขีดวัดระดับข้างถังหรือมาตรวัดน้ำที่หัวจ่ายเป็นหลักฐานบันทึกในรายงาน
ค่าที่ได้จากสูตรนี้คือน้ำหนักแผ่เฉลี่ย ซึ่งใช้เทียบกับน้ำหนักบรรทุกออกแบบของพื้นได้ แต่ไม่ได้บอกว่าแรงกดเฉพาะจุดใต้ถังแต่ละใบเป็นเท่าไหร่ พื้นที่มีความหนาน้อยหรือมีประวัติเสียหายจึงต้องพิจารณาทั้งสองค่าประกอบกัน หัวข้อเรื่องน้ำหนักแผ่กับน้ำหนักเป็นจุดในงานพื้นโรงงานอธิบายไว้แล้วที่ พื้นโรงงานรับน้ำหนักได้เท่าไหร่
ถ้าขังน้ำไม่ได้ ต้องทำอย่างไร?
สถานการณ์ที่ทำให้ขังน้ำไม่ได้และทางออกที่ใช้กันจริง มีดังนี้
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| สถานการณ์หน้างาน | เหตุผล | ทางเลือกที่ใช้ |
|---|---|---|
| พื้นชั้นบนของอาคารใช้งานอยู่ | น้ำรั่วลงชั้นล่างเสียหายมากกว่าที่ได้ | ถัง IBC หรือถัง 200 ลิตร |
| ไม่มีทางระบายน้ำใกล้พื้นที่ทดสอบ | ปล่อยน้ำหลังทดสอบไม่ได้ | ถังบรรจุน้ำ ใช้น้ำชุดเดิมเวียนได้ |
| เพดานต่ำหรือทางเข้าแคบ | รถยกและถัง IBC เข้าไม่ถึง | ถัง 200 ลิตร หรือกระสอบทราย |
| พื้นมีรอยแตกหรือรอยต่อที่กันน้ำไม่ได้ | ทำบ่อไม่ได้ และน้ำอาจซึมเข้ารอยแตก | ถังบรรจุน้ำ หรือวัสดุจริง |
| ต้องคืนพื้นที่ให้ผู้ใช้งานภายในวันเดียว | เวลาเติมและระบายน้ำไม่พอ | ถัง IBC เตรียมน้ำมาพร้อมจากภายนอก |
ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด สิ่งที่ต้องคงไว้เหมือนกันคือ น้ำหนักรวมต้องรู้ค่าแน่นอน การกระจายต้องใกล้เคียงน้ำหนักแผ่ ต้องเพิ่มลดเป็นขั้นได้ตามมาตรฐาน และต้องปลดออกได้เร็วเมื่อจำเป็น หากพื้นที่จะทดสอบมีร่องรอยความเสียหายอยู่ก่อน ควรตรวจสภาพคอนกรีตด้วยวิธีไม่ทำลายก่อนตัดสินใจใส่น้ำหนัก ดูวิธีที่ใช้ได้ในขั้นนี้ที่ คู่มือ NDT ตรวจสอบโครงสร้างคอนกรีตแบบไม่ทำลาย
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยหน้างาน
- กันพื้นที่ใต้พื้นที่ทดสอบ — ห้ามให้มีคนอยู่ใต้แผ่นพื้นที่กำลังรับน้ำหนักทดสอบ ยกเว้นช่วงอ่านค่าที่มีการควบคุม
- ค้ำยันสำรองไว้ล่วงหน้า — เตรียมค้ำยันชั่วคราวใต้พื้นให้พร้อมติดตั้ง เผื่อกรณีค่าที่วัดได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้
- ตรวจเสถียรภาพของกองน้ำหนัก — โดยเฉพาะเมื่อพื้นเริ่มแอ่น ถังที่วางบนพื้นเอียงอาจล้มได้
- วางแผนเส้นทางระบายน้ำก่อนเติมน้ำ — ไม่ใช่หลังจากน้ำเต็มบ่อแล้ว
- เฝ้าสังเกตรอยร้าวตลอดการทดสอบ — บันทึกตำแหน่งและความกว้างรอยร้าวก่อนเริ่ม เพื่อเทียบกับที่เกิดใหม่ระหว่างทดสอบ วิธีบันทึกและติดตามรอยร้าวอ่านได้ที่ ประเมินและติดตามรอยร้าวโครงสร้าง
ราคางานทดสอบพื้นขึ้นกับอะไร?
ค่าใช้จ่ายของงานทดสอบพื้นขึ้นกับวิธีใส่น้ำหนักเป็นหลัก เพราะเป็นส่วนที่ใช้แรงงานและเวลาหน้างานมากที่สุด ปัจจัยที่กำหนดราคาได้แก่ ขนาดและจำนวนพื้นที่ทดสอบ ระดับน้ำหนักเป้าหมาย วิธีใส่น้ำหนักที่หน้างานเอื้อให้ทำได้ ระยะทางขนน้ำหนักเข้าพื้นที่ จำนวนจุดวัดการแอ่นตัว และช่วงเวลาที่เข้าทำงานได้
ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมง ข้อมูลที่ช่วยให้ประเมินได้แม่นคือแบบพื้นถ้ามี ความหนาพื้น ขนาดช่วงคาน น้ำหนักบรรทุกที่ต้องการใช้งาน สภาพใต้ท้องพื้น และเส้นทางขนของเข้าพื้นที่ ราคาของงานทดสอบโครงสร้างอื่นดูได้ที่ ราคางานทดสอบโครงสร้าง 2569
ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน
สรุป
วิธีใส่น้ำหนักไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อยของงานทดสอบพื้น แต่เป็นตัวกำหนดว่าผลที่ได้จะสะท้อนพฤติกรรมจริงของโครงสร้างหรือไม่ การขังน้ำยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดเมื่อทำได้ เพราะแผ่สม่ำเสมอ ควบคุมเป็นขั้นด้วยระดับน้ำ และปลดออกได้เร็วที่สุด
เมื่อขังน้ำไม่ได้ ถัง IBC และถัง 200 ลิตรเป็นทางเลือกที่รักษาข้อดีเรื่องการควบคุมเป็นขั้นไว้ได้ โดยต้องแลกกับงานจัดวางที่ละเอียดขึ้น ส่วนกระสอบทรายและวัสดุจริงใช้ได้เมื่อจำเป็น แต่ต้องชั่งน้ำหนักจริงและระวังเรื่อง arching action เป็นพิเศษ
สิ่งที่เหมือนกันทุกวิธีคือ น้ำหนักต้องรู้ค่าแน่นอน ตำแหน่งต้องมาจากการวิเคราะห์ ไม่ใช่ความสะดวกหน้างาน และต้องปลดออกได้ทันทีเมื่อโครงสร้างส่งสัญญาณผิดปกติ
เนื้อหาสรุปแนวปฏิบัติเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่ข้อกำหนดการทดสอบและไม่ใช่แผนงานเฉพาะโครงการ ระดับน้ำหนักทดสอบ ขอบเขตพื้นที่ทดสอบ รูปแบบการจัดวางน้ำหนัก และเกณฑ์การอ่านผล ต้องกำหนดและรับรองโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการตามมาตรฐานฉบับที่บังคับใช้