ทีมวิศวกร SPN ใช้เครื่อง Rebar Scanner สแกนหาตำแหน่งเหล็กเสริมบนพื้นคอนกรีตของอาคารที่ตรวจสอบ
การสแกนหาตำแหน่งและระยะหุ้มเหล็กเสริมแบบไม่ทำลาย เป็นขั้นตอนพื้นฐานของการตรวจสอบอาคารเดิมที่ไม่มีแบบก่อสร้างเหลืออยู่

Technical Due Diligence คืออะไร?

Technical Due Diligence (TDD) คือการตรวจสอบสภาพทางเทคนิคของอาคารเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ เช่า หรือลงทุน เป้าหมายคือลดความไม่แน่นอนก่อนที่เงินจะออกจากกระเป๋า ต่างจากการตรวจบ้านทั่วไปที่เน้นงานสถาปัตย์และงานระบบ TDD ลงลึกถึงความสามารถในการรับน้ำหนักของโครงสร้างและความเสี่ยงที่ต้องซ่อมในอนาคต

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเด็นตรวจบ้าน / ตรวจรับห้องทั่วไปTechnical Due Diligence
เป้าหมายหาข้อบกพร่องงานตกแต่งและงานระบบประเมินความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและงบซ่อมก่อนตัดสินใจ
ขอบเขตผิวงาน สี รอยรั่ว ประตูหน้าต่าง ไฟฟ้า ประปาเสา คาน พื้น ฐานราก เสาเข็ม กำลังคอนกรีต การทรุดตัว
เครื่องมือตรวจด้วยสายตาและเครื่องมือพื้นฐานเครื่องมือ NDT ตามมาตรฐาน ASTM และการทดสอบรับน้ำหนักจริง
ผลลัพธ์รายการแก้ไขงานตกแต่งรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน และข้อจำกัดการใช้งาน
ใช้ต่อรองราคาได้ได้ในวงเงินจำกัดได้ เพราะอ้างอิงหลักฐานเชิงตัวเลข

ทำไมต้องตรวจก่อนเซ็นสัญญา?

เพราะความเสี่ยงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจะกลายเป็นภาระของผู้ซื้อหรือผู้เช่าทันทีที่เซ็นสัญญา ความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดมี 5 ข้อ

  • อาคารเดิมออกแบบไว้คนละวัตถุประสงค์ — โกดังที่ออกแบบสำหรับเก็บของเบา แต่ผู้เช่ารายใหม่จะวางชั้นวาง (racking) สูงหลายชั้นหรือใช้รถโฟล์คลิฟต์หนัก
  • ไม่มีแบบก่อสร้างและเอกสารการทดสอบเดิม — ไม่รู้ขนาดเหล็กเสริม ความลึกเสาเข็ม หรือกำลังคอนกรีตที่ใช้ออกแบบ
  • เคยต่อเติมหรือดัดแปลงโดยไม่มีวิศวกรรับรอง — เพิ่มชั้นลอย เจาะพื้น ตัดคานเพื่อเดินท่อ หรือขยายพื้นที่โดยไม่มีการคำนวณ
  • การทรุดตัวต่างระดับ — พบมากในพื้นที่ชั้นดินอ่อนกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอาคารที่มีส่วนต่อเติมวางบนฐานรากคนละระบบกับอาคารหลัก
  • คอนกรีตเสื่อมสภาพและเหล็กเสริมเป็นสนิม — พบบ่อยในอาคารริมทะเล โรงงานที่มีสารเคมี หรืออาคารที่มีน้ำรั่วซึมสะสมหลายปี
📌 หลักคิดสำคัญ

ต้นทุนการตรวจสอบเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวก่อนตัดสินใจ ส่วนต้นทุนการเสริมกำลังโครงสร้างที่พบทีหลังเป็นค่าใช้จ่ายที่ต่อรองไม่ได้แล้ว การตรวจก่อนจึงทำให้คุณมีทางเลือกครบทั้งสามทาง คือ ซื้อ ต่อรอง หรือเดินออก

ขั้นตอนการตรวจสอบมีกี่ขั้น?

งาน Technical Due Diligence ที่ทำครบถ้วนมักแบ่งเป็น 5 ขั้น คือ รวบรวมเอกสาร สำรวจหน้างาน ทดสอบแบบไม่ทำลาย พิสูจน์กำลังจริง และรายงานวิศวกร ผลของขั้นก่อนหน้าจะกำหนดขอบเขตของขั้นถัดไป ไม่ใช่การตรวจทุกอย่างพร้อมกันตั้งแต่วันแรก

ลำดับ 5 ขั้นของงานตรวจสอบโครงสร้างก่อนซื้อหรือเช่าอาคาร (Technical Due Diligence) พื้นที่ตรวจแคบลงขณะที่ความลึกของคำตอบเพิ่มขึ้น ห้าการ์ดเรียงจากซ้ายไปขวา ขั้นที่หนึ่ง รวบรวมเอกสาร เช่น แบบก่อสร้างจริง รายการคำนวณ และผลทดสอบเดิม ขั้นที่สอง สำรวจหน้างานด้วยสายตา บันทึกรอยร้าวพร้อมผังตำแหน่ง ขั้นที่สาม ทดสอบแบบไม่ทำลาย ได้แก่ Rebound Hammer ตาม ASTM C805 UPV ตาม ASTM C597 สแกนเหล็กเสริม และ Half-Cell ตาม ASTM C876 ขั้นที่สี่ พิสูจน์กำลังจริงด้วย Core Test ตาม ASTM C42 และ C39 Floor Load Test ตาม ACI 318-19 บทที่ 27 และ Parallel Seismic ตาม ASTM D8381 สำหรับความยาวเสาเข็มเดิม ขั้นที่ห้า รายงานลงนามโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต สรุปข้อจำกัดการใช้งานและแนวทางแก้ไข ใต้การ์ดมีแถบสองเส้น แถบแรกแสดงพื้นที่ที่ตรวจเริ่มจากทั้งอาคารแล้วแคบลงเหลือเฉพาะจุดที่ขั้นก่อนหน้าชี้ว่าเสี่ยง แถบที่สองแสดงความลึกของคำตอบและค่าใช้จ่ายต่อจุดที่สูงขึ้นในขั้นหลัง ลูกศรจากขั้นที่สองระบุว่าถ้าขั้นหนึ่งและสองพบข้อมูลครบและไม่มีสัญญาณผิดปกติ ขอบเขตขั้นสามและสี่จะเล็กลงมาก แถบด้านล่างคือทางเลือกสามทางหลังได้รายงาน ซื้อหรือเช่าตามแผน ต่อรองราคาหรือเงื่อนไขด้วยหลักฐานตัวเลข หรือเดินออกก่อนเซ็นสัญญา ขอบเขตจริงกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ Technical Due Diligence: 5 ขั้น จากกว้างไปลึก แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 รวบรวมเอกสาร แบบ as-built รายการคำนวณ ผลทดสอบเดิม 2 สำรวจหน้างาน ตรวจด้วยสายตา บันทึกรอยร้าว + ผังตำแหน่ง 3 ทดสอบไม่ทำลาย Rebound · UPV Rebar Scan Half-Cell ASTM C805 · C597 · C876 4 พิสูจน์กำลังจริง Core Test Floor Load Test Parallel Seismic ASTM C42 · D8381 ACI 318-19 บท 27 5 รายงานวิศวกร ข้อจำกัดการใช้งาน แนวทางแก้ไข วิศวกร กว. ลงนาม NDT Core พื้นที่ที่ตรวจ: ทั้งอาคาร เฉพาะจุดที่ขั้นก่อนหน้าชี้ว่าเสี่ยง ความลึกของคำตอบ / ค่าใช้จ่ายต่อจุด ถ้าขั้น 1–2 ได้ข้อมูลครบ และไม่พบสัญญาณผิดปกติ → ขอบเขตขั้น 3–4 เล็กลงมาก (ทดสอบราคาสูงเฉพาะจุดที่จำเป็น) ✓ ซื้อ / เช่าตามแผน ใช้งานได้ตามที่ตั้งใจ ฿ ต่อรอง ราคา-เงื่อนไข ด้วยหลักฐานตัวเลข ✕ เดินออก ก่อนเซ็นสัญญา
ลำดับ 5 ขั้นของงานตรวจสอบก่อนซื้อหรือเช่าอาคาร การทดสอบราคาสูงจะถูกใช้เฉพาะจุดที่ขั้นก่อนหน้าชี้ว่ามีความเสี่ยงจริง

ต้องตรวจอะไรบ้าง? เช็กลิสต์ 6 หมวด

ขอบเขตงานที่ครอบคลุมพอจะใช้ตัดสินใจได้ ควรตอบคำถามให้ครบ 6 หมวด ตั้งแต่เอกสารจนถึงการทรุดตัว ดังตาราง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

หมวดคำถามที่ต้องตอบให้ได้วิธีที่ใช้บ่อย
1. เอกสารและแบบมีแบบก่อสร้างจริง (as-built) ใบอนุญาต และรายการคำนวณหรือไม่ อาคารเคยดัดแปลงอะไรบ้างตรวจเอกสาร สัมภาษณ์เจ้าของ
2. โครงสร้างที่มองเห็นมีรอยร้าวที่บ่งชี้ปัญหาโครงสร้างหรือไม่ เสาคานมีการเสียรูปหรือคอนกรีตกะเทาะเห็นเหล็กหรือไม่สำรวจด้วยสายตา บันทึกภาพและผังตำแหน่ง
3. กำลังคอนกรีตและเหล็กเสริมคอนกรีตมีกำลังใกล้เคียงที่ออกแบบหรือไม่ เหล็กเสริมวางอย่างไร ระยะหุ้มพอไหม เป็นสนิมหรือยังRebound Hammer (ASTM C805), UPV (ASTM C597), Rebar Scan, Half-Cell (ASTM C876), Core Test (ASTM C42/C39)
4. ฐานรากและเสาเข็มใช้เสาเข็มระบบใด ยาวเท่าไหร่ มีความเสียหายหรือไม่ ข้อมูลตรงกับแบบหรือเปล่าParallel Seismic (ASTM D8381), GPR (ASTM D6432), เจาะสำรวจดินเพิ่มเมื่อจำเป็น
5. พื้นรับน้ำหนักพื้นรับน้ำหนักการใช้งานใหม่ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะพื้นโกดังที่จะวางชั้นวางหรือเครื่องจักรFloor Load Test, Rebar Scan, ทบทวนรายการคำนวณ
6. การทรุดตัวอาคารทรุดต่างระดับหรือไม่ ยังทรุดต่อเนื่องอยู่หรือหยุดแล้วสำรวจระดับ (level survey), ติดตั้งหมุดวัดและติดตามผลเป็นช่วงเวลา
📌 ไม่จำเป็นต้องตรวจครบทุกหมวดเสมอไป

ขอบเขตที่เหมาะสมขึ้นกับมูลค่าดีล อายุอาคาร และการใช้งานใหม่ที่วางแผนไว้ อาคารสำนักงานอายุไม่มากที่มีแบบครบและไม่เปลี่ยนการใช้งาน อาจตรวจเพียงหมวด 1–3 ส่วนโกดังเก่าที่จะเปลี่ยนเป็นคลังสินค้าหนักควรตรวจครบทั้ง 6 หมวด

แบบจำลอง 3 มิติ โกดังตัดเปิดให้เห็นตำแหน่งของงานตรวจสอบก่อนซื้อหรือเช่าอาคารทั้ง 6 หมวด ตั้งแต่เอกสารจนถึงการทรุดตัว (ภาพเชิงแนวคิด) ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของโกดังที่ตัดผนังด้านหน้าและด้านขวาออก ตั้งอยู่บนก้อนดินที่ตัดให้เห็นฐานรากและเสาเข็มใต้เสาแถวหน้า มีหมายเลข 1 ถึง 6 กำกับตำแหน่งของงานตรวจแต่ละหมวด หมายเลข 1 คือวิศวกรถือแบบก่อสร้างยืนอยู่หน้าอาคาร แทนหมวดเอกสารและแบบ หมายเลข 2 คือรอยร้าวเฉียงบนผนังด้านหลังและคอนกรีตกะเทาะเห็นเหล็กเสริมที่เสา แทนหมวดโครงสร้างที่มองเห็น หมายเลข 3 คือรูเจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีตและเจ้าหน้าที่สแกนเหล็กเสริมที่เสา แทนหมวดกำลังคอนกรีตและเหล็กเสริม หมายเลข 4 คือท่อหลุมอ้างอิงของการทดสอบ Parallel Seismic ที่ฝังขนานกับเสาเข็มในหน้าตัดดิน แทนหมวดฐานรากและเสาเข็ม หมายเลข 5 คือชั้นวางสินค้าที่ถ่ายน้ำหนักลงพื้นเป็นจุดผ่านแผ่นฐาน และกองน้ำหนักทดสอบบนพื้น แทนหมวดพื้นรับน้ำหนัก หมายเลข 6 คือกล้องระดับบนขาตั้งกับหมุดวัดการทรุดตัวที่โคนเสา แทนหมวดการทรุดตัว กรอบด้านขวาสรุปแต่ละหมวดพร้อมวิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่ แบบ as-built ใบอนุญาต และรายการคำนวณ การสำรวจรอยร้าวและคอนกรีตกะเทาะ Rebound Hammer UPV Rebar Scan และ Core Test Parallel Seismic และ GPR Floor Load Test และการสำรวจระดับกับหมุดวัดติดตามผล แถบล่างสรุปว่าอาคารสำนักงานที่มีแบบครบและใช้งานเดิมอาจตรวจเพียงหมวด 1 ถึง 3 โกดังเก่าที่จะเปลี่ยนเป็นคลังสินค้าหนักควรตรวจครบทั้ง 6 หมวด และถ้าไม่มีเอกสารเลยต้องสร้างข้อมูลใหม่จากหน้างาน แบบจำลอง 3 มิติ (3D): 6 หมวดที่ต้องตรวจ อยู่ตรงไหนของอาคาร แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 2 2 3 3 4 5 5 6 6 เช็กลิสต์ 6 หมวด 1 เอกสารและแบบ as-built · ใบอนุญาต · รายการคำนวณ 2 โครงสร้างที่มองเห็น รอยร้าว · กะเทาะเห็นเหล็ก · เสียรูป 3 คอนกรีตและเหล็กเสริม Rebound · UPV · Rebar Scan · Core 4 ฐานรากและเสาเข็ม Parallel Seismic · GPR 5 พื้นรับน้ำหนัก น้ำหนักเป็นจุด · Floor Load Test 6 การทรุดตัว สำรวจระดับ · หมุดวัดติดตามผล ก สำนักงาน แบบครบ ใช้งานเดิม อาจตรวจเพียงหมวด 1–3 ข โกดังเก่า → คลังสินค้าหนัก ควรตรวจครบทั้ง 6 หมวด ค ไม่มีเอกสารเลย สร้างข้อมูลใหม่จากหน้างาน ภาพเชิงแนวคิด · รูปทรงอาคารและตำแหน่งจุดตรวจเป็นตัวอย่าง ผังจุดตรวจจริงกำหนดโดยวิศวกรตามการใช้งานใหม่ที่วางแผนไว้
ภาพ 3 มิติเชิงแนวคิด — ตำแหน่งของงานตรวจทั้ง 6 หมวดบนอาคารโกดังที่ตัดเปิดให้เห็นฐานรากและเสาเข็ม หมายเลขในภาพตรงกับหมวดในตาราง รูปทรงอาคารและตำแหน่งจุดตรวจเป็นเพียงตัวอย่าง
เจ้าหน้าที่หย่อนหัววัดลงหลุมอ้างอิงข้างฐานรากอาคาร เพื่อทดสอบ Parallel Seismic หาความยาวเสาเข็มของอาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว
หมวดที่ 4 ฐานรากและเสาเข็ม เป็นข้อมูลที่หาได้ยากที่สุดเมื่อไม่มีแบบก่อสร้างเหลืออยู่ การทดสอบ Parallel Seismic ผ่านหลุมอ้างอิงข้างฐานรากช่วยประเมินความยาวเสาเข็มเดิมได้โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้าง

ใช้วิธีทดสอบอะไร และอ้างอิงมาตรฐานใด?

วิธีทดสอบส่วนใหญ่ในงานนี้เป็นแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing) จึงทำได้ขณะอาคารยังใช้งานอยู่และไม่กระทบผู้เช่าเดิม ส่วนวิธีที่เก็บตัวอย่างหรือใช้น้ำหนักจริงจะทำเฉพาะจุดที่จำเป็น

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

วิธีมาตรฐานตอบคำถามอะไรกระทบโครงสร้าง
Rebound HammerASTM C805ประเมินความแข็งผิวคอนกรีตและเทียบความสม่ำเสมอระหว่างชิ้นส่วนไม่ทำลาย
Ultrasonic Pulse Velocity (UPV)ASTM C597ตรวจความสม่ำเสมอภายในเนื้อคอนกรีต หาโพรงหรือรอยแตกภายในไม่ทำลาย
Rebar Scanner / Cover MeterBS 1881-204หาตำแหน่ง ระยะเรียง และระยะหุ้มของเหล็กเสริมไม่ทำลาย
Half-Cell PotentialASTM C876ประเมินความน่าจะเป็นที่เหล็กเสริมกำลังเกิดสนิมไม่ทำลาย
Carbonation TestEN 14630 / RILEM CPC-18วัดความลึกที่คอนกรีตสูญเสียสภาพด่างที่ปกป้องเหล็กเสริมเจาะผิวเล็กน้อย
Ground Penetrating Radar (GPR)ASTM D6432ตรวจวัตถุฝังใต้พื้นและใต้ดิน ความหนาพื้น ตำแหน่งท่อไม่ทำลาย
Parallel SeismicASTM D8381ประเมินความยาวเสาเข็มของอาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้วต้องเจาะหลุมอ้างอิง
Core TestASTM C42/C39วัดกำลังอัดคอนกรีตจริงจากตัวอย่างที่เจาะออกมาทำลายเฉพาะจุด
Floor Load TestACI 318-19 บทที่ 27พิสูจน์ว่าพื้นรับน้ำหนักที่กำหนดได้จริงโดยไม่เสียหายทดสอบด้วยน้ำหนักจริง
Pull-Out Test (พุกเคมี)ASTM E488ตรวจกำลังยึดของสลักเกลียวและพุกที่ติดตั้งกับโครงสร้างเดิมทดสอบเฉพาะจุด

รายละเอียดการเลือกวิธีอ่านเพิ่มได้ที่บทความ NDT ตรวจสอบโครงสร้างคอนกรีตแบบไม่ทำลาย และ NDT vs Core Test ต่างกันอย่างไร

ทีมวิศวกร SPN ตั้งนั่งร้านทดสอบ Ultrasonic Pulse Velocity ที่คานคอนกรีตเหนือฝ้าภายในอาคารที่ยังเปิดใช้งานอยู่
งานทดสอบแบบไม่ทำลายทำได้ขณะอาคารยังเปิดใช้งาน เพียงตั้งนั่งร้านเข้าถึงจุดตรวจและเปิดฝ้าเฉพาะตำแหน่ง จึงไม่กระทบผู้เช่าเดิมระหว่างช่วงตรวจสอบก่อนตัดสินใจ

ควรขอเอกสารอะไรจากเจ้าของก่อนเข้าตรวจ?

ควรขอเอกสาร 8 รายการ เริ่มจากแบบก่อสร้างจริงและรายการคำนวณ ยิ่งได้เอกสารครบ ขอบเขตการทดสอบหน้างานก็ยิ่งเล็กลงและประหยัดขึ้น

  • แบบก่อสร้างจริง (as-built drawings) โดยเฉพาะแบบโครงสร้างและแบบฐานราก
  • รายการคำนวณโครงสร้าง และค่าน้ำหนักบรรทุกจรที่ใช้ออกแบบพื้นแต่ละชั้น
  • ใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร (ถ้ามีการต่อเติม)
  • รายงานเจาะสำรวจดินของโครงการเดิม
  • ผลทดสอบเสาเข็มเดิม เช่น รายงาน Seismic Integrity Test หรือ Dynamic Load Test
  • ผลทดสอบกำลังอัดคอนกรีตระหว่างก่อสร้าง
  • ประวัติการซ่อมแซม การเสริมกำลัง และเหตุการณ์น้ำท่วมหรือเพลิงไหม้
  • รายงานตรวจสอบอาคารประจำปีตามกฎหมายควบคุมอาคาร (สำหรับอาคารที่เข้าข่าย)
⚠️ ถ้าเจ้าของไม่มีเอกสารเลย

กรณีนี้พบบ่อยกับโกดังและอาคารเก่า ให้ถือว่าข้อมูลโครงสร้างเป็นศูนย์ และต้องใช้การทดสอบหน้างานสร้างข้อมูลขึ้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งทำให้ขอบเขตงานและงบประมาณสูงกว่าปกติ ควรเผื่อเวลาและงบส่วนนี้ไว้ตั้งแต่ตอนเจรจา

สัญญาณแบบไหนที่ต้องหยุดแล้วตรวจให้ลึก? (7 ข้อ)

สัญญาณ 7 ข้อต่อไปนี้ไม่ได้แปลว่าอาคารใช้ไม่ได้ แต่แปลว่าต้องมีข้อมูลเพิ่มก่อนตัดสินใจ

  • รอยร้าวเฉียงที่หัวเสาหรือปลายคาน — ต่างจากรอยร้าวลายงาที่ผิวฉาบ เพราะเกี่ยวข้องกับแรงในโครงสร้างโดยตรง
  • พื้นหรือประตูไม่ได้ระดับอย่างชัดเจน — อาจเกิดจากการทรุดตัวต่างระดับ
  • คอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็กเสริมเป็นสนิม — พื้นที่หน้าตัดเหล็กลดลง กำลังรับน้ำหนักลดตาม
  • รอยแยกระหว่างอาคารหลักกับส่วนต่อเติม — บ่งชี้ว่าสองส่วนทรุดตัวไม่เท่ากัน
  • มีการเจาะพื้นหรือตัดคานเพื่อเดินงานระบบ — โดยเฉพาะถ้าไม่มีเอกสารรับรองจากวิศวกร
  • เพิ่มชั้นลอยหรือชั้นเก็บของภายหลัง — น้ำหนักบรรทุกเกินที่ออกแบบไว้เดิมได้ง่าย
  • เจ้าของไม่ยอมให้เข้าตรวจบางพื้นที่ — เป็นสัญญาณเชิงบริหารที่ควรระวังพอ ๆ กับสัญญาณเชิงเทคนิค

ถ้าอาคารมีอายุมากหรือเคยดัดแปลงหลายรอบ อ่านแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ การประเมินโครงสร้างอาคารเก่าก่อนรีโนเวท และหากประเด็นหลักอยู่ที่ฐานราก ดูที่ ตรวจสอบเสาเข็มก่อนซื้ออาคาร

งานเจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีต Core Test จากโครงสร้างอาคารเพื่อนำไปทดสอบกำลังอัดในห้องปฏิบัติการ
เมื่อผลทดสอบแบบไม่ทำลายชี้ว่ากำลังคอนกรีตอาจต่ำกว่าที่ออกแบบ การเจาะ Core Test เฉพาะจุดคือวิธีที่ให้ค่ากำลังอัดจริงเพื่อใช้อ้างอิงในการคำนวณ

โกดังและโรงงานต้องตรวจเพิ่มอะไร?

โกดังและโรงงานต้องตรวจพื้นรับน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะน้ำหนักบรรทุกจากการใช้งานสูงและกระจุกตัวเป็นจุด ประเด็นที่ต้องตรวจเพิ่มจากอาคารสำนักงานมี 5 ข้อ

  • พื้นรับน้ำหนักได้เท่าไหร่จริง ๆ — ชั้นวางสินค้าถ่ายน้ำหนักลงแผ่นฐาน (base plate) เป็นจุด ไม่ใช่น้ำหนักกระจายสม่ำเสมอ ค่าที่ระบุในเอกสารการตลาดจึงมักไม่พอใช้ตัดสินใจ
  • พื้นวางบนดินหรือวางบนเสาเข็ม — พื้นวางบนดิน (slab on ground) ในเขตดินอ่อนมีโอกาสทรุดตัวตามเวลา ต่างจากพื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงเสาเข็มโดยตรง
  • เส้นทางวิ่งของรถโฟล์คลิฟต์และรถบรรทุก — น้ำหนักล้อและแรงกระแทกซ้ำ ๆ ทำให้พื้นเสียหายเร็วกว่าพื้นที่จอดนิ่ง
  • ความราบเรียบของพื้น (floor flatness) — สำคัญมากถ้าจะใช้ชั้นวางสูงหรือรถยกแบบทางแคบ
  • โครงหลังคาเหล็กและระบบยึด — โดยเฉพาะถ้าจะแขวนงานระบบ ท่อดับเพลิง หรือรางเครน

รายละเอียดเรื่องพื้นและวิธีพิสูจน์กำลังอ่านต่อได้ที่ พื้นโรงงานและคลังสินค้ารับน้ำหนักได้เท่าไหร่ พิสูจน์อย่างไร

Dial Gauge ติดตั้งใต้ท้องพื้นอาคารเพื่อวัดการแอ่นตัวขณะทดสอบ Floor Load Test ด้วยน้ำหนักจริง
เมื่อไม่มีเอกสารยืนยันน้ำหนักบรรทุกที่พื้นออกแบบไว้ Floor Load Test คือวิธีพิสูจน์ด้วยน้ำหนักจริง โดยวัดการแอ่นตัวใต้ท้องพื้นและตัดสินตามเกณฑ์ ACI 318-19 บทที่ 27

ตรวจสอบใช้เวลานานแค่ไหน?

โดยทั่วไปงานหน้างานใช้ 1–2 วันต่ออาคาร และรายงานฉบับสมบูรณ์ใช้ประมาณ 7–14 วันทำการ ทั้งนี้ขึ้นกับขอบเขตงาน ควรเผื่อกรอบเวลานี้ไว้ในตารางการเจรจาตั้งแต่ต้น

1–2 วัน
งานหน้างานชุดตรวจทั่วไปต่ออาคาร
2–3 วัน
ต่อจุดทดสอบ Floor Load Test
7–14 วันทำการ
รายงานฉบับสมบูรณ์ลงนามโดยวิศวกร

ถ้าดีลมีกำหนดเซ็นสัญญาเร็ว แนะนำให้เริ่มจากขั้นที่ 1–3 ก่อนเพื่อให้ได้ภาพรวมความเสี่ยง แล้วจึงกำหนดเงื่อนไขในสัญญาให้ครอบคลุมผลการทดสอบขั้นที่ 4 ที่จะตามมาภายหลัง

งบประมาณเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายคิดจากวิธีที่ใช้ จำนวนจุดตรวจ ความยากในการเข้าถึง และระยะทางหน้างาน ไม่ได้คิดเป็นราคาเหมาต่อตารางเมตรของอาคาร ตารางด้านล่างเทียบระดับราคาเชิงสัมพัทธ์ให้เห็นภาพก่อนขอใบเสนอราคา

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชุดตรวจเหมาะกับประกอบด้วยระดับราคา
คัดกรองเบื้องต้นอาคารมีแบบครบ ใช้งานเดิมต่อสำรวจด้วยสายตา + Rebound Hammer + Rebar Scan💰
ก่อนซื้อหรือก่อนเช่าอาคารทั่วไปที่ต้องการข้อมูลพอใช้ตัดสินใจชุดคัดกรอง + UPV + Half-Cell + สำรวจระดับ💰💰
พิสูจน์กำลังจริงเปลี่ยนการใช้งาน เพิ่มน้ำหนัก หรือพบสัญญาณเสี่ยงชุดก่อนซื้อ + Core Test + Floor Load Test + Parallel Seismic ตามความจำเป็น💰💰💰

ระดับ 💰 ข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์ระหว่างชุดตรวจเท่านั้น ไม่ใช่ตารางราคาบริการ ดูโครงสร้างราคาแบบละเอียดได้ที่ ราคาตรวจสอบโครงสร้าง NDT 2026 หรือส่งขอบเขตงานมาเพื่อติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.

หมายเหตุราคา: ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

เอาผลตรวจไปใช้ต่อรองอย่างไร?

ใช้เป็นหลักฐานเชิงตัวเลขในการปรับราคา กำหนดเงื่อนไข หรือจำกัดการใช้งานในสัญญา รายงานที่รับรองโดยวิศวกรมีน้ำหนักในการเจรจา เพราะเปลี่ยนข้อกังวลเชิงความรู้สึกให้เป็นตัวเลขที่คุยกันได้ แนวทางที่ใช้ได้จริงมี 4 แบบ

  • ปรับราคาตามงบซ่อมที่ประเมินได้ — ใช้ประมาณการค่าเสริมกำลังหรือค่าซ่อมเป็นฐานในการต่อรอง
  • กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ขายแก้ไขก่อนโอน — ระบุขอบเขตงานซ่อมและเกณฑ์ตรวจรับให้ชัดในสัญญา
  • เขียนข้อจำกัดการใช้งานลงในสัญญาเช่า — เช่น น้ำหนักบรรทุกสูงสุดของพื้นแต่ละโซน เพื่อป้องกันข้อพิพาทภายหลัง
  • กันเงินไว้ส่วนหนึ่ง (retention) — จนกว่าผลทดสอบส่วนที่เหลือจะออกครบ

สรุป

การตรวจสอบโครงสร้างก่อนซื้อหรือเช่าอาคารไม่ได้มีไว้เพื่อหาข้อเสียของอาคาร แต่เพื่อให้รู้ว่ากำลังจ่ายเงินซื้ออะไร และอาคารรองรับการใช้งานที่วางแผนไว้ได้แค่ไหน จุดสำคัญมี 3 ข้อ

  • พิจารณาให้ครบทั้ง 6 หมวด แล้วเลือกขอบเขตตามอายุอาคาร มูลค่าดีล และการใช้งานใหม่
  • ขอเอกสารเดิมให้มากที่สุดเพื่อลดขอบเขตการทดสอบหน้างาน
  • ให้วิศวกรผู้รับผิดชอบกำหนดผังจุดตรวจตามการใช้งานใหม่ที่ต้องการ ไม่ใช่ตรวจตามรายการสำเร็จรูป