ทีมวิศวกร SPN ใช้เครื่อง Rebar Scanner สแกนหาตำแหน่งเหล็กเสริมบนพื้นคอนกรีตของอาคารที่ตรวจสอบ
การสแกนหาตำแหน่งและระยะหุ้มเหล็กเสริมแบบไม่ทำลาย เป็นขั้นตอนพื้นฐานของการตรวจสอบอาคารเดิมที่ไม่มีแบบก่อสร้างเหลืออยู่

Technical Due Diligence คืออะไร?

Technical Due Diligence (TDD) คือการตรวจสอบสภาพทางเทคนิคของอาคารเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ เช่า หรือลงทุน โดยมีเป้าหมายเดียวคือ ลดความไม่แน่นอนก่อนที่เงินจะออกจากกระเป๋า ต่างจากการตรวจบ้านทั่วไปที่เน้นงานสถาปัตย์และงานระบบ TDD จะลงลึกถึงความสามารถในการรับน้ำหนักของโครงสร้างและความเสี่ยงที่ต้องซ่อมในอนาคต

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเด็นตรวจบ้าน / ตรวจรับห้องทั่วไปTechnical Due Diligence
เป้าหมายหาข้อบกพร่องงานตกแต่งและงานระบบประเมินความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและงบซ่อมก่อนตัดสินใจ
ขอบเขตผิวงาน สี รอยรั่ว ประตูหน้าต่าง ไฟฟ้า ประปาเสา คาน พื้น ฐานราก เสาเข็ม กำลังคอนกรีต การทรุดตัว
เครื่องมือตรวจด้วยสายตาและเครื่องมือพื้นฐานเครื่องมือ NDT ตามมาตรฐาน ASTM และการทดสอบรับน้ำหนักจริง
ผลลัพธ์รายการแก้ไขงานตกแต่งรายงานลงนามโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต พร้อมข้อจำกัดการใช้งาน
ใช้ต่อรองราคาได้ได้ในวงเงินจำกัดได้ เพราะอ้างอิงหลักฐานเชิงตัวเลข

ทำไมต้องตรวจก่อนเซ็นสัญญา?

เหตุผลหลักคือความเสี่ยงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจะกลายเป็นภาระของผู้ซื้อหรือผู้เช่าทันทีที่เซ็นสัญญา ความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดมี 5 ข้อ:

  • อาคารเดิมออกแบบไว้คนละวัตถุประสงค์ — โกดังที่ออกแบบสำหรับเก็บของเบา แต่ผู้เช่ารายใหม่จะวางชั้นวาง (racking) สูงหลายชั้นหรือใช้รถโฟล์คลิฟต์หนัก
  • ไม่มีแบบก่อสร้างและเอกสารการทดสอบเดิม — ไม่รู้ขนาดเหล็กเสริม ความลึกเสาเข็ม หรือกำลังคอนกรีตที่ใช้ออกแบบ
  • เคยต่อเติมหรือดัดแปลงโดยไม่มีวิศวกรรับรอง — เพิ่มชั้นลอย เจาะพื้น ตัดคานเพื่อเดินท่อ หรือขยายพื้นที่โดยไม่มีการคำนวณ
  • การทรุดตัวต่างระดับ — พบมากในพื้นที่ชั้นดินอ่อนกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะอาคารที่มีส่วนต่อเติมวางบนฐานรากคนละระบบกับอาคารหลัก
  • คอนกรีตเสื่อมสภาพและเหล็กเสริมเป็นสนิม — พบบ่อยในอาคารริมทะเล โรงงานที่มีสารเคมี หรืออาคารที่มีน้ำรั่วซึมสะสมหลายปี
📌 หลักคิดสำคัญ

ต้นทุนการตรวจสอบเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวก่อนตัดสินใจ ส่วนต้นทุนการเสริมกำลังโครงสร้างที่พบทีหลังเป็นค่าใช้จ่ายที่ต่อรองไม่ได้แล้ว การตรวจก่อนจึงทำให้คุณมีทางเลือกครบทั้งสามทาง คือ ซื้อ ต่อรอง หรือเดินออก

ขั้นตอนการตรวจสอบมีกี่ขั้น?

งาน Technical Due Diligence ที่ทำครบถ้วนมักแบ่งเป็น 5 ขั้นตามลำดับ โดยผลของขั้นก่อนหน้าจะกำหนดขอบเขตของขั้นถัดไป ไม่ใช่การตรวจทุกอย่างพร้อมกันตั้งแต่วันแรก

ลำดับงาน Technical Due Diligence ผลของแต่ละขั้นเป็นตัวกำหนดขอบเขตของขั้นถัดไป ขั้นที่ 1 รวบรวมเอกสาร แบบก่อสร้าง ผลทดสอบเดิม ขั้นที่ 2 สำรวจหน้างาน ตรวจด้วยสายตา บันทึกรอยร้าว ขั้นที่ 3 ทดสอบไม่ทำลาย สแกนเหล็กเสริม วัดกำลังคอนกรีต ขั้นที่ 4 พิสูจน์กำลังจริง เจาะเก็บตัวอย่าง ทดสอบรับน้ำหนัก ขั้นที่ 5 รายงานวิศวกร สรุปข้อจำกัด แนวทางแก้ไข ถ้าขั้นที่ 1–2 พบข้อมูลครบและไม่มีสัญญาณผิดปกติ ขอบเขตขั้นที่ 3–4 จะเล็กลงมาก แผนภาพเชิงหลักการ ขอบเขตจริงกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ
ลำดับ 5 ขั้นของงานตรวจสอบก่อนซื้อหรือเช่าอาคาร การทดสอบราคาสูงจะถูกใช้เฉพาะจุดที่ขั้นก่อนหน้าชี้ว่ามีความเสี่ยงจริง

เช็กลิสต์ตรวจอะไรบ้าง 6 หมวด

ขอบเขตงานที่ครอบคลุมพอจะใช้ตัดสินใจได้ ควรตอบคำถามให้ครบทั้ง 6 หมวดต่อไปนี้:

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

หมวดคำถามที่ต้องตอบให้ได้วิธีที่ใช้บ่อย
1. เอกสารและแบบมีแบบก่อสร้างจริง (as-built) ใบอนุญาต และรายการคำนวณหรือไม่ อาคารเคยดัดแปลงอะไรบ้างตรวจเอกสาร สัมภาษณ์เจ้าของ
2. โครงสร้างที่มองเห็นมีรอยร้าวที่บ่งชี้ปัญหาโครงสร้างหรือไม่ เสาคานมีการเสียรูปหรือคอนกรีตกะเทาะเห็นเหล็กหรือไม่สำรวจด้วยสายตา บันทึกภาพและผังตำแหน่ง
3. กำลังคอนกรีตและเหล็กเสริมคอนกรีตมีกำลังใกล้เคียงที่ออกแบบหรือไม่ เหล็กเสริมวางอย่างไร ระยะหุ้มพอไหม เป็นสนิมหรือยังRebound Hammer (ASTM C805), UPV (ASTM C597), Rebar Scan, Half-Cell (ASTM C876), Core Test (ASTM C42/C39)
4. ฐานรากและเสาเข็มใช้เสาเข็มระบบใด ยาวเท่าไหร่ มีความเสียหายหรือไม่ ข้อมูลตรงกับแบบหรือเปล่าParallel Seismic (ASTM D8381), GPR (ASTM D6432), เจาะสำรวจดินเพิ่มเมื่อจำเป็น
5. พื้นรับน้ำหนักพื้นรับน้ำหนักการใช้งานใหม่ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะพื้นโกดังที่จะวางชั้นวางหรือเครื่องจักรFloor Load Test, Rebar Scan, ทบทวนรายการคำนวณ
6. การทรุดตัวอาคารทรุดต่างระดับหรือไม่ ยังทรุดต่อเนื่องอยู่หรือหยุดแล้วสำรวจระดับ (level survey), ติดตั้งหมุดวัดและติดตามผลเป็นช่วงเวลา
📌 ไม่จำเป็นต้องตรวจครบทุกหมวดเสมอไป

ขอบเขตที่เหมาะสมขึ้นกับมูลค่าดีล อายุอาคาร และการใช้งานใหม่ที่วางแผนไว้ อาคารสำนักงานอายุไม่มากที่มีแบบครบและไม่เปลี่ยนการใช้งาน อาจตรวจเพียงหมวด 1–3 ส่วนโกดังเก่าที่จะเปลี่ยนเป็นคลังสินค้าหนักควรตรวจครบทั้ง 6 หมวด

วิธีทดสอบที่ใช้และมาตรฐานอ้างอิง

วิธีทดสอบส่วนใหญ่ในงานนี้เป็นแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing) จึงทำได้ขณะอาคารยังใช้งานอยู่ และไม่กระทบผู้เช่าเดิม

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

วิธีมาตรฐานตอบคำถามอะไรกระทบโครงสร้าง
Rebound HammerASTM C805ประเมินความแข็งผิวคอนกรีตและเทียบความสม่ำเสมอระหว่างชิ้นส่วนไม่ทำลาย
Ultrasonic Pulse Velocity (UPV)ASTM C597ตรวจความสม่ำเสมอภายในเนื้อคอนกรีต หาโพรงหรือรอยแตกภายในไม่ทำลาย
Rebar Scanner / Cover MeterBS 1881-204หาตำแหน่ง ระยะเรียง และระยะหุ้มของเหล็กเสริมไม่ทำลาย
Half-Cell PotentialASTM C876ประเมินความน่าจะเป็นที่เหล็กเสริมกำลังเกิดสนิมไม่ทำลาย
Carbonation TestEN 14630 / RILEM CPC-18วัดความลึกที่คอนกรีตสูญเสียสภาพด่างที่ปกป้องเหล็กเสริมเจาะผิวเล็กน้อย
Ground Penetrating Radar (GPR)ASTM D6432ตรวจวัตถุฝังใต้พื้นและใต้ดิน ความหนาพื้น ตำแหน่งท่อไม่ทำลาย
Parallel SeismicASTM D8381ประเมินความยาวเสาเข็มของอาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้วต้องเจาะหลุมอ้างอิง
Core TestASTM C42/C39วัดกำลังอัดคอนกรีตจริงจากตัวอย่างที่เจาะออกมาทำลายเฉพาะจุด
Floor Load TestACI 318-19 บทที่ 27พิสูจน์ว่าพื้นรับน้ำหนักที่กำหนดได้จริงโดยไม่เสียหายทดสอบด้วยน้ำหนักจริง
Pull-Out Test (พุกเคมี)ASTM E488ตรวจกำลังยึดของสลักเกลียวและพุกที่ติดตั้งกับโครงสร้างเดิมทดสอบเฉพาะจุด

รายละเอียดการเลือกวิธีอ่านเพิ่มได้ที่บทความ NDT ตรวจสอบโครงสร้างคอนกรีตแบบไม่ทำลาย และ NDT vs Core Test ต่างกันอย่างไร

เอกสารที่ควรขอจากเจ้าของก่อนเข้าตรวจ

ยิ่งได้เอกสารครบเท่าไหร่ ขอบเขตการทดสอบหน้างานก็ยิ่งเล็กลงและประหยัดขึ้นเท่านั้น รายการที่ควรขอมีดังนี้:

  • แบบก่อสร้างจริง (as-built drawings) โดยเฉพาะแบบโครงสร้างและแบบฐานราก
  • รายการคำนวณโครงสร้าง และค่าน้ำหนักบรรทุกจรที่ใช้ออกแบบพื้นแต่ละชั้น
  • ใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร (ถ้ามีการต่อเติม)
  • รายงานเจาะสำรวจดินของโครงการเดิม
  • ผลทดสอบเสาเข็มเดิม เช่น รายงาน Seismic Integrity Test หรือ Dynamic Load Test
  • ผลทดสอบกำลังอัดคอนกรีตระหว่างก่อสร้าง
  • ประวัติการซ่อมแซม การเสริมกำลัง และเหตุการณ์น้ำท่วมหรือเพลิงไหม้
  • รายงานตรวจสอบอาคารประจำปีตามกฎหมายควบคุมอาคาร (สำหรับอาคารที่เข้าข่าย)
⚠️ ถ้าเจ้าของไม่มีเอกสารเลย

กรณีนี้พบบ่อยกับโกดังและอาคารเก่า ให้ถือว่าข้อมูลโครงสร้างเป็นศูนย์ และต้องใช้การทดสอบหน้างานสร้างข้อมูลขึ้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งทำให้ขอบเขตงานและงบประมาณสูงกว่าปกติ ควรเผื่อเวลาและงบส่วนนี้ไว้ตั้งแต่ตอนเจรจา

7 สัญญาณที่ต้องหยุดแล้วตรวจให้ลึก

สัญญาณต่อไปนี้ไม่ได้แปลว่าอาคารใช้ไม่ได้ แต่แปลว่าต้องมีข้อมูลเพิ่มก่อนตัดสินใจ:

  • รอยร้าวเฉียงที่หัวเสาหรือปลายคาน — ต่างจากรอยร้าวลายงาที่ผิวฉาบ เพราะเกี่ยวข้องกับแรงในโครงสร้างโดยตรง
  • พื้นหรือประตูไม่ได้ระดับอย่างชัดเจน — อาจเกิดจากการทรุดตัวต่างระดับ
  • คอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็กเสริมเป็นสนิม — พื้นที่หน้าตัดเหล็กลดลง กำลังรับน้ำหนักลดตาม
  • รอยแยกระหว่างอาคารหลักกับส่วนต่อเติม — บ่งชี้ว่าสองส่วนทรุดตัวไม่เท่ากัน
  • มีการเจาะพื้นหรือตัดคานเพื่อเดินงานระบบ — โดยเฉพาะถ้าไม่มีเอกสารรับรองจากวิศวกร
  • เพิ่มชั้นลอยหรือชั้นเก็บของภายหลัง — น้ำหนักบรรทุกเกินที่ออกแบบไว้เดิมได้ง่าย
  • เจ้าของไม่ยอมให้เข้าตรวจบางพื้นที่ — เป็นสัญญาณเชิงบริหารที่ควรระวังพอ ๆ กับสัญญาณเชิงเทคนิค

ถ้าอาคารมีอายุมากหรือเคยดัดแปลงหลายรอบ อ่านแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ การประเมินโครงสร้างอาคารเก่าก่อนรีโนเวท และหากประเด็นหลักอยู่ที่ฐานราก ดูที่ ตรวจสอบเสาเข็มก่อนซื้ออาคาร

งานเจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีต Core Test จากโครงสร้างอาคารเพื่อนำไปทดสอบกำลังอัดในห้องปฏิบัติการ
เมื่อผลทดสอบแบบไม่ทำลายชี้ว่ากำลังคอนกรีตอาจต่ำกว่าที่ออกแบบ การเจาะ Core Test เฉพาะจุดคือวิธีที่ให้ค่ากำลังอัดจริงเพื่อใช้อ้างอิงในการคำนวณ

โกดังและโรงงานต้องตรวจเพิ่มอะไร?

อาคารคลังสินค้าและโรงงานมีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่อาคารสำนักงานไม่มี เพราะน้ำหนักบรรทุกจากการใช้งานสูงและกระจุกตัวเป็นจุด ประเด็นที่ต้องตรวจเพิ่มคือ:

  • พื้นรับน้ำหนักได้เท่าไหร่จริง ๆ — ชั้นวางสินค้าถ่ายน้ำหนักลงแผ่นฐาน (base plate) เป็นจุด ไม่ใช่น้ำหนักกระจายสม่ำเสมอ ค่าที่ระบุในเอกสารการตลาดจึงมักไม่พอใช้ตัดสินใจ
  • พื้นวางบนดินหรือวางบนเสาเข็ม — พื้นวางบนดิน (slab on ground) ในเขตดินอ่อนมีโอกาสทรุดตัวตามเวลา ต่างจากพื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงเสาเข็มโดยตรง
  • เส้นทางวิ่งของรถโฟล์คลิฟต์และรถบรรทุก — น้ำหนักล้อและแรงกระแทกซ้ำ ๆ ทำให้พื้นเสียหายเร็วกว่าพื้นที่จอดนิ่ง
  • ความราบเรียบของพื้น (floor flatness) — สำคัญมากถ้าจะใช้ชั้นวางสูงหรือรถยกแบบทางแคบ
  • โครงหลังคาเหล็กและระบบยึด — โดยเฉพาะถ้าจะแขวนงานระบบ ท่อดับเพลิง หรือรางเครน

รายละเอียดเรื่องพื้นและวิธีพิสูจน์กำลังอ่านต่อได้ที่ พื้นโรงงานและคลังสินค้ารับน้ำหนักได้เท่าไหร่ พิสูจน์อย่างไร

ตรวจสอบใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาขึ้นกับขอบเขตงาน แต่กรอบเวลาที่พบทั่วไปเป็นดังนี้ ควรเผื่อไว้ในตารางการเจรจาตั้งแต่ต้น:

1–2 วัน
งานหน้างานชุดตรวจทั่วไปต่ออาคาร
2–3 วัน
ต่อจุดทดสอบ Floor Load Test
7–14 วันทำการ
รายงานฉบับสมบูรณ์ลงนามโดยวิศวกร

ถ้าดีลมีกำหนดเซ็นสัญญาเร็ว แนะนำให้เริ่มจากขั้นที่ 1–3 ก่อนเพื่อให้ได้ภาพรวมความเสี่ยง แล้วจึงกำหนดเงื่อนไขในสัญญาให้ครอบคลุมผลการทดสอบขั้นที่ 4 ที่จะตามมาภายหลัง

งบประมาณเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายงานตรวจสอบคิดจากวิธีที่ใช้ จำนวนจุดตรวจ ความยากในการเข้าถึง และระยะทางหน้างาน ไม่ได้คิดเป็นราคาเหมาต่อตารางเมตรของอาคาร ตารางด้านล่างเทียบระดับราคาให้เห็นภาพก่อนขอใบเสนอราคา

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชุดตรวจเหมาะกับประกอบด้วยระดับราคา
คัดกรองเบื้องต้นอาคารมีแบบครบ ใช้งานเดิมต่อสำรวจด้วยสายตา + Rebound Hammer + Rebar Scan💰
ก่อนซื้อหรือก่อนเช่าอาคารทั่วไปที่ต้องการข้อมูลพอใช้ตัดสินใจชุดคัดกรอง + UPV + Half-Cell + สำรวจระดับ💰💰
พิสูจน์กำลังจริงเปลี่ยนการใช้งาน เพิ่มน้ำหนัก หรือพบสัญญาณเสี่ยงชุดก่อนซื้อ + Core Test + Floor Load Test + Parallel Seismic ตามความจำเป็น💰💰💰

ระดับ 💰 ข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัมพัทธ์ระหว่างชุดตรวจเท่านั้น ไม่ใช่ตารางราคาบริการ และยังไม่รวมค่าเดินทางกับค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน ดูโครงสร้างราคาแบบละเอียดได้ที่ ราคาตรวจสอบโครงสร้าง NDT 2569 หรือส่งขอบเขตงานมาเพื่อขอใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมง

เอาผลตรวจไปใช้ต่อรองอย่างไร?

รายงานที่ลงนามโดยวิศวกรมีน้ำหนักในการเจรจา เพราะเปลี่ยนข้อกังวลเชิงความรู้สึกให้เป็นตัวเลขที่คุยกันได้ แนวทางที่ใช้ได้จริงมี 4 แบบ:

  • ปรับราคาตามงบซ่อมที่ประเมินได้ — ใช้ประมาณการค่าเสริมกำลังหรือค่าซ่อมเป็นฐานในการต่อรอง
  • กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ขายแก้ไขก่อนโอน — ระบุขอบเขตงานซ่อมและเกณฑ์ตรวจรับให้ชัดในสัญญา
  • เขียนข้อจำกัดการใช้งานลงในสัญญาเช่า — เช่น น้ำหนักบรรทุกสูงสุดของพื้นแต่ละโซน เพื่อป้องกันข้อพิพาทภายหลัง
  • กันเงินไว้ส่วนหนึ่ง (retention) — จนกว่าผลทดสอบส่วนที่เหลือจะออกครบ

สรุป

การตรวจสอบโครงสร้างก่อนซื้อหรือเช่าอาคารไม่ได้มีไว้เพื่อหาข้อเสียของอาคาร แต่มีไว้เพื่อให้คุณรู้ว่ากำลังจ่ายเงินซื้ออะไร และอาคารรองรับการใช้งานที่วางแผนไว้ได้แค่ไหน จุดสำคัญที่สุดคือ ตรวจให้ครบทั้ง 6 หมวด ขอเอกสารเดิมให้มากที่สุดเพื่อลดขอบเขตการทดสอบ และให้วิศวกรผู้รับผิดชอบเป็นผู้กำหนดผังจุดตรวจตามการใช้งานใหม่ที่คุณต้องการ ไม่ใช่ตรวจตามรายการสำเร็จรูป