Soil Resistivity Test คืออะไร วัดอะไรได้
ค่าความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะของดิน (Soil Resistivity) เป็นคุณสมบัติของเนื้อดินเอง บอกว่าดินขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด หน่วยในงานสนามคือโอห์ม-เมตร (Ω·m) ค่ายิ่งต่ำยิ่งนำไฟฟ้าได้ดี ปัจจัยที่ควบคุมค่านี้คือความชื้น ชนิดและขนาดเม็ดดิน ปริมาณเกลือละลายน้ำ อุณหภูมิ และความแน่นของดิน ซึ่งเปลี่ยนตามฤดู ดินเหนียวชื้นที่มีเกลือละลายอยู่ให้ค่าต่ำมาก ขณะที่ทรายหยาบแห้งหรือหินแข็งให้ค่าสูงกว่ากันได้เป็นพันเท่า การเดาค่าจากลักษณะดินที่เห็นด้วยตาจึงใช้แทนการวัดจริงไม่ได้
ที่ต้องแยกให้ชัดคือการทดสอบนี้ไม่ใช่การวัดค่าความต้านทานหลักดิน (Ground Resistance) การวัดหลักดินเป็นการวัดผลลัพธ์ของระบบกราวด์ที่ติดตั้งเสร็จแล้ว หน่วยเป็นโอห์ม ทำตอนตรวจรับงาน ส่วน Soil Resistivity Test ทำก่อนออกแบบ เพื่อบอกว่าดินในพื้นที่นี้เอื้อต่อการทำระบบกราวด์แค่ไหน
ออกแบบระบบรากสายดินและกริดกราวด์ของโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าย่อย โรงงาน และ Data Center · คำนวณแรงดันช่วงก้าวและแรงดันสัมผัสเพื่อความปลอดภัยของคนทำงาน · กำหนดจำนวน ความยาว และการจัดวางหลักดิน · ประเมินความเสี่ยงการกัดกร่อนของท่อก๊าซ ท่อโลหะ ถังฝังดิน และเสาเข็มเหล็ก · ออกแบบระบบป้องกันการกัดกร่อนแบบ Cathodic Protection · ออกแบบระบบป้องกันฟ้าผ่า
งานแบบไหนต้องทดสอบค่านี้
วิธีทดสอบเป็นวิธีเดียวกันทุกงาน แต่เหตุผลที่ต้องวัดและวิธีอ่านค่าต่างกันตามประเภทโครงการ สามกลุ่มที่พบบ่อยที่สุดในงานของ SPN คือโรงไฟฟ้าและโซลาร์ฟาร์ม ท่อก๊าซและท่อโลหะฝังดิน และอาคาร Data Center
โซลาร์ฟาร์มและโรงไฟฟ้า
เมื่อเกิดเหตุ โรงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าย่อยมีกระแสไฟฟ้าผิดพร่อง (fault current) ระดับสูงไหลลงดิน ระบบรากสายดินต้องกระจายกระแสนั้นเร็วและกว้างพอที่จะไม่เกิดแรงดันอันตรายบนพื้นที่คนยืนอยู่ IEEE Std 80-2013 ใช้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินเป็นตัวแปรพื้นฐานในการคำนวณแรงดันช่วงก้าว (step voltage) และแรงดันสัมผัส (touch voltage) ใส่ค่านี้ผิด ผลการออกแบบทั้งชุดผิดตามไปด้วย
โซลาร์ฟาร์มมี IEEE Std 2778-2020 (Guide for Solar Power Plant Grounding for Personnel Protection) เขียนแนวทางไว้เฉพาะ เพราะระบบกราวด์กระจายทั่วพื้นที่หลายร้อยไร่ ไม่กระจุกเหมือนสถานีไฟฟ้า ข้อมูลดินจึงต้องครอบคลุมทั้งแปลงและลึกกว่างานสถานีทั่วไป โครงการใหญ่อาจต้องวัดที่ระยะห่างของขา electrode ระดับหลายร้อยเมตร อีกมุมคืออายุใช้งาน 25 ปีขึ้นไป โดยโครงสร้างรับแผงส่วนใหญ่ใช้เสาเข็มเหล็กตอกหรือ ground screw ที่ฝังดินตลอดอายุโครงการ ค่าความต้านทานต่ำบอกว่าดินมีไอออนละลายอยู่มากซึ่งเร่งการกัดกร่อนของเหล็ก จึงต้องอ่านคู่กับผล pH คลอไรด์ และซัลเฟต
ท่อก๊าซและท่อโลหะฝังดิน
งานวางท่อก๊าซธรรมชาติ ท่อน้ำมัน และท่อประปาโลหะ อ่านค่านี้กลับด้านกับงานกราวด์ ค่าต่ำไม่ใช่ข่าวดี เพราะดินที่นำไฟฟ้าได้ดีคือดินที่ยอมให้เกิดเซลล์กัดกร่อนไฟฟ้าเคมีบนผิวท่อได้ง่ายกว่า ค่านี้จึงชี้ความรุนแรงของสภาพกัดกร่อนตามแนวท่อ และเป็นข้อมูลนำเข้าออกแบบระบบป้องกันการกัดกร่อนแบบแคโทดิก (Cathodic Protection) ตามแนวทาง AMPP (NACE) SP0169 ทั้งการเลือกชนิดและตำแหน่ง anode และประเมินความต้องการกระแสของระบบ
ในทางปฏิบัติงานท่อสนใจชั้นดินที่ระดับความลึกวางท่อเป็นหลัก จึงเก็บค่าที่ระยะ a ช่วงตื้นถึงกลางให้ละเอียด และกระจายจุดตามความยาวแนวท่อ เพราะท่อเส้นเดียวอาจผ่านดินหลายลักษณะ ผ่านพื้นที่ดินเค็มหรือน้ำใต้ดินตื้นเป็นช่วง ๆ ความเสี่ยงกัดกร่อนจึงไม่เท่ากันตลอดสาย
Data Center
Data Center ต้องการระบบรากสายดินที่ปลอดภัยกับคนและเสถียรพอสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อความต่างศักย์ระหว่างจุดกราวด์ ผู้ออกแบบจึงต้องรู้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินก่อน เพื่อกำหนดขนาดกริดกราวด์ จำนวนและความลึกหลักดิน และประเมินว่าจะทำค่าความต้านทานหลักดินถึงเป้าได้หรือไม่ ในดินค่าสูง การเพิ่มหลักดินอย่างเดียวมักไม่พอ ต้องกระจายกริดให้กว้างขึ้นหรือปรับปรุงสภาพดินรอบหลักดิน ซึ่งทั้งสองทางกระทบค่าก่อสร้างและพื้นที่ที่ต้องกันไว้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ
Wenner Four-Electrode Method ทำงานอย่างไร
วิธี Wenner คือวิธีที่ ASTM G57-20 กำหนดไว้สำหรับงานสนาม หลักการคือปักขา electrode สี่ขาเป็นเส้นตรงเดียวกัน เว้นระยะห่างระหว่างขาที่ติดกันให้เท่ากันทุกช่วง เรียกระยะนี้ว่า a
ขาริมสุดสองขา (C1 และ C2) จ่ายกระแสลงดิน ขาตรงกลางสองขา (P1 และ P2) วัดความต่างศักย์ที่เกิดขึ้น เมื่อรู้ทั้งกระแสที่จ่ายและแรงดันที่วัดได้ ก็คำนวณย้อนเป็นค่าความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะของดินได้
เครื่องวัดหลายรุ่นอ่านค่าเป็นความต้านทาน R = E/I อยู่แล้ว จึงเขียนได้ว่า ρa = k × R โดย k = 2πa เรียกว่าตัวประกอบทางเรขาคณิต (geometric factor) เช่นที่ a = 2.0 เมตร k ≈ 12.6 และที่ a = 10.0 เมตร k ≈ 62.8 คำว่า "ปรากฏ" (apparent) มีความหมายสำคัญ เพราะดินจริงไม่เป็นเนื้อเดียวกันตลอดความลึก ค่าที่วัดได้จึงเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของดินทุกชั้นที่กระแสไหลผ่าน โดยความลึกที่การวัดครอบคลุมประมาณเท่ากับระยะ a การยืดระยะ a ออกไปจึงเท่ากับมองลึกลงไปในดินเป็นชั้น ๆ
ข้อกำหนดที่ต้องคุมในสนาม
ความลึกที่ปักขา electrode ต้องไม่เกิน 5% ของระยะ a (เงื่อนไข B < A/20) เพราะสูตรตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าขาเป็นจุดสัมผัสบนผิวดิน ปักลึกเกินค่าที่ได้จะเบี่ยงจากทฤษฎี ที่ a = 0.5 เมตร จึงปักได้ลึกไม่เกินประมาณ 2.5 เซนติเมตร ซึ่งต้องระวังเรื่องขาหลวมสัมผัสไม่ดี อีกข้อที่ควรทำคือวัดสองแนวตั้งฉากกันที่จุดเดียวกัน เพราะดินจริงมักไม่เท่ากันทุกทิศ (anisotropy) สองแนวช่วยบอกว่าค่าเสถียรพอจะใช้ออกแบบหรือแปรปรวนสูงจนต้องเพิ่มจุดทดสอบ
เครื่องมือและขั้นตอนทำงานหน้างาน
ชุดเครื่องมือหลักที่ใช้ในงานสนามมีดังนี้
- เครื่องวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของดิน (Earth Resistivity Meter) จ่ายกระแสและอ่านค่าความต่างศักย์ที่เกิดขึ้น
- แหล่งจ่ายไฟ แบตเตอรี่ 12 โวลต์ต่อกับอินเวอร์เตอร์ปรับแรงดันในช่วง 0–200 โวลต์ ให้จ่ายกระแสได้พอเมื่อระยะ electrode ไกลหรือดินมีค่าความต้านทานสูง
- ขา electrode สี่ขา ขาวัดแรงดัน (potential electrode) มักใช้แท่งทองแดง ขาจ่ายกระแส (current electrode) ใช้แท่งสเตนเลส
- ม้วนสายวัด ความยาวต้องรองรับระยะ electrode สูงสุดที่วางแผนไว้ งานที่ยืดระยะมากต้องใช้สายม้วนใหญ่ระดับ 300 เมตร
- เทปวัดระยะและอุปกรณ์กำหนดตำแหน่ง ให้ระยะระหว่างขาเท่ากันจริงและบันทึกพิกัดจุดทดสอบไว้อ้างอิงได้
ลำดับงานหน้างานเริ่มจากกำหนดจุดทดสอบตามแผนที่ตกลงกับผู้ออกแบบ ขึงแนวเส้นตรงด้วยเทปวัดระยะ ปักขา electrode สี่ขาตามระยะ a รอบแรก ต่อสายเข้าเครื่อง จ่ายกระแสและอ่านค่า แล้วย้ายขาเพิ่มระยะ a ในรอบถัดไปจนครบทุกระยะ ปิดท้ายด้วยการหมุนแนวไป 90 องศาเพื่อวัดซ้ำในแนวตั้งฉาก
น้ำทำให้ดินนำไฟฟ้าได้ดีขึ้น ค่าที่วัดในดินเปียกจึงต่ำกว่าดินแห้งอย่างมีนัยสำคัญ การทดสอบเพื่อออกแบบระบบกราวด์ควรทำในสภาพดินแห้งตามธรรมชาติ เพราะเป็นกรณีวิกฤตของการออกแบบ หากต้องวัดหลังฝนตกหรือในฤดูฝน ต้องบันทึกสภาพความชื้นและช่วงเวลาไว้ในรายงานทุกครั้ง
ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินแต่ละชนิดอยู่ในช่วงไหน
ตารางต่อไปนี้เป็นช่วงค่าอ้างอิงที่ใช้ตรวจทานว่าค่าที่วัดได้สมเหตุสมผลกับสภาพดินที่เห็นหรือไม่ ใช้เพื่อการตรวจทานเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่ค่าที่นำไปแทนผลทดสอบจริงในการออกแบบ
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ชนิดวัสดุ / สภาพ | ช่วงค่าโดยทั่วไป (Ω·m) |
|---|---|
| น้ำทะเล | 0.18–0.24 |
| ดินเหนียว เปียกถึงชื้น | 1.5–3.0 |
| ดินเหนียวปนทรายแป้ง / ดินทรายแป้ง เปียกถึงชื้น | 3.0–15 |
| น้ำจืด | 20–60 |
| ดินทรายแป้งและดินทราย ชื้นถึงแห้ง | 15–150 |
| หินฐานแตกร้าวมาก มีดินชื้นอุดในรอยแตก | 150–300 |
| ทรายและกรวดปนทรายแป้ง | ประมาณ 300 |
| ทรายและกรวดที่มีชั้นทรายแป้งแทรก | 300–2,400 |
| หินฐานแตกร้าวเล็กน้อย มีดินแห้งอุดในรอยแตก | 300–2,400 |
| ทรายและกรวดหยาบ แห้ง | มากกว่า 2,400 |
| หินฐานเนื้อแน่นและแข็ง | มากกว่า 2,400 |
สิ่งที่ตารางนี้บอกได้ทันทีคือช่วงค่าครอบคลุมกว้างมาก จากต่ำกว่า 1 ไปถึงหลายพันโอห์ม-เมตร เอาค่ากลาง ๆ ไปใส่ในแบบโดยไม่วัด ผลลัพธ์อาจคลาดเคลื่อนได้หลายสิบเท่า สำหรับพื้นที่ริมทะเลหรือดินเค็ม ค่าที่ต่ำมากเป็นข่าวดีสำหรับงานกราวด์ แต่เป็นข่าวร้ายสำหรับท่อโลหะและเสาเข็มเหล็กที่ต้องอยู่ในดินนั้นตลอดอายุโครงการ (หมายเหตุหน่วย: ASTM G57 รายงานผลเป็นโอห์ม-เซนติเมตร ขณะที่งานออกแบบระบบกราวด์ในไทยนิยมใช้โอห์ม-เมตร โดย 1 Ω·m = 100 Ω·cm)
ตัวอย่างผลทดสอบจากโครงการโรงไฟฟ้าจริง
ข้อมูลชุดนี้มาจากงานทดสอบของ SPN ที่จุดทดสอบหนึ่งในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ วัดสองแนวตั้งฉากกันที่จุดเดียวกัน ไล่ระยะ a จาก 0.5 ถึง 10.0 เมตร
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ระยะ a (ม.) | k = 2πa | R แนว E–W (Ω) | ρa แนว E–W (Ω·m) | R แนว N–S (Ω) | ρa แนว N–S (Ω·m) |
|---|---|---|---|---|---|
| 0.5 | 3.1 | 46.88 | 147.3 | 41.67 | 131.0 |
| 1.0 | 6.3 | 24.12 | 151.6 | 21.92 | 137.8 |
| 2.0 | 12.6 | 5.43 | 68.2 | 7.39 | 92.9 |
| 3.0 | 18.9 | 2.30 | 43.3 | 2.90 | 54.7 |
| 5.0 | 31.4 | 1.03 | 32.4 | 0.95 | 29.9 |
| 10.0 | 62.8 | 0.58 | 36.7 | 0.40 | 25.1 |
ข้อมูลชุดนี้อ่านได้สามเรื่อง
เรื่องแรก ดินชั้นบนต้านไฟฟ้าสูงกว่าชั้นล่างชัดเจน ที่ระยะตื้น 0.5–1.0 เมตร ค่าอยู่ราว 131–152 Ω·m เข้าเกณฑ์ดินทรายแป้งและดินทรายสภาพชื้นถึงแห้งตามตารางอ้างอิง เมื่อยืดถึง 5–10 เมตร ค่าลดเหลือราว 25–37 Ω·m รูปแบบนี้พบบ่อยในพื้นที่ที่ผิวดินแห้งจากแดดและลม ขณะที่ดินลึกลงไปยังเก็บความชื้นไว้ได้
เรื่องที่สอง สองแนวให้ค่าไปในทางเดียวกัน แนว E–W และ N–S ให้แนวโน้มเดียวกันและค่าใกล้กันในระดับที่ยอมรับได้ ต่างกันมากที่สุดที่ระยะ 2.0 เมตร (68.2 กับ 92.9 Ω·m) ความสอดคล้องนี้บอกว่าค่าที่ได้แทนสภาพดินจริงของจุดนั้น ไม่ใช่ผลจากสิ่งแปลกปลอมในแนวเดียว
เรื่องที่สาม ต้องใช้ค่าที่ตรงกับความลึกใช้งาน ถ้าระบบกราวด์ใช้หลักดินยาวราว 2.4 เมตรตามความยาวขั้นต่ำที่มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของ วสท. กำหนด ค่าที่เกี่ยวข้องคือช่วง a = 2–3 เมตร ไม่ใช่ค่าที่ระยะ 10 เมตร เช่นเดียวกับงานท่อฝังดินที่ต้องใช้ค่าที่ระดับความลึกวางท่อ การหยิบค่าต่ำสุดในตารางไปใช้เพราะดูดีกว่าคือความผิดพลาดที่ทำให้ผลออกแบบไม่ตรงกับสภาพจริง
บทความนี้อธิบายวิธีทดสอบและวิธีอ่านค่า ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ผ่านหรือไม่ผ่านให้โครงการใด ค่าที่วัดได้จะยอมรับได้หรือไม่ ต้องตัดสินโดยวิศวกรไฟฟ้าผู้ออกแบบระบบกราวด์ของโครงการนั้น ซึ่งพิจารณาร่วมกับขนาดกระแสผิดพร่อง ผังพื้นที่ ระยะเวลาตัดวงจร และมาตรฐานที่โครงการอ้างอิง สำหรับค่าความต้านทานของหลักดินที่ติดตั้งเสร็จ มาตรฐานของ วสท. กำหนดไม่เกิน 5 โอห์ม และอนุโลมถึง 25 โอห์มเมื่อทำให้ถึง 5 โอห์มไม่ได้จริงและได้รับความเห็นชอบจากการไฟฟ้า
มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบนี้
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| มาตรฐาน | ครอบคลุมเรื่อง |
|---|---|
| ASTM G57-20 | วิธีทดสอบค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินในสนามด้วยวิธี Wenner Four-Electrode เป็นมาตรฐานหลักของงานทดสอบนี้ (ฉบับเก่าที่ยังพบอ้างในเอกสารบางฉบับคือ G57-95a ซึ่งถูกแทนแล้ว) |
| ASTM G187-23 | วิธีทดสอบค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินในห้องปฏิบัติการด้วยกล่องดินสองขั้ว (Two-Electrode Soil Box) รายงานผลเป็นโอห์ม-เซนติเมตร ใช้กับตัวอย่างดินที่เก็บมาจากสนาม |
| IEEE Std 80-2013 | แนวทางความปลอดภัยของระบบรากสายดินในสถานีไฟฟ้ากระแสสลับ ใช้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินคำนวณแรงดันช่วงก้าวและแรงดันสัมผัส |
| IEEE Std 81-2012 | แนวทางการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของดิน ความต้านทานเชิงซ้อนของหลักดิน และศักย์ไฟฟ้าที่ผิวดินของระบบรากสายดิน |
| IEEE Std 2778-2020 | แนวทางการทำระบบรากสายดินของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความปลอดภัยของบุคลากร ครอบคลุมประเด็นเฉพาะของพื้นที่โครงการขนาดใหญ่ที่กระจายตัว |
| AMPP (NACE) SP0169 | แนวทางการควบคุมการกัดกร่อนภายนอกของท่อโลหะที่ฝังดินหรือจมน้ำ ใช้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินประกอบการประเมินความจำเป็นและการออกแบบระบบป้องกันการกัดกร่อนแบบแคโทดิก (ฉบับปรับปรุงล่าสุดคือ SP0169-2024) |
| มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย (วสท.) | ข้อกำหนดของระบบรากสายดินที่ใช้บังคับในประเทศ รวมถึงค่าความต้านทานของหลักดินและความยาวหลักดินขั้นต่ำ |
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ผลทดสอบใช้งานไม่ได้
วัดจุดเดียวแล้วเหมาว่าเป็นค่าของทั้งโครงการ โซลาร์ฟาร์มหลายร้อยไร่หรือแนวท่อยาวหลายกิโลเมตรมีสภาพดินต่างกันได้มากในโครงการเดียว โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถมไม่เท่ากัน จุดทดสอบต้องกระจายให้ครอบคลุมทุกโซนที่ผลเจาะสำรวจดินชี้ว่าชั้นดินต่างกัน
ระยะ a สูงสุดไม่ครอบคลุมความลึกใช้งาน ถ้าระบบใช้กริดกราวด์กระจายกว้างและหลักดินลึก แต่ทดสอบสูงสุดแค่ไม่กี่เมตร ก็ขาดข้อมูลชั้นดินที่มีบทบาทจริงในการกระจายกระแส
มีโลหะฝังอยู่ในแนวทดสอบ ท่อเหล็ก สายเคเบิลใต้ดิน รางระบายน้ำเสริมเหล็ก หรือเสาเข็มที่ตอกไว้แล้ว ทำให้กระแสไหลผ่านโลหะแทนดิน ค่าที่วัดได้จึงต่ำผิดปกติ ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษในงานท่อก๊าซที่แนวทดสอบมักอยู่ในเขตทางร่วมกับสาธารณูปโภคอื่น ต้องตรวจผังใต้ดินและเลี่ยงแนวเหล่านั้นก่อนปักขา
ปักขา electrode ลึกเกินข้อกำหนด ในดินแข็งที่ปักยาก มักมีการทุบขาลงลึกกว่าเดิมเพื่อให้ตั้งได้ ทำให้เงื่อนไข B < A/20 ไม่เป็นจริงและค่าที่ได้เบี่ยงจากทฤษฎี
ไม่บันทึกสภาพและวันที่ทดสอบ ค่าเดียวกันมีความหมายต่างกันเมื่อวัดกลางฤดูแล้งกับหลังฝนตกหนัก รายงานที่ไม่บอกสภาพความชื้น อุณหภูมิ และวันที่ ทำให้ผู้ออกแบบประเมินไม่ได้ว่าต้องเผื่อค่าเท่าไร
ทำงานร่วมกับการทดสอบอื่นอย่างไร
การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring) ให้ข้อมูลชั้นดิน ค่า SPT-N และกำลังรับน้ำหนัก สำหรับออกแบบฐานรากของโครงสร้างรับแผง อาคารอินเวอร์เตอร์ อาคาร Data Center และฐานหม้อแปลง ผลเจาะดินยังใช้แบ่งโซนเพื่อวางแผนว่าจะทดสอบ Soil Resistivity กี่จุดและที่ไหน ดูจำนวนหลุมและความลึกได้ที่ เจาะสำรวจดินกี่หลุม ลึกกี่เมตร
การทดสอบเสาเข็มโครงการโซลาร์ฟาร์ม ครอบคลุมการทดสอบแรงถอนและแรงด้านข้าง เพราะเสาเข็มแผงโซลาร์รับแรงยกและแรงผลักจากลมเป็นหลัก ส่วน Plate Bearing Test ใช้ตรวจกำลังรับน้ำหนักของดินผิวหรือดินถมบริเวณถนนภายในโครงการและฐานรากตื้น
งานประเมินการกัดกร่อนใช้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินอย่างเดียวไม่พอ ควรเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดินไปทดสอบ pH คลอไรด์ และซัลเฟตควบคู่กัน เพราะทั้งสามตัวประกอบกันเป็นภาพความรุนแรงของการกัดกร่อนที่ผู้ออกแบบต้องใช้ ดูขอบเขตงานห้องปฏิบัติการได้ที่ เจาะสำรวจและทดสอบดิน
ค่าใช้จ่ายและระยะเวลา
ค่าใช้จ่ายประเมินเป็นรายโครงการ ตัวแปรที่มีผลมากที่สุดคือจำนวนจุดทดสอบ ระยะ a สูงสุดที่ต้องการ จำนวนแนวที่วัดต่อจุด ระยะทางเดินทาง และความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่ ด้านเวลา งานสนามหนึ่งจุดใช้เวลาไม่นาน ทำได้หลายจุดต่อวันเมื่อพื้นที่โปร่ง การรวมงานนี้ไว้ในทริปเดียวกับการเจาะสำรวจดินช่วยลดค่าเดินทางได้พอสมควร ผู้ที่ต้องการประเมินราคาควรเตรียมข้อมูลพื้นที่โครงการ ผังตำแหน่งที่ต้องการทดสอบ และระยะ a ที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนดไว้