ทีมวิศวกร SPN ทดสอบ Soil Resistivity Test ในพื้นที่โครงการ ตั้งเครื่องวัดความต้านทานไฟฟ้าของดินบนพื้นหญ้า มีร่มบังแดดและม้วนสายไฟสีส้มวางข้างเครื่อง
งานทดสอบ Soil Resistivity Test ในสนาม เครื่องวัดถูกตั้งไว้กลางแนวขา electrode ทั้งสี่ พร้อมม้วนสายวัดที่ใช้ยืดระยะ electrode ออกไปตามแผนการทดสอบ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Soil Resistivity Test คืออะไร วัดอะไรได้?

ค่าความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะของดิน (Soil Resistivity) เป็นคุณสมบัติของเนื้อดินเอง บอกว่าดินขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด หน่วยในงานสนามคือโอห์ม-เมตร (Ω·m) ค่ายิ่งต่ำยิ่งนำไฟฟ้าได้ดี ปัจจัยที่ควบคุมค่านี้คือความชื้น ชนิดและขนาดเม็ดดิน ปริมาณเกลือละลายน้ำ อุณหภูมิ และความแน่นของดิน ซึ่งเปลี่ยนตามฤดู ดินเหนียวชื้นที่มีเกลือละลายอยู่ให้ค่าต่ำมาก ขณะที่ทรายหยาบแห้งหรือหินแข็งให้ค่าสูงกว่ากันได้เป็นพันเท่า การเดาค่าจากลักษณะดินที่เห็นด้วยตาจึงใช้แทนการวัดจริงไม่ได้

ที่ต้องแยกให้ชัดคือการทดสอบนี้ไม่ใช่การวัดค่าความต้านทานหลักดิน (Ground Resistance) การวัดหลักดินเป็นการวัดผลลัพธ์ของระบบกราวด์ที่ติดตั้งเสร็จแล้ว หน่วยเป็นโอห์ม ทำตอนตรวจรับงาน ส่วน Soil Resistivity Test ทำก่อนออกแบบ เพื่อบอกว่าดินในพื้นที่นี้เอื้อต่อการทำระบบกราวด์แค่ไหน

งานที่ใช้ผล Soil Resistivity Test

ออกแบบระบบรากสายดินและกริดกราวด์ของโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าย่อย โรงงาน และ Data Center · คำนวณแรงดันช่วงก้าวและแรงดันสัมผัสเพื่อความปลอดภัยของคนทำงาน · กำหนดจำนวน ความยาว และการจัดวางหลักดิน · ประเมินความเสี่ยงการกัดกร่อนของท่อก๊าซ ท่อโลหะ ถังฝังดิน และเสาเข็มเหล็ก · ออกแบบระบบป้องกันการกัดกร่อนแบบ Cathodic Protection · ออกแบบระบบป้องกันฟ้าผ่า

งานแบบไหนต้องทดสอบค่านี้?

วิธีทดสอบเป็นวิธีเดียวกันทุกงาน แต่เหตุผลที่ต้องวัดและวิธีอ่านค่าต่างกันตามประเภทโครงการ สามกลุ่มที่พบบ่อยที่สุดในงานของ SPN คือโรงไฟฟ้าและโซลาร์ฟาร์ม ท่อก๊าซและท่อโลหะฝังดิน และอาคาร Data Center

โซลาร์ฟาร์มและโรงไฟฟ้า

เมื่อเกิดเหตุ โรงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าย่อยมีกระแสไฟฟ้าผิดพร่อง (fault current) ระดับสูงไหลลงดิน ระบบรากสายดินต้องกระจายกระแสนั้นเร็วและกว้างพอที่จะไม่เกิดแรงดันอันตรายบนพื้นที่คนยืนอยู่ IEEE Std 80-2013 ใช้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินเป็นตัวแปรพื้นฐานในการคำนวณแรงดันช่วงก้าว (step voltage) และแรงดันสัมผัส (touch voltage) ใส่ค่านี้ผิด ผลการออกแบบทั้งชุดผิดตามไปด้วย

โซลาร์ฟาร์มมี IEEE Std 2778-2020 (Guide for Solar Power Plant Grounding for Personnel Protection) เขียนแนวทางไว้เฉพาะ เพราะระบบกราวด์กระจายทั่วพื้นที่หลายร้อยไร่ ไม่กระจุกเหมือนสถานีไฟฟ้า ข้อมูลดินจึงต้องครอบคลุมทั้งแปลงและลึกกว่างานสถานีทั่วไป โครงการใหญ่อาจต้องวัดที่ระยะห่างของขา electrode ระดับหลายร้อยเมตร อีกมุมคืออายุใช้งาน 25 ปีขึ้นไป โดยโครงสร้างรับแผงส่วนใหญ่ใช้เสาเข็มเหล็กตอกหรือ ground screw ที่ฝังดินตลอดอายุโครงการ ค่าความต้านทานต่ำบอกว่าดินมีไอออนละลายอยู่มากซึ่งเร่งการกัดกร่อนของเหล็ก จึงต้องอ่านคู่กับผล pH คลอไรด์ และซัลเฟต

ท่อก๊าซและท่อโลหะฝังดิน

งานวางท่อก๊าซธรรมชาติ ท่อน้ำมัน และท่อประปาโลหะ อ่านค่านี้กลับด้านกับงานกราวด์ ค่าต่ำไม่ใช่ข่าวดี เพราะดินที่นำไฟฟ้าได้ดีคือดินที่ยอมให้เกิดเซลล์กัดกร่อนไฟฟ้าเคมีบนผิวท่อได้ง่ายกว่า ค่านี้จึงชี้ความรุนแรงของสภาพกัดกร่อนตามแนวท่อ และเป็นข้อมูลนำเข้าออกแบบระบบป้องกันการกัดกร่อนแบบแคโทดิก (Cathodic Protection) ตามแนวทาง AMPP (NACE) SP0169 ทั้งการเลือกชนิดและตำแหน่ง anode และประเมินความต้องการกระแสของระบบ

ทีม SPN ทดสอบ Soil Resistivity Test ริมเขตทางถนนสายหลักในแนววางท่อก๊าซ มีเครื่องวัดและม้วนสายวางบนไหล่ทาง
งานทดสอบตามแนววางท่อก๊าซมักอยู่ในเขตทางหรือไหล่ทาง การเลือกแนวปักขา electrode ต้องเลี่ยงสาธารณูปโภคโลหะที่ฝังอยู่เดิม เพราะกระแสจะไหลผ่านโลหะแทนดินทำให้ค่าที่วัดได้ต่ำผิดปกติ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ในทางปฏิบัติงานท่อสนใจชั้นดินที่ระดับความลึกวางท่อเป็นหลัก จึงเก็บค่าที่ระยะ a ช่วงตื้นถึงกลางให้ละเอียด และกระจายจุดตามความยาวแนวท่อ เพราะท่อเส้นเดียวอาจผ่านดินหลายลักษณะ ผ่านพื้นที่ดินเค็มหรือน้ำใต้ดินตื้นเป็นช่วง ๆ ความเสี่ยงกัดกร่อนจึงไม่เท่ากันตลอดสาย

กระดานบันทึกงานทดสอบความต้านทานไฟฟ้าของดินโครงการท่อก๊าซ ระบุจุดทดสอบและวันที่ ตั้งอยู่หน้าพื้นที่ทดสอบข้างถนน
ทุกจุดทดสอบต้องบันทึกชื่อโครงการ หมายเลขจุด ตำแหน่ง และวันที่ไว้คู่กับข้อมูลดิบ เพราะรายงานงานท่อต้องอ้างอิงกลับไปที่ตำแหน่งตามแนวท่อได้ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Data Center

Data Center ต้องการระบบรากสายดินที่ปลอดภัยกับคนและเสถียรพอสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อความต่างศักย์ระหว่างจุดกราวด์ ผู้ออกแบบจึงต้องรู้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินก่อน เพื่อกำหนดขนาดกริดกราวด์ จำนวนและความลึกหลักดิน และประเมินว่าจะทำค่าความต้านทานหลักดินถึงเป้าได้หรือไม่ ในดินค่าสูง การเพิ่มหลักดินอย่างเดียวมักไม่พอ ต้องกระจายกริดให้กว้างขึ้นหรือปรับปรุงสภาพดินรอบหลักดิน ซึ่งทั้งสองทางกระทบค่าก่อสร้างและพื้นที่ที่ต้องกันไว้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ

งานทดสอบ Soil Resistivity Test ในพื้นที่ก่อสร้างโครงการ Data Center มีกระดานบันทึกจุดทดสอบวางอยู่หน้าพื้นที่ปรับระดับแล้ว
งานทดสอบในพื้นที่โครงการ Data Center พื้นที่ที่ถมและปรับระดับแล้วมักมีค่าความต้านทานต่างจากดินเดิม จึงต้องระบุในรายงานว่าจุดทดสอบอยู่บนดินถมหรือดินเดิม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Wenner Four-Electrode Method ทำงานอย่างไร?

วิธี Wenner คือวิธีที่ ASTM G57-20 กำหนดไว้สำหรับงานสนาม หลักการคือปักขา electrode สี่ขาเป็นเส้นตรงเดียวกัน เว้นระยะห่างระหว่างขาที่ติดกันให้เท่ากันทุกช่วง เรียกระยะนี้ว่า a

การจัดวางขา electrode สี่ขาแบบ Wenner ปักเรียงเส้นตรงเดียวกัน ระยะห่างเท่ากันทุกช่วงเท่ากับ a รูปตัดด้านข้าง เครื่องวัดความต้านทานไฟฟ้าของดินตั้งอยู่บนผิวดินตรงกลาง ต่อสายไปยังขา electrode สี่ขาที่ปักเรียงเป็นเส้นตรง ขานอกสองขา C1 และ C2 จ่ายกระแส I ลงดิน เส้นทางกระแสแสดงเป็นเส้นโค้งสีส้มใต้ผิวดินจาก C1 ไป C2 ขาในสองขา P1 และ P2 วัดความต่างศักย์ E แสดงด้วยสายสีฟ้า ระยะห่างระหว่างขาที่ติดกันเท่ากันทุกช่วงเท่ากับ a ความลึกที่การวัดครอบคลุมโดยประมาณเท่ากับระยะ a แสดงเป็นแถบแรเงา กรอบมุมขวาบนแสดงสูตร ρa เท่ากับ 2π a คูณ E หารด้วย I การวัดแบบ Wenner Four-Electrode แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ρa --.- Ω·m Resistivity Meter C1 P1 P2 C2 a a a ≈ a ความลึกที่การวัดครอบคลุม ≈ ระยะ a C1, C2 จ่ายกระแส I ลงดิน P1, P2 วัดความต่างศักย์ E ระยะ a เท่ากันทุกช่วง ρa = 2πa · E / I สูตร Wenner (ASTM G57-20) ปักขา electrode เรียงเป็นเส้นตรงเดียวกัน
การจัดวางขา electrode แบบ Wenner ขานอกสองขา (C1, C2) จ่ายกระแสลงดิน ขาในสองขา (P1, P2) วัดความต่างศักย์ที่เกิดขึ้น โดยระยะ a ต้องเท่ากันทุกช่วง

ขาริมสุดสองขา (C1 และ C2) จ่ายกระแสลงดิน ขาตรงกลางสองขา (P1 และ P2) วัดความต่างศักย์ที่เกิดขึ้น เมื่อรู้ทั้งกระแสที่จ่ายและแรงดันที่วัดได้ ก็คำนวณย้อนเป็นค่าความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะของดินได้

ρa = 2πa × E / I ρa = ค่าความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะปรากฏของดิน (โอห์ม-เมตร) · a = ระยะห่างระหว่างขา electrode (เมตร) · E = ความต่างศักย์ที่วัดได้ระหว่าง P1 กับ P2 (โวลต์) · I = กระแสที่จ่ายระหว่าง C1 กับ C2 (แอมแปร์)

เครื่องวัดหลายรุ่นอ่านค่าเป็นความต้านทาน R = E/I อยู่แล้ว จึงเขียนได้ว่า ρa = k × R โดย k = 2πa เรียกว่าตัวประกอบทางเรขาคณิต (geometric factor) เช่นที่ a = 2.0 เมตร k ≈ 12.6 และที่ a = 10.0 เมตร k ≈ 62.8 คำว่า "ปรากฏ" (apparent) มีความหมายสำคัญ เพราะดินจริงไม่เป็นเนื้อเดียวกันตลอดความลึก ค่าที่วัดได้จึงเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของดินทุกชั้นที่กระแสไหลผ่าน โดยความลึกที่การวัดครอบคลุมประมาณเท่ากับระยะ a การยืดระยะ a ออกไปจึงเท่ากับมองลึกลงไปในดินเป็นชั้น ๆ

ข้อกำหนดที่ต้องคุมในสนาม

ความลึกที่ปักขา electrode ต้องไม่เกิน 5% ของระยะ a (เงื่อนไข B < A/20) เพราะสูตรตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าขาเป็นจุดสัมผัสบนผิวดิน ปักลึกเกินค่าที่ได้จะเบี่ยงจากทฤษฎี ที่ a = 0.5 เมตร จึงปักได้ลึกไม่เกินประมาณ 2.5 เซนติเมตร ซึ่งต้องระวังเรื่องขาหลวมสัมผัสไม่ดี อีกข้อที่ควรทำคือวัดสองแนวตั้งฉากกันที่จุดเดียวกัน เพราะดินจริงมักไม่เท่ากันทุกทิศ (anisotropy) สองแนวช่วยบอกว่าค่าเสถียรพอจะใช้ออกแบบหรือแปรปรวนสูงจนต้องเพิ่มจุดทดสอบ

ภาพสามมิติด้านล่างสรุปงานทั้งหมดในหน้าเดียว ตั้งแต่การวางขา electrode แนว Wenner หน้าแผงโซลาร์ การวัดแนวที่สองตั้งฉากกัน ไปจนถึงปลายทางของค่าที่วัดได้ คือระบบกราวด์ของหม้อแปลงและท่อโลหะที่ฝังในดิน ซึ่งอ่านค่าเดียวกันในความหมายตรงกันข้าม

แบบจำลอง 3 มิติ การทดสอบ Soil Resistivity แบบ Wenner ในโครงการโซลาร์ฟาร์ม และการนำค่าไปใช้กับระบบกราวด์และท่อโลหะฝังดิน ภาพสามมิติเชิงแนวคิด ก้อนดินสองชั้น ชั้นบนเป็นดินทรายแป้งแห้งค่าความต้านทานสูง ชั้นล่างเป็นดินเหนียวชื้นค่าต่ำ ด้านหลังมีแผงโซลาร์บนเสาเข็มเหล็กสองแถว ด้านหน้ามีขา electrode สี่ขาปักเรียงเส้นตรง ระยะห่างเท่ากัน a ต่อสายเข้าเครื่องวัด หน้าตัดแสดงเส้นทางกระแสไฟฟ้าโค้งลงไปในดินลึกประมาณระยะ a มีแนววัดที่สองตั้งฉากกับแนวแรกผ่านจุดเดียวกัน ด้านขวามีกริดกราวด์และหม้อแปลง และท่อโลหะฝังดินที่ผิวมีสนิม กรอบขวาอธิบายว่าค่าเดียวกันอ่านได้สองทาง ระบบกราวด์ค่าต่ำดี แต่ท่อและเสาเข็มเหล็กค่าต่ำเสี่ยงกัดกร่อน พร้อมสูตร Wenner และข้อควบคุมหน้างาน แบบจำลอง 3 มิติ (3D): วัด Soil Resistivity ในโซลาร์ฟาร์ม แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 4 ขา ระยะ a เท่ากัน C1 · P1 · P2 · C2 เรียงเส้นตรง 3 วัดซ้ำแนวตั้งฉาก E–W และ N–S จุดเดียวกัน 5 กริดกราวด์ + หลักดิน 2 กระแสลงลึก ≈ a ยืดระยะ a = มองลึกขึ้น 6 ท่อโลหะฝังดิน ρ ต่ำ = กัดกร่อนง่าย ชั้นบนแห้ง ρ สูง ชั้นล่างชื้น ρ ต่ำ ค่าเดียว อ่านได้ 2 ทาง ระบบกราวด์: ρ ต่ำ = ดี กระจายกระแสผิดพร่องได้ง่าย ท่อ/เข็มเหล็ก: ρ ต่ำ = เสี่ยง อ่านคู่ pH คลอไรด์ ซัลเฟต ρa = 2πa × E / I ASTM G57-20 (Wenner) คุมหน้างาน • ปักขาลึกไม่เกิน a/20 • วัด 2 แนวตั้งฉากที่จุดเดียวกัน • ทดสอบตอนดินแห้งตามธรรมชาติ • เลี่ยงท่อ/สายเคเบิลใต้ดิน • ใช้ค่าที่ a ตรงความลึกใช้งาน ภาพเชิงแนวคิด ไม่ตามมาตราส่วน
แบบจำลอง 3 มิติ — ขา electrode สี่ขาเรียงแนวตรงระยะ a เท่ากัน ขานอก C1/C2 (แดง) จ่ายกระแส ขาใน P1/P2 (น้ำเงิน) วัดแรงดัน เส้นกระแสมองลึกลงไปประมาณเท่าระยะ a ดินผิวแห้งมีค่า ρ สูง ดินชื้นด้านล่างมีค่า ρ ต่ำ แนวประสีเขียวคือแนววัดที่สองตั้งฉากกัน ค่าที่ได้ใช้ออกแบบตะแกรงกราวด์ (ρ ต่ำ = ดี) และประเมินการกัดกร่อนของท่อหรือเสาเข็มเหล็ก (ρ ต่ำ = เสี่ยง) (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ใช้เครื่องมืออะไร และทำงานหน้างานอย่างไร?

เครื่องวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของดิน Earth Resistivity Meter วางบนกล่อง พร้อมแบตเตอรี่จ่ายไฟและม้วนสายไฟสี่ม้วน ข้างกระดานบันทึกข้อมูลจุดทดสอบ
ชุดเครื่องมือประกอบด้วยเครื่องวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของดิน แหล่งจ่ายไฟ และม้วนสายวัดสี่ม้วนสำหรับขา electrode ทั้งสี่ (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ชุดเครื่องมือหลักที่ใช้ในงานสนามมีดังนี้

  • เครื่องวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของดิน (Earth Resistivity Meter) จ่ายกระแสและอ่านค่าความต่างศักย์ที่เกิดขึ้น
  • แหล่งจ่ายไฟ แบตเตอรี่ 12 โวลต์ต่อกับอินเวอร์เตอร์ปรับแรงดันในช่วง 0–200 โวลต์ ให้จ่ายกระแสได้พอเมื่อระยะ electrode ไกลหรือดินมีค่าความต้านทานสูง
  • ขา electrode สี่ขา ขาวัดแรงดัน (potential electrode) มักใช้แท่งทองแดง ขาจ่ายกระแส (current electrode) ใช้แท่งสเตนเลส
  • ม้วนสายวัด ความยาวต้องรองรับระยะ electrode สูงสุดที่วางแผนไว้ งานที่ยืดระยะมากต้องใช้สายม้วนใหญ่ระดับ 300 เมตร
  • เทปวัดระยะและอุปกรณ์กำหนดตำแหน่ง ให้ระยะระหว่างขาเท่ากันจริงและบันทึกพิกัดจุดทดสอบไว้อ้างอิงได้
วิศวกรกำลังนั่งย่อตัวต่อสายวัดเข้ากับขา electrode ที่ปักลงดิน มีเทปวัดระยะขึงเป็นแนวตรงเพื่อกำหนดระยะห่างระหว่างขาให้เท่ากัน
การต่อสายวัดเข้ากับขา electrode ระยะระหว่างขาถูกกำหนดด้วยเทปวัดที่ขึงเป็นแนวตรง เพื่อให้ค่า a เท่ากันทุกช่วงตามข้อกำหนดของวิธี Wenner (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ลำดับงานหน้างานเริ่มจากกำหนดจุดทดสอบตามแผนที่ตกลงกับผู้ออกแบบ ขึงแนวเส้นตรงด้วยเทปวัดระยะ ปักขา electrode สี่ขาตามระยะ a รอบแรก ต่อสายเข้าเครื่อง จ่ายกระแสและอ่านค่า แล้วย้ายขาเพิ่มระยะ a ในรอบถัดไปจนครบทุกระยะ ปิดท้ายด้วยการหมุนแนวไป 90 องศาเพื่อวัดซ้ำในแนวตั้งฉาก

ขา electrode สี่ขาปักเรียงเป็นเส้นตรงบนพื้นแข็งพร้อมคลิปหนีบสาย มีรถกระบะ SPN จอดอยู่ด้านหลังโดยวางอุปกรณ์ทดสอบบนท้ายกระบะ
ขา electrode ทั้งสี่ต้องเรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกันและมีระยะห่างเท่ากันทุกช่วง การจัดวางที่คลาดเคลื่อนทำให้ค่าตัวประกอบทางเรขาคณิตที่ใช้คำนวณไม่ตรงกับสภาพจริง (ภาพ: SPN Soil Engineering)
สภาพดินตอนทดสอบมีผลกับค่าที่ได้

น้ำทำให้ดินนำไฟฟ้าได้ดีขึ้น ค่าที่วัดในดินเปียกจึงต่ำกว่าดินแห้งอย่างมีนัยสำคัญ การทดสอบเพื่อออกแบบระบบกราวด์ควรทำในสภาพดินแห้งตามธรรมชาติ เพราะเป็นกรณีวิกฤตของการออกแบบ หากต้องวัดหลังฝนตกหรือในฤดูฝน ต้องบันทึกสภาพความชื้นและช่วงเวลาไว้ในรายงานทุกครั้ง

ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินแต่ละชนิดอยู่ในช่วงไหน?

ตารางต่อไปนี้เป็นช่วงค่าอ้างอิงที่ใช้ตรวจทานว่าค่าที่วัดได้สมเหตุสมผลกับสภาพดินที่เห็นหรือไม่ ใช้เพื่อการตรวจทานเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่ค่าที่นำไปแทนผลทดสอบจริงในการออกแบบ

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชนิดวัสดุ / สภาพช่วงค่าโดยทั่วไป (Ω·m)
น้ำทะเล0.18–0.24
ดินเหนียว เปียกถึงชื้น1.5–3.0
ดินเหนียวปนทรายแป้ง / ดินทรายแป้ง เปียกถึงชื้น3.0–15
น้ำจืด20–60
ดินทรายแป้งและดินทราย ชื้นถึงแห้ง15–150
หินฐานแตกร้าวมาก มีดินชื้นอุดในรอยแตก150–300
ทรายและกรวดปนทรายแป้งประมาณ 300
ทรายและกรวดที่มีชั้นทรายแป้งแทรก300–2,400
หินฐานแตกร้าวเล็กน้อย มีดินแห้งอุดในรอยแตก300–2,400
ทรายและกรวดหยาบ แห้งมากกว่า 2,400
หินฐานเนื้อแน่นและแข็งมากกว่า 2,400

สิ่งที่ตารางนี้บอกได้ทันทีคือช่วงค่าครอบคลุมกว้างมาก จากต่ำกว่า 1 ไปถึงหลายพันโอห์ม-เมตร เอาค่ากลาง ๆ ไปใส่ในแบบโดยไม่วัด ผลลัพธ์อาจคลาดเคลื่อนได้หลายสิบเท่า สำหรับพื้นที่ริมทะเลหรือดินเค็ม ค่าที่ต่ำมากเป็นข่าวดีสำหรับงานกราวด์ แต่เป็นข่าวร้ายสำหรับท่อโลหะและเสาเข็มเหล็กที่ต้องอยู่ในดินนั้นตลอดอายุโครงการ (หมายเหตุหน่วย: ASTM G57 รายงานผลเป็นโอห์ม-เซนติเมตร ขณะที่งานออกแบบระบบกราวด์ในไทยนิยมใช้โอห์ม-เมตร โดย 1 Ω·m = 100 Ω·cm)

ผลทดสอบจริงอ่านอย่างไร? ตัวอย่างจากโครงการโรงไฟฟ้า

ข้อมูลชุดนี้มาจากงานทดสอบของ SPN ที่จุดทดสอบหนึ่งในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ วัดสองแนวตั้งฉากกันที่จุดเดียวกัน ไล่ระยะ a จาก 0.5 ถึง 10.0 เมตร

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ระยะ a (ม.)k = 2πaR แนว E–W (Ω)ρa แนว E–W (Ω·m)R แนว N–S (Ω)ρa แนว N–S (Ω·m)
0.53.146.88147.341.67131.0
1.06.324.12151.621.92137.8
2.012.65.4368.27.3992.9
3.018.92.3043.32.9054.7
5.031.41.0332.40.9529.9
10.062.80.5836.70.4025.1
ผลทดสอบ Soil Resistivity จริงจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ค่า ρa สองแนวเทียบกับระยะ electrode a กราฟข้อมูลจริงจากตารางในบทความ แกนนอนคือระยะ electrode a หน่วยเมตร สเกลลอการิทึมจาก 0.5 ถึง 10 เมตร แกนตั้งคือค่าความต้านทานไฟฟ้าจำเพาะปรากฏ ρa หน่วยโอห์ม-เมตร จาก 0 ถึง 160 แนว E–W สีน้ำเงิน 147.3 151.6 68.2 43.3 32.4 และ 36.7 แนว N–S สีส้ม 131.0 137.8 92.9 54.7 29.9 และ 25.1 ที่ a เท่ากับ 0.5 1 2 3 5 และ 10 เมตรตามลำดับ แถบสีเขียวด้านซ้ายคือช่วงระยะตื้นที่ค่าอยู่ราว 131 ถึง 152 โอห์ม-เมตร แถบด้านขวาคือช่วงลึกที่ค่าลดเหลือราว 25 ถึง 37 โอห์ม-เมตร สองแนวต่างกันมากที่สุดที่ a เท่ากับ 2 เมตร ภาพเล็กด้านขวาแสดงว่าเมื่อยืดระยะ a กระแสไหลลึกลง ค่าที่วัดได้จึงสะท้อนดินที่ลึกขึ้น แถบด้านล่างสรุปสามเรื่องที่อ่านได้ ผลจริง: ρa ลดลงเมื่อยืดระยะ a กราฟจากข้อมูลจริงในตาราง ρa (Ω·m) · จุดทดสอบหนึ่ง โรงไฟฟ้าโซลาร์ · วัด 2 แนวตั้งฉาก 0 40 80 120 160 0.5 1.0 2.0 3.0 5.0 10.0 ระยะ electrode a (ม.) — สเกลลอการิทึม ρa (Ω·m) → ตื้น ≈ 131–152 ลึก ≈ 25–37 ต่างกันมากสุด 68.2 vs 92.9 แนว E–W แนว N–S ทำไม a มาก = ดินลึกขึ้น a เล็ก → เส้นเขียว · a ใหญ่ → เส้นน้ำเงิน ชั้นบน: แห้ง ต้านสูง ชั้นล่าง: ชื้น นำไฟฟ้าดีกว่า ค่าที่อ่านได้ = ค่าเฉลี่ยของดิน ในแนวที่กระแสไหลผ่าน ρa = 2π·a·R (Wenner, ASTM G57) 1 ชั้นบนต้านสูงกว่า ผิวดินแห้ง ชั้นลึกเก็บความชื้น 2 สองแนวไปทางเดียวกัน ค่าแทนสภาพดินจริงของจุดนั้น 3 ออกแบบกราวด์ด้วยค่าจริง ไม่ใช้ค่ากลางจากตาราง
ค่า ρa ที่วัดได้ทั้งสองแนวลดลงชัดเจนเมื่อระยะ a เพิ่มขึ้น ชี้ว่าดินชั้นลึกลงไปนำไฟฟ้าได้ดีกว่าดินชั้นบน

ข้อมูลชุดนี้อ่านได้สามเรื่อง

เรื่องแรก ดินชั้นบนต้านไฟฟ้าสูงกว่าชั้นล่างชัดเจน ที่ระยะตื้น 0.5–1.0 เมตร ค่าอยู่ราว 131–152 Ω·m เข้าเกณฑ์ดินทรายแป้งและดินทรายสภาพชื้นถึงแห้งตามตารางอ้างอิง เมื่อยืดถึง 5–10 เมตร ค่าลดเหลือราว 25–37 Ω·m รูปแบบนี้พบบ่อยในพื้นที่ที่ผิวดินแห้งจากแดดและลม ขณะที่ดินลึกลงไปยังเก็บความชื้นไว้ได้

เรื่องที่สอง สองแนวให้ค่าไปในทางเดียวกัน แนว E–W และ N–S ให้แนวโน้มเดียวกันและค่าใกล้กันในระดับที่ยอมรับได้ ต่างกันมากที่สุดที่ระยะ 2.0 เมตร (68.2 กับ 92.9 Ω·m) ความสอดคล้องนี้บอกว่าค่าที่ได้แทนสภาพดินจริงของจุดนั้น ไม่ใช่ผลจากสิ่งแปลกปลอมในแนวเดียว

เรื่องที่สาม ต้องใช้ค่าที่ตรงกับความลึกใช้งาน ถ้าระบบกราวด์ใช้หลักดินยาวราว 2.4 เมตรตามความยาวขั้นต่ำที่มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของ วสท. กำหนด ค่าที่เกี่ยวข้องคือช่วง a = 2–3 เมตร ไม่ใช่ค่าที่ระยะ 10 เมตร เช่นเดียวกับงานท่อฝังดินที่ต้องใช้ค่าที่ระดับความลึกวางท่อ การหยิบค่าต่ำสุดในตารางไปใช้เพราะดูดีกว่าคือความผิดพลาดที่ทำให้ผลออกแบบไม่ตรงกับสภาพจริง

เกณฑ์ยอมรับต้องมาจากผู้ออกแบบของโครงการ

บทความนี้อธิบายวิธีทดสอบและวิธีอ่านค่า ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ผ่านหรือไม่ผ่านให้โครงการใด ค่าที่วัดได้จะยอมรับได้หรือไม่ ต้องตัดสินโดยวิศวกรไฟฟ้าผู้ออกแบบระบบกราวด์ของโครงการนั้น ซึ่งพิจารณาร่วมกับขนาดกระแสผิดพร่อง ผังพื้นที่ ระยะเวลาตัดวงจร และมาตรฐานที่โครงการอ้างอิง สำหรับค่าความต้านทานของหลักดินที่ติดตั้งเสร็จ มาตรฐานของ วสท. กำหนดไม่เกิน 5 โอห์ม และอนุโลมถึง 25 โอห์มเมื่อทำให้ถึง 5 โอห์มไม่ได้จริงและได้รับความเห็นชอบจากการไฟฟ้า

การทดสอบนี้ใช้มาตรฐานอะไรบ้าง?

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

มาตรฐานครอบคลุมเรื่อง
ASTM G57-20วิธีทดสอบค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินในสนามด้วยวิธี Wenner Four-Electrode เป็นมาตรฐานหลักของงานทดสอบนี้ (ฉบับเก่าที่ยังพบอ้างในเอกสารบางฉบับคือ G57-95a ซึ่งถูกแทนแล้ว)
ASTM G187-23วิธีทดสอบค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินในห้องปฏิบัติการด้วยกล่องดินสองขั้ว (Two-Electrode Soil Box) รายงานผลเป็นโอห์ม-เซนติเมตร ใช้กับตัวอย่างดินที่เก็บมาจากสนาม
IEEE Std 80-2013แนวทางความปลอดภัยของระบบรากสายดินในสถานีไฟฟ้ากระแสสลับ ใช้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินคำนวณแรงดันช่วงก้าวและแรงดันสัมผัส
IEEE Std 81-2012แนวทางการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของดิน ความต้านทานเชิงซ้อนของหลักดิน และศักย์ไฟฟ้าที่ผิวดินของระบบรากสายดิน
IEEE Std 2778-2020แนวทางการทำระบบรากสายดินของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความปลอดภัยของบุคลากร ครอบคลุมประเด็นเฉพาะของพื้นที่โครงการขนาดใหญ่ที่กระจายตัว
AMPP (NACE) SP0169แนวทางการควบคุมการกัดกร่อนภายนอกของท่อโลหะที่ฝังดินหรือจมน้ำ ใช้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินประกอบการประเมินความจำเป็นและการออกแบบระบบป้องกันการกัดกร่อนแบบแคโทดิก (ฉบับปรับปรุงล่าสุดคือ SP0169-2024)
มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย (วสท.)ข้อกำหนดของระบบรากสายดินที่ใช้บังคับในประเทศ รวมถึงค่าความต้านทานของหลักดินและความยาวหลักดินขั้นต่ำ

ข้อผิดพลาดอะไรที่ทำให้ผลทดสอบใช้งานไม่ได้?

วัดจุดเดียวแล้วเหมาว่าเป็นค่าของทั้งโครงการ โซลาร์ฟาร์มหลายร้อยไร่หรือแนวท่อยาวหลายกิโลเมตรมีสภาพดินต่างกันได้มากในโครงการเดียว โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถมไม่เท่ากัน จุดทดสอบต้องกระจายให้ครอบคลุมทุกโซนที่ผลเจาะสำรวจดินชี้ว่าชั้นดินต่างกัน

ระยะ a สูงสุดไม่ครอบคลุมความลึกใช้งาน ถ้าระบบใช้กริดกราวด์กระจายกว้างและหลักดินลึก แต่ทดสอบสูงสุดแค่ไม่กี่เมตร ก็ขาดข้อมูลชั้นดินที่มีบทบาทจริงในการกระจายกระแส

มีโลหะฝังอยู่ในแนวทดสอบ ท่อเหล็ก สายเคเบิลใต้ดิน รางระบายน้ำเสริมเหล็ก หรือเสาเข็มที่ตอกไว้แล้ว ทำให้กระแสไหลผ่านโลหะแทนดิน ค่าที่วัดได้จึงต่ำผิดปกติ ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษในงานท่อก๊าซที่แนวทดสอบมักอยู่ในเขตทางร่วมกับสาธารณูปโภคอื่น ต้องตรวจผังใต้ดินและเลี่ยงแนวเหล่านั้นก่อนปักขา

ปักขา electrode ลึกเกินข้อกำหนด ในดินแข็งที่ปักยาก มักมีการทุบขาลงลึกกว่าเดิมเพื่อให้ตั้งได้ ทำให้เงื่อนไข B < A/20 ไม่เป็นจริงและค่าที่ได้เบี่ยงจากทฤษฎี

ไม่บันทึกสภาพและวันที่ทดสอบ ค่าเดียวกันมีความหมายต่างกันเมื่อวัดกลางฤดูแล้งกับหลังฝนตกหนัก รายงานที่ไม่บอกสภาพความชื้น อุณหภูมิ และวันที่ ทำให้ผู้ออกแบบประเมินไม่ได้ว่าต้องเผื่อค่าเท่าไร

ทำงานร่วมกับการทดสอบอื่นอย่างไร?

การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring) ให้ข้อมูลชั้นดิน ค่า SPT-N และกำลังรับน้ำหนัก สำหรับออกแบบฐานรากของโครงสร้างรับแผง อาคารอินเวอร์เตอร์ อาคาร Data Center และฐานหม้อแปลง ผลเจาะดินยังใช้แบ่งโซนเพื่อวางแผนว่าจะทดสอบ Soil Resistivity กี่จุดและที่ไหน ดูจำนวนหลุมและความลึกได้ที่ เจาะสำรวจดินกี่หลุม ลึกกี่เมตร

Soil Thermal Resistivity Test วัดความต้านทานความร้อนของดิน (m·K/W) ซึ่งเป็นคนละคุณสมบัติกับความต้านทานไฟฟ้า ใช้คำนวณพิกัดกระแสของสายไฟฟ้าใต้ดินตาม IEC 60287 โครงการสถานีไฟฟ้าและสายส่งใต้ดินมักต้องทำทั้ง Soil Resistivity และ Soil Thermal Resistivity ในทริปเดียวกัน พร้อมวัดอุณหภูมิดิน 24 ชั่วโมง (Ambient Temperature Test) ที่ระดับวางสาย

การทดสอบเสาเข็มโครงการโซลาร์ฟาร์ม ครอบคลุมการทดสอบแรงถอนและแรงด้านข้าง เพราะเสาเข็มแผงโซลาร์รับแรงยกและแรงผลักจากลมเป็นหลัก ส่วน Plate Bearing Test ใช้ตรวจกำลังรับน้ำหนักของดินผิวหรือดินถมบริเวณถนนภายในโครงการและฐานรากตื้น

งานประเมินการกัดกร่อนใช้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของดินอย่างเดียวไม่พอ ควรเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดินไปทดสอบ pH คลอไรด์ และซัลเฟตควบคู่กัน เพราะทั้งสามตัวประกอบกันเป็นภาพความรุนแรงของการกัดกร่อนที่ผู้ออกแบบต้องใช้ ดูขอบเขตงานห้องปฏิบัติการได้ที่ เจาะสำรวจและทดสอบดิน

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเป็นอย่างไร?

ค่าใช้จ่ายประเมินเป็นรายโครงการ ตัวแปรที่มีผลมากที่สุดคือจำนวนจุดทดสอบ ระยะ a สูงสุดที่ต้องการ จำนวนแนวที่วัดต่อจุด ระยะทางเดินทาง และความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่ ด้านเวลา งานสนามหนึ่งจุดใช้เวลาไม่นาน ทำได้หลายจุดต่อวันเมื่อพื้นที่โปร่ง การรวมงานนี้ไว้ในทริปเดียวกับการเจาะสำรวจดินช่วยลดค่าเดินทางได้พอสมควร ผู้ที่ต้องการประเมินราคาควรเตรียมข้อมูลพื้นที่โครงการ ผังตำแหน่งที่ต้องการทดสอบ และระยะ a ที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนดไว้ ทั้งนี้ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน — ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.