Restrike ใช้เครื่องมือ หัววัด และวิธีวิเคราะห์ชุดเดียวกับ PDA รอบแรก ต่างกันเพียงจังหวะเวลาที่ทดสอบ มาตรฐานที่ใช้คือ มยผ.1252-51 (มาตรฐานการทดสอบเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์) และ ASTM D4945 ซึ่งฉบับปัจจุบันคือ D4945-26
แผนภาพด้านล่างเทียบเสาเข็มต้นเดียวกันตอนจบตอก (EOD) กับตอนตอกซ้ำหลังทิ้งช่วง (BOR) ให้สังเกตแรงดันน้ำส่วนเกินรอบเสาเข็มที่สลายไป และกราฟด้านขวาที่กำลังรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามเวลา (set-up) หรือลดลง (relaxation)
EOD กับ BOR คืออะไร? ต่างกันตรงไหน?
EOD (End of Driving) คือค่าที่ PDA วัดได้ในช่วงท้ายของการตอกเสาเข็มครั้งแรก ส่วน BOR (Beginning of Restrike) คือค่าที่วัดได้จากการตอกซ้ำไม่กี่ครั้งแรกหลังทิ้งช่วง ทั้งสองใช้เครื่องมือและวิธีวิเคราะห์เดียวกัน แต่บอกกำลังเสาเข็มคนละช่วงเวลา
- EOD = กำลังรับน้ำหนัก ณ วินาทีที่หยุดตอก
- BOR = กำลังรับน้ำหนักหลังดินรอบเสาเข็มได้พักตัวแล้ว
- ผลต่างระหว่าง BOR กับ EOD = ปริมาณกำลังที่เปลี่ยนไปตามเวลา
ค่า BOR ต้องมาจากการตอกซ้ำไม่กี่ครั้งแรกเท่านั้น ถ้าตอกต่อไปเรื่อย ๆ ดินรอบเสาเข็มจะถูกรบกวนอีกรอบ และกำลังที่ฟื้นตัวระหว่างทิ้งช่วงจะหายไปบางส่วน นอกจากนี้ค้อนต้องมีพลังงานพอให้เสาเข็มจมตัวได้เล็กน้อยในแต่ละครั้ง ถ้าเสาเข็มแทบไม่จม ค่าที่วัดได้จะเป็นเพียงค่าขั้นต่ำของกำลังจริง
ดินเหนียวอ่อนแบบชั้นดินอ่อนกรุงเทพฯ มักแสดงกำลังที่เพิ่มขึ้นจาก EOD ไป BOR อย่างชัดเจน Restrike Test จึงสำคัญมากสำหรับเสาเข็มตอกในพื้นที่แบบนี้
Soil Set-up คืออะไร? ทำไมกำลังเสาเข็มตอกเพิ่มขึ้นตามเวลา?
Soil set-up คือปรากฏการณ์ที่กำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มเพิ่มขึ้นตามเวลาหลังตอกเสร็จ สาเหตุหลักคือแรงดันน้ำส่วนเกิน (excess pore water pressure) ที่เกิดตอนตอกค่อย ๆ สลายตัว ทำให้ดินรอบเสาเข็มแน่นขึ้นและแรงเสียดทานผิว (skin friction) กลับคืนมา
ขณะตอก เสาเข็มดันเบียดดินจนโครงสร้างดินเสียกำลังชั่วคราวและเกิดแรงดันน้ำสูงรอบเสาเข็ม เมื่อเวลาผ่านไปแรงดันน้ำระบายออก ดินรอบเสาเข็มจึงกลับมายึดผิวเสาเข็มได้ดีขึ้น กำลังรับน้ำหนักที่วัดได้จึงสูงกว่าตอน EOD ปรากฏการณ์นี้เด่นชัดในดินเหนียว ส่วนดินทรายมักตั้งตัวเร็วกว่า
กำลังที่เพิ่มขึ้นจาก set-up ส่วนใหญ่มาจากแรงเสียดทานผิว ส่วนแรงแบกทานปลายมักเปลี่ยนไม่มาก กำลังจาก set-up มักเพิ่มเร็วในช่วงแรกหลังตอก แล้วค่อย ๆ ช้าลง กราฟในแผนภาพแรกจึงแสดงเวลาหลังตอกเป็นสเกลลอการิทึม
ผลเชิงปฏิบัติคือ ถ้าประเมินกำลังจาก EOD เพียงอย่างเดียว อาจได้ค่าที่ต่ำกว่ากำลังจริงของเสาเข็มเมื่อรับน้ำหนักใช้งาน การทำ Restrike จึงช่วยสะท้อนกำลังที่ใกล้เคียงสภาพใช้งานจริงมากกว่า
รูปตัด 2 มิติและแบบจำลอง 3 มิติด้านล่างจำลองการทดสอบ Restrike หน้างาน ให้ดูตุ้มตอกในรางนำของปั้นจั่น หัววัดที่ยึดผิวข้างเสาเข็ม และเขตดินเหนียวรอบเสาเข็มที่ถูกเบียดจนมีแรงดันน้ำส่วนเกินตอนจบตอก เขตนี้คือเหตุผลที่กำลังช่วง EOD มักต่ำกว่าช่วง BOR ในดินเหนียว
Relaxation คืออะไร? กำลังเสาเข็มลดลงหลังตอกได้ไหม?
Relaxation คือปรากฏการณ์ตรงข้ามกับ set-up คือกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มลดลงตามเวลาหลังตอก พบได้ในชั้นดินบางประเภท เช่น ทรายละเอียดแน่นที่อิ่มตัวด้วยน้ำ หินผุ และหินดินดาน (shale) บางชนิด
ในทรายแน่น ดินขยายตัวขณะถูกเสาเข็มเบียด จึงเกิดแรงดันน้ำเป็นลบชั่วขณะ แรงต้านตอนจบตอกจึงสูงกว่าปกติ เมื่อแรงดันน้ำกลับสู่สภาพเดิม กำลังก็ลดลง ผลนี้มักเกิดที่แรงแบกทานปลายเสาเข็ม ค่า EOD ในชั้นดินแบบนี้จึงอาจสูงเกินกำลังระยะยาว
เพราะกำลังอาจลดลงได้จริงในบางสภาพชั้นดิน Restrike จึงเป็นการตรวจสอบว่ากำลังจริงหลังพักตัวเป็นอย่างไร ค่าที่ได้ต้องให้วิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้ประเมินและตัดสิน ไม่ใช่สรุปจากตัวเลขเพียงลำพัง
ทำไม PDA ต้องทดสอบซ้ำ? ใช้ค่าตอนจบตอกอย่างเดียวได้ไหม?
ใช้ค่า EOD อย่างเดียวมักไม่พอ เพราะกำลังที่วัดตอนจบตอกอาจไม่ใช่กำลังที่เสาเข็มจะมีจริงตอนใช้งาน การทดสอบซ้ำหลังทิ้งช่วงช่วยให้ได้ค่าที่สะท้อนสภาพจริงมากขึ้น ด้วยเหตุผลหลัก 4 ข้อ
- สะท้อนกำลังใช้งานจริง — โครงสร้างรับน้ำหนักหลังก่อสร้างเสร็จ ซึ่งเป็นเวลาที่ดินตั้งตัวแล้ว ไม่ใช่วินาทีที่จบตอก
- หลีกเลี่ยงการประเมินต่ำเกินไป — ในดินเหนียว EOD มักให้ค่าต่ำกว่ากำลังระยะยาว ถ้าใช้ค่านี้ตัดสินอย่างเดียว อาจต้องเพิ่มความยาวหรือจำนวนเสาเข็มโดยไม่จำเป็น
- ตรวจจับ relaxation — ในทรายแน่นหรือหินบางชนิด กำลังอาจลดลงหลังตอก ค่า EOD จึงอาจสูงเกินจริง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญด้านความปลอดภัย
- ประกอบการวิเคราะห์ CAPWAP — สัญญาณช่วง BOR มักถูกนำไป วิเคราะห์ CAPWAP เพื่อแยกแรงเสียดทานผิวกับแรงแบกทานปลาย เมื่อเทียบกับผลช่วง EOD จะเห็นว่ากำลังเปลี่ยนไปที่ชั้นดินใด
ค่ากำลังจากรอบ Restrike ใช้เทียบกับเกณฑ์ในสเปกโครงการเหมือนผล PDA ทั่วไป ดูวิธีอ่านค่าและเกณฑ์ที่ใช้ได้ที่ วิธีอ่านผล PDA Test
Restrike Test ต้องทิ้งช่วงกี่วันหลังตอก?
ในทางปฏิบัติมักทิ้งช่วงก่อนทำ Restrike ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึง 1–2 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อให้ soil set-up พัฒนาได้เพียงพอ ระยะนี้ขึ้นกับชนิดดินเป็นหลัก ดินทรายตั้งตัวเร็วจึงใช้เวลาสั้นกว่า ส่วนดินเหนียวอ่อนต้องใช้เวลานานกว่าเพราะแรงดันน้ำระบายช้า
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละโครงการต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ โดยพิจารณาจากชั้นดินจริง ผลเจาะสำรวจดิน และข้อกำหนดของโครงการ บทความนี้อธิบายหลักการทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้กำหนดจำนวนวันตายตัวแทนวิศวกรโครงการ
สำหรับเสาเข็มตอก อายุคอนกรีตมักไม่ใช่ตัวกำหนดระยะรอ เพราะเสาเข็มคอนกรีตสำเร็จรูปบ่มจนได้กำลังจากโรงงานแล้ว ระยะรอก่อนทดสอบ PDA จึงขึ้นกับ soil set-up เป็นหลัก เทียบระยะรอของการทดสอบแต่ละวิธีได้ที่ ทดสอบเสาเข็มได้ตอนอายุคอนกรีตกี่วัน
ตารางเปรียบเทียบ EOD กับ BOR
ตารางด้านล่างสรุปความต่างของ EOD กับ BOR ใน 5 หัวข้อ ตั้งแต่จังหวะที่วัด สภาพดินรอบเสาเข็ม ไปจนถึงมาตรฐานที่ใช้
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| หัวข้อ | EOD (End of Driving) | BOR (Beginning of Restrike) |
|---|---|---|
| จังหวะที่วัด | จบการตอกครั้งแรก | ตอกซ้ำหลังทิ้งช่วง |
| สภาพดินรอบเสาเข็ม | ยังถูกเบียด แรงดันน้ำสูง | พักตัวแล้ว แรงดันน้ำระบายบางส่วน |
| กำลังในดินเหนียว | มักต่ำกว่ากำลังระยะยาว | มักสูงขึ้น (set-up) |
| บอกอะไร | กำลังชั่วขณะจบตอก | กำลังใกล้สภาพใช้งาน |
| มาตรฐาน | มยผ.1252-51 / ASTM D4945 | มยผ.1252-51 / ASTM D4945 |
Restrike ใช้กับเสาเข็มทุกแบบไหม?
ไม่ใช่ทุกแบบ Restrike Test ใช้กับเสาเข็มตอก (Driven Pile) เป็นหลัก เพราะต้องมีค่า EOD จากการตอกครั้งแรกไว้เทียบกับค่าหลังทิ้งช่วง และดินรอบเสาเข็มถูกรบกวนจากการตอกจึงเกิด set-up หรือ relaxation ให้วัด
เสาเข็มเจาะ (Bored Pile) ไม่มีขั้นตอนตอก จึงไม่มีค่า EOD ให้เทียบ เสาเข็มเจาะยังทดสอบ PDA ได้ตามปกติ โดยใช้ตุ้มน้ำหนักตกกระแทกหลังคอนกรีตได้กำลังตามสเปก แต่เป็นการทดสอบรอบเดียว ไม่ใช่ Restrike อ่านรายละเอียดได้ที่ PDA ทดสอบเสาเข็มเจาะได้ไหม และภาพรวมของวิธีนี้ที่ Dynamic Load Test (PDA Test)
สรุป
Restrike Test คือการทดสอบ PDA ซ้ำหลังตอกเสาเข็มทิ้งช่วง เพื่อเทียบค่ากับ EOD และจับปรากฏการณ์ soil set-up (กำลังเพิ่ม) หรือ relaxation (กำลังลด) ที่เกิดตามเวลา ผลที่ได้ใกล้เคียงกำลังในสภาพใช้งานจริงมากกว่าการวัดตอนจบตอกเพียงครั้งเดียว ระยะทิ้งช่วงและการแปลผลต้องให้วิศวกรผู้รับผิดชอบเป็นผู้กำหนดตามชั้นดินจริงของแต่ละโครงการ
SPN Soil Engineering ให้บริการทดสอบเสาเข็มด้วย PDA และ Restrike พร้อมวิเคราะห์ CAPWAP ทั่วประเทศ 77 จังหวัด รายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.