กำแพงกันดินพังได้ 3 แบบ — กฎหมายจึงกำหนด FS 3 ค่า

กำแพงกันดินไม่ได้พังแบบเดียว กลไกการวิบัติหลักมี 3 แบบ และกฎกระทรวงกำหนดอัตราส่วนความปลอดภัยขั้นต่ำแยกไว้ครบทั้งสามด้าน:

1. เลื่อนไถล (Sliding) — FS ≥ 1.50

แรงดันดินด้านหลังผลักกำแพงให้ไถลไปข้างหน้า แรงต้านมาจากแรงเสียดทานใต้ฐานและแรงต้านของดินหน้ากำแพง ถ้าดินใต้ฐานอ่อนหรือมีน้ำใต้ดินสูง แรงต้านจะต่ำลงมาก อัตราส่วนระหว่างแรงต้านกับแรงผลักต้องไม่น้อยกว่า 1.50

2. พลิกคว่ำ (Overturning) — FS ≥ 2.00

แรงดันดินสร้างโมเมนต์บิดให้กำแพงหมุนคว่ำรอบขอบฐานด้านหน้า น้ำหนักตัวกำแพงและดินที่กดทับบนฐานเป็นตัวต้าน กำแพงยิ่งสูง โมเมนต์พลิกคว่ำยิ่งโตเร็ว อัตราส่วนโมเมนต์ต้านต่อโมเมนต์พลิกต้องไม่น้อยกว่า 2.00

3. กำลังแบกทานของดินฐานราก (Bearing) — FS ≥ 3.00

น้ำหนักกำแพงและแรงดันดินรวมกันกดลงดินใต้ฐานแบบเยื้องศูนย์ ทำให้ขอบฐานด้านหน้ารับหน่วยแรงสูงสุด ถ้าดินใต้ฐานรับไม่ไหว กำแพงจะทรุดเอียงแม้ไม่เลื่อนไม่คว่ำ เกณฑ์นี้สอดคล้องกับหลัก FS = 3 ของฐานรากแผ่ทั่วไป (เกี่ยวข้องกับเงื่อนไข Plate Bearing Test ด้วย อ่านในPlate Bearing Test กลายเป็นข้อบังคับเมื่อไหร่)

การตรวจสอบอัตราส่วนความปลอดภัยขั้นต่ำตามกฎกระทรวง 2566
การเลื่อนไถล (Sliding)1.50
การพลิกคว่ำ (Overturning)2.00
กำลังแบกทานของดินฐานราก (Bearing)3.00

กฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎกระทรวงกำหนดฐานรากของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคาร พ.ศ. 2566 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเจาะสำรวจดิน ฐานรากแผ่ เสาเข็ม ไปจนถึงกำแพงกันดิน — อ่านภาพรวมทั้งฉบับได้ในสรุปกฎกระทรวงฐานราก 2566 ฉบับเข้าใจง่าย

ข้อมูลดินที่ต้องมีก่อนออกแบบกำแพงกันดิน

จุดสำคัญที่หลายคนมองข้าม: FS ทั้งสามค่าคำนวณไม่ได้เลยถ้าไม่รู้คุณสมบัติของดินจริง ทั้งดินหลังกำแพง ดินใต้ฐาน และระดับน้ำใต้ดิน:

การตรวจสอบพารามิเตอร์ดินที่ต้องใช้ได้จากการทดสอบ
แรงดันดินด้านข้างหน่วยน้ำหนักดิน, มุมเสียดทานภายใน (φ), แรงยึดเกาะ (c)เจาะสำรวจ + ทดสอบในห้องปฏิบัติการ
การเลื่อนไถลแรงเสียดทานใต้ฐาน, คุณสมบัติดินใต้ฐานเจาะสำรวจ + SPT + ทดสอบแรงเฉือน
กำลังแบกทานกำลังแบกทานของดินใต้ฐานเจาะสำรวจ, SPT, หรือ Plate Bearing Test
ผลของน้ำระดับน้ำใต้ดิน, การเปลี่ยนแปลงตามฤดูหลุมเจาะสำรวจ / บ่อสังเกตการณ์
⚠️ จุดที่พลาดบ่อยที่สุดคือ "น้ำ"

แรงดันน้ำหลังกำแพงที่ระบายไม่ทันเพิ่มแรงผลักมหาศาลเกินกว่าที่ออกแบบเผื่อไว้ กำแพงกันดินที่วิบัติจำนวนมากเกิดหลังฝนตกหนัก การรู้ระดับน้ำใต้ดินจากการเจาะสำรวจและการออกแบบระบบระบายน้ำหลังกำแพงจึงสำคัญไม่แพ้ตัวโครงสร้าง อ่านเพิ่มในน้ำใต้ดินมีผลต่อฐานรากอย่างไร

สำหรับชั้นดินเหนียวอ่อน การหากำลังรับแรงเฉือนอาจใช้ Field Vane Shear Test วัดในสนามโดยตรงร่วมกับผล SPT และการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้พารามิเตอร์ที่ใช้ออกแบบน่าเชื่อถือที่สุด

งานแบบไหนเข้าข่ายต้องคิดเรื่องนี้

  • กำแพงกันดินริมถนนหรือที่ดินต่างระดับ — ในโครงการจัดสรรหรือบ้านบนเนิน
  • ผนังกันดินชั้นใต้ดินของอาคาร — รับทั้งแรงดันดินและแรงดันน้ำถาวร
  • เขื่อนกันดินริมน้ำ ริมคลอง — เผชิญการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำสองฝั่งตลอดปี
  • งานถมดินสูงชิดแนวเขตที่ดินข้างเคียง — กรณีพิพาทเพื่อนบ้านจากดินถมไหลจำนวนมาก เริ่มจากกำแพงกันดินที่ไม่ได้ออกแบบตามหลักวิศวกรรม

เริ่มยังไงให้ถูกกฎหมาย: เจาะดิน → ออกแบบ → ตรวจ FS

  1. เจาะสำรวจดินตามแนวกำแพง — เก็บข้อมูลชั้นดิน ค่า SPT ตัวอย่างดินไปทดสอบในห้องปฏิบัติการ และระดับน้ำใต้ดิน
  2. วิศวกรออกแบบจากข้อมูลดินจริง — กำหนดรูปตัดกำแพง ระบบระบายน้ำ และตรวจสอบ FS ทั้งสามค่าให้ผ่านเกณฑ์
  3. จัดทำรายการคำนวณที่อ้างอิงที่มาของค่าดินได้ — เพื่อใช้ประกอบการขออนุญาตหรือยืนยันกับผู้เกี่ยวข้อง

SPN ให้บริการครบทั้งสองช่วงคืองานเจาะสำรวจและทดสอบดิน และงานออกแบบด้านวิศวกรรมธรณีซึ่งครอบคลุมโครงสร้างกันดิน (Retaining Structure) จึงออกแบบจากข้อมูลดินจริงของพื้นที่ได้ครบจบในที่เดียว

สรุป

กฎกระทรวงฐานราก 2566 กำหนดเกณฑ์ความปลอดภัยของกำแพงกันดินไว้ชัดเจนทั้งการเลื่อนไถล (1.50) การพลิกคว่ำ (2.00) และกำลังแบกทานของดินฐานราก (3.00) และทุกค่าคำนวณจากคุณสมบัติดินจริง งานกำแพงกันดินที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายจึงเริ่มต้นที่การเจาะสำรวจดิน ตามด้วยการออกแบบโดยวิศวกรที่เห็นข้อมูลดินของพื้นที่นั้นจริง ๆ ไม่ใช่แบบสำเร็จรูปที่ยกมาจากที่อื่น

📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

บทความนี้สรุปสาระของกฎกระทรวงเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือทางวิศวกรรมสำหรับโครงการใดโครงการหนึ่ง การอ้างอิงเพื่อใช้งานจริงให้ยึดตัวบทกฎกระทรวงฉบับราชกิจจานุเบกษา และปรึกษาวิศวกรผู้มีใบอนุญาตประจำโครงการ