มยผ. ที่เกี่ยวกับงานเสาเข็มมีกี่ฉบับ?

มยผ. ย่อมาจากมาตรฐานงานก่อสร้าง ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่ละฉบับมีเลขประจำและปีที่ประกาศต่อท้าย เช่น มยผ. 1106-64 หมายถึงฉบับที่ประกาศ พ.ศ. 2564 สำหรับงานเสาเข็มและการทดสอบเสาเข็ม ฉบับที่ต้องรู้จักมี 4 ฉบับ

เครื่องมือทดสอบเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์ที่หน้างาน ตามแนวทาง มยผ. 1252-51
งานทดสอบเสาเข็มหน้างานอ้างอิงมาตรฐาน มยผ. ควบคู่กับ ASTM (ภาพ: SPN Soil Engineering)

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

มาตรฐานครอบคลุมเรื่องใช้ตอนไหน
มยผ. 1106-64มาตรฐานงานเสาเข็ม ตั้งแต่วัสดุ การตอก การเจาะหล่อ ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ ไปจนถึงการสั่งทดสอบตลอดงานเสาเข็ม เป็นฉบับแม่
มยผ. 1251การทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกตามแนวแกนด้วยวิธีสถิตยศาสตร์ (Static Axial Pile Load Test)เมื่อต้องพิสูจน์กำลังรับน้ำหนักด้วยการกดจริง
มยผ. 1252-51การทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกตามแนวแกนด้วยวิธีพลศาสตร์ (Dynamic Axial Pile Load Test)เมื่อต้องตรวจกำลังหลายต้นในเวลาจำกัด
มยผ. 1551-51การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Pile Integrity Test)เมื่อต้องตรวจว่าเนื้อเสาเข็มมีรอยร้าวหรือคอดหรือไม่

ความสัมพันธ์ของทั้งสี่ฉบับอ่านง่าย ๆ คือ มยผ. 1106 บอกว่างานเสาเข็มต้องทำอย่างไรและเมื่อไรต้องทดสอบ ส่วนอีกสามฉบับบอกว่าการทดสอบแต่ละวิธีต้องทำอย่างไร

มยผ. 1106-64 มาตรฐานงานเสาเข็ม คุมอะไรบ้าง?

มยผ. 1106-64 คือมาตรฐานงานเสาเข็ม ครอบคลุมทั้งเสาเข็มตอกและเสาเข็มเจาะ เนื้อหาที่ผู้รับเหมาและเจ้าของงานเจอบ่อยมีดังนี้

  • การต่อเสาเข็ม — เสาเข็มคอนกรีตหล่อสำเร็จให้ต่อได้ไม่เกิน 2 ท่อน และต้องต่อด้วยการเชื่อมไฟฟ้า โดยแผ่นเหล็กที่หล่อฝังในเสาเข็มหนาไม่น้อยกว่า 9 มิลลิเมตร และแผ่นเหล็กประกบหนาไม่น้อยกว่า 6 มิลลิเมตร ทั้งนี้มาตรฐานห้ามต่อเสาเข็มใน 3 กรณี คือ เสาเข็มที่ต้องรับแรงด้านข้าง เสาเข็มในชั้นดินที่เสี่ยงต่อการเลื่อนไถล และเสาเข็มที่ปลายวางบนชั้นหินลาดเอียง
  • น้ำหนักตุ้มตอก — ตุ้มตอกต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของน้ำหนักเสาเข็ม และไม่น้อยกว่า 3 เมตริกตัน
  • ระยะห่างขณะเจาะ — การเจาะเสาเข็มต้นใหม่ต้องห่างจากเสาเข็มที่เพิ่งหล่อภายใน 24 ชั่วโมงไม่น้อยกว่า 6 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็มต้นที่ใหญ่กว่า วัดจากศูนย์กลางถึงศูนย์กลาง และในชั้นดินเหนียวอ่อนอาจต้องเว้นระยะมากกว่านี้
  • ความคลาดเคลื่อนตำแหน่ง — ฐานรากที่มีเสาเข็ม 1–2 ต้น ยอมให้เยื้องศูนย์ไม่เกิน 50 มิลลิเมตร ฐานรากที่มีตั้งแต่ 3 ต้นขึ้นไปยอมให้ไม่เกิน 75 มิลลิเมตร ส่วนศูนย์กลางกลุ่มเสาเข็มยอมให้เยื้องไม่เกิน 50 มิลลิเมตร ทั้งนี้เสาเข็มที่มีขนาดใหญ่กว่า 600 มิลลิเมตร ค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุดให้อยู่ในดุลยพินิจของวิศวกรผู้ออกแบบ
  • ความเอียง — ความคลาดเคลื่อนของแนวดิ่งต้องไม่เกินร้อยละ 1 ของความยาวเสาเข็ม
  • แบบฟอร์มบันทึก — งานตอกใช้แบบฟอร์ม บฟ. มยผ. 1106-1 งานเสาเข็มเจาะใช้ บฟ. มยผ. 1106-2 เอกสารสองชุดนี้คือหลักฐานย้อนกลับได้เวลามีข้อโต้แย้ง

มาตรฐานยังกำหนดด้วยว่า หากใช้มาตรฐานอื่นนอกเหนือจากที่อ้างไว้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมอาคารหรือสภาวิศวกร และถ้ามาตรฐานอื่นขัดแย้งกับ มยผ. 1106-64 ให้ยึดฉบับนี้เป็นหลัก ส่วนเสาเข็มเจาะระบบเปียกให้เป็นไปตามมาตรฐาน วสท. 1019

มยผ. บอกว่าต้องทดสอบเสาเข็มเมื่อไหร่?

จุดที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ มยผ. 1106-64 ไม่ได้เขียนแค่ว่าทดสอบอย่างไร แต่ระบุด้วยว่าเหตุการณ์แบบไหนบังคับให้ต้องทดสอบ

  • แบบไม่ระบุวิธีทดสอบ — ถ้าแบบหรือรายการประกอบแบบเฉพาะงานไม่ได้ระบุรายละเอียดวิธีทดสอบการรับน้ำหนักไว้ ให้ทดสอบด้วยวิธีสถิตยศาสตร์ตาม มยผ. 1251 เป็นค่าตั้งต้น ข้อนี้ตอบคำถามที่ผู้รับเหมาถามบ่อยว่าถ้าสเปกเงียบต้องทำอะไร
  • เสาเข็มร้าวแล้วซ่อม — เสาเข็มที่ร้าวต้องสกัดเนื้อที่เสียหายออกและหล่อใหม่ และหลังตอกซ้ำต้องทำการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม
  • เสาเข็มเจาะรูปร่างผิดไปจากที่กำหนด — ถ้าขนาดหรือรูปร่างคลาดเคลื่อน ให้ทดสอบด้วยวิธีคลื่นสั่นสะเทือนหรือวิธีอื่นที่วิศวกรผู้ควบคุมงานเห็นชอบ
  • เสาเข็มตอกเสียหายเป็นวงกว้าง — ถ้าเสาเข็มที่ตอกเสียหายถึงร้อยละ 10 ให้ตอกเพิ่มอีก 10 ต้นเพื่อตรวจสอบ หากยังเสียหายอีกถือว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ต้องตรวจสอบด้วยการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมหรือการทดสอบ

อ่านต่อเรื่องจำนวนต้นที่ควรทดสอบได้ที่ ต้องทดสอบเสาเข็มกี่ต้น

มยผ. 1251 การทดสอบด้วยวิธีสถิตยศาสตร์ คืออะไร?

มยผ. 1251 คือมาตรฐานการทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกตามแนวแกนของเสาเข็มด้วยวิธีสถิตยศาสตร์ หรือที่หน้างานเรียกกันว่า Static Load Test วิธีนี้คือการกดน้ำหนักลงบนหัวเสาเข็มจริงเป็นขั้น ๆ แล้ววัดการทรุดตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้น

ข้อดีคือให้ผลตรงที่สุดเพราะเป็นการจำลองสภาพใช้งานจริง ข้อจำกัดคือใช้เวลาและพื้นที่มาก ต้องตั้งโครงรับน้ำหนักหรือกองน้ำหนักถ่วง ค่าใช้จ่ายจึงสูงกว่าวิธีอื่นมาก รายละเอียดวิธีทำอ่านได้ที่หน้า Static Load Test ทดสอบเสาเข็มด้วยการกดจริง

มยผ. 1252-51 การทดสอบด้วยวิธีพลศาสตร์ ต่างจาก 1251 อย่างไร?

มยผ. 1252-51 คือมาตรฐานการทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกตามแนวแกนด้วยวิธีพลศาสตร์ ตรงกับ Dynamic Load Test หรือ PDA ในภาษาที่หน้างานใช้ วิธีนี้ปล่อยตุ้มกระแทกหัวเสาเข็มแล้ววัดคลื่นความเค้นที่วิ่งลงไปและสะท้อนกลับ เพื่อคำนวณกำลังรับน้ำหนักย้อนกลับ

ตัวอย่างสัญญาณแรงและความเร็วจากการทดสอบเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์ ใช้ประเมินคุณภาพสัญญาณตาม มยผ. 1252-51
สัญญาณแรงและความเร็วที่บันทึกได้ คือหลักฐานหลักที่ มยผ. 1252 ใช้ตัดสินคุณภาพการทดสอบ

ต่างจาก มยผ. 1251 ตรงที่ใช้เวลาต่อต้นเพียงหลักชั่วโมง ทดสอบได้หลายต้นในวันเดียว จึงเหมาะกับการตรวจสอบเชิงปริมาณทั่วโครงการ แต่ผลที่ได้เป็นการคำนวณย้อนกลับจากสัญญาณ ไม่ใช่การวัดการทรุดตัวโดยตรง คุณภาพผลจึงขึ้นกับคุณภาพสัญญาณและการวิเคราะห์ CAPWAP อ่านวิธีอ่านผลได้ที่ อ่านผล PDA Test อย่างไรให้เข้าใจ และดูภาพรวมวิธีทดสอบที่ Dynamic Load Test (PDA) คืออะไร

มยผ. 1551-51 ทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม ตรวจอะไร?

มยผ. 1551-51 คือมาตรฐานการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม ตรงกับ Seismic Integrity Test หรือ Low Strain Pile Integrity Test วิธีนี้เคาะหัวเสาเข็มด้วยค้อนเล็กแล้ววัดคลื่นสะท้อน เพื่อดูว่ามีรอยแตก คอด หรือความไม่ต่อเนื่องของเนื้อเสาเข็มหรือไม่

การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธีคลื่นสั่นสะเทือนที่หัวเสาเข็ม ตามแนวทาง มยผ. 1551-51
Seismic Integrity Test ตรวจความสมบูรณ์ของเนื้อเสาเข็ม อ้างอิง มยผ. 1551-51 (ภาพ: SPN Soil Engineering)

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ มยผ. 1551-51 ไม่ได้บอกกำลังรับน้ำหนัก เสาเข็มที่ผ่านการทดสอบความสมบูรณ์แปลว่าเนื้อเสาเข็มไม่มีความผิดปกติที่ตรวจพบได้ ไม่ได้แปลว่ารับน้ำหนักตามออกแบบได้ ถ้าต้องการยืนยันกำลังต้องใช้ มยผ. 1251 หรือ 1252 อ่านต่อที่ Seismic Integrity Test คืออะไร

มยผ. กับ ASTM ใช้ตัวไหน ต้องเลือกไหม?

ไม่ต้องเลือก เพราะสองชุดนี้ทำงานคนละหน้าที่ มยผ. เป็นมาตรฐานงานก่อสร้างของไทยที่มักถูกอ้างในสัญญาและเอกสารประกอบแบบ ส่วน ASTM เป็นมาตรฐานวิธีทดสอบสากลที่ระบุรายละเอียดขั้นตอนและเครื่องมือละเอียดกว่า ในทางปฏิบัติรายงานทดสอบของงานในไทยมักอ้างทั้งคู่ควบคู่กัน

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

วิธีทดสอบมาตรฐานไทยมาตรฐานสากลที่ใช้คู่กัน
Static Axial Pile Load Testมยผ. 1251ASTM D1143
Dynamic Axial Pile Load Testมยผ. 1252-51ASTM D4945
Pile Integrity Testมยผ. 1551-51ASTM D5882-16

รายละเอียดเปรียบเทียบฝั่ง ASTM อ่านต่อได้ที่ ASTM D5882, D4945, D1143 ต่างกันยังไง นอกจากนี้ มยผ. 1106-64 ยังอ้างถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์เสาเข็มคอนกรีตหล่อสำเร็จของ มอก. ชุด 395 ถึง 399 และมาตรฐานงานเสาเข็มเจาะระบบเปียกของ วสท. 1019 ด้วย

ใช้มาตรฐานเหล่านี้กับงานจริงอย่างไร?

สำหรับเจ้าของโครงการและผู้รับเหมา แนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริงมี 3 ข้อ

1. เช็คสเปกก่อนเริ่มงาน — เปิดรายการประกอบแบบดูว่าระบุมาตรฐานทดสอบไว้หรือไม่ ถ้าไม่ระบุ ค่าตั้งต้นตาม มยผ. 1106-64 คือวิธีสถิตยศาสตร์ ซึ่งมีต้นทุนและเวลาสูงกว่าวิธีอื่นมาก ควรคุยกับวิศวกรผู้ออกแบบให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเสาเข็ม

2. เก็บแบบฟอร์มบันทึกให้ครบ — บฟ. มยผ. 1106-1 สำหรับงานตอกและ บฟ. มยผ. 1106-2 สำหรับงานเจาะ เป็นหลักฐานที่ใช้อ้างอิงย้อนหลังได้เมื่อมีข้อสงสัยเรื่องคุณภาพเสาเข็ม

3. ตรวจว่ารายงานอ้างมาตรฐานตรงกับที่ทดสอบจริง — รายงานที่ดีต้องระบุมาตรฐานที่ใช้ วิธีการ เครื่องมือ และลงนามโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต ตรวจรายการที่ควรมีได้จาก เช็คลิสต์รายงานทดสอบเสาเข็ม

ด้านค่าบริการ งานทดสอบเสาเข็มด้วยวิธีพลศาสตร์ (PDA) ของ SPN เริ่มต้นประมาณ 5,500 บาทต่อต้น การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Seismic Integrity Test) ประมาณ 100–150 บาทต่อต้น ส่วน Static Load Test อยู่ในช่วง 50,000–150,000 บาทขึ้นไปต่อต้น ขึ้นกับน้ำหนักทดสอบและระบบรับน้ำหนักที่ใช้ ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

⚠️ บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป

เนื้อหาสรุปสาระสำคัญของมาตรฐานเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่การแทนที่ตัวมาตรฐานฉบับเต็ม การเลือกวิธีทดสอบ จำนวนต้น และเกณฑ์การยอมรับของแต่ละโครงการ ต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบและอ้างอิงมาตรฐานฉบับจริงประกอบเสมอ