บทความ GPR สแกนคอนกรีตคืออะไร อธิบายหลักการ ความถี่เสาอากาศ และความลึกที่สแกนได้ไว้แล้ว บทความนี้ต่อจากตรงนั้น คือเมื่อรายงานสแกนเหล็กเสริมมาถึงมือ เจ้าของอาคาร ผู้รับเหมา หรือผู้ควบคุมงาน จะอ่านภาพเรดาร์ ตารางสรุป และข้อจำกัดท้ายรายงานอย่างไร โดยใช้กรณีที่พบบ่อยที่สุด คือตรวจนับเหล็กในเสาคอนกรีตของอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว
รายงานสแกนเหล็กด้วย GPR ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
รายงานสแกนเหล็กเสริมด้วย GPR ที่อ่านได้ครบ ควรมี 5 ส่วนหลัก ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งจะตรวจย้อนผลไม่ได้
- ผังตำแหน่งจุดสแกน — แปลนอาคารระบุรหัสจุด เช่น G1–G20 พร้อมชั้นและชนิดองค์อาคาร (เสา คาน พื้น ผนัง)
- ภาพเรดาร์รายจุด — ภาพแนวนอนและแนวตั้งของแต่ละจุด มีลูกศรชี้ยอดโค้งที่แปลว่าเหล็ก
- ภาพร่างหน้าตัดที่สรุปจากการสแกน — วาดตำแหน่งเหล็กที่พบ และแยกให้เห็นว่าเส้นไหน "พบจริง" เส้นไหน "สันนิษฐาน" (Assume)
- ตารางหรือข้อความสรุปรายจุด — จำนวนเหล็กที่พบต่อด้าน จำนวนด้านที่สแกนได้ ระยะเหล็กปลอก และช่วงความสูงที่สแกน
- ข้อจำกัดและลายเซ็นวิศวกร — เงื่อนไขที่ทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้ และลายมือชื่อวิศวกรผู้ตรวจสอบพร้อมเลขทะเบียนใบอนุญาต
อ่านภาพ Radargram ยังไง? ยอดโค้ง 1 ยอด = เหล็ก 1 เส้น
Radargram คือภาพหน้าตัดที่เครื่อง GPR สร้างจากคลื่นสะท้อนขณะเลื่อนเครื่องไปตามผิวคอนกรีต เมื่อเลื่อนเครื่องตั้งฉากกับเหล็ก คลื่นจะสะท้อนจากเหล็กตั้งแต่ก่อนเครื่องจะถึงตัวเหล็กและหลังผ่านไปแล้ว ภาพที่ได้จึงเป็นรูปโค้งคว่ำ ยอดของโค้งคือจุดที่เครื่องอยู่ตรงเหนือเหล็กพอดี ภาพเรดาร์ทุกภาพอ่านจาก 3 องค์ประกอบ
1. แกนนอน = ระยะทางตามแนวสแกน
แกนนอนคือระยะที่เครื่องเลื่อนไป หน่วยเป็นเมตร ระยะห่างระหว่างยอดโค้งที่อยู่ติดกันคือระยะเรียงเหล็ก เช่น ยอดโค้งห่างกันราว 0.10 ม. แปลว่าเหล็กเรียงห่างราว 10 ซม.
2. แกนตั้ง = ความลึกจากผิว
เครื่อง GPR วัดเวลาที่คลื่นเดินทางไปกลับ แล้วแปลงเป็นความลึกด้วยค่าความเร็วคลื่นในคอนกรีต ค่าความเร็วนี้ขึ้นกับค่าไดอิเล็กตริก (Dielectric Constant) ของคอนกรีต ซึ่งเปลี่ยนตามความชื้น แกนความลึกจึงแม่นเท่ากับค่าความเร็วที่ตั้งไว้ หัวข้อระยะหุ้มด้านล่างจะอธิบายวิธียืนยันค่า
3. ยอดโค้ง = ตำแหน่งเหล็กและความลึกถึงผิวบนเหล็ก
ยอดโค้งให้ข้อมูล 2 ค่าในจุดเดียว คือตำแหน่งตามแนวสแกนและความลึกถึงผิวบนของเหล็ก ซึ่งใช้เป็นระยะหุ้มคอนกรีต (Concrete Cover) โดยประมาณ โปรแกรมแสดงผลส่วนใหญ่แสดงภาพเป็นแถบสี ยอดโค้งจะเห็นเป็นจุดสีสว่างเรียงกัน ภาพแบบแถบสีกับภาพขาวดำอ่านด้วยหลักเดียวกัน
นับเหล็กเสาจากการสแกนด้านเดียว ได้ครบไหม?
การสแกนด้านเดียวนับได้เฉพาะเหล็กยืนที่อยู่ชิดด้านนั้น ซึ่งรวมเหล็กมุม 2 เส้นด้วย จำนวนเหล็กทั้งต้นจึงเป็นค่าที่คำนวณโดยสมมุติว่าเหล็กจัดสมมาตรทุกด้าน ไม่ใช่ค่าที่นับได้จริงทุกเส้น สำหรับเสาสี่เหลี่ยมที่มีเหล็กมุมครบ 4 มุม ใช้ความสัมพันธ์ทางเรขาคณิตนี้
เสาสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านกว้าง n₁ เส้น ด้านยาว n₂ เส้น → เหล็กทั้งต้น = 2 × (n₁ + n₂) − 4
สูตรนี้ใช้ได้เมื่อการจัดเหล็กสมมาตรจริงเท่านั้น ถ้าเสาอยู่ชิดผนัง มีกระเบื้อง หรือมีตู้ไฟบังจนเข้าถึงได้ด้านเดียว รายงานควรเขียนให้ชัดว่า "สแกนได้ 1 ด้าน" และเหล็กด้านที่เหลือเป็นค่าสันนิษฐาน ในภาพร่างหน้าตัดของรายงาน มักใช้คำว่า Assume กำกับเหล็กที่ไม่ได้สแกนโดยตรง
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| สแกนได้ | สิ่งที่ยืนยันได้ | สิ่งที่ยังเป็นค่าสันนิษฐาน |
|---|---|---|
| 1 ด้าน | จำนวนเหล็กด้านนั้น ระยะเรียง ระยะปลอก | จำนวนเหล็กอีก 3 ด้าน และจำนวนทั้งต้น |
| 2 ด้านที่ตั้งฉากกัน | จำนวนเหล็กด้านกว้างและด้านยาว | ด้านตรงข้าม (สมมุติว่าเท่ากัน) |
| 3–4 ด้าน | จำนวนเหล็กเกือบทั้งต้น | เหลือเฉพาะขนาดเหล็ก ซึ่ง GPR วัดตรงไม่ได้ |
ระยะเหล็กปลอก อ่านจากภาพแนวตั้งยังไง?
ระยะเหล็กปลอกอ่านจากภาพที่เลื่อนเครื่องขึ้นลงตามความสูงของเสา เพราะแนวนี้ตั้งฉากกับเหล็กปลอก ยอดโค้งแต่ละยอดคือเหล็กปลอก 1 วง ระยะห่างระหว่างยอดคือระยะเรียงของปลอกในช่วงนั้น
สิ่งที่ต้องอ่านให้ครบคือช่วงความสูงที่ระยะปลอกเปลี่ยน แบบก่อสร้างหลายแบบกำหนดให้ปลอกถี่ขึ้นบริเวณปลายเสา รายงานที่ดีจึงไม่ควรเขียนระยะปลอกค่าเดียวทั้งต้น แต่ควรเขียนเป็นช่วง เช่น "ปลอกห่าง 10 ซม. ที่ความสูง 0–0.80 ม. และห่าง 20 ซม. ตั้งแต่ 0.80 ม. ขึ้นไปจนสุดระยะสแกน" แล้วนำไปเทียบกับแบบก่อสร้างของอาคารนั้น การตัดสินว่าระยะที่พบเพียงพอหรือไม่เป็นหน้าที่ของวิศวกรโครงสร้างผู้ประเมิน
ผู้สแกนมักเข้าถึงได้แค่ระดับเอื้อมมือหรือระดับฝ้า ข้อสรุปเรื่องระยะปลอกจึงใช้ได้เฉพาะช่วงความสูงที่สแกนจริง ช่วงปลายบนของเสาใต้คานที่ไม่ได้สแกน ยังไม่มีข้อมูล
ระยะหุ้มคอนกรีตจาก GPR แม่นแค่ไหน?
ระยะหุ้มจาก GPR เป็นค่าประมาณ ความแม่นขึ้นกับว่าตั้งค่าความเร็วคลื่นตรงกับคอนกรีตจริงแค่ไหน วิธีที่ใช้ยืนยันค่าคือสกัดเปิดผิวคอนกรีตที่จุดสอบเทียบ วัดระยะถึงเหล็กจริงด้วยตลับเมตรหรือเวอร์เนีย แล้วปรับค่าความเร็วคลื่นให้ความลึกในภาพตรงกับค่าที่วัดได้ ปัจจัยที่ทำให้ค่าคลาดเคลื่อนมีดังนี้
- ความชื้นในคอนกรีต — คอนกรีตชื้นทำให้คลื่นเดินช้าลงและสัญญาณอ่อนลง ถ้าใช้ค่าความเร็วของคอนกรีตแห้ง ความลึกที่อ่านได้จะคลาดจากจริง
- ชั้นผิวที่ฉาบหรือปูทับ — ความลึกที่อ่านได้วัดจากผิวที่วางเครื่อง ถ้าสแกนบนปูนฉาบหรือกระเบื้อง ตัวเลขจะรวมความหนาชั้นผิวไว้ด้วย รายงานจึงต้องระบุสภาพผิวที่สแกน
- ผิวขรุขระหรือมีรอยแตก — เครื่องแนบผิวไม่สนิท ทำให้สัญญาณรบกวนและยอดโค้งไม่คม
ถ้าต้องการระยะหุ้มละเอียดเฉพาะจุด เช่น ตรวจรับงานหล่อคอนกรีตใหม่ นิยมใช้ Cover Meter ซึ่งเป็นเครื่องวัดแบบสนามแม่เหล็ก ทำงานคู่กับ GPR ได้ดี
ตัวอย่างการอ่านตารางสรุปผล
ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างประกอบ แสดงวิธีแปลข้อความในรายงานสแกนเสา 4 ต้น เป็นข้อสรุปที่ใช้งานต่อได้ ตัวเลขเป็นค่าสมมุติเพื่ออธิบายวิธีอ่าน ไม่ใช่ผลจากโครงการจริง
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| จุด | ด้านที่สแกน | เหล็กยืนที่พบ | ระยะปลอกที่พบ | อ่านว่าอะไร |
|---|---|---|---|---|
| C1 | 2 ด้าน | ด้านละ 3 เส้น | @10 ซม. (0–0.80 ม.) · @20 ซม. (เหนือ 0.80 ม.) | สอดคล้องกับเหล็ก 8 เส้นแบบสมมาตร ปลอกถี่ช่วงล่าง |
| C2 | 1 ด้าน | 3 เส้น | @20 ซม. ตลอดช่วงที่สแกน | 8 เส้นเป็นค่าสันนิษฐาน ไม่พบช่วงปลอกถี่ในช่วงที่สแกน ต้องเทียบแบบ |
| C3 | 1 ด้าน | 4 เส้น | @10 ซม. (0–1.20 ม.) | พบมากกว่าแบบ อาจเป็นช่วงต่อทาบ ควรสแกนซ้ำที่ระดับความสูงอื่น |
| C4 | 1 ด้าน | ยอดโค้งไม่ชัด | อ่านไม่ได้ | สัญญาณถูกรบกวน เช่น ผิวชื้นหรือมีวัสดุปิดผิว ควรเปิดผิวหรือเปลี่ยนตำแหน่งสแกน |
จุด C3 เป็นกรณีที่พบบ่อย เหล็กที่พบมากกว่าแบบในช่วงความสูงหนึ่ง มักเป็นช่วงต่อทาบ (Lap Splice) ที่เหล็กสองเส้นวางซ้อนกัน อีกสาเหตุคือท่อโลหะหรือแผ่นเหล็กฝังที่ให้ยอดโค้งคล้ายเหล็ก การสแกนซ้ำที่ระดับความสูงอื่นช่วยแยกได้ เพราะช่วงต่อทาบจะหายไปเมื่อพ้นระยะทาบ
ผลสแกนไม่ตรงแบบ ต้องทำอะไรต่อ?
ผลสแกนที่ไม่ตรงแบบยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าโครงสร้างบกพร่อง ขั้นตอนที่ควรทำตามลำดับคือยืนยันผลก่อน แล้วจึงส่งให้วิศวกรโครงสร้างประเมิน
- สแกนซ้ำด้านอื่นหรือความสูงอื่น — ตัดกรณีช่วงต่อทาบและวัตถุฝังอื่นออกก่อน
- ทำ Area Scan เฉพาะจุดสำคัญ — สแกนเป็นตารางทั้งแกน X และ Y เช่น พื้นที่ 0.60×0.60 ม. เพื่อดูภาพแผนที่เหล็กทั้งแผง
- สกัดเปิดผิวยืนยัน — เป็นวิธีเดียวที่ยืนยันขนาดเหล็กได้ ควรเปิดอย่างน้อย 2–3 จุดต่องาน และใช้เป็นจุดสอบเทียบระยะหุ้มไปพร้อมกัน
- ตรวจวิธีอื่นประกอบ — เช่น Core Test เมื่อต้องการกำลังอัดคอนกรีตจริง หรือ Half-Cell Potential เมื่อสงสัยการกัดกร่อนของเหล็ก
- ส่งวิศวกรโครงสร้างประเมิน — นำจำนวนเหล็กที่ยืนยันแล้วไปตรวจกำลังรับน้ำหนักตามการใช้งานจริง ซึ่งต้องทำเป็นรายโครงการ ดูภาพรวมได้ที่ การประเมินโครงสร้างอาคารเก่า
ข้อจำกัดที่รายงาน GPR ควรเขียนไว้
ข้อจำกัดท้ายรายงานไม่ใช่ข้อความป้องกันตัวของผู้ตรวจ แต่เป็นเงื่อนไขที่บอกผู้อ่านว่าตัวเลขใช้ได้แค่ไหน แนวทาง ACI PRC-228.2-13 ของสถาบันคอนกรีตอเมริกัน (American Concrete Institute) ก็ระบุว่า GPR เหมาะกับการหาตำแหน่งเหล็ก แต่ไม่ใช่วิธีวัดขนาดเหล็ก ข้อจำกัดที่ควรมีได้แก่
- เหล็กที่อยู่ชิดหรือซ้อนกัน เช่น ช่วงต่อทาบ หรือเหล็กมัดรวมที่มุมเสา สัญญาณสะท้อนจะซ้อนกันจนนับจำนวนจริงได้ยาก
- เหล็กชั้นนอกบังเหล็กชั้นใน ในโครงสร้างที่มีเหล็กหลายชั้นหรือหน้าตัดหนา ทำให้เหล็กชั้นลึกคลาดเคลื่อนได้มากกว่าเหล็กชั้นนอก
- ความชื้นและคลอไรด์ ทำให้สัญญาณอ่อนลง โดยเฉพาะโครงสร้างที่เปียกเป็นประจำ
- วัตถุโลหะอื่น เช่น ท่อร้อยสายไฟ แผ่นเหล็กฝัง หรือพุก อาจถูกอ่านเป็นเหล็กเสริม
- พื้นที่สแกนแคบหรือเข้าถึงได้ด้านเดียว ผลบางส่วนต้องอาศัยการสันนิษฐานว่าการจัดเหล็กสมมาตร
- ผลเป็นข้อมูลเฉพาะตำแหน่งที่สแกน ใช้แทนทั้งองค์อาคารหรือทั้งอาคารไม่ได้
เช็คลิสต์ 7 ข้อ ก่อนรับรายงานสแกนเหล็กด้วย GPR
- รหัสจุดตรงกันทุกส่วน — ผังตำแหน่ง ภาพเรดาร์ ภาพร่างหน้าตัด และตารางสรุป ใช้รหัสจุดเดียวกัน
- ภาพเรดาร์ครบทั้ง 2 แนว — แนวนอนสำหรับนับเหล็กยืน แนวตั้งสำหรับระยะปลอก และมีลูกศรชี้ยอดโค้งที่ใช้สรุป
- ระบุจำนวนด้านที่สแกนได้รายจุด — แยกค่าที่พบจริงออกจากค่าสันนิษฐานให้ชัด
- ระยะปลอกเขียนเป็นช่วงความสูง — พร้อมระบุความสูงสูงสุดที่สแกนได้
- ระบุวิธีสอบเทียบความลึก — มีจุดสกัดเปิดผิวหรือบอกค่าที่ใช้ ถ้าไม่มี ให้อ่านระยะหุ้มเป็นค่าประมาณหยาบ
- บันทึกสภาพผิวที่สแกน — คอนกรีตเปลือย ปูนฉาบ กระเบื้อง หรือผิวชื้น
- มีข้อจำกัดและลายเซ็นวิศวกร — ลงนามโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (กว.) พร้อมเลขทะเบียน
สรุป
การอ่านผลสแกน GPR เหล็กเสริมเริ่มจากภาพเรดาร์ ยอดโค้ง 1 ยอดคือเหล็ก 1 เส้น ภาพแนวนอนใช้นับเหล็กยืนและระยะเรียง ภาพแนวตั้งใช้อ่านระยะปลอกเป็นช่วงความสูง ความลึกของยอดคือระยะหุ้มโดยประมาณที่ควรสอบเทียบกับจุดสกัดเปิดผิว จำนวนเหล็กทั้งต้นจากการสแกนด้านเดียวเป็นค่าที่สันนิษฐานจากความสมมาตร และขนาดเหล็กต้องยืนยันด้วยการเปิดผิวเท่านั้น
ถ้ากำลังวางแผนตรวจสอบเหล็กเสริมในอาคารเดิม ดูรายละเอียดบริการได้ที่ ตรวจสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย (NDE) หรือดูปัจจัยที่มีผลต่อค่าบริการใน ราคาตรวจสอบโครงสร้าง NDT 2026 ค่าบริการสแกน GPR ขึ้นกับจำนวนจุด ชนิดองค์อาคาร และการเข้าถึงพื้นที่ ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน
ภาพเรดาร์ในบทความเป็นภาพจำลองเชิงหลักการ และตารางตัวอย่างเป็นค่าสมมุติเพื่ออธิบายวิธีอ่าน ไม่ใช่ผลจากโครงการใด สูตรนับเหล็กเป็นความสัมพันธ์ทางเรขาคณิตที่ใช้ได้เมื่อการจัดเหล็กสมมาตร การประเมินว่าเหล็กที่พบเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่ ต้องผ่านวิศวกรโครงสร้างผู้รับผิดชอบของแต่ละโครงการ