เมื่อพูดถึง "การออกแบบบ้านหรืออาคาร" หลายคนนึกถึงแค่แบบสถาปัตยกรรมที่กำหนดหน้าตาและพื้นที่ใช้สอย แต่เบื้องหลังอาคารทุกหลังยังมีงานออกแบบอีกด้านที่มองไม่เห็นแต่สำคัญไม่แพ้กัน คืองานออกแบบวิศวกรรมโยธาและโครงสร้าง ซึ่งเป็นตัวตัดสินว่าอาคารจะแข็งแรง ปลอดภัย และผ่านการขออนุญาตก่อสร้างได้หรือไม่ บทความนี้พาดูภาพรวมทั้งหมด ตั้งแต่ขอบเขตงาน ขั้นตอน มาตรฐาน-กฎหมาย ไปจนถึงวิธีเลือกผู้ออกแบบ

งานออกแบบวิศวกรรมโยธาครอบคลุมอะไรบ้าง?

งานออกแบบวิศวกรรมโยธา (Civil Engineering Design) คืองานคำนวณและจัดทำแบบก่อสร้างด้านวิศวกรรม แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานออกแบบโครงสร้าง งานระบบระบายน้ำ งานถนน-ผังบริเวณ และงานควบคุมงานก่อสร้าง โดยทั้งหมดต้องมีวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (กว.) จากสภาวิศวกรเป็นผู้รับผิดชอบ

  • ออกแบบโครงสร้าง (Structural Design): คำนวณขนาดฐานราก เสา คาน พื้น และเหล็กเสริมของอาคาร คสล. หรือโครงสร้างเหล็ก ให้รับน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย
  • ระบบระบายน้ำ (Drainage Design): ออกแบบรางระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ และบ่อพัก ให้ระบายน้ำฝนออกจากพื้นที่โครงการโดยไม่ท่วมขัง
  • งานถนนและผังบริเวณ (Road & Site Plan): ออกแบบถนนภายในโครงการ ลานจอดรถ ระดับดินถม และการจัดวางอาคารในผังบริเวณ
  • ควบคุมงานก่อสร้าง (Construction Supervision): ตรวจสอบให้ผู้รับเหมาก่อสร้างตรงตามแบบและมาตรฐาน พร้อมแก้ปัญหาหน้างาน
งานออกแบบ วิศวกรรมโยธา ออกแบบโครงสร้าง คสล. ฐานราก · เสา · คาน · พื้น ระบบระบายน้ำ ราง · ท่อ · บ่อพัก งานถนน-ผังบริเวณ ถนน · ลานจอด · ระดับดินถม ควบคุมงานก่อสร้าง ตรวจงาน · คุมคุณภาพ
4 กลุ่มงานหลักของงานออกแบบวิศวกรรมโยธา ทุกกลุ่มต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาต (กว.) รับผิดชอบ (ภาพประกอบเชิงหลักการ ไม่ใช่แบบก่อสร้าง)

ออกแบบโครงสร้าง คสล. คืออะไร ต่างจากงานสถาปนิกอย่างไร?

การออกแบบโครงสร้าง คสล. (คอนกรีตเสริมเหล็ก) คือการคำนวณและกำหนดขนาดชิ้นส่วนที่รับน้ำหนักของอาคาร ได้แก่ ฐานราก เสา คาน พื้น รวมถึงปริมาณและตำแหน่งเหล็กเสริม ให้อาคารปลอดภัยตามมาตรฐานและกฎหมาย ผลลัพธ์คือแบบวิศวกรรมโครงสร้างพร้อมรายการคำนวณ (Structural Calculation) ที่ใช้ประกอบการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง

งานนี้ต่างจากงานสถาปนิกชัดเจน — สถาปนิกออกแบบ "อาคารหน้าตาเป็นอย่างไร ใช้งานอย่างไร" ส่วนวิศวกรโครงสร้างตอบว่า "อาคารแบบนั้นจะยืนอยู่ได้อย่างปลอดภัยด้วยโครงสร้างแบบไหน" ทั้งสองฝ่ายทำงานคู่กันบนแบบชุดเดียวกัน

เปรียบเทียบบทบาทสถาปนิก vs วิศวกรโครงสร้าง
หัวข้อสถาปนิกวิศวกรโครงสร้าง
โจทย์หลักพื้นที่ใช้สอย รูปทรง ความสวยงามความแข็งแรง ความปลอดภัย การรับน้ำหนัก
ผลงานที่ส่งมอบแบบสถาปัตยกรรม (ผัง รูปด้าน รูปตัด วัสดุ)แบบโครงสร้าง + รายการคำนวณ
ใบอนุญาตสถาปนิก (สภาสถาปนิก)วิศวกรโยธา กว. (สภาวิศวกร)
ตัวอย่างสิ่งที่กำหนดขนาดห้อง ตำแหน่งประตูหน้าต่างขนาดเสา-คาน เหล็กเสริม ชนิดฐานราก
💡 แบบขออนุญาตชุดสมบูรณ์ต้องมีทั้งสองส่วน

การยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารทั่วไปต้องมีทั้งแบบสถาปัตยกรรมและแบบวิศวกรรมโครงสร้าง โดยทั่วไปบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยเกิน 150 ตร.ม. ต้องแนบรายการคำนวณโครงสร้างที่วิศวกรผู้มีใบอนุญาตเซ็นรับรองด้วย อ่านสรุปกฎหมายฐานรากที่เกี่ยวข้องได้ใน สรุปกฎกระทรวงฐานราก 2566

ขั้นตอนงานออกแบบเป็นอย่างไร? จากสำรวจดินถึงเซ็นรับรองแบบ

งานออกแบบวิศวกรรมที่ถูกหลักไม่ได้เริ่มที่การเขียนแบบ แต่เริ่มจากข้อมูลจริงของที่ดิน ลำดับขั้นตอนโดยทั่วไปเป็นดังนี้

  1. เจาะสำรวจดิน (Soil Boring): เก็บข้อมูลชั้นดิน กำลังรับน้ำหนัก และระดับน้ำใต้ดินในตำแหน่งก่อสร้างจริง เพราะฐานรากต้องออกแบบจากดินจริง ไม่ใช่ค่าสมมติ ดูรายละเอียดใน บริการเจาะสำรวจดินของ SPN
  2. กำหนดผังและน้ำหนักอาคาร: รับแบบสถาปัตยกรรมมาประเมินน้ำหนักบรรทุกคงที่ น้ำหนักจร และแรงอื่น เช่น แรงลม แรงแผ่นดินไหวตามพื้นที่
  3. คำนวณโครงสร้าง: เลือกระบบฐานราก (ฐานรากแผ่หรือเสาเข็ม) แล้วคำนวณขนาดเสา คาน พื้น และเหล็กเสริมตามมาตรฐาน
  4. เขียนแบบก่อสร้าง: จัดทำแบบวิศวกรรมโครงสร้างและแบบประกอบอื่น เช่น ระบบระบายน้ำ ผังบริเวณ ในรูปแบบที่ผู้รับเหมานำไปก่อสร้างได้
  5. จัดทำรายการคำนวณและเซ็นรับรอง: วิศวกรผู้มีใบอนุญาต (กว.) เซ็นรับรองแบบและรายการคำนวณ เพื่อใช้ยื่นขออนุญาตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
💡 ทำไมข้อมูลดินคือจุดเริ่มต้นของแบบที่ดี

ฐานรากคือชิ้นส่วนเดียวที่ออกแบบ "เผื่อ" ไม่ได้จากการเดา — ถ้าไม่รู้กำลังรับน้ำหนักดินจริง วิศวกรต้องสมมติค่าอนุรักษ์นิยมมากจนสิ้นเปลือง หรือเสี่ยงเกินไปจนทรุดร้าว ค่าบริการเจาะสำรวจดินของ SPN สำหรับบ้านพักอาศัยเริ่มต้นประมาณ 20,000–40,000 บาท (2–3 หลุม รวม Lab Test พื้นฐานและรายงานรับรองโดยวิศวกร) ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน อ่านเพิ่มเรื่องการแปลผลข้อมูลดินได้ใน กำลังรับน้ำหนักของดินคืออะไร

มาตรฐานและกฎหมายอะไรบ้างที่งานออกแบบต้องอ้างอิง?

งานออกแบบโครงสร้างและงานโยธาในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและมาตรฐานทางวิศวกรรมหลายฉบับ ตารางนี้สรุปตัวหลักที่เจ้าของโครงการควรรู้จัก

กฎหมายและมาตรฐานหลักของงานออกแบบโครงสร้าง
กฎหมาย / มาตรฐานเกี่ยวข้องกับอะไร
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522กฎหมายแม่บทของการขออนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนอาคาร และกฎกระทรวงที่ออกตามมา
กฎกระทรวงฐานรากและพื้นดินรองรับอาคาร พ.ศ. 2566เกณฑ์การรับน้ำหนักของฐานรากและพื้นดิน ที่ทำให้ข้อมูลเจาะสำรวจดินมีบทบาทโดยตรงต่อการออกแบบ
กฎกระทรวงแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564กำหนดพื้นที่และประเภทอาคารที่ต้องออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว
มยผ.1301/1302-61มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง
มาตรฐาน วสท.มาตรฐานการออกแบบโครงสร้าง คสล. และโครงสร้างเหล็ก ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ที่วิศวกรใช้อ้างอิงในการคำนวณ
ข้อบังคับสภาวิศวกร (COE)กำหนดว่างานออกแบบประเภทใดต้องทำโดยวิศวกรระดับใด และการเซ็นรับรองแบบ-รายการคำนวณ

สำหรับเจ้าของบ้านหรือโครงการ ไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดทุกฉบับ แต่ควรตรวจว่าผู้ออกแบบอ้างอิงมาตรฐานเหล่านี้ในรายการคำนวณ และเซ็นรับรองโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาตจริง

เลือกวิศวกรผู้ออกแบบอย่างไรให้เชื่อถือได้?

ผู้ออกแบบที่ดีไม่ได้วัดจากราคาถูกที่สุด แต่วัดจากความน่าเชื่อถือของงานและเอกสารที่ส่งมอบ เกณฑ์พื้นฐานที่ควรใช้พิจารณา ได้แก่

  • มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (กว.): ตรวจสอบชื่อและเลขทะเบียนกับสภาวิศวกรได้ และระดับใบอนุญาตต้องเหมาะกับขนาดอาคารที่ออกแบบ
  • มีผลงานประเภทเดียวกัน: เคยออกแบบอาคารประเภทและขนาดใกล้เคียงกับโครงการของเรา เช่น บ้านพักอาศัย โรงงาน หรืออาคารสูง
  • ส่งมอบเอกสารครบ: แบบวิศวกรรมโครงสร้าง รายการคำนวณ และเอกสารรับรองพร้อมลายเซ็น ไม่ใช่ส่งแค่แบบอย่างเดียว
  • สื่อสารและแก้แบบได้: อธิบายเหตุผลการออกแบบให้เจ้าของโครงการเข้าใจ และมีเงื่อนไขการแก้แบบที่ชัดเจน

ด้านค่าใช้จ่าย งานออกแบบโครงสร้างบ้านพักอาศัยทั่วไปนิยมคิดต่อตารางเมตรของพื้นที่ใช้สอย ส่วนอาคารขนาดใหญ่นิยมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่างานก่อสร้าง ทั้งนี้ราคาจริงขึ้นกับหน้างานและขอบเขตงาน ควรขอใบเสนอราคาจากผู้ออกแบบโดยตรง อ่านรายละเอียดวิธีคิดราคาแบบเจาะลึกได้ใน ค่าออกแบบโครงสร้าง คสล. คิดราคายังไง

⚠️ บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป

เนื้อหาในบทความนี้เป็นการให้ความรู้เชิงหลักการ ไม่ใช่คำแนะนำการออกแบบสำหรับโครงการใดโครงการหนึ่ง ขนาดฐานราก เสา คาน และเหล็กเสริมของแต่ละอาคารต้องคำนวณโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบจากข้อมูลจริงของโครงการ โดยเฉพาะผลเจาะสำรวจดินในตำแหน่งก่อสร้าง