ทำไมการสร้างรั้วบนดินอ่อนกรุงเทพฯ ถึงเสี่ยงพัง?

ดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ (Bangkok Soft Clay) คือชั้นดินเหนียวกำลังต่ำที่ปกคลุมพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีกำลังรับแรงเฉือนต่ำและยุบอัดตัวสูง เมื่อถมดินต่างระดับเพื่อสร้างรั้วหรือปรับระดับพื้นที่ น้ำหนักดินถมจะกดให้ชั้นดินอ่อนทรุดตัว พร้อมกับดันด้านข้าง (Lateral Earth Pressure) เข้าหาแนวรั้ว หากไม่ออกแบบระบบกันดินให้เพียงพอ รั้วจะเอียง แตกร้าว หรือพังทลายภายในเวลาไม่กี่ปี

ภาพตัดขวางชั้นดินกรุงเทพฯ แสดงชั้นดินเหนียวอ่อนปิดทับชั้นดินเหนียวแข็งและชั้นทราย
ลักษณะชั้นดินกรุงเทพฯ — ชั้นดินเหนียวอ่อนหนาปิดทับชั้นดินเหนียวแข็งและชั้นทราย (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย, 2546)

ความหนาของชั้นดินเหนียวอ่อนไม่เท่ากันทั่วพื้นที่ งานวิจัยด้านธรณีเทคนิคจึงแบ่งกรุงเทพฯ และปริมณฑลออกเป็นโซน A–F ตามความหนาของชั้นดินอ่อน ยิ่งชั้นดินอ่อนหนา การออกแบบฐานรากและกำแพงกันดินยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น อ่านพื้นฐานเรื่องนี้เพิ่มได้ที่ ดินอ่อนกรุงเทพฯ กับงานฐานราก

แผนที่การแบ่งโซนความหนาชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ และปริมณฑล โซน A ถึง F
แผนที่แบ่งโซนความหนาชั้นดินเหนียวอ่อนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (Zone A–F) — Zone F คือพื้นที่ชั้นดินอ่อนหนาที่สุด (เชิดพันธุ์, 2553)

ชั้นดิน Zone F คืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร?

Zone F คือพื้นที่ที่ชั้นดินเหนียวอ่อนหนามากกว่า 18 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 674.75 ตารางกิโลเมตร ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล (อ้างอิงแผนที่แบ่งโซนในรายงานการคำนวณของโครงการ) ถือเป็นโซนที่ท้าทายที่สุดสำหรับงานถมดินและกำแพงกันดิน เพราะชั้นดินแข็งที่เสาเข็มต้องหยั่งถึงอยู่ลึกมาก

ผลเจาะสำรวจดินของโครงการนี้ยืนยันคุณสมบัติของดิน Zone F ได้ชัดเจน คือ ปริมาณน้ำในมวลดิน (Water Content) สูงเกิน 100% ในช่วงดินอ่อน และกำลังรับแรงเฉือนแบบไม่ระบายน้ำ (Undrained Shear Strength) ต่ำมากในช่วง 15 เมตรแรก ข้อมูลเหล่านี้คือพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ของการออกแบบ — เริ่มจากงานเจาะสำรวจและทดสอบดินเสมอ

กราฟคุณสมบัติดินตามความลึก ปริมาณน้ำในดิน หน่วยน้ำหนัก และกำลังรับแรงเฉือนของชั้นดินเหนียวอ่อน
กราฟคุณสมบัติดินตามความลึกจากผลเจาะสำรวจ — ปริมาณน้ำในดินช่วงดินอ่อนสูงเกิน 100%

ใช้มาตรฐานและเกณฑ์อะไรในการออกแบบ?

รายงานการคำนวณฉบับนี้ออกแบบด้วยวิธีหน่วยแรงใช้งาน (Allowable Stress Design, ASD) โดยอ้างอิงข้อกำหนดและมาตรฐานหลักดังนี้

  • กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
  • มาตรฐาน ว.ส.ท. สำหรับงานคอนกรีตเสริมเหล็กและงานเหล็กโครงสร้าง
  • ACI 318 และ AISC (ASD) สำหรับการตรวจสอบกำลังหน้าตัด
  • ASCE 7-05 สำหรับการพิจารณาน้ำหนักบรรทุก
  • เกณฑ์อัตราส่วนความปลอดภัยด้านเสถียรภาพ F.S. ≥ 1.50 อ้างอิง มยผ.1918-62 (มาตรฐานที่ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง)

ด้านวัสดุ กำหนดคอนกรีตกำลังอัด fc′ = 210 ksc เหล็กเสริม SR-24/SD-40 ส่วนน้ำหนักบรรทุกที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ น้ำหนักจรบนดินถม 1 ตัน/ตร.ม. แรงลม 50 กก./ตร.ม. และกำหนดระดับน้ำในดินถมเท่ากับ 1/3 ของความสูงดินถม ซึ่งเป็นการจำลองสภาวะใช้งานจริงที่ค่อนข้างปลอดภัย อ่านเรื่องเกณฑ์ F.S. ของกำแพงกันดินตามกฎหมายเพิ่มเติมได้ที่ ค่าความปลอดภัยกำแพงกันดินตามกฎหมาย

กำแพงกันดิน 5 รูปแบบตามความสูงดินถม มีอะไรบ้าง?

หัวใจของรายงานฉบับนี้คือการจัดทำ "แบบรั้วมาตรฐาน" ที่เลือกใช้ตามความสูงดินถมจริงของแต่ละแปลง โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงรูปตัวไอ (I-Pile) ทั้งหมด ต่างกันที่ขนาด ความยาว ระยะห่าง และระบบโครงสร้าง

แบบจำลองสามมิติกำแพงกันดินรั้ว 5 รูปแบบตามความสูงดินถม 0.50 ถึง 2.50 เมตร
แบบจำลอง 3 มิติของกำแพงกันดินรั้วทั้ง 5 รูปแบบตามความสูงดินถม
ความสูงดินถมระบบกำแพงกันดินเสาเข็มความยาวระยะห่างต้นหมายเหตุ
2.50 ม.King & Anchor PileI-350×35018 ม.1.125 ม.ถมด้วยวัสดุมวลเบา (ขี้เถ้าแกลบ) บางส่วน
2.00 ม.King & Anchor PileI-300×30015 ม.1.50 ม.
1.50 ม.Cantilever PileI-260×26012 ม.1.50 ม.
1.00 ม.Cantilever PileI-260×2606 ม.1.50 ม.
0.50 ม.Cantilever PileI-260×2606 ม.2.25 ม.

สังเกตว่ายิ่งดินถมสูง ระบบยิ่งซับซ้อนขึ้น ทั้งขนาดเสาเข็มที่ใหญ่ขึ้น ความยาวที่ต้องหยั่งลึกถึง 18 เมตร และระยะห่างต้นที่ถี่ขึ้น เปรียบเทียบชนิดของกำแพงกันดินแบบอื่น ๆ ได้ที่ กำแพงกันดินมีกี่แบบ

King & Anchor Pile ต่างจาก Cantilever อย่างไร และทำไมต้องใช้วัสดุมวลเบา?

Cantilever Pile คือเสาเข็มแถวเดียวที่ต้านแรงดันดินด้วยความลึกฝังตัวของเสาเข็มเอง เหมาะกับดินถมไม่สูงนัก ส่วน King & Anchor Pile คือระบบเสาเข็มคู่ — เสาเข็มหลัก (King Pile) รับแรงดันดินด้านหน้า และเสาเข็มสมอ (Anchor Pile) ปักด้านหลังช่วยยึดรั้งหัวเสาเข็มหลักไว้ ทำให้ระบบรับแรงดันดินได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเสาเข็มจนเกินจำเป็น รายงานนี้เลือกใช้ King & Anchor Pile กับดินถมสูง 2.00 และ 2.50 เมตร

สำหรับกรณีดินถมสูงสุด 2.50 เมตร ผู้ออกแบบยังกำหนดให้ถมด้วยวัสดุมวลเบา (ขี้เถ้าแกลบ, Rice Husk Ash) แทนดินถมบางส่วน เพราะน้ำหนักที่เบากว่าดินมากช่วยลดทั้งการทรุดตัวของชั้นดินอ่อนและแรงดันด้านข้างที่ถ่ายเข้ากำแพง แนวคิดเดียวกับการปรับปรุงคุณภาพดินถมในงานถนนและลานกว้าง อ่านเพิ่มที่ วิธีปรับปรุงคุณภาพดิน

วิเคราะห์ด้วย PLAXIS 3D ตามขั้นตอนก่อสร้างอย่างไร?

PLAXIS 3D คือโปรแกรมวิเคราะห์ไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Method, FEM) ที่จำลองพฤติกรรมดินและโครงสร้างแบบ 3 มิติ จุดแข็งคือการวิเคราะห์แบบ Staged Construction — จำลองทีละขั้นตอนตามลำดับการก่อสร้างจริง ทำให้เห็นการเคลื่อนตัวสะสมในแต่ละขั้น ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์สุดท้าย

ในรายงานนี้แบ่งขั้นตอนวิเคราะห์เป็น สภาพดินเดิม (Initial Stage) → ติดตั้งเสาเข็ม → ถมดิน/วัสดุมวลเบา → ก่อสร้างรั้ว → ใส่น้ำหนักจร แรงลม และระดับน้ำ ตามเกณฑ์ออกแบบ

แบบจำลอง PLAXIS 3D ขั้นตอนสภาพดินเดิมก่อนก่อสร้าง
แบบจำลองขั้นตอนที่ 1 — สภาพชั้นดินเดิมก่อนเริ่มก่อสร้าง
แบบจำลอง PLAXIS 3D ขั้นตอนถมดินหลังติดตั้งเสาเข็ม
ขั้นตอนถมดินหลังติดตั้งเสาเข็มกันดิน
แบบจำลอง PLAXIS 3D ขั้นตอนใส่น้ำหนักจรและระดับน้ำในดินถม
ขั้นตอนสุดท้าย — ใส่น้ำหนักจร 1 ตัน/ตร.ม. และระดับน้ำ 1/3 ของความสูงดินถม
รูปตัดการวิเคราะห์กำแพงกันดินกรณีดินถมสูง 2.50 เมตร ระบบ King and Anchor Pile
รูปตัดการวิเคราะห์กรณีดินถมสูง 2.50 ม. — King & Anchor Pile I-350×350 ยาว 18 ม.

ผลการวิเคราะห์: การเคลื่อนตัวและค่า F.S. เท่าไหร่?

ผลวิเคราะห์สองกรณีวิกฤติที่สุด (ดินถมสูง 2.50 และ 2.00 เมตร ซึ่งใช้ระบบ King & Anchor Pile) สรุปได้ดังนี้

กรณีการเคลื่อนตัวด้านข้างสูงสุดการทรุดตัวสูงสุดF.S.เกณฑ์ (มยผ.1918-62)ผล
ดินถม 2.50 ม.17.56 ซม.36.66 ซม.1.52≥ 1.50ผ่าน
ดินถม 2.00 ม.15.44 ซม.29.49 ซม.1.55≥ 1.50ผ่าน

ตัวเลขการทรุดตัวระดับ 30 ซม. ขึ้นไปสะท้อนธรรมชาติของดิน Zone F ได้ชัดเจน — แม้ระบบกันดินจะมีเสถียรภาพผ่านเกณฑ์ การทรุดตัวของดินถมบนดินอ่อนยังคงสูง จึงต้องออกแบบรอยต่อและระดับใช้งานเผื่อการทรุดตัวไว้ด้วย

ผลวิเคราะห์การเคลื่อนตัวด้านข้างของกำแพงกันดินกรณีดินถม 2.50 เมตร จาก PLAXIS 3D
คอนทัวร์การเคลื่อนตัวด้านข้าง กรณีดินถม 2.50 ม. — ค่าสูงสุด 17.56 ซม.
ผลวิเคราะห์การทรุดตัวและค่า Factor of Safety กรณีดินถม 2.50 เมตร
การทรุดตัวและค่า F.S. = 1.52 กรณีดินถม 2.50 ม.
รูปตัดการวิเคราะห์กำแพงกันดินกรณีดินถมสูง 2.00 เมตร
รูปตัดการวิเคราะห์กรณีดินถมสูง 2.00 ม. — King & Anchor Pile I-300×300 ยาว 15 ม.
ผลวิเคราะห์การเคลื่อนตัวด้านข้างของกำแพงกันดินกรณีดินถม 2.00 เมตร
คอนทัวร์การเคลื่อนตัวด้านข้าง กรณีดินถม 2.00 ม. — ค่าสูงสุด 15.44 ซม.
ผลวิเคราะห์การทรุดตัวและค่า Factor of Safety กรณีดินถม 2.00 เมตร
การทรุดตัวและค่า F.S. = 1.55 กรณีดินถม 2.00 ม.

BIM ช่วยอะไรในงานออกแบบกำแพงกันดิน?

ขั้นตอนสุดท้ายของรายงานคือการสร้างแบบจำลอง BIM (Building Information Modeling) ของรั้วและกำแพงกันดินทุกรูปแบบ เพื่อถอดปริมาณวัสดุ (Quantity Takeoff) อย่างแม่นยำ — จำนวนเสาเข็มแต่ละขนาด ปริมาณคอนกรีต เหล็กเสริม และวัสดุมวลเบา ช่วยให้ประมาณราคาก่อสร้างได้ใกล้เคียงจริงและลดข้อผิดพลาดจากการถอดแบบมือ

แบบจำลอง BIM ของรั้วและกำแพงกันดินสำหรับถอดปริมาณวัสดุ
แบบจำลอง BIM สำหรับถอดปริมาณวัสดุก่อสร้าง

สรุปบทเรียนจาก Case Study นี้

Case Study นี้แสดงขั้นตอนมาตรฐานของการออกแบบกำแพงกันดินบนดินเหนียวอ่อนครบวงจร คือ เจาะสำรวจดินยืนยันสภาพชั้นดิน → เลือกระบบกำแพงตามความสูงดินถม → ลดน้ำหนักด้วยวัสดุมวลเบาเมื่อจำเป็น → วิเคราะห์ PLAXIS 3D ตามลำดับขั้นก่อสร้าง → ตรวจสอบ F.S. ตามเกณฑ์ → ถอดปริมาณด้วย BIM

ทั้งนี้ ตัวเลขทั้งหมดในบทความ (ขนาดและความยาวเสาเข็ม ระยะห่าง ค่าการเคลื่อนตัว และ F.S.) เป็นผลออกแบบเฉพาะของโครงการนี้ตามสภาพชั้นดินจริงที่หน้างาน ไม่สามารถนำไปใช้กับโครงการอื่นได้โดยตรง — งานถมดินและกำแพงกันดินทุกโครงการต้องเจาะสำรวจดินและออกแบบใหม่โดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ

SPN Soil Engineering ให้บริการครบตั้งแต่เจาะสำรวจดินจนถึงออกแบบวิศวกรรมธรณี (กำแพงกันดิน ฐานราก ปรับปรุงคุณภาพดิน เสถียรภาพลาดดิน) ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี รับงานทั่วประเทศ ปรึกษาโครงการของคุณได้ฟรี