แบบจำลอง PLAXIS 3D กำแพงกันดินรั้วบนดินเหนียวอ่อน ขั้นตอนใส่น้ำหนักจรและระดับน้ำในดินถม
แบบจำลอง PLAXIS 3D ของกำแพงกันดินรั้วบนดินเหนียวอ่อน ในขั้นใช้งานจริงที่รวมน้ำหนักจรบนดินถมและระดับน้ำใต้ดินเข้าไปแล้ว

ทำไมกำแพงกันดินในกรุงเทพฯ ถึงเอียง ร้าว หรือพังบ่อย?

สาเหตุหลักคือดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ (Bangkok Soft Clay) ชั้นดินกำลังต่ำที่ปกคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล หนาราว 12–18 เมตร รับแรงได้น้อยและยุบตัวได้มาก เมื่อถมดินต่างระดับเพื่อทำแนวรั้ว กันเขตที่ดิน หรือยกระดับพื้นที่ จะเกิดผล 2 อย่างพร้อมกัน

  • การทรุดตัว — น้ำหนักดินถมกดชั้นดินอ่อนให้ทรุดลง
  • แรงดันด้านข้าง (Lateral Earth Pressure) — ดินถมผลักเข้าหาแนวกำแพง

ถ้าระบบกันดินออกแบบไม่ถูกหลัก กำแพงจะค่อย ๆ เอียง ร้าว หรือล้มภายในไม่กี่ปีหลังก่อสร้าง และค่าซ่อมมักแพงกว่าค่าออกแบบให้ถูกตั้งแต่แรกหลายเท่า

รูปตัดชั้นดินลุ่มน้ำเจ้าพระยา แสดงชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ ปิดทับชั้นดินเหนียวแข็งและชั้นทราย
รูปตัดชั้นดินลุ่มน้ำเจ้าพระยา — ชั้นดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ ปิดทับชั้นดินเหนียวแข็งและชั้นทราย (Balasubramaniam and Brenner, 1981)

ความหนาและกำลังของชั้นดินอ่อนในแต่ละแปลงที่ดินไม่เท่ากัน งานกำแพงกันดินบนดินอ่อนจึงเดาไม่ได้ ต้องรู้สภาพชั้นดินจริงจากการเจาะสำรวจดินก่อน แล้วให้วิศวกรออกแบบระบบที่เหมาะกับที่ดินแปลงนั้นโดยเฉพาะ อ่านพื้นฐานเรื่องดินอ่อนเพิ่มได้ที่ ดินอ่อนกรุงเทพฯ กับงานฐานราก

ดินถมสูงแค่ไหนควรให้วิศวกรออกแบบกำแพงกันดิน?

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่จากประสบการณ์งานออกแบบบนดินอ่อนกรุงเทพฯ เมื่อดินถมต่างระดับสูงตั้งแต่ราว 1.5–2 เมตรขึ้นไป แรงดันดินด้านข้างจะสูงจนกำแพงแบบง่าย ๆ หรือเสาเข็มแถวเดียวมักเอาไม่อยู่ ต้องขยับไปใช้ระบบเสาเข็มคู่หรือกำแพงที่แข็งแรงกว่า

ไม่ว่าสูงเท่าไหร่ กำแพงกันดินถาวรต้องตรวจเสถียรภาพให้ครบ 3 เรื่อง คือ การพลิกคว่ำ การเลื่อนไถล และกำลังแบกทานของดิน ตามที่กฎหมายกำหนด อ่านรายละเอียดที่ ค่าความปลอดภัยกำแพงกันดินตามกฎกระทรวง 2566 และ กำแพงกันดินสูงเท่าไหร่ต้องให้วิศวกรออกแบบ ส่วนการเปรียบเทียบชนิดกำแพงดูที่ กำแพงกันดินมีกี่แบบ

บริการออกแบบกำแพงกันดินของ SPN ครอบคลุมอะไรบ้าง?

ครอบคลุม 5 ส่วน ตั้งแต่เจาะสำรวจดินจนถึงถอดปริมาณวัสดุ โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบวิศวกรรมธรณีของ SPN ซึ่งทำครบในทีมเดียว (SPN รับงานสำรวจ ทดสอบ และออกแบบ ไม่รับงานก่อสร้าง)

  • เจาะสำรวจและทดสอบดิน — เก็บข้อมูลชั้นดินจริงของที่ดินคุณ พร้อมผลทดสอบในห้องปฏิบัติการและรายงานรับรองโดยวิศวกร ดูรายละเอียดที่ บริการเจาะสำรวจดิน
  • วิเคราะห์เสถียรภาพและการทรุดตัว — จำลองพฤติกรรมดินกับโครงสร้างด้วยไฟไนต์เอลิเมนต์ (PLAXIS) ตามลำดับขั้นการก่อสร้างจริง
  • เลือกและออกแบบระบบกำแพง — เสาเข็มเดี่ยว Cantilever, เสาเข็มคู่ King & Anchor Pile, กำแพง คสล. หรือใช้วัสดุมวลเบาช่วยลดน้ำหนัก ตามความสูงดินถม สภาพดิน และงบประมาณ
  • แบบก่อสร้างและรายการคำนวณ — รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ใช้ประกอบการยื่นขออนุญาตก่อสร้างต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
  • ถอดปริมาณวัสดุ (BOQ) — ขึ้นแบบจำลอง BIM ถอดจำนวนเสาเข็ม คอนกรีต และเหล็กเสริม ให้ตัวเลขงบประมาณใกล้เคียงงานจริง

ขั้นตอนการจ้าง SPN ออกแบบกำแพงกันดิน

งานออกแบบมี 5 ขั้นตอน เริ่มจากส่งข้อมูลเบื้องต้นจนถึงรับแบบก่อสร้างพร้อมรายการคำนวณ

  1. ติดต่อและส่งข้อมูลเบื้องต้น — ตำแหน่งที่ดิน ความสูงดินถมโดยประมาณ และความยาวแนวกำแพง รับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.
  2. เจาะสำรวจดินที่หน้างาน — ทีมงานเข้าเจาะเก็บตัวอย่างดินและทดสอบในห้องปฏิบัติการ
  3. วิเคราะห์และออกแบบ — วิศวกรเลือกระบบกำแพง วิเคราะห์เสถียรภาพและการทรุดตัวจากข้อมูลดินจริง
  4. ส่งมอบแบบก่อสร้างและรายการคำนวณ — พร้อมลายเซ็นวิศวกร กว. และ BOQ สำหรับจัดจ้างผู้รับเหมา
  5. บริการต่อเนื่องระหว่างก่อสร้าง (ถ้าต้องการ) — ทดสอบเสาเข็มและติดตั้งเครื่องมือวัดติดตามการเคลื่อนตัวจริง

ตัวอย่างผลงานจริง: กำแพงกันดินดินถมสูง 2.00 และ 2.50 เมตร บนดินอ่อนหนา 18 เมตร

ตัวอย่างนี้เป็นโครงการรั้วและกำแพงกันดินในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ผลเจาะสำรวจดินพบชั้นดินเหนียวอ่อนหนาต่อเนื่องราว 18 เมตร จุดหนักสุดของงานคือแนวดินถมสูง 2.00 และ 2.50 เมตร ซึ่งแรงดันดินสูงเกินกว่าเสาเข็มแถวเดียวจะรับไหว

King & Anchor Pile ทำงานอย่างไร?

King & Anchor Pile คือระบบกำแพงกันดินแบบเสาเข็มคู่ที่วิศวกรเลือกใช้กับโครงการนี้ แต่ละคู่แบ่งหน้าที่กันดังนี้

  • เสาเข็มหลัก (King Pile) — ยืนรับแรงดันดินอยู่ด้านหน้า
  • เสาเข็มสมอ (Anchor Pile) — ปักอยู่ด้านหลัง คอยดึงรั้งหัวเสาเข็มหลักไว้

ผลคือระบบรับแรงได้มากกว่าเสาเข็มเดี่ยวแบบ Cantilever โดยไม่ต้องขยายหน้าตัดจนเปลืองเกินเหตุ เฉพาะกรณีดินถม 2.50 เมตร ยังใช้วัสดุมวลเบา (ขี้เถ้าแกลบ) ถมแทนดินธรรมดาบางส่วน เพื่อลดทั้งน้ำหนักกดทับและแรงดันด้านข้างไปพร้อมกัน เป็นแนวทางเดียวกับวิธีปรับปรุงคุณภาพดินอ่อน

รูปตัดเชิงแนวคิดกำแพงกันดินรั้วระบบเสาเข็มคู่ King & Anchor Pile บนดินเหนียวอ่อน กรณีดินถมสูง 2.50 เมตร รูปตัดขวางแนวรั้ว ด้านซ้ายเป็นระดับดินเดิม ด้านขวาเป็นดินถมสูง 2.50 เมตร โดยส่วนล่างของดินถมชิดกำแพงใช้วัสดุมวลเบา (ขี้เถ้าแกลบ) แทนดินบางส่วน เสาเข็มหลัก (King Pile) อยู่ที่แนวกำแพง รับแรงดันดินด้านหน้า เสาเข็มสมอ (Anchor Pile) ปักอยู่ด้านหลังในดินถม มีคานยึดหัวเสาเข็มเชื่อมหัวเสาเข็มทั้งสองต้นเข้าด้วยกัน เสาเข็มเป็นรูปตัวไอขนาด 350×350 มิลลิเมตร ยาว 18 เมตร ระยะห่างต้น 1.125 เมตร ปักผ่านชั้นดินเหนียวอ่อนหนาราว 18 เมตร เหนือเสาเข็มหลักเป็นรั้วที่หล่อหลังถมดิน มีน้ำหนักจรบนดินถมและแรงลมกระทำที่รั้ว กรอบด้านขวาเทียบผลออกแบบสองกรณี คือ ดินถม 2.50 เมตร เคลื่อนตัวด้านข้างสูงสุด 17.56 เซนติเมตร ทรุดตัวสูงสุด 36.66 เซนติเมตร ค่า F.S. 1.52 และดินถม 2.00 เมตร ใช้เสาเข็ม I-300×300 ยาว 15 เมตร ระยะห่าง 1.50 เมตร เคลื่อนตัวด้านข้างสูงสุด 15.44 เซนติเมตร ทรุดตัวสูงสุด 29.49 เซนติเมตร ค่า F.S. 1.55 ผ่านเกณฑ์ F.S. ไม่น้อยกว่า 1.50 ทั้งสองกรณี แถบล่างแสดงลำดับจำลองการก่อสร้าง 5 ขั้น รูปตัด (2D): กำแพงกันดินรั้วระบบ King & Anchor Pile · ดินถม 2.50 ม. แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน น้ำหนักจรบนดินถม แรงลม รั้ว หล่อหลังถมดินแล้ว คานยึดหัวเสาเข็ม เชื่อมเสาเข็มคู่ให้ทำงานร่วมกัน เคลื่อนตัวด้านข้าง สูงสุด 17.56 ซม. ระดับดินเดิม ดินถมสูง 2.50 ม. วัสดุมวลเบา (ขี้เถ้าแกลบ) เสาเข็มหลัก (King Pile) รับแรงดันดินด้านหน้า เสาเข็มสมอ (Anchor Pile) ดึงรั้งหัวเสาเข็มหลักไว้ ดินเหนียวอ่อน หนาราว 18 ม. I-350×350 ยาว 18 ม. ระยะห่างต้น 1.125 ม. ตามแนวกำแพง ชั้นดินที่แข็งกว่า ย่อความลึก · ภาพเชิงแนวคิด ผลออกแบบ 2 กรณี ดินถม 2.50 ม. ในภาพ เสาเข็ม I-350×350 ยาว 18 ม. ระยะห่างต้น 1.125 ม. เคลื่อนตัวด้านข้างสูงสุด 17.56 ซม. ทรุดตัวสูงสุด 36.66 ซม. F.S. (เกณฑ์ ≥ 1.50) 1.52 ผ่าน ดินถม 2.00 ม. เสาเข็ม I-300×300 ยาว 15 ม. ระยะห่างต้น 1.50 ม. เคลื่อนตัวด้านข้างสูงสุด 15.44 ซม. ทรุดตัวสูงสุด 29.49 ซม. F.S. (เกณฑ์ ≥ 1.50) 1.55 ผ่าน ตัวเลขเฉพาะโครงการนี้ ใช้กับโครงการอื่นโดยตรงไม่ได้ ลำดับจำลองการก่อสร้าง (Staged Construction) ใน PLAXIS 3D 1 ดินเดิม ก่อนก่อสร้าง 2 ตอกเสาเข็ม King + Anchor 3 ถมดิน ดิน + วัสดุมวลเบา 4 หล่อรั้ว ต่อจากงานถม 5 ใส่น้ำหนัก จร · ลม · ระดับน้ำ
รูปตัดเชิงแนวคิดของระบบเสาเข็มคู่ King & Anchor Pile กรณีดินถมสูง 2.50 ม. พร้อมผลออกแบบเทียบ 2 กรณี และลำดับจำลองการก่อสร้าง 5 ขั้นใน PLAXIS 3D — ตัวเลขมาจากผลออกแบบของโครงการ ภาพย่อความลึกและไม่ตามมาตราส่วน (ภาพ: SPN Soil Engineering)

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ความสูงดินถมระบบกำแพงกันดินเสาเข็มความยาวระยะห่างต้นหมายเหตุ
2.50 ม.King & Anchor PileI-350×35018 ม.1.125 ม.ถมด้วยวัสดุมวลเบา (ขี้เถ้าแกลบ) บางส่วน
2.00 ม.King & Anchor PileI-300×30015 ม.1.50 ม.—

ดินถมสูงขึ้นเพียง 50 เซนติเมตร ระบบต้องหนักขึ้นทั้งขนาดเสาเข็ม ความยาว และระยะห่างที่ถี่ขึ้น นี่คือเหตุผลที่งานกำแพงกันดินต้องออกแบบจากข้อมูลดินจริงของแต่ละโครงการ ไม่มีสูตรสำเร็จใช้ร่วมกันได้

วิเคราะห์เสถียรภาพด้วย PLAXIS 3D อย่างไร?

วิศวกรจำลองทั้งระบบด้วย PLAXIS 3D โปรแกรมวิเคราะห์ไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Method, FEM) แบบ Staged Construction คือไล่จำลองทีละขั้นตามลำดับก่อสร้างจริง ตั้งแต่สภาพดินเดิม → ตอกเสาเข็ม → ถมดินหรือวัสดุมวลเบา → หล่อรั้ว → ใส่น้ำหนักจร แรงลม และระดับน้ำ

จากนั้นตรวจเสถียรภาพกับเกณฑ์ F.S. ≥ 1.50 ซึ่งเป็นเกณฑ์เสถียรภาพของโครงสร้างกันดิน/ลาดดินที่ใช้กันทั่วไปในงานวิศวกรรมปฐพี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโครงการ (ส่วนงานถมดินและการบดอัดของโครงการอ้างอิง มยผ.1918-62 มาตรฐานการถมดินและการบดอัด ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง)

รูปตัดแบบจำลองกำแพงกันดินระบบ King and Anchor Pile สำหรับดินถมสูง 2.50 เมตรบนดินอ่อน
รูปตัดกรณีดินถม 2.50 ม. เสาเข็มคู่ King & Anchor Pile ขนาด I-350×350 หยั่งลึก 18 ม.

ผลการออกแบบเป็นอย่างไร?

ผลการวิเคราะห์ทั้งสองกรณีผ่านเกณฑ์เสถียรภาพ F.S. ≥ 1.50 โดยได้ค่า F.S. 1.52 (ดินถม 2.50 ม.) และ 1.55 (ดินถม 2.00 ม.) สรุปดังนี้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

กรณีการเคลื่อนตัวด้านข้างสูงสุดการทรุดตัวสูงสุดF.S.เกณฑ์ผล
ดินถม 2.50 ม.17.56 ซม.36.66 ซม.1.52≥ 1.50ผ่าน
ดินถม 2.00 ม.15.44 ซม.29.49 ซม.1.55≥ 1.50ผ่าน

จุดที่ต้องอ่านให้ขาดคือ เสถียรภาพผ่านไม่ได้แปลว่าไม่ทรุด แม้ค่า F.S. จะผ่านเกณฑ์ทั้งคู่ แต่การทรุดตัวสูงสุดยังอยู่ที่ 29.49–36.66 ซม. ซึ่งเป็นธรรมชาติของชั้นดินเหนียวอ่อนหนา แบบก่อสร้างจึงต้องเผื่อระดับใช้งานและออกแบบรอยต่อให้ขยับตามการทรุดตัวได้โดยไม่แตกร้าว

แบบจำลอง 3 มิติเชิงแนวคิด แนวรั้วกำแพงกันดินระบบเสาเข็มคู่ King & Anchor Pile บนดินเหนียวอ่อน ภาพสามมิติมองจากฝั่งดินถม ตัดให้เห็นหน้าตัดด้านหน้า แนวรั้วตั้งอยู่บนแนวเสาเข็มหลัก (King Pile) ด้านหลังรั้วเป็นระดับดินเดิมที่ต่ำกว่า ด้านหน้าเป็นดินถมสูง 2.50 เมตร บนผิวดินถมเห็นคานยึดหัวเสาเข็มเรียงเป็นคู่ ๆ ทุกระยะ 1.125 เมตรตามแนวกำแพง แต่ละคานเชื่อมหัวเสาเข็มหลักที่แนวรั้วเข้ากับหัวเสาเข็มสมอ (Anchor Pile) ที่ปักอยู่ด้านหลังในดินถม หน้าตัดด้านหน้าแสดงเสาเข็มทั้งสองต้นยาว 18 เมตรปักผ่านชั้นดินเหนียวอ่อนหนาราว 18 เมตร โดยย่อความลึก และแสดงวัสดุมวลเบา (ขี้เถ้าแกลบ) ที่ใช้ถมแทนดินบางส่วนชิดกำแพง บนดินถมมีลูกศรแทนน้ำหนักจรและมีคนยืนเทียบขนาด กรอบด้านขวาสรุปหน้าที่ของเสาเข็มหลัก เสาเข็มสมอ และวัสดุมวลเบา และเตือนว่าค่า F.S. ผ่านเกณฑ์ไม่ได้แปลว่าไม่ทรุด โดยการทรุดตัวสูงสุดจากการวิเคราะห์คือ 36.66 เซนติเมตร แบบจำลอง 3 มิติ (3D): แนวรั้วกำแพงกันดินเสาเข็มคู่บนดินอ่อน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ชั้นดินที่แข็งกว่า วัสดุมวลเบา ดินถม 2.50 ม. ดินเดิม 1.125 ม. น้ำหนักจร 1 เสาเข็มหลัก (King Pile) แนวเดียวกับรั้ว รับแรงดันดิน 2 เสาเข็มสมอ (Anchor Pile) ปักด้านหลัง ดึงรั้งหัวเสาเข็มหลัก 3 ดินเหนียวอ่อน หนาราว 18 ม. เสาเข็ม I-350×350 ยาว 18 ม. ปักผ่านชั้นนี้ (ย่อความลึก) 4 คานยึดหัวเสาเข็ม เชื่อมเสาเข็มทีละคู่ ทุก 1.125 ม. ระบบนี้ทำงานอย่างไร King Pile รับแรงดันดิน ยืนอยู่แนวเดียวกับรั้ว เป็นแนวกันดินด้านหน้า Anchor Pile ดึงรั้งหัวเข็ม ปักด้านหลังในดินถม รับแรงได้มากกว่าเข็มเดี่ยว วัสดุมวลเบา ลดแรงดัน ถมแทนดินบางส่วน ลดน้ำหนักกดทับไปพร้อมกัน F.S. ผ่าน ≠ ไม่ทรุด กรณีดินถม 2.50 ม. F.S. = 1.52 แต่ทรุดตัวสูงสุด 36.66 ซม. แบบจึงต้องเผื่อระดับใช้งาน และรอยต่อที่ขยับตามได้ ผลออกแบบเฉพาะโครงการนี้ ทุกโครงการต้องเจาะสำรวจดิน และออกแบบใหม่โดยวิศวกร ภาพเชิงแนวคิด · ย่อความลึก
แบบจำลอง 3 มิติเชิงแนวคิดของแนวรั้วกำแพงกันดิน มองจากฝั่งดินถม — เสาเข็มหลักอยู่แนวเดียวกับรั้ว เสาเข็มสมออยู่ด้านหลัง เชื่อมกันด้วยคานยึดหัวเสาเข็มทีละคู่ทุก 1.125 ม. (ภาพ: SPN Soil Engineering)
คอนทัวร์การเคลื่อนตัวด้านข้างของกำแพงกันดินดินถม 2.50 เมตร จากการวิเคราะห์ PLAXIS 3D
แถบสีการเคลื่อนตัวด้านข้าง กรณีดินถม 2.50 ม. ค่าสูงสุดอยู่ที่ 17.56 ซม.

สิ่งที่ลูกค้าได้รับจากงานนี้คือ แบบก่อสร้างพร้อมรายการคำนวณที่รับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน และ BOQ ปริมาณวัสดุที่ถอดจากแบบจำลอง BIM เจ้าของโครงการจึงนำไปเปรียบเทียบราคาผู้รับเหมาได้ทันที และลดความเสี่ยงที่กำแพงจะซ้ำรอยกำแพงเอียง-ร้าวที่พบทั่วไปบนดินอ่อน

จ้างออกแบบกำแพงกันดินราคาเท่าไหร่?

ค่าออกแบบกำแพงกันดินไม่มีราคากลางตายตัว เพราะขึ้นกับความยาวแนวกำแพง ความสูงดินถม และความซับซ้อนของชั้นดิน SPN ให้บริการประเมินราคาและใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมง เพียงส่งตำแหน่งโครงการ ความสูงดินถมโดยประมาณ และความยาวแนวกำแพงมาให้ทีมวิศวกร

ส่วนงานเจาะสำรวจดินซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่จำเป็น ค่าบริการเริ่มต้นประมาณ 20,000–40,000 บาท (2–3 หลุม รวม Lab Test พื้นฐานและรายงานรับรองโดยวิศวกร) ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

สรุป: ทำไมต้องให้วิศวกรออกแบบกำแพงกันดินบนดินเหนียวอ่อน?

เพราะกำแพงกันดินบนดินเหนียวอ่อนกรุงเทพฯ และปริมณฑลสร้างตามแบบสำเร็จรูปไม่ได้ ดินอ่อนแต่ละพื้นที่หนาไม่เท่ากันและรับน้ำหนักได้ต่างกัน ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ เจาะสำรวจดิน → เลือกระบบกำแพงตามความสูงดินถม → วิเคราะห์เสถียรภาพด้วย FEM → ออกแบบและรับรองโดยวิศวกร กว. ตามที่แสดงใน Case Study นี้

ทั้งนี้ ตัวเลขทั้งหมดในบทความ (ขนาดและความยาวเสาเข็ม ระยะห่าง ค่าการเคลื่อนตัว และ F.S.) เป็นผลออกแบบเฉพาะของโครงการนี้ตามสภาพชั้นดินจริงที่หน้างาน ไม่สามารถนำไปใช้กับโครงการอื่นได้โดยตรง งานถมดินและกำแพงกันดินทุกโครงการต้องเจาะสำรวจดินและออกแบบใหม่โดยวิศวกรผู้รับผิดชอบ

SPN Soil Engineering ให้บริการตั้งแต่เจาะสำรวจดินจนถึงออกแบบวิศวกรรมธรณี (กำแพงกันดิน ฐานราก ปรับปรุงคุณภาพดิน เสถียรภาพลาดดิน) ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี กว่า 500 โครงการ รับงานกรุงเทพฯ ปริมณฑล และทั่วประเทศ 77 จังหวัด ปรึกษาโครงการของคุณได้ฟรี