หลังแผ่นดินไหว คำถามแรกของเจ้าของอาคารคือ "กลับเข้าไปใช้งานได้ไหม" คำตอบมาจากการตรวจสอบเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อจัดระดับความปลอดภัยด้วยป้าย 3 สี แล้วจึงตรวจสอบละเอียดเฉพาะอาคารที่ยังสรุปไม่ได้ บทความนี้อธิบายเกณฑ์ ขั้นตอน และสิ่งที่ต้องดูจริงหน้างาน
ป้ายเขียว เหลือง แดง หมายถึงอะไร?
ป้ายสีคือผลการตรวจสอบเบื้องต้น (Rapid Evaluation) ที่ใช้บอกว่าอาคารเข้าใช้งานได้แค่ไหน ระบบนี้พัฒนามาจากแนวทาง ATC-20 ของสหรัฐอเมริกา และถูกนำมาใช้เป็นแนวทางตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวอย่างแพร่หลาย สำหรับประเทศไทย กรมโยธาธิการและผังเมืองมีมาตรฐานการประเมินความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารหลังภัยพิบัติ (มยผ. 1902-62) ใช้เป็นแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้การติดป้ายผลการตรวจอย่างเป็นทางการเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือวิศวกรที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ส่วนวิศวกรเอกชนทำหน้าที่ตรวจประเมินเชิงลึกเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| ป้าย | ความหมาย | ลักษณะที่พบ | สิ่งที่ต้องทำต่อ |
|---|---|---|---|
| 🟢 เขียว — เข้าใช้งานได้ | ไม่พบความเสียหายที่กระทบความมั่นคง | รอยร้าวเล็กบนผนังก่ออิฐหรือผิวฉาบ ไม่พบความเสียหายที่เสา คาน พื้น | ใช้งานได้ตามปกติ ซ่อมผิวเมื่อสะดวก |
| 🟡 เหลือง — จำกัดการใช้งาน | มีความเสียหายที่ต้องประเมินเพิ่ม หรือเสี่ยงเฉพาะบางพื้นที่ | รอยร้าวชัดที่ชิ้นส่วนรับน้ำหนัก คอนกรีตกะเทาะบางจุด วัสดุตกแต่งเสี่ยงร่วง | จำกัดพื้นที่ที่เสียหาย และตรวจสอบละเอียดโดยวิศวกร |
| 🔴 แดง — ห้ามเข้าใช้งาน | เสี่ยงต่อการวิบัติหรือพังถล่ม | เสาหรือคานเสียหายรุนแรง อาคารเอียง พื้นแอ่นตัวชัด โครงสร้างบางส่วนพังแล้ว | ห้ามเข้า กันพื้นที่โดยรอบ และให้วิศวกรประเมินโดยด่วน |
ป้ายเขียวหมายถึง "ไม่พบความเสียหายที่กระทบความมั่นคงจากการตรวจด้วยสายตาในขณะนั้น" ความเสียหายภายในเนื้อคอนกรีตหรือที่จุดต่อซึ่งถูกวัสดุตกแต่งบังไว้ อาจต้องใช้การทดสอบเพิ่มเติมจึงจะพบ หากอาคารเคยผ่านแผ่นดินไหวรุนแรงหรือมีอาการผิดปกติหลังเหตุการณ์ ควรตรวจละเอียดแม้จะได้ป้ายเขียว
ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว มีขั้นตอนอะไรบ้าง?
การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวทำเป็นลำดับขั้น เพื่อคัดกรองอาคารจำนวนมากให้เร็วก่อน แล้วจึงลงลึกเฉพาะอาคารที่ยังสรุปไม่ได้
- ประเมินความปลอดภัยจากภายนอกก่อนเข้าอาคาร — ดูรอบอาคารว่ามีชิ้นส่วนเสี่ยงร่วง อาคารเอียง หรือพื้นดินรอบอาคารแยกตัวหรือไม่ ถ้าเห็นสัญญาณวิบัติชัดเจนให้กันพื้นที่และไม่เข้าไป
- ตรวจสอบเบื้องต้นด้วยสายตา (Rapid Evaluation) — เดินตรวจชิ้นส่วนรับน้ำหนักหลักทุกชั้น บันทึกตำแหน่งและลักษณะความเสียหาย โดยทั่วไปใช้เวลาต่ออาคารประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมงตามขนาด
- จัดระดับและติดป้ายผลการตรวจ — สรุปเป็นเขียว เหลือง หรือแดง พร้อมระบุเหตุผลและข้อจำกัดการใช้งานให้ชัดเจน
- ตรวจสอบละเอียด (Detailed Evaluation) — สำหรับอาคารป้ายเหลืองหรือแดง ใช้การทดสอบแบบไม่ทำลาย เจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีต และตรวจสอบฐานรากตามความจำเป็น เพื่อประเมินกำลังที่เหลืออยู่
- สรุปแนวทางซ่อมและเสริมกำลัง — วิศวกรผู้รับผิดชอบสรุปผลเป็นรายงาน พร้อมแนวทางซ่อมแซมหรือเสริมกำลัง และเงื่อนไขการกลับเข้าใช้งาน
ระหว่างขั้นที่ 2 ถึง 4 ควรรวบรวมข้อมูลประกอบไว้ด้วย ได้แก่ แบบก่อสร้างเดิม ปีที่ก่อสร้าง ประวัติการต่อเติม และรายงานเจาะสำรวจดินถ้ามี เพราะอาคารที่ก่อสร้างก่อนมีข้อกำหนดออกแบบต้านแผ่นดินไหว มักมีรายละเอียดเหล็กเสริมที่จุดต่อไม่เหมือนอาคารใหม่ ซึ่งมีผลต่อการประเมินโดยตรง
ต้องดูจุดไหนของอาคารบ้าง?
การตรวจสอบเน้นที่ชิ้นส่วนซึ่งรับและถ่ายน้ำหนัก เพราะความเสียหายที่จุดเหล่านี้กระทบความมั่นคงโดยตรง
- เสา — จุดสำคัญที่สุด ดูรอยร้าวเฉียง รอยร้าวแนวนอนที่โคนและปลายเสา คอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็ก และเหล็กปลอกที่ถ่างออก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเสารับแรงเกินกำลัง
- คาน — ดูรอยร้าวเฉียงบริเวณปลายคานที่ต่อกับเสา และรอยร้าวแนวดิ่งที่ท้องคานช่วงกลาง
- จุดต่อเสา-คาน (Beam-Column Joint) — เป็นบริเวณที่รับแรงสลับทิศระหว่างแผ่นดินไหว ความเสียหายที่จุดนี้ถือว่ารุนแรง เพราะซ่อมยากและกระทบเสถียรภาพรวม
- กำแพงรับแรงเฉือนและปล่องลิฟต์ — ดูรอยร้าวเฉียงหรือรอยร้าวรูปกากบาท ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของแรงกระทำด้านข้างสลับทิศ
- พื้นและบันได — ดูรอยแยกระหว่างพื้นกับผนัง พื้นแอ่นตัว และรอยร้าวที่โคนบันได โดยบันไดเป็นเส้นทางหนีภัยจึงต้องประเมินเป็นพิเศษ
- ฐานรากและพื้นดินรอบอาคาร — ดูอาคารเอียง พื้นรอบอาคารทรุดแยกจากตัวอาคาร และรอยแยกของดิน ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการสูญเสียกำลังของดิน
- ส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างแต่เสี่ยงร่วง — ผนังก่ออิฐที่แยกจากโครงสร้าง ฝ้าเพดาน กระจก ป้าย และงานระบบที่แขวนอยู่ใต้ฝ้า
อ่านรอยร้าวหลังแผ่นดินไหวอย่างไร?
รอยร้าวที่เกิดขึ้นใหม่ทันทีหลังแผ่นดินไหวมีน้ำหนักในการประเมินมากกว่ารอยร้าวเดิมที่มีอยู่ก่อน จึงควรแยกให้ออกโดยดูจากผิวรอยร้าว รอยร้าวใหม่มักมีผิวคมและสะอาด ไม่มีคราบฝุ่นหรือคราบน้ำสะสม ขณะที่รอยร้าวเก่ามักมีขอบมนและมีฝุ่นจับ
รูปแบบที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดหลังแผ่นดินไหวคือรอยร้าวเฉียงและรอยร้าวรูปกากบาทบนเสา กำแพงรับแรงเฉือน และจุดต่อเสา-คาน เพราะสะท้อนแรงเฉือนสลับทิศจากการสั่นสะเทือน ส่วนรอยร้าวขั้นบันไดในผนังก่ออิฐบอกได้ทั้งการเคลื่อนตัวของโครงสร้างและการทรุดตัวของฐานราก
หลังตรวจครั้งแรกควรทำแผนผังรอยร้าวและติดตามการขยับต่อเนื่อง เพราะอาฟเตอร์ช็อกอาจทำให้ความเสียหายลุกลาม รายละเอียดวิธีอ่านและติดตามรอยร้าวอยู่ที่ รอยร้าวโครงสร้างแบบไหนอันตราย
ตรวจละเอียดใช้การทดสอบอะไร?
การตรวจสอบละเอียดเลือกวิธีทดสอบตามคำถามที่ต้องการคำตอบ โดยเริ่มจากวิธีที่ไม่ทำลายก่อน แล้วจึงเจาะเก็บตัวอย่างเฉพาะจุดที่จำเป็น
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| คำถาม | วิธีทดสอบ | มาตรฐานอ้างอิง |
|---|---|---|
| คอนกรีตยังสม่ำเสมอหรือมีโพรงและรอยร้าวภายใน | Ultrasonic Pulse Velocity (UPV) | ASTM C597 |
| กำลังอัดผิวคอนกรีตบริเวณที่เสียหายต่างจากบริเวณปกติไหม | Rebound Hammer (คัดกรอง) | ASTM C805 |
| กำลังอัดจริงของคอนกรีตที่เหลืออยู่เท่าไร | Core Test เจาะเก็บตัวอย่าง | ASTM C42 |
| เหล็กเสริมและเหล็กปลอกจัดวางอย่างไร ระยะหุ้มพอไหม | Rebar Scanner / GPR | BS 1881-204 (cover meter) / ASTM D6432 (GPR) |
| ฐานรากเดิมลึกเท่าไร เมื่อไม่มีแบบก่อสร้าง | Parallel Seismic Test | ASTM D8381 |
| ชั้นดินใต้อาคารเปลี่ยนไปหรือไม่หลังเหตุการณ์ | เจาะสำรวจดินและทดสอบในห้องปฏิบัติการ | ASTM D1586 (SPT) |
สำหรับอาคารที่ต้องประเมินกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มเดิม การทดสอบเสาเข็มพลศาสตร์ (Dynamic Load Test, PDA) ตาม ASTM D4945 และ มยผ.1252-51 และการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Seismic Integrity Test) ตาม มยผ.1551-51 เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบได้ ทั้งนี้ต้องเลือกตามสภาพหน้างานและความเป็นไปได้ในการเข้าถึงหัวเสาเข็ม
หลังตรวจแล้วต้องซ่อมหรือเสริมกำลังอย่างไร?
แนวทางซ่อมขึ้นกับระดับความเสียหายและผลประเมินกำลังที่เหลืออยู่ โดยทั่วไปแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม
- ซ่อมผิวและซ่อมความคงทน — ใช้กับรอยร้าวเล็กที่ไม่กระทบกำลัง เช่น อุดรอยร้าวด้วยวัสดุอีพ็อกซี ซ่อมคอนกรีตกะเทาะและป้องกันสนิมที่เหล็กเสริม
- ซ่อมคืนกำลัง — ใช้กับชิ้นส่วนที่เสียหายแต่ยังใช้ได้ เช่น การอัดฉีดอีพ็อกซีเข้ารอยร้าว การซ่อมด้วยมอร์ต้าไม่หดตัว
- เสริมกำลัง — ใช้เมื่อกำลังที่เหลืออยู่ไม่พอ เช่น การหุ้มเสาด้วยคอนกรีตหรือปลอกเหล็ก การเสริมด้วยแผ่นเส้นใยคาร์บอน (FRP) หรือการเพิ่มกำแพงรับแรงเฉือน
การประเมินความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารหลังภัยพิบัติในประเทศไทยอ้างอิงมาตรฐาน มยผ. 1902-62 โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ส่วนการออกแบบเสริมกำลังให้ต้านทานแผ่นดินไหวอ้างอิง มยผ.1301/1302-61 มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แนวทางซ่อมเฉพาะอาคารต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบจากผลตรวจจริง ไม่สามารถสรุปเป็นสูตรสำเร็จได้
ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเป็นอย่างไร?
ค่าบริการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวขึ้นกับขนาดอาคาร จำนวนชั้น ระดับความเสียหาย และรายการทดสอบที่ต้องใช้ในการตรวจละเอียด จึงไม่มีราคาเหมาตายตัว ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. รายละเอียดราคางานทดสอบโครงสร้างแยกรายการดูได้ที่ ราคาทดสอบโครงสร้าง 2569
ด้านระยะเวลา การตรวจสอบเบื้องต้นของอาคารขนาดเล็กถึงกลางมักใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมงต่ออาคาร ส่วนการตรวจสอบละเอียดที่มีการทดสอบและเจาะเก็บตัวอย่างมักใช้เวลาหน้างาน 1–3 วัน และรอผลทดสอบในห้องปฏิบัติการอีกระยะหนึ่งก่อนออกรายงานสรุป
หมายเหตุราคา: ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน
สรุป
การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวทำเป็นสองระดับ คือ ตรวจเบื้องต้นเพื่อจัดระดับเป็นป้ายเขียว เหลือง แดง แล้วจึงตรวจละเอียดเฉพาะอาคารป้ายเหลืองและแดง จุดที่ต้องดูเป็นอันดับแรกคือเสา จุดต่อเสา-คาน และกำแพงรับแรงเฉือน โดยรอยร้าวเฉียงและรอยร้าวรูปกากบาทเป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด
SPN Soil Engineering ให้บริการตรวจสอบและทดสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย เจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีต และตรวจสอบฐานรากเดิม พร้อมรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.