หลังแผ่นดินไหว คำถามแรกของเจ้าของอาคารคือ "กลับเข้าไปใช้งานได้ไหม" คำตอบมาจากการตรวจสอบเป็นลำดับขั้น บทความนี้อธิบายความหมายของป้ายแต่ละสี ขั้นตอนการตรวจ จุดที่ต้องดูจริงหน้างาน และการทดสอบที่ใช้เมื่อต้องตรวจละเอียด

ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว: จุดที่ต้องดูบนโครงสร้าง ความหมายของป้ายเขียว เหลือง แดง และลำดับขั้นการตรวจ ภาพซ้ายเป็นรูปด้านอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสามชั้นหลังแผ่นดินไหว ผู้ตรวจยืนดูรอบอาคารจากภายนอกก่อนเข้าไป ตำแหน่งที่ต้องตรวจมีหกกลุ่ม คือ หนึ่ง เสา ที่มีรอยร้าวเฉียงและคอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็กเสริม สอง จุดต่อเสา-คาน ซึ่งรับแรงสลับทิศและซ่อมยาก สาม กำแพงรับแรงเฉือนหรือปล่องลิฟต์ที่มีรอยร้าวรูปกากบาท สี่ บันไดซึ่งเป็นเส้นทางหนีภัย ห้า ฐานรากและพื้นดินรอบอาคารที่ทรุดแยกจากตัวอาคาร และหก ชิ้นส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างแต่เสี่ยงร่วง เช่น ฝ้าเพดาน กระจก และป้าย ภาพขวาเป็นป้ายผลการตรวจเบื้องต้นสามสีตามแนวทาง ATC-20 และ มยผ. 1902-62 ป้ายเขียว เข้าใช้งานได้ ไม่พบความเสียหายที่กระทบความมั่นคง ป้ายเหลือง จำกัดการใช้งาน กันพื้นที่เสียหายและตรวจละเอียดโดยวิศวกร ป้ายแดง ห้ามเข้าใช้งาน กันพื้นที่โดยรอบและให้วิศวกรประเมินโดยด่วน แถบด้านล่างเป็นลำดับห้าขั้น คือ ประเมินจากภายนอกก่อนเข้า ตรวจเบื้องต้นด้วยสายตา ติดป้ายสามสีพร้อมเหตุผล ตรวจละเอียดด้วยการทดสอบ เช่น UPV เจาะ Core และสแกนเหล็ก แล้วสรุปแนวทางซ่อมหรือเสริมกำลังเป็นรายงานโดยวิศวกร ตรวจอาคารหลังแผ่นดินไหว: ดูตรงไหน ติดป้ายสีอะไร แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน จุดที่ต้องดู: ชิ้นส่วนที่รับและถ่ายน้ำหนัก ดูรอบนอก ก่อนเข้า 1 2 3 4 5 6 ① เสา: ร้าวเฉียง กะเทาะเห็นเหล็ก ④ บันได: เส้นทางหนีภัย ② จุดต่อเสา-คาน: ซ่อมยาก ⑤ ฐานราก: ดินรอบอาคารแยก ③ กำแพง/ปล่องลิฟต์: ร้าวกากบาท ⑥ ฝ้า กระจก ป้าย: เสี่ยงร่วง ป้ายผลตรวจ 3 สี แนวทาง ATC-20 · มยผ. 1902-62 เขียว — เข้าใช้งานได้ ไม่พบความเสียหายที่กระทบความมั่นคง เช่น ร้าวเล็กที่ผนังก่ออิฐ / ผิวฉาบ → ใช้งานปกติ ซ่อมผิวเมื่อสะดวก เหลือง — จำกัดการใช้งาน ร้าวชัดที่ชิ้นส่วนรับน้ำหนัก กะเทาะบางจุด วัสดุตกแต่งเสี่ยงร่วง → กันพื้นที่เสียหาย ตรวจละเอียด แดง — ห้ามเข้าใช้งาน เสา-คานเสียหายรุนแรง อาคารเอียง พื้นแอ่นชัด หรือบางส่วนพังแล้ว → กันพื้นที่โดยรอบ วิศวกรประเมินด่วน 1 ดูรอบนอกก่อน ก่อนเข้าอาคาร 2 ตรวจเบื้องต้น ด้วยสายตา 3 ติดป้าย 3 สี พร้อมเหตุผล 4 ตรวจละเอียด UPV · Core · GPR 5 ซ่อม/เสริมกำลัง รายงานวิศวกร
ลำดับขั้นการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว — ตรวจเบื้องต้นเพื่อคัดกรองก่อน แล้วจึงตรวจละเอียดเฉพาะอาคารที่ยังสรุปไม่ได้ (แผนภาพ: SPN Soil Engineering) — ป้ายเขียวหมายถึงไม่พบความเสียหายที่กระทบความมั่นคงจากการตรวจด้วยสายตาในขณะนั้น ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสียหายเลย

ป้ายเขียว เหลือง แดง หมายถึงอะไร?

ป้ายสีคือผลการตรวจสอบเบื้องต้น (Rapid Evaluation) ที่บอกว่าอาคารเข้าใช้งานได้แค่ไหน เขียวคือเข้าใช้งานได้ เหลืองคือจำกัดการใช้งาน แดงคือห้ามเข้าใช้งาน ระบบนี้พัฒนามาจากแนวทาง ATC-20 ของสหรัฐอเมริกา และถูกนำมาใช้ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวอย่างแพร่หลาย สำหรับประเทศไทย กรมโยธาธิการและผังเมืองมีมาตรฐานการประเมินความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารหลังภัยพิบัติ (มยผ. 1902-62) ใช้เป็นแนวทางเดียวกัน

การติดป้ายผลการตรวจอย่างเป็นทางการเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือวิศวกรที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ส่วนวิศวกรเอกชนทำหน้าที่ตรวจประเมินเชิงลึกเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ป้ายความหมายลักษณะที่พบสิ่งที่ต้องทำต่อ
🟢 เขียว — เข้าใช้งานได้ไม่พบความเสียหายที่กระทบความมั่นคงรอยร้าวเล็กบนผนังก่ออิฐหรือผิวฉาบ ไม่พบความเสียหายที่เสา คาน พื้นใช้งานได้ตามปกติ ซ่อมผิวเมื่อสะดวก
🟡 เหลือง — จำกัดการใช้งานมีความเสียหายที่ต้องประเมินเพิ่ม หรือเสี่ยงเฉพาะบางพื้นที่รอยร้าวชัดที่ชิ้นส่วนรับน้ำหนัก คอนกรีตกะเทาะบางจุด วัสดุตกแต่งเสี่ยงร่วงจำกัดพื้นที่ที่เสียหาย และตรวจสอบละเอียดโดยวิศวกร
🔴 แดง — ห้ามเข้าใช้งานเสี่ยงต่อการวิบัติหรือพังถล่มเสาหรือคานเสียหายรุนแรง อาคารเอียง พื้นแอ่นตัวชัด โครงสร้างบางส่วนพังแล้วห้ามเข้า กันพื้นที่โดยรอบ และให้วิศวกรประเมินโดยด่วน
⚠️ ป้ายเขียวไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสียหาย

ป้ายเขียวหมายถึง "ไม่พบความเสียหายที่กระทบความมั่นคงจากการตรวจด้วยสายตาในขณะนั้น" ความเสียหายภายในเนื้อคอนกรีตหรือที่จุดต่อซึ่งถูกวัสดุตกแต่งบังไว้ อาจต้องใช้การทดสอบเพิ่มเติมจึงจะพบ หากอาคารเคยผ่านแผ่นดินไหวรุนแรงหรือมีอาการผิดปกติหลังเหตุการณ์ ควรตรวจละเอียดแม้จะได้ป้ายเขียว

ตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหว มีขั้นตอนอะไรบ้าง?

การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวมี 5 ขั้น เริ่มจากประเมินจากภายนอก ตรวจเบื้องต้นด้วยสายตา ติดป้ายผล ตรวจละเอียด และสรุปแนวทางซ่อม ทำเป็นลำดับเพื่อคัดกรองอาคารจำนวนมากให้เร็วก่อน แล้วจึงลงลึกเฉพาะอาคารที่ยังสรุปไม่ได้

  1. ประเมินความปลอดภัยจากภายนอกก่อนเข้าอาคาร — ดูรอบอาคารว่ามีชิ้นส่วนเสี่ยงร่วง อาคารเอียง หรือพื้นดินรอบอาคารแยกตัวหรือไม่ ถ้าเห็นสัญญาณวิบัติชัดเจนให้กันพื้นที่และไม่เข้าไป
  2. ตรวจสอบเบื้องต้นด้วยสายตา (Rapid Evaluation) — เดินตรวจชิ้นส่วนรับน้ำหนักหลักทุกชั้น บันทึกตำแหน่งและลักษณะความเสียหาย โดยทั่วไปใช้เวลาต่ออาคารประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมงตามขนาด
  3. จัดระดับและติดป้ายผลการตรวจ — สรุปเป็นเขียว เหลือง หรือแดง พร้อมระบุเหตุผลและข้อจำกัดการใช้งานให้ชัดเจน
  4. ตรวจสอบละเอียด (Detailed Evaluation) — สำหรับอาคารป้ายเหลืองหรือแดง ใช้การทดสอบแบบไม่ทำลาย เจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีต และตรวจสอบฐานรากตามความจำเป็น เพื่อประเมินกำลังที่เหลืออยู่
  5. สรุปแนวทางซ่อมและเสริมกำลัง — วิศวกรผู้รับผิดชอบสรุปผลเป็นรายงาน พร้อมแนวทางซ่อมแซมหรือเสริมกำลัง และเงื่อนไขการกลับเข้าใช้งาน

ระหว่างขั้นที่ 2 ถึง 4 ควรรวบรวมข้อมูลประกอบไว้ด้วย ได้แก่ แบบก่อสร้างเดิม ปีที่ก่อสร้าง ประวัติการต่อเติม และรายงานเจาะสำรวจดินถ้ามี เพราะอาคารที่ก่อสร้างก่อนมีข้อกำหนดออกแบบต้านแผ่นดินไหว มักมีรายละเอียดเหล็กเสริมที่จุดต่อไม่เหมือนอาคารใหม่ ซึ่งมีผลต่อการประเมินโดยตรง

ต้องดูจุดไหนของอาคารบ้าง?

จุดที่ต้องดูก่อนคือชิ้นส่วนที่รับและถ่ายน้ำหนัก ได้แก่ เสา คาน จุดต่อเสา-คาน และกำแพงรับแรงเฉือน เพราะความเสียหายที่จุดเหล่านี้กระทบความมั่นคงโดยตรง รายการที่ต้องตรวจมี 7 กลุ่ม

  • เสา — จุดสำคัญที่สุด ดูรอยร้าวเฉียง รอยร้าวแนวนอนที่โคนและปลายเสา คอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็ก และเหล็กปลอกที่ถ่างออก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเสารับแรงเกินกำลัง
  • คาน — ดูรอยร้าวเฉียงบริเวณปลายคานที่ต่อกับเสา และรอยร้าวแนวดิ่งที่ท้องคานช่วงกลาง
  • จุดต่อเสา-คาน (Beam-Column Joint) — เป็นบริเวณที่รับแรงสลับทิศระหว่างแผ่นดินไหว ความเสียหายที่จุดนี้ถือว่ารุนแรง เพราะซ่อมยากและกระทบเสถียรภาพรวม
  • กำแพงรับแรงเฉือนและปล่องลิฟต์ — ดูรอยร้าวเฉียงหรือรอยร้าวรูปกากบาท ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของแรงกระทำด้านข้างสลับทิศ
  • พื้นและบันได — ดูรอยแยกระหว่างพื้นกับผนัง พื้นแอ่นตัว และรอยร้าวที่โคนบันได โดยบันไดเป็นเส้นทางหนีภัยจึงต้องประเมินเป็นพิเศษ
  • ฐานรากและพื้นดินรอบอาคาร — ดูอาคารเอียง พื้นรอบอาคารทรุดแยกจากตัวอาคาร และรอยแยกของดิน ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการสูญเสียกำลังของดิน
  • ส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างแต่เสี่ยงร่วง — ผนังก่ออิฐที่แยกจากโครงสร้าง ฝ้าเพดาน กระจก ป้าย และงานระบบที่แขวนอยู่ใต้ฝ้า
แบบจำลอง 3 มิติ จุดต่อเสา-คานของอาคารหลังแผ่นดินไหว แสดงความเสียหายที่ต้องมองหา 5 ตำแหน่ง และการทดสอบที่ใช้ในการตรวจสอบละเอียด (ภาพเชิงแนวคิด) ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของเสาคอนกรีตเสริมเหล็กหนึ่งต้นที่มีคานสองทิศทางมาบรรจบกันที่หัวเสา ตั้งอยู่บนแผ่นพื้น และมีผนังก่ออิฐอยู่ใต้คานด้านขวา มีหมายเลข 1 ถึง 7 กำกับ หมายเลข 1 คือรอยร้าวรูปกากบาทที่จุดต่อเสา-คาน หมายเลข 2 คือหัวเสาที่คอนกรีตกะเทาะจนเห็นเหล็กยืนและเหล็กปลอกถ่างออก หมายเลข 3 คือรอยร้าวแนวนอนที่โคนเสา หมายเลข 4 คือรอยร้าวเฉียงที่ปลายคานติดเสา และหมายเลข 5 คือผนังก่ออิฐที่ร้าวเป็นรูปกากบาทและแยกตัวจากโครงสร้าง ซึ่งไม่ใช่โครงสร้างแต่เสี่ยงร่วง หมายเลข 6 คือหัวทดสอบ Ultrasonic Pulse Velocity สองหัวที่ทาบบนผิวเสาสองด้าน มีสายต่อไปยังเครื่องที่เจ้าหน้าที่ถืออยู่ และหมายเลข 7 คือเครื่องสแกนเหล็กเสริมที่ทาบบนคานเพื่อหาตำแหน่งเหล็กปลอกและระยะหุ้ม กรอบด้านขวาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือความเสียหายที่ต้องมองหาห้ารายการ กลุ่มที่สองคือการตรวจสอบละเอียดสำหรับอาคารป้ายเหลืองหรือแดง ได้แก่ UPV ตาม ASTM C597 การสแกนเหล็กเสริมหรือ GPR และการเจาะ Core ตาม ASTM C42 เฉพาะจุดที่จำเป็น แถบล่างสรุปวิธีแยกรอยร้าวใหม่กับรอยร้าวเก่า รอยร้าวใหม่มีผิวคมและสะอาด มีน้ำหนักในการประเมินมากกว่า รอยร้าวเก่ามีขอบมนและมีฝุ่นจับ และเนื่องจากอาฟเตอร์ช็อกอาจทำให้ความเสียหายลุกลาม จึงควรทำผังรอยร้าวและติดตามต่อเนื่อง แบบจำลอง 3 มิติ (3D): จุดต่อเสา-คาน ดูอะไร ทดสอบอะไร แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 1 2 3 4 5 6 7 ความเสียหายที่ต้องมองหา 1 จุดต่อเสา-คาน ร้าวเฉียง / กากบาท · ซ่อมยาก 2 หัวเสา-ปลายเสา กะเทาะเห็นเหล็ก · ปลอกถ่างออก 3 โคนเสา รอยร้าวแนวนอน 4 ปลายคานติดเสา รอยร้าวเฉียง 5 ผนังก่ออิฐ แยกจากโครงสร้าง · เสี่ยงร่วง ตรวจละเอียด (ป้ายเหลือง / แดง) 6 UPV · ASTM C597 โพรง / รอยร้าวภายในเนื้อคอนกรีต 7 Rebar Scan / GPR เหล็กปลอก · ระยะหุ้ม + Core (ASTM C42) เฉพาะจุดที่จำเป็น 1 รอยร้าวใหม่ ผิวคม สะอาด ไม่มีฝุ่น / คราบน้ำ 2 รอยร้าวเก่า ขอบมน มีฝุ่นจับ 3 อาฟเตอร์ช็อก ทำผังรอยร้าว + ติดตามต่อเนื่อง ภาพเชิงแนวคิด · รูปแบบความเสียหายเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่อาคารจริง การจัดระดับและแนวทางซ่อมต้องประเมินโดยวิศวกรจากผลตรวจจริง
ภาพ 3 มิติเชิงแนวคิด — ความเสียหายที่ต้องมองหารอบจุดต่อเสา-คาน (หมายเลข 1–5) และการทดสอบที่ใช้ในการตรวจสอบละเอียดของอาคารป้ายเหลืองหรือแดง (หมายเลข 6–7) รูปแบบความเสียหายในภาพเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่อาคารจริง
วิศวกร SPN ใช้ค้อนกระแทกทดสอบกำลังอัดผิวคอนกรีตบนเสาโครงสร้างจริง เพื่อคัดกรองบริเวณที่กำลังต่ำผิดปกติ
การทดสอบด้วย Rebound Hammer ตาม ASTM C805 ใช้คัดกรองความสม่ำเสมอของคอนกรีตได้เร็ว แต่ไม่ใช้แทนค่ากำลังอัดจริง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

อ่านรอยร้าวหลังแผ่นดินไหวอย่างไร?

เริ่มจากแยกรอยร้าวใหม่ออกจากรอยร้าวเดิม แล้วดูทิศทางและตำแหน่งของรอย รอยร้าวที่เกิดขึ้นใหม่ทันทีหลังแผ่นดินไหวมีน้ำหนักในการประเมินมากกว่ารอยร้าวเดิม รอยร้าวใหม่มักมีผิวคมและสะอาด ไม่มีคราบฝุ่นหรือคราบน้ำสะสม ขณะที่รอยร้าวเก่ามักมีขอบมนและมีฝุ่นจับ

รูปแบบที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดหลังแผ่นดินไหวคือรอยร้าวเฉียงและรอยร้าวรูปกากบาทบนเสา กำแพงรับแรงเฉือน และจุดต่อเสา-คาน เพราะสะท้อนแรงเฉือนสลับทิศจากการสั่นสะเทือน ส่วนรอยร้าวขั้นบันไดในผนังก่ออิฐบอกได้ทั้งการเคลื่อนตัวของโครงสร้างและการทรุดตัวของฐานราก

หลังตรวจครั้งแรกควรทำแผนผังรอยร้าวและติดตามการขยับต่อเนื่อง เพราะอาฟเตอร์ช็อกอาจทำให้ความเสียหายลุกลาม รายละเอียดวิธีอ่านและติดตามรอยร้าวอยู่ที่ รอยร้าวโครงสร้างแบบไหนอันตราย

ตรวจละเอียดใช้การทดสอบอะไร?

การตรวจสอบละเอียดเริ่มจากการทดสอบแบบไม่ทำลาย เช่น UPV และการสแกนเหล็กเสริม แล้วจึงเจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีตเฉพาะจุดที่จำเป็น โดยเลือกวิธีตามคำถามที่ต้องการคำตอบ อ่านหลักการเลือกได้ที่ NDT กับ Core Test เลือกใช้อย่างไร

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

คำถามวิธีทดสอบมาตรฐานอ้างอิง
คอนกรีตยังสม่ำเสมอหรือมีโพรงและรอยร้าวภายในUltrasonic Pulse Velocity (UPV)ASTM C597
ความแข็งผิวคอนกรีตบริเวณที่เสียหายต่างจากบริเวณปกติไหมRebound Hammer (คัดกรอง)ASTM C805
กำลังอัดจริงของคอนกรีตที่เหลืออยู่เท่าไรCore Test เจาะเก็บตัวอย่างASTM C42
เหล็กเสริมและเหล็กปลอกจัดวางอย่างไร ระยะหุ้มพอไหมRebar Scanner / GPRBS 1881-204 (cover meter) / ASTM D6432 (GPR)
ฐานรากเดิมลึกเท่าไร เมื่อไม่มีแบบก่อสร้างParallel Seismic TestASTM D8381
ชั้นดินใต้อาคารเปลี่ยนไปหรือไม่หลังเหตุการณ์เจาะสำรวจดินและทดสอบในห้องปฏิบัติการASTM D1586 (SPT)

สำหรับอาคารที่ต้องประเมินกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มเดิม การทดสอบเสาเข็มพลศาสตร์ (Dynamic Load Test, PDA) ตาม ASTM D4945 และ มยผ.1252-51 และการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Seismic Integrity Test) ตาม มยผ.1551-51 เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบได้ ทั้งนี้ต้องเลือกตามสภาพหน้างานและความเป็นไปได้ในการเข้าถึงหัวเสาเข็ม

ทีม SPN ใช้เครื่อง GPR สแกนโครงสร้างคอนกรีตเพื่อหาตำแหน่งเหล็กเสริมและตรวจความผิดปกติภายในเนื้อคอนกรีต
การสแกนด้วย GPR ช่วยยืนยันตำแหน่งเหล็กเสริมและระยะหุ้ม ซึ่งเป็นข้อมูลจำเป็นเมื่อต้องประเมินกำลังที่เหลืออยู่ของเสาและคาน (ภาพ: SPN Soil Engineering)
ช่าง SPN ใช้เครื่องเจาะกระบอกเพชรเจาะเก็บแท่งคอนกรีตจากเสาโครงสร้างจริง เพื่อทดสอบกำลังอัดที่เหลืออยู่หลังแผ่นดินไหว
เมื่อผลทดสอบแบบไม่ทำลายยังสรุปไม่ได้ การเจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีต (Core Test ตาม ASTM C42) ใช้ยืนยันกำลังอัดจริงที่เหลืออยู่ ก่อนตัดสินใจว่าจะซ่อมคืนกำลังหรือต้องเสริมกำลัง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

หลังตรวจแล้วต้องซ่อมหรือเสริมกำลังอย่างไร?

แนวทางซ่อมแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ ซ่อมผิว ซ่อมคืนกำลัง และเสริมกำลัง ขึ้นกับระดับความเสียหายและผลประเมินกำลังที่เหลืออยู่

  • ซ่อมผิวและซ่อมความคงทน — ใช้กับรอยร้าวเล็กที่ไม่กระทบกำลัง เช่น อุดรอยร้าวด้วยวัสดุอีพ็อกซี ซ่อมคอนกรีตกะเทาะและป้องกันสนิมที่เหล็กเสริม
  • ซ่อมคืนกำลัง — ใช้กับชิ้นส่วนที่เสียหายแต่ยังใช้ได้ เช่น การอัดฉีดอีพ็อกซีเข้ารอยร้าว การซ่อมด้วยมอร์ต้าไม่หดตัว
  • เสริมกำลัง — ใช้เมื่อกำลังที่เหลืออยู่ไม่พอ เช่น การหุ้มเสาด้วยคอนกรีตหรือปลอกเหล็ก การเสริมด้วยแผ่นเส้นใยคาร์บอน (FRP) หรือการเพิ่มกำแพงรับแรงเฉือน

การประเมินความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารหลังภัยพิบัติในประเทศไทยอ้างอิงมาตรฐาน มยผ. 1902-62 โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ส่วนการออกแบบเสริมกำลังให้ต้านทานแผ่นดินไหวอ้างอิง มยผ.1301/1302-61 มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แนวทางซ่อมเฉพาะอาคารต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้รับผิดชอบจากผลตรวจจริง ไม่สามารถสรุปเป็นสูตรสำเร็จได้

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเป็นอย่างไร?

ค่าบริการตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวขึ้นกับขนาดอาคาร จำนวนชั้น ระดับความเสียหาย และรายการทดสอบที่ต้องใช้ในการตรวจละเอียด จึงไม่มีราคาเหมาตายตัว ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. รายละเอียดราคางานทดสอบโครงสร้างแยกรายการดูได้ที่ ราคาทดสอบโครงสร้าง 2026

ด้านระยะเวลา การตรวจสอบเบื้องต้นของอาคารขนาดเล็กถึงกลางมักใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมงต่ออาคาร ส่วนการตรวจสอบละเอียดที่มีการทดสอบและเจาะเก็บตัวอย่างมักใช้เวลาหน้างาน 1–3 วัน และรอผลทดสอบในห้องปฏิบัติการอีกระยะหนึ่งก่อนออกรายงานสรุป

หมายเหตุราคา: ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

สรุป

การตรวจสอบอาคารหลังแผ่นดินไหวทำเป็นสองระดับ คือ ตรวจเบื้องต้นเพื่อจัดระดับเป็นป้ายเขียว เหลือง แดง แล้วจึงตรวจละเอียดเฉพาะอาคารป้ายเหลืองและแดง จุดที่ต้องดูเป็นอันดับแรกคือเสา จุดต่อเสา-คาน และกำแพงรับแรงเฉือน โดยรอยร้าวเฉียงและรอยร้าวรูปกากบาทเป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

SPN Soil Engineering ให้บริการตรวจสอบและทดสอบโครงสร้างแบบไม่ทำลาย เจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีต และตรวจสอบฐานรากเดิม พร้อมรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.