Boring Log คืออะไร?

Boring Log หรือ "บันทึกหลุมเจาะ" คือรายงานที่บันทึกข้อมูลชั้นดินทั้งหมดที่พบในหลุมเจาะแต่ละหลุม ตั้งแต่ผิวดินลงไปจนถึงความลึกที่กำหนด ประกอบด้วยลักษณะดิน ค่าความแน่น และผลการทดสอบในสนาม

Boring Log เป็นเอกสารหลักที่วิศวกรโครงสร้างใช้ในการออกแบบฐานราก เลือกประเภทและความยาวเสาเข็ม และประเมินพฤติกรรมดินใต้อาคาร

ตัวอย่าง Boring Log จำลอง

ด้านล่างคือตัวอย่าง Boring Log แบบง่ายที่แสดงชั้นดินทั่วไปในกรุงเทพฯ พร้อมคำอธิบายแต่ละส่วน

ตัวอย่าง BORING LOG — BH-1 ความลึกทั้งหมด 30.0 ม. | ระดับน้ำใต้ดิน: 1.5 ม.
ความลึก (ม.)
N-Value
ลักษณะดิน
ประเภทดิน
คำอธิบาย
0–3
2
▥ ดินเหนียวอ่อน
Soft Clay
สีเทาเข้ม อ่อนมาก มีกลิ่นอินทรีย์
3–9
3–5
▥ ดินเหนียวอ่อน
Soft Clay
สีเทา-น้ำเงิน อ่อนถึงอ่อนปานกลาง
9–15
8–15
≡ ดินเหนียวแข็งปานกลาง
Medium Clay
สีน้ำตาล-เทา แข็งปานกลาง
15–21
20–35
≡ ดินเหนียวแข็ง
Stiff Clay
สีน้ำตาลแดง แข็งถึงแข็งมาก
21–25
30–45
:: ทรายแน่น
Dense Sand
ทรายละเอียด-ปานกลาง สีเทา-น้ำตาล
25–30
>50
■ ทรายแน่นมาก
Very Dense Sand
ชั้นรับน้ำหนัก แน่นมาก N > 50
ดินเหนียวอ่อน
ดินเหนียวแข็ง
ทรายแน่น
ทรายแน่นมาก (ชั้นรับน้ำหนัก)

ค่า SPT N-Value คืออะไร ดูอย่างไร?

SPT (Standard Penetration Test) N-Value คือจำนวนครั้งที่ต้องตีด้วยตุ้มตอกหนัก 63.5 กก. ปล่อยตกอิสระจากความสูง 76 ซม. เพื่อให้ Sampling Spoon จม 30 ซม. ในดิน ค่ายิ่งสูงหมายถึงดินยิ่งแน่น

N-Valueความแน่น / ความแข็งของดินความหมายทางวิศวกรรม
0–4ดินเหนียวอ่อน / ทรายหลวมมากรับน้ำหนักได้น้อย ไม่เหมาะเป็นชั้นรับน้ำหนัก
5–10ดินเหนียวแข็งปานกลาง / ทรายหลวมกำลังรับน้ำหนักต่ำ ยังไม่เหมาะ
11–30ดินเหนียวแข็ง / ทรายแน่นปานกลางรับน้ำหนักได้ปานกลาง
31–50ดินดาน / ทรายแน่นเหมาะเป็นชั้นรับน้ำหนักปลายเสาเข็ม
>50ดินดาน / ทรายแน่นมากชั้นรับน้ำหนักที่ดีที่สุด
💡 เคล็ดลับอ่าน Boring Log

ให้มองหาระดับความลึกที่ N-Value เริ่มสูงกว่า 30–50 อย่างต่อเนื่อง นั่นคือบริเวณ "ชั้นดินรับน้ำหนัก" ที่วิศวกรจะออกแบบให้ปลายเสาเข็มวางอยู่ที่นั่น สำหรับกรุงเทพฯ มักอยู่ที่ความลึกประมาณ 21–28 เมตร

ส่วนประกอบอื่นๆ ใน Boring Log ที่ควรรู้

ระดับน้ำใต้ดิน (Groundwater Level)

บันทึกระดับน้ำใต้ดิน ณ เวลาที่เจาะ และหลังจากนั้น 24 ชั่วโมง ข้อมูลนี้สำคัญสำหรับการออกแบบชั้นใต้ดิน ระบบกันซึม และการประเมินแรงดันน้ำใต้ดินต่อโครงสร้าง

ชื่อชั้นดิน (Soil Classification)

ระบุประเภทดินตามระบบ USCS (Unified Soil Classification System) หรือ AASHTO เช่น CH (ดินเหนียวพลาสติกสูง), CL (ดินเหนียวพลาสติกต่ำ), SP (ทรายคัดขนาดไม่ดี), SM (ทรายปนทราย)

ลักษณะทางกายภาพของดิน

บันทึกสี ความชื้น กลิ่น และสิ่งเจือปน เช่น "สีเทาเข้ม มีกลิ่นอินทรีย์" หรือ "สีน้ำตาลแดง มีรากไม้ปน" ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันลักษณะดินและประเมินความเหมาะสมของชั้นดิน

ผล Lab Test

ตัวอย่างดินบางตัวอย่างจะถูกส่งทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อหาคุณสมบัติทางกลเพิ่มเติม เช่น Atterberg Limits (LL, PL, PI), Natural Water Content, Unconfined Compression Strength และ Grain Size Analysis

✅ วิธีใช้ Boring Log พูดคุยกับวิศวกร

เมื่อได้รับ Boring Log แล้ว ให้ถามวิศวกรออกแบบว่า "ชั้นรับน้ำหนักหลักอยู่ที่ความลึกเท่าไหร่?" และ "วิศวกรแนะนำใช้เสาเข็มประเภทไหน ความยาวเท่าไหร่?" คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจการออกแบบฐานรากได้มากขึ้น

ตัวอย่างชั้นดินกรุงเทพฯ มีลักษณะพิเศษอย่างไร?

ดินในกรุงเทพฯ มีลักษณะเฉพาะที่วิศวกรทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อ "Bangkok Soft Clay" ประกอบด้วยชั้นดินเหนียวอ่อนหนาถึง 12–18 เมตร ที่มีกำลังรับน้ำหนักต่ำมาก รองรับด้วยชั้นดินแข็งกว่าสลับกันลงไป

  • 0–2 ม. — ดินถม หรือดินเหนียวอ่อนมากปนอินทรียวัตถุ
  • 2–12 ม. — ดินเหนียวอ่อน (Bangkok Soft Clay) N = 1–5
  • 12–18 ม. — ดินเหนียวแข็งปานกลาง N = 10–20
  • 18–25 ม. — ดินเหนียวแข็งถึงแข็งมาก N = 20–40
  • 25 ม. ขึ้นไป — ชั้นทรายแน่น N > 50 (ชั้นรับน้ำหนักหลัก)
⚠️ ลักษณะพิเศษของดินกรุงเทพฯ ที่ต้องระวัง

ชั้น Bangkok Soft Clay มีค่า Compressibility สูงมาก ทำให้อาคารทรุดตัวได้มากถ้าออกแบบฐานรากไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ดินยังมีความไวต่อการรบกวน (Sensitivity) สูง เมื่อถูกรบกวนจากการก่อสร้างข้างเคียง กำลังของดินอาจลดลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีข้อมูล Boring Log และ Lab Test จากการสำรวจจริงก่อนออกแบบเสมอ

💡 ทำไมกรุงเทพฯ ถึงต้องใช้เสาเข็มยาว?

เพราะชั้นดินอ่อนในกรุงเทพฯ หนาถึง 12–18 เมตร ฐานรากตื้นจะทรุดตัวมาก จึงต้องใช้เสาเข็มที่มีความยาวพอที่ปลายเข็มจะวางอยู่บนชั้นทรายแน่น (N > 50) ที่ความลึกประมาณ 21–28 เมตรขึ้นไป ข้อมูลนี้ต้องมาจาก Boring Log เท่านั้น ไม่สามารถประมาณได้จากการสังเกตดินบนผิว