หลุมทดสอบ Soil Thermal Test จุดที่ 2 ในพื้นที่โรงงาน ทีมงานเตรียมเครื่องบันทึกข้อมูลอุณหภูมิและกล่องเครื่องมือข้างหลุม มีป้ายระบุจุดทดสอบและวันที่
งานทดสอบ Soil Thermal Resistivity และ Ambient Temperature Test จุดที่ 2 ในโครงการขยายเขตสายส่ง 115 kV ภายในโรงงานที่จังหวัดปราจีนบุรี ขุดเปิดหลุมถึงระดับวางสาย 3.0 เมตร แล้วติดตั้งหัววัดที่ก้นหลุม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Soil Thermal Resistivity Test คืออะไร วัดอะไรได้

ค่าความต้านทานความร้อนของดิน (Soil Thermal Resistivity, ρth) คือคุณสมบัติที่บอกว่าดินขัดขวางการไหลของความร้อนมากน้อยเพียงใด หน่วยคือเมตร-เคลวินต่อวัตต์ (m·K/W) ส่วนกลับของค่านี้คือค่าการนำความร้อน (Thermal Conductivity, k) หน่วยวัตต์ต่อเมตร-เคลวิน (W/m·K) ค่าความต้านทานยิ่งต่ำ ดินยิ่งพาความร้อนออกจากสายไฟฟ้าได้เร็ว

ปัจจัยที่ควบคุมค่านี้คือปริมาณความชื้น ความหนาแน่น ชนิดและขนาดเม็ดดิน และองค์ประกอบแร่ น้ำนำความร้อนได้ดีกว่าอากาศประมาณ 25 เท่า ดินอิ่มน้ำจึงระบายความร้อนดีกว่าดินแห้งชนิดเดียวกันหลายเท่า ดินที่มีเม็ดแร่ควอตซ์มากก็นำความร้อนได้ดีกว่าดินเหนียวหรือดินอินทรีย์ การเดาค่าจากชนิดดินที่เห็นด้วยตาจึงคลาดเคลื่อนได้มาก

งานที่ใช้ผล Soil Thermal Resistivity Test

ออกแบบพิกัดกระแสของสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าใต้ดิน 22 kV / 115 kV ขึ้นไป · สายเคเบิลใต้ดินของสถานีไฟฟ้าย่อย โรงไฟฟ้า และโซลาร์ฟาร์ม · สายส่งออกจาก Data Center และนิคมอุตสาหกรรม · เลือกและตรวจรับวัสดุถมกลบร่องสาย (Thermal Backfill) · ท่อส่งความร้อนและระบบแลกเปลี่ยนความร้อนใต้ดิน (Ground Heat Exchanger) · ประเมินความเสี่ยงดินแห้งรอบสาย (Moisture Migration / Dry-out)

ทำไมสายไฟฟ้าใต้ดินต้องรู้ค่าความร้อนของดิน

สายไฟฟ้าทุกเส้นมีความร้อนเกิดขึ้นขณะจ่ายกระแสตามกฎ I²R สายที่เดินในอากาศระบายความร้อนออกได้ง่าย แต่สายที่ฝังดินต้องพึ่งดินรอบ ๆ เป็นทางระบายความร้อนเพียงทางเดียว ถ้าดินระบายความร้อนได้ช้า อุณหภูมิตัวนำจะสูงขึ้นจนเกินขีดจำกัดของฉนวน (ทั่วไปคือ 90°C สำหรับฉนวน XLPE) ผู้ออกแบบจึงต้องลดกระแสที่ยอมให้ไหลลง หรือเปลี่ยนไปใช้สายขนาดใหญ่ขึ้น

มาตรฐานที่ใช้คำนวณพิกัดกระแสของสายเคเบิลคือ IEC 60287 ซึ่งใช้ตัวแปรสองตัวจากดินโดยตรง คือ ค่าความต้านทานความร้อนของดิน และอุณหภูมิดินตามธรรมชาติที่ระดับวางสาย (Ambient Ground Temperature) ค่าที่ใส่ในสูตรผิดไปเพียงเล็กน้อยก็ทำให้พิกัดกระแสคลาดเคลื่อนตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น การใช้ค่าอ้างอิงทั่วไปประมาณ 1.0 m·K/W ทั้งที่ดินจริงมีค่า 1.7 m·K/W จะทำให้สายรับกระแสได้น้อยกว่าที่คำนวณไว้ และร้อนเกินกำหนดเมื่อจ่ายโหลดเต็ม

ปรากฏการณ์ดินแห้งรอบสาย (Thermal Runaway)

ความร้อนจากสายไฟฟ้าจะไล่ความชื้นในดินรอบสายออกไป ดินที่แห้งลงมีค่าความต้านทานความร้อนสูงขึ้น ทำให้สายร้อนขึ้นอีกและไล่ความชื้นออกมากขึ้นเป็นวงจร เป็นสาเหตุหนึ่งของความเสียหายของสายเคเบิลใต้ดินแรงสูง IEEE Std 442 จึงแนะนำให้ประเมินค่าความต้านทานความร้อนทั้งในสภาพความชื้นธรรมชาติและสภาพแห้ง เพื่อให้ผู้ออกแบบเผื่อกรณีวิกฤตได้

Ambient Temperature Test (ATT) คืออะไร ทำไมต้องวัดต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

Ambient Temperature Test คือการวัดอุณหภูมิดินตามสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ณ ระดับที่จะวางสาย โดยติดตั้งหัววัดอุณหภูมิต่อกับเครื่องบันทึกข้อมูล (Data Logger) แล้วบันทึกต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ทุก 10 นาที ผลที่ได้คือกราฟอุณหภูมิเทียบกับเวลา และค่าสรุปสี่ตัวคือ อุณหภูมิต่ำสุด (Tmin) สูงสุด (Tmax) เฉลี่ย (Tavg) และช่วงการเปลี่ยนแปลง (ΔT = Tmax − Tmin)

เหตุผลที่ต้องวัดจริงแทนการใช้อุณหภูมิอากาศคือ อุณหภูมิดินที่ระดับ 1–3 เมตรไม่ได้แกว่งตามอากาศแบบวันต่อวัน แต่มีค่าใกล้เคียงอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นที่และเปลี่ยนช้าตามฤดูกาล IEC 60287-3-1 กำหนดให้ใช้อุณหภูมิดินที่ระดับวางสายเป็นเงื่อนไขอ้างอิง เพราะเป็นอุณหภูมิพื้นฐานที่สายต้องระบายความร้อนออกไปสู่ดินรอบข้าง ดินร้อนกว่าที่สมมติไว้ 5°C หมายถึงระยะห่างระหว่างอุณหภูมิดินกับขีดจำกัดของฉนวนหดลง 5°C โดยตรง

ขั้นตอนทดสอบหน้างานทำอย่างไร

งานสนามหนึ่งจุดใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพราะต้องรอเก็บข้อมูลอุณหภูมิให้ครบ 24 ชั่วโมง ลำดับงานที่ SPN ใช้เป็นดังนี้

1. กำหนดตำแหน่งและขุดเปิดหลุมถึงระดับวางสาย

ตำแหน่งทดสอบกำหนดตามแนววางสายในแบบ ก่อนขุดต้องตรวจสอบสาธารณูปโภคใต้ดินเดิม เช่น ท่อ สายไฟ และฐานรากเสาไฟฟ้า จากนั้นขุดเปิดหลุมด้วยรถขุดขนาดเล็กหรือแรงคนจนถึงระดับที่กำหนด โครงการที่ยกตัวอย่างในบทความนี้ใช้ระดับ 3.0 เมตรจากผิวดินเดิม เพราะเป็นระดับใกล้เคียงแนววางสายส่ง 115 kV

หลุมทดสอบ Soil Thermal Test จุดที่ 1 ขุดด้วยรถขุดขนาดเล็กลงถึงระดับ 3 เมตร ข้างฐานเสาไฟฟ้า มีป้ายระบุโครงการขยายเขตสายส่ง 115 kV จังหวัดปราจีนบุรี
จุดทดสอบที่ 1 ขุดเปิดหลุมข้างฐานเสาไฟฟ้าตามแนววางสายส่ง ดินที่ขุดขึ้นมาเป็นดินลูกรังสีน้ำตาลแดง สอดคล้องกับผลทดสอบที่จัดชั้นดินเป็น Laterite (GP) (ภาพ: SPN Soil Engineering)

2. ติดตั้ง Thermal Needle Probe และวัดค่า STR

หัววัดความร้อนแบบเข็ม (Thermal Needle Probe) เป็นเข็มโลหะที่มีลวดให้ความร้อนและตัวตรวจวัดอุณหภูมิอยู่ภายใน ช่างจะเสียบเข็มลงในดินก้นหลุมให้แนบสนิท ไม่มีช่องว่างอากาศ แล้วจ่ายพลังงานความร้อนคงที่เข้าสู่ดิน พร้อมบันทึกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นตามเวลาจนได้ช่วงข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับวิเคราะห์ วิธีนี้เรียกว่า Transient Line Heat Source ตาม ASTM D5334 และ IEEE Std 442

ช่างเทคนิค SPN สวมหมวกนิรภัยลงไปในหลุมทดสอบเพื่อติดตั้ง Thermal Needle Probe และหัววัดอุณหภูมิที่ก้นหลุมระดับ 3 เมตร ในชั้นดินลูกรังสีน้ำตาลแดง
ช่างเทคนิคลงไปติดตั้งหัววัดที่ก้นหลุมระดับ 3 เมตร เข็มวัดต้องเสียบลงในดินเดิมที่ยังไม่ถูกรบกวน และต้องแนบสนิทกับดินโดยรอบ เพราะช่องว่างอากาศจะทำให้ค่าความต้านทานความร้อนสูงผิดจริง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

3. คำนวณค่าการนำความร้อนจาก Line-Source Theory

เมื่อจ่ายความร้อนคงที่ q (W/m) เข้าสู่แหล่งกำเนิดเชิงเส้น อุณหภูมิของเข็มจะเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงเมื่อพล็อตเทียบกับ ln(เวลา) ความชันของเส้นนี้ให้ค่าการนำความร้อนของดินโดยตรง

สูตรคำนวณตาม ASTM D5334

k = (q / 4π) × [ln(t2/t1) / (T2 − T1)]  และ  ρth = 1 / k

เมื่อ k = ค่าการนำความร้อน (W/m·K) · q = อัตราการให้ความร้อนต่อความยาวเข็ม (W/m) · T1, T2 = อุณหภูมิที่เวลา t1, t2 · ρth = ค่าความต้านทานความร้อน (m·K/W)

ตัวอย่างจากงานจริง: จุดที่ 1 ได้ k = 0.725 W/m·K → ρth = 1 / 0.725 = 1.381 m·K/W

4. ติดตั้งหัววัดอุณหภูมิและกลบหลุม บันทึกต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

หลังวัด STR เสร็จ ช่างจะติดตั้งหัววัดอุณหภูมิพร้อมเครื่องบันทึกข้อมูลไว้ที่ระดับเดียวกัน กลบดินคืนเพื่อให้หัววัดอยู่ในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงสภาพจริง แล้วปล่อยให้บันทึกทุก 10 นาทีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง เครื่องบันทึกต้องตรวจสอบเวลาให้ตรงกัน หากนาฬิกาของเครื่องคลาดเคลื่อนต้องปรับแก้ก่อนนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เช่น โครงการตัวอย่างพบเครื่องบันทึกจุดที่ 2 มีเวลาคลาดเคลื่อนประมาณ 30 นาที ซึ่งต้องบันทึกและปรับแก้ไว้ในรายงาน

มุมกว้างของหลุมทดสอบจุดที่ 1 เห็นรถขุด กองดินลูกรังที่ขุดขึ้นมา และกล่องเครื่องมือทดสอบ Soil Thermal Conductivity พร้อมสายวัดสีเหลือง
ภาพรวมจุดทดสอบที่ 1 เครื่องทดสอบ Soil Thermal Conductivity และแบตเตอรี่ 12 V วางในกล่องข้างหลุม ต่อสายวัดสีเหลืองลงไปยังหัววัดที่ก้นหลุม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ค่าความต้านทานความร้อนของดินแต่ละชนิดอยู่ในช่วงไหน

ตารางนี้เป็นช่วงค่าอ้างอิงจาก IEEE Std 442-2017 และงานวิจัยของ Farouki (1986) ใช้เพื่อตรวจทานว่าค่าที่วัดได้สมเหตุสมผลกับสภาพดินที่เห็นหรือไม่ ไม่ใช่ค่าที่นำไปใช้ออกแบบแทนผลทดสอบจริง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชนิดดิน / สภาพค่าการนำความร้อน k (W/m·K)ค่าความต้านทานความร้อน ρth (m·K/W)
ทราย แห้ง0.15–0.502.0–6.7
ทราย อิ่มน้ำ1.50–3.000.33–0.67
ทรายแป้ง แห้ง0.20–0.402.5–5.0
ทรายแป้ง อิ่มน้ำ1.30–2.500.40–0.77
ดินเหนียว แห้ง0.25–0.402.5–4.0
ดินเหนียว อิ่มน้ำ1.00–1.500.67–1.0
ดินลูกรัง แห้งถึงชื้นธรรมชาติ0.30–0.801.25–3.33
ดินลูกรัง เปียกถึงอิ่มน้ำ0.80–1.800.56–1.25
ดินอินทรีย์ / พีท เปียก0.20–0.402.5–5.0
กรวด อิ่มน้ำ1.50–3.500.29–0.67
หิน (แกรนิต หินปูน)2.5–4.00.25–0.40

สิ่งที่ตารางบอกชัดคือดินชนิดเดียวกันมีค่าต่างกันได้ถึง 5–10 เท่าเมื่อความชื้นต่างกัน ดินแห้งคือกรณีวิกฤตของสายไฟฟ้าใต้ดินเสมอ ผู้ออกแบบจึงมักขอค่าทั้งสภาพชื้นธรรมชาติและสภาพแห้ง หรือกำหนดให้ถมกลบร่องสายด้วยวัสดุควบคุมค่าความต้านทานความร้อน (Thermal Backfill) แทนดินเดิมเมื่อค่าที่วัดได้สูงเกินเกณฑ์ที่โครงการยอมรับ (ที่มา: IEEE Std 442-2017; Farouki, O.T. (1986) Thermal Properties of Soils; Clauser & Huenges (1995))

ตัวอย่างผลทดสอบจริง โครงการสายส่ง 115 kV จังหวัดปราจีนบุรี

ข้อมูลชุดนี้มาจากงานทดสอบของ SPN ในโครงการก่อสร้างขยายเขตสายส่งระบบ 115 kV ภายในโรงงานแห่งหนึ่งที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ทดสอบ 2 จุดที่ระดับความลึก 3.0 เมตร ในเดือนกันยายน 2026 พื้นที่ตั้งอยู่บนตะกอนที่ราบน้ำท่วมถึงยุคควอเทอร์นารี (หน่วย Qff ตามแผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดปราจีนบุรี กรมทรัพยากรธรณี 2551) ดินที่ระดับทดสอบเป็นดินลูกรัง (Laterite, USCS: GP) ในสภาพความชื้นธรรมชาติ

1.38–1.73
ค่าความต้านทานความร้อน (m·K/W)
0.58–0.73
ค่าการนำความร้อน (W/m·K)
30.8–31.3°C
อุณหภูมิดินเฉลี่ยที่ 3.0 ม.

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

รายการจุดทดสอบที่ 1จุดทดสอบที่ 2
ระดับความลึกทดสอบ3.0 ม.3.0 ม.
ชนิดดิน (USCS)Laterite (GP)Laterite (GP)
ค่าการนำความร้อน k (W/m·K)0.7250.578
ค่าความต้านทานความร้อน ρth (m·K/W)1.3811.733
ระยะเวลา ATT / ช่วงบันทึก24 ชม. / ทุก 10 นาที (145 ค่า)24 ชม. / ทุก 10 นาที (145 ค่า)
อุณหภูมิต่ำสุด Tmin30.3°C29.8°C
อุณหภูมิสูงสุด Tmax34.8°C33.8°C
อุณหภูมิเฉลี่ย Tavg31.32°C30.75°C
ช่วงการเปลี่ยนแปลง ΔT4.5°C4.0°C

อ่านผลอย่างไร ค่าความต้านทานความร้อน 1.38–1.73 m·K/W อยู่ในช่วงของดินลูกรังสภาพชื้นธรรมชาติ (1.25–3.33 m·K/W) แสดงว่าดินยังไม่อิ่มตัวด้วยน้ำ ระบายความร้อนได้ระดับปานกลาง และสูงกว่าค่าอ้างอิงประมาณ 1.0 m·K/W ที่ผู้ออกแบบมักใช้เมื่อไม่มีผลทดสอบ ความต่างระหว่างสองจุดราว 25% มาจากความแน่นและความชื้นของดินที่ต่างกัน ส่วนอุณหภูมิดินเฉลี่ยของทั้งสองจุดต่างกันเพียง 0.57°C และช่วงแกว่งใกล้เคียงกันที่ 4.0–4.5°C จึงใช้เป็นค่าตัวแทนของพื้นที่ในช่วงเวลาที่วัดได้

ค่าที่ยอมรับได้ต้องมาจากผู้ออกแบบสายเคเบิลของโครงการ

บทความนี้อธิบายวิธีทดสอบและวิธีอ่านค่า ไม่ได้กำหนดว่าค่าใดผ่านหรือไม่ผ่าน ค่าความต้านทานความร้อนและอุณหภูมิดินที่วัดได้ต้องนำไปคำนวณพิกัดกระแสร่วมกับขนาดสาย ระยะห่างระหว่างสาย ความลึกฝัง และวัสดุถมกลบ โดยวิศวกรไฟฟ้าผู้ออกแบบของโครงการตามแนวทาง IEC 60287 นอกจากนี้ผล ATT 24 ชั่วโมงสะท้อนเฉพาะช่วงเวลาที่วัด หากต้องการค่าวิกฤตในรอบปีควรพิจารณาข้อมูลตามฤดูกาลเพิ่มเติม

มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบนี้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

มาตรฐานครอบคลุมเรื่อง
ASTM D5334-22ae1วิธีทดสอบหาค่าการนำความร้อนของดินและหินด้วย Thermal Needle Probe (Transient Line Heat Source) เป็นมาตรฐานหลักของวิธีวัดและสูตรคำนวณ ใช้ได้ทั้งในสนามและห้องปฏิบัติการ
IEEE Std 442-2017Guide for Thermal Resistivity Measurements of Soils and Backfill Materials แนวทางการวัดค่าความต้านทานความร้อนของดินและวัสดุถมกลบสำหรับงานสายไฟฟ้าใต้ดิน ครอบคลุมทั้งการวัดในสนาม ในห้องปฏิบัติการ และการประเมินสภาพดินแห้ง
IEC 60287-1-1สูตรคำนวณพิกัดกระแสของสายเคเบิลไฟฟ้า (Current Rating) ที่ใช้ค่าความต้านทานความร้อนของดินและอุณหภูมิดินเป็นตัวแปรนำเข้า
IEC 60287-3-1:2017เงื่อนไขอ้างอิงของสถานที่ติดตั้ง (Site Reference Conditions) รวมถึงอุณหภูมิดินและค่าความต้านทานความร้อนของดินที่ใช้ในการคำนวณพิกัดกระแส ใช้อ้างอิงสำหรับการทำ Ambient Temperature Test
ASTM D2487การจำแนกชนิดดินตามระบบ USCS ใช้ระบุชนิดดินที่ระดับทดสอบในรายงาน เช่น Laterite (GP)

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ผลทดสอบใช้งานไม่ได้

วัดที่ผิวดินแทนระดับวางสาย ดินผิวแห้งเร็วและร้อนตามอากาศ ค่าที่ได้จึงไม่ใช่ค่าของดินที่สายจะสัมผัสจริง ต้องขุดถึงระดับวางสายหรือใช้หลุมเจาะแล้ววัดที่ระดับนั้น

เข็มวัดไม่แนบกับดิน ช่องว่างอากาศรอบเข็มทำหน้าที่เป็นฉนวน ทำให้ค่าความต้านทานความร้อนสูงผิดจริง ในดินแข็งหรือดินลูกรังที่มีก้อนกรวด ควรเจาะนำด้วยแท่งขนาดเท่าเข็มก่อนเสียบ

ทดสอบบนดินที่ถูกรบกวน ดินก้นหลุมที่ถูกรถขุดบดหรือคลายตัวจากการขุดมีความแน่นต่างจากดินเดิม ต้องปาดดินที่ถูกรบกวนออกแล้ววัดในดินเดิมที่อยู่ลึกลงไป

ไม่บันทึกความชื้นและสภาพอากาศ ค่าเดียวกันมีความหมายต่างกันเมื่อวัดปลายฤดูแล้งกับกลางฤดูฝน รายงานต้องระบุวันที่ สภาพอากาศ และหากทำได้ควรเก็บตัวอย่างดินไปหาปริมาณความชื้นและความหนาแน่นเพื่อให้ผู้ออกแบบเผื่อกรณีดินแห้งได้

ตรวจวัดอุณหภูมิไม่ครบ 24 ชั่วโมงหรือเวลาเครื่องคลาดเคลื่อน ข้อมูลไม่ครบรอบวันจะหาค่า Tmax และ Tmin ที่แท้จริงไม่ได้ และเครื่องบันทึกที่นาฬิกาไม่ตรงทำให้เทียบข้อมูลสองจุดกันไม่ได้ ต้องตรวจเวลาเครื่องก่อนติดตั้งและระบุการปรับแก้ไว้ในรายงาน

ทำงานร่วมกับการทดสอบอื่นอย่างไร

Soil Resistivity Test วัดความต้านทานไฟฟ้าของดิน (Ω·m) สำหรับออกแบบระบบรากสายดินของสถานีไฟฟ้าและโซลาร์ฟาร์ม เป็นการทดสอบคนละคุณสมบัติกับความร้อน แต่โครงการสายส่งใต้ดินมักทำทั้งสองอย่างในทริปเดียวกันเพื่อประหยัดค่าเดินทาง

การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring) ให้ข้อมูลชั้นดิน ระดับน้ำใต้ดิน และตัวอย่างดินสำหรับหาปริมาณความชื้นและความหนาแน่นในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ควบคุมค่าความร้อนโดยตรง ระดับน้ำใต้ดินยังบอกได้ว่าดินที่ระดับวางสายมีโอกาสแห้งในฤดูแล้งหรือไม่ ดูรายละเอียดได้ที่ ระดับน้ำใต้ดินมีผลอย่างไร และ การทดสอบดินในห้องปฏิบัติการ

Field Density Test ใช้ตรวจรับความแน่นของวัสดุถมกลบร่องสาย เพราะวัสดุ Thermal Backfill ที่บดอัดไม่ถึงเกณฑ์จะมีช่องว่างอากาศมากและค่าความต้านทานความร้อนสูงกว่าที่ออกแบบไว้ ส่วนงานฐานรากเสาไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าใช้ Plate Bearing Test และการทดสอบเสาเข็มตามปกติ

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลา

ค่าใช้จ่ายประเมินเป็นรายโครงการ ตัวแปรที่มีผลมากที่สุดคือจำนวนจุดทดสอบ ระดับความลึกและวิธีเปิดหลุม (ขุดด้วยรถขุดหรือใช้หลุมเจาะ) จำนวนสภาพที่ต้องการวัด (ชื้นธรรมชาติอย่างเดียวหรือรวมสภาพแห้ง) และระยะทางเดินทาง ด้านเวลา งานสนามหนึ่งจุดใช้ประมาณ 2 วันรวมการเก็บข้อมูลอุณหภูมิ 24 ชั่วโมง และรายงานพร้อมส่งภายในประมาณ 1 สัปดาห์หลังงานสนามเสร็จ ผู้ที่ต้องการประเมินราคาควรเตรียมแบบแนววางสาย ระดับความลึกฝังสาย และจำนวนจุดที่ผู้ออกแบบกำหนด ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน — ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.