หลุมทดสอบ Soil Thermal Test จุดที่ 2 ในพื้นที่โรงงาน ทีมงานเตรียมเครื่องบันทึกข้อมูลอุณหภูมิและกล่องเครื่องมือข้างหลุม มีป้ายระบุจุดทดสอบและวันที่
งานทดสอบ Soil Thermal Resistivity และ Ambient Temperature Test จุดที่ 2 ในโครงการขยายเขตสายส่ง 115 kV ภายในโรงงานที่จังหวัดปราจีนบุรี ขุดเปิดหลุมถึงระดับวางสาย 3.0 เมตร แล้วติดตั้งหัววัดที่ก้นหลุม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

Soil Thermal Resistivity Test คืออะไร วัดอะไรได้?

ค่าความต้านทานความร้อนของดิน (Soil Thermal Resistivity, ρth) คือคุณสมบัติที่บอกว่าดินขัดขวางการไหลของความร้อนมากน้อยเพียงใด หน่วยคือเมตร-เคลวินต่อวัตต์ (m·K/W) ส่วนกลับของค่านี้คือค่าการนำความร้อน (Thermal Conductivity, k) หน่วยวัตต์ต่อเมตร-เคลวิน (W/m·K) ค่าความต้านทานยิ่งต่ำ ดินยิ่งพาความร้อนออกจากสายไฟฟ้าได้เร็ว

ปัจจัยที่ควบคุมค่านี้คือปริมาณความชื้น ความหนาแน่น ชนิดและขนาดเม็ดดิน และองค์ประกอบแร่ น้ำนำความร้อนได้ดีกว่าอากาศประมาณ 25 เท่า ดินอิ่มน้ำจึงระบายความร้อนดีกว่าดินแห้งชนิดเดียวกันหลายเท่า ดินที่มีเม็ดแร่ควอตซ์มากก็นำความร้อนได้ดีกว่าดินเหนียวหรือดินอินทรีย์ การเดาค่าจากชนิดดินที่เห็นด้วยตาจึงคลาดเคลื่อนได้มาก

งานที่ใช้ผล Soil Thermal Resistivity Test

ออกแบบพิกัดกระแสของสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าใต้ดิน 22 kV / 115 kV ขึ้นไป · สายเคเบิลใต้ดินของสถานีไฟฟ้าย่อย โรงไฟฟ้า และโซลาร์ฟาร์ม · สายส่งออกจาก Data Center และนิคมอุตสาหกรรม · เลือกและตรวจรับวัสดุถมกลบร่องสาย (Thermal Backfill) · ท่อส่งความร้อนและระบบแลกเปลี่ยนความร้อนใต้ดิน (Ground Heat Exchanger) · ประเมินความเสี่ยงดินแห้งรอบสาย (Moisture Migration / Dry-out)

ทำไมสายไฟฟ้าใต้ดินต้องรู้ค่าความร้อนของดิน?

สายไฟฟ้าทุกเส้นมีความร้อนเกิดขึ้นขณะจ่ายกระแสตามกฎ I²R สายที่เดินในอากาศระบายความร้อนออกได้ง่าย แต่สายที่ฝังดินต้องพึ่งดินรอบ ๆ เป็นทางระบายความร้อนเพียงทางเดียว ถ้าดินระบายความร้อนได้ช้า อุณหภูมิตัวนำจะสูงขึ้นจนเกินขีดจำกัดของฉนวน (ทั่วไปคือ 90°C สำหรับฉนวน XLPE) ผู้ออกแบบจึงต้องลดกระแสที่ยอมให้ไหลลง หรือเปลี่ยนไปใช้สายขนาดใหญ่ขึ้น

มาตรฐานที่ใช้คำนวณพิกัดกระแสของสายเคเบิลคือ IEC 60287 ซึ่งใช้ตัวแปรสองตัวจากดินโดยตรง คือ ค่าความต้านทานความร้อนของดิน และอุณหภูมิดินตามธรรมชาติที่ระดับวางสาย (Ambient Ground Temperature) ค่าที่ใส่ในสูตรผิดไปเพียงเล็กน้อยก็ทำให้พิกัดกระแสคลาดเคลื่อนตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น การใช้ค่าอ้างอิงทั่วไปประมาณ 1.0 m·K/W ทั้งที่ดินจริงมีค่า 1.7 m·K/W จะทำให้สายรับกระแสได้น้อยกว่าที่คำนวณไว้ และร้อนเกินกำหนดเมื่อจ่ายโหลดเต็ม

ปรากฏการณ์ดินแห้งรอบสาย (Thermal Runaway)

ความร้อนจากสายไฟฟ้าจะไล่ความชื้นในดินรอบสายออกไป ดินที่แห้งลงมีค่าความต้านทานความร้อนสูงขึ้น ทำให้สายร้อนขึ้นอีกและไล่ความชื้นออกมากขึ้นเป็นวงจร เป็นสาเหตุหนึ่งของความเสียหายของสายเคเบิลใต้ดินแรงสูง IEEE Std 442 จึงแนะนำให้ประเมินค่าความต้านทานความร้อนทั้งในสภาพความชื้นธรรมชาติและสภาพแห้ง เพื่อให้ผู้ออกแบบเผื่อกรณีวิกฤตได้

ภาพ 3 มิติด้านล่างแสดงว่าความร้อนจากสายต้องไหลผ่านวัสดุถมกลบและดินเดิมก่อนออกสู่ผิวดิน และชี้ว่าค่าจากการทดสอบในบทความนี้เข้าไปอยู่ตรงไหนของการคำนวณพิกัดกระแส

แบบจำลอง 3 มิติ ร่องสายเคเบิลใต้ดินผ่าให้เห็นหน้าตัด แสดงความร้อนจากสายเคเบิลที่ต้องระบายผ่านวัสดุถมกลบและดินเดิมขึ้นสู่ผิวดิน ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของก้อนดินเดิมที่ผ่าให้เห็นหน้าตัดร่องสายเคเบิลใต้ดิน สายแกนเดี่ยวสามเส้นวางแบบสามเหลี่ยม (Trefoil) ในโซนวัสดุถมกลบควบคุมค่าความร้อน (Thermal Backfill) ที่ก้นร่อง ด้านบนเป็นดินถมกลบคืนและเทปเตือน ปลายสายแสดงตัวนำทองแดง ฉนวน XLPE และเปลือกนอก อุณหภูมิตัวนำไม่เกิน 90 องศาเซลเซียส รอบสายมีวงเส้นอุณหภูมิเท่าไล่สีจากส้มใกล้สายไปเหลืองจางออกด้านนอก วงเส้นประคือโซนดินแห้งรอบสาย (Dry-out) ลูกศรแดงแสดงความร้อนไหลผ่านดินขึ้นสู่ผิวดิน หมายเลขหนึ่งถึงสี่คือข้อมูลนำเข้า IEC 60287 ได้แก่ ค่าความต้านทานความร้อนของดินเดิมที่วัดจริงด้วย Needle Probe ค่าของวัสดุถมกลบ อุณหภูมิดินที่ระดับวางสายจาก ATT และความลึกฝังกับระยะห่างสายที่ผู้ออกแบบกำหนด กรอบขวาสรุปข้อมูลนำเข้าเพื่อหาพิกัดกระแส (Ampacity) พร้อมคำเตือน Thermal Runaway คือดินแห้งทำให้ ρth สูงขึ้น สายร้อนขึ้น และไล่ความชื้นมากขึ้น น้ำนำความร้อนดีกว่าอากาศราว 25 เท่า และค่าที่ยอมรับได้ผู้ออกแบบสายเคเบิลเป็นผู้กำหนด แบบจำลอง 3 มิติ (3D): ดินรอบสายเคเบิลใต้ดินคือทางระบายความร้อน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 4 ความลึกฝัง/ ระยะห่างสาย (ผู้ออกแบบ) เส้นอุณหภูมิเท่า (Isotherm) ใกล้สาย ร้อนสุด จางลง ทางไหลของความร้อน อุณหภูมิตัวนำ ≤ 90 °C (ฉนวน XLPE) 2 ρth วัสดุถมกลบ (Thermal Backfill) 1 ρth ดินเดิม (วัดจริงด้วย Needle Probe) โซนดินแห้งรอบสาย (Dry-out) ความร้อนไล่ความชื้นออกจากดิน 3 อุณหภูมิดินที่ระดับวางสาย (ATT) ความร้อนไหลผ่านดินขึ้นสู่ผิวดิน ภาพเชิงแนวคิด · ไม่ใช่แบบก่อสร้าง ข้อมูลนำเข้า IEC 60287 → พิกัดกระแส (Ampacity) 1 ρth ดินเดิม Needle Probe · ASTM D5334 IEEE Std 442-2017 2 ρth วัสดุถมกลบ Thermal Backfill แทนดินเดิม เมื่อค่าที่วัดได้สูงเกินเกณฑ์ 3 อุณหภูมิดินที่ระดับวางสาย ATT ≥ 24 ชม. · IEC 60287-3-1 4 ความลึกฝัง/ระยะห่างสาย ผู้ออกแบบกำหนด ดินแห้ง → ρth สูงขึ้น → สายร้อนขึ้น → ไล่ความชื้นมากขึ้น (Thermal Runaway) น้ำนำความร้อนดีกว่าอากาศ ~25 เท่า ค่าที่ยอมรับได้ ผู้ออกแบบสายเคเบิลเป็นผู้กำหนด
แบบจำลองร่องสายเคเบิลใต้ดิน: ความร้อนจากสายต้องไหลผ่านวัสดุถมกลบและดินเดิมขึ้นสู่ผิวดิน ค่า ρth ของดินเดิม ρth ของวัสดุถมกลบ อุณหภูมิดินที่ระดับวางสาย (ATT) และความลึกฝัง/ระยะห่างสาย จึงเป็นข้อมูลนำเข้าในการคำนวณพิกัดกระแสตาม IEC 60287 (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

Ambient Temperature Test (ATT) คืออะไร ทำไมต้องวัดต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง?

Ambient Temperature Test คือการวัดอุณหภูมิดินตามสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ณ ระดับที่จะวางสาย โดยติดตั้งหัววัดอุณหภูมิต่อกับเครื่องบันทึกข้อมูล (Data Logger) แล้วบันทึกต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ทุก 10 นาที ผลที่ได้คือกราฟอุณหภูมิเทียบกับเวลา และค่าสรุปสี่ตัวคือ อุณหภูมิต่ำสุด (Tmin) สูงสุด (Tmax) เฉลี่ย (Tavg) และช่วงการเปลี่ยนแปลง (ΔT = Tmax − Tmin)

เหตุผลที่ต้องวัดจริงแทนการใช้อุณหภูมิอากาศคือ อุณหภูมิดินที่ระดับ 1–3 เมตรไม่ได้แกว่งตามอากาศแบบวันต่อวัน แต่มีค่าใกล้เคียงอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นที่และเปลี่ยนช้าตามฤดูกาล IEC 60287-3-1 กำหนดให้ใช้อุณหภูมิดินที่ระดับวางสายเป็นเงื่อนไขอ้างอิง เพราะเป็นอุณหภูมิพื้นฐานที่สายต้องระบายความร้อนออกไปสู่ดินรอบข้าง ดินร้อนกว่าที่สมมติไว้ 5°C หมายถึงระยะห่างระหว่างอุณหภูมิดินกับขีดจำกัดของฉนวนหดลง 5°C โดยตรง

ขั้นตอนทดสอบหน้างานทำอย่างไร?

งานสนามหนึ่งจุดใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพราะต้องรอเก็บข้อมูลอุณหภูมิให้ครบ 24 ชั่วโมง ลำดับงานที่ SPN ใช้เป็นดังนี้

1. กำหนดตำแหน่งและขุดเปิดหลุมถึงระดับวางสาย

ตำแหน่งทดสอบกำหนดตามแนววางสายในแบบ ก่อนขุดต้องตรวจสอบสาธารณูปโภคใต้ดินเดิม เช่น ท่อ สายไฟ และฐานรากเสาไฟฟ้า จากนั้นขุดเปิดหลุมด้วยรถขุดขนาดเล็กหรือแรงคนจนถึงระดับที่กำหนด โครงการที่ยกตัวอย่างในบทความนี้ใช้ระดับ 3.0 เมตรจากผิวดินเดิม เพราะเป็นระดับใกล้เคียงแนววางสายส่ง 115 kV

หลุมทดสอบ Soil Thermal Test จุดที่ 1 ขุดด้วยรถขุดขนาดเล็กลงถึงระดับ 3 เมตร ข้างฐานเสาไฟฟ้า มีป้ายระบุโครงการขยายเขตสายส่ง 115 kV จังหวัดปราจีนบุรี
จุดทดสอบที่ 1 ขุดเปิดหลุมข้างฐานเสาไฟฟ้าตามแนววางสายส่ง ดินที่ขุดขึ้นมาเป็นดินลูกรังสีน้ำตาลแดง สอดคล้องกับผลทดสอบที่จัดชั้นดินเป็น Laterite (GP) (ภาพ: SPN Soil Engineering)

2. ติดตั้ง Thermal Needle Probe และวัดค่า STR

หัววัดความร้อนแบบเข็ม (Thermal Needle Probe) เป็นเข็มโลหะที่มีลวดให้ความร้อนและตัวตรวจวัดอุณหภูมิอยู่ภายใน ช่างจะเสียบเข็มลงในดินก้นหลุมให้แนบสนิท ไม่มีช่องว่างอากาศ แล้วจ่ายพลังงานความร้อนคงที่เข้าสู่ดิน พร้อมบันทึกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นตามเวลาจนได้ช่วงข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับวิเคราะห์ วิธีนี้เรียกว่า Transient Line Heat Source ตาม ASTM D5334 และ IEEE Std 442

ช่างเทคนิค SPN สวมหมวกนิรภัยลงไปในหลุมทดสอบเพื่อติดตั้ง Thermal Needle Probe และหัววัดอุณหภูมิที่ก้นหลุมระดับ 3 เมตร ในชั้นดินลูกรังสีน้ำตาลแดง
ช่างเทคนิคลงไปติดตั้งหัววัดที่ก้นหลุมระดับ 3 เมตร เข็มวัดต้องเสียบลงในดินเดิมที่ยังไม่ถูกรบกวน และต้องแนบสนิทกับดินโดยรอบ เพราะช่องว่างอากาศจะทำให้ค่าความต้านทานความร้อนสูงผิดจริง (ภาพ: SPN Soil Engineering)

3. คำนวณค่าการนำความร้อนจาก Line-Source Theory

เมื่อจ่ายความร้อนคงที่ q (W/m) เข้าสู่แหล่งกำเนิดเชิงเส้น อุณหภูมิของเข็มจะเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงเมื่อพล็อตเทียบกับ ln(เวลา) ความชันของเส้นนี้ให้ค่าการนำความร้อนของดินโดยตรง

สูตรคำนวณตาม ASTM D5334

k = (q / 4π) × [ln(t2/t1) / (T2 − T1)]  และ  ρth = 1 / k

เมื่อ k = ค่าการนำความร้อน (W/m·K) · q = อัตราการให้ความร้อนต่อความยาวเข็ม (W/m) · T1, T2 = อุณหภูมิที่เวลา t1, t2 · ρth = ค่าความต้านทานความร้อน (m·K/W)

ตัวอย่างจากงานจริง: จุดที่ 1 ได้ k = 0.725 W/m·K → ρth = 1 / 0.725 = 1.381 m·K/W

4. ติดตั้งหัววัดอุณหภูมิและกลบหลุม บันทึกต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

หลังวัด STR เสร็จ ช่างจะติดตั้งหัววัดอุณหภูมิพร้อมเครื่องบันทึกข้อมูลไว้ที่ระดับเดียวกัน กลบดินคืนเพื่อให้หัววัดอยู่ในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงสภาพจริง แล้วปล่อยให้บันทึกทุก 10 นาทีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง เครื่องบันทึกต้องตรวจสอบเวลาให้ตรงกัน หากนาฬิกาของเครื่องคลาดเคลื่อนต้องปรับแก้ก่อนนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เช่น โครงการตัวอย่างพบเครื่องบันทึกจุดที่ 2 มีเวลาคลาดเคลื่อนประมาณ 30 นาที ซึ่งต้องบันทึกและปรับแก้ไว้ในรายงาน

มุมกว้างของหลุมทดสอบจุดที่ 1 เห็นรถขุด กองดินลูกรังที่ขุดขึ้นมา และกล่องเครื่องมือทดสอบ Soil Thermal Conductivity พร้อมสายวัดสีเหลือง
ภาพรวมจุดทดสอบที่ 1 เครื่องทดสอบ Soil Thermal Conductivity และแบตเตอรี่ 12 V วางในกล่องข้างหลุม ต่อสายวัดสีเหลืองลงไปยังหัววัดที่ก้นหลุม (ภาพ: SPN Soil Engineering)

ภาพด้านล่างสรุปขั้นตอนที่ 2–4 ไว้ในรูปเดียว ตั้งแต่ตำแหน่งเข็มวัดที่ก้นหลุม การกลบคืนเพื่อทำ ATT ไปจนถึงวิธีอ่านความชันจากกราฟ ΔT–ln(t) ที่ใช้คำนวณ k และ ρth

รูปตัดหลุมทดสอบ Soil Thermal Resistivity ด้วย Thermal Needle Probe ที่ระดับวางสาย 3.0 เมตร พร้อมกราฟวิเคราะห์ ΔT กับ ln(t) และกราฟอุณหภูมิดิน ATT 24 ชั่วโมง ช่องซ้ายเป็นรูปตัดหลุมทดสอบในดินลูกรัง (Laterite, GP) ลึก 3.0 เมตรถึงระดับวางสาย แบ่งหลุมเป็นสองครึ่งแสดงสองขั้นตอน ขั้นที่หนึ่งหลุมเปิด เสียบ Thermal Needle Probe ลงในดินเดิมที่ไม่ถูกรบกวนที่ก้นหลุม ต้องปาดดินที่ถูกรบกวนออกก่อนและเข็มต้องแนบสนิทไม่มีช่องอากาศ สายวัดสีเหลืองต่อไปยังเครื่องอ่านค่าและแบตเตอรี่ 12 V ในกล่องข้างหลุม ขั้นที่สองกลบดินคืน (เส้นประ) โดยหัววัดอุณหภูมิอยู่ที่ระดับเดียวกัน ต่อกับ Data Logger ที่บันทึกทุก 10 นาทีไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง กรอบ A ขยายเข็มวัดให้เห็นลวดให้ความร้อน q (W/m) และตัววัดอุณหภูมิกลางเข็ม ช่องขวาบนเป็นกราฟเชิงแนวคิด ΔT เทียบกับ ln(t) ช่วงแรกโค้งแล้วเป็นเส้นตรงระหว่าง t1 กับ t2 ความชัน S ใช้คำนวณ k = q/(4π·S) และ ρth = 1/k ตาม ASTM D5334 ตัวอย่างจริงจุดที่ 1 ได้ k 0.725 W/m·K และ ρth 1.381 m·K/W ช่องขวาล่างเป็นกราฟอุณหภูมิดิน 24 ชั่วโมงด้วยค่าจริงจุดที่ 1 คือ Tmin 30.3 Tmax 34.8 Tavg 31.32 และ ΔT 4.5 องศาเซลเซียส ส่วนรูปเส้นกราฟเป็นภาพเชิงแนวคิด รูปตัด 2 มิติ (2D): วัด STR ด้วย Needle Probe และ ATT 24 ชม. แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน 3.0 ม. (ระดับวางสาย) ดินลูกรัง (Laterite, GP) 1 STR หลุมเปิด 2 ATT กลบคืน A Data Logger (ATT) บันทึกทุก 10 นาที ≥ 24 ชม. เครื่องอ่านค่า + แบตเตอรี่ 12 V ในกล่องเครื่องมือข้างหลุม สายวัดสีเหลือง ปาดดินที่ถูกรบกวนออกก่อน เข็มต้องแนบสนิท ไม่มีช่องอากาศ A ภาพขยาย: Thermal Needle Probe ลวดให้ความร้อน q (W/m) ตัววัดอุณหภูมิ (กลางเข็ม) ดินเดิมแนบรอบเข็ม ΔT vs ln(t) (ภาพเชิงแนวคิด) จ่ายความร้อน q คงที่ แล้วบันทึกอุณหภูมิเข็มตามเวลา ΔT (°C) ln(เวลา) → ln t1 T1 ln t2 T2 S ช่วงเส้นตรง (ใช้คำนวณ) k = q / (4π·S) · ρth = 1/k ASTM D5334 S = (T2 − T1) / ln(t2/t1) จุดที่ 1: k = 0.725 W/m·K → ρth = 1.381 m·K/W ATT: อุณหภูมิดินที่ 3.0 ม. ตลอด 24 ชม. ค่าจริงจุดที่ 1 · รูปเส้นกราฟเชิงแนวคิด 0 12 24 ชม. Tmax 34.8 °C Tavg 31.32 °C Tmin 30.3 °C ΔT 4.5 °C IEC 60287-3-1 ใช้อุณหภูมิดินที่ระดับวางสายเป็นค่าอ้างอิง
รูปตัดหลุมทดสอบในดินลูกรังลึก 3.0 ม.: วัด STR ด้วย Thermal Needle Probe ในดินเดิมที่ก้นหลุม แล้วกลบคืนเพื่อบันทึกอุณหภูมิดิน (ATT) ทุก 10 นาทีไม่น้อยกว่า 24 ชม. กราฟขวาแสดงการหา k จากความชันช่วงเส้นตรงของ ΔT–ln(t) ตาม ASTM D5334 และผล ATT จุดที่ 1 (Tmin 30.3 / Tmax 34.8 / Tavg 31.32 °C) (แผนภาพ: SPN Soil Engineering)

ค่าความต้านทานความร้อนของดินแต่ละชนิดอยู่ในช่วงไหน?

ตารางนี้เป็นช่วงค่าอ้างอิงจาก IEEE Std 442-2017 และงานวิจัยของ Farouki (1986) ใช้เพื่อตรวจทานว่าค่าที่วัดได้สมเหตุสมผลกับสภาพดินที่เห็นหรือไม่ ไม่ใช่ค่าที่นำไปใช้ออกแบบแทนผลทดสอบจริง

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ชนิดดิน / สภาพค่าการนำความร้อน k (W/m·K)ค่าความต้านทานความร้อน ρth (m·K/W)
ทราย แห้ง0.15–0.502.0–6.7
ทราย อิ่มน้ำ1.50–3.000.33–0.67
ทรายแป้ง แห้ง0.20–0.402.5–5.0
ทรายแป้ง อิ่มน้ำ1.30–2.500.40–0.77
ดินเหนียว แห้ง0.25–0.402.5–4.0
ดินเหนียว อิ่มน้ำ1.00–1.500.67–1.0
ดินลูกรัง แห้งถึงชื้นธรรมชาติ0.30–0.801.25–3.33
ดินลูกรัง เปียกถึงอิ่มน้ำ0.80–1.800.56–1.25
ดินอินทรีย์ / พีท เปียก0.20–0.402.5–5.0
กรวด อิ่มน้ำ1.50–3.500.29–0.67
หิน (แกรนิต หินปูน)2.5–4.00.25–0.40

สิ่งที่ตารางบอกชัดคือดินชนิดเดียวกันมีค่าต่างกันได้ถึง 5–10 เท่าเมื่อความชื้นต่างกัน ดินแห้งคือกรณีวิกฤตของสายไฟฟ้าใต้ดินเสมอ ผู้ออกแบบจึงมักขอค่าทั้งสภาพชื้นธรรมชาติและสภาพแห้ง หรือกำหนดให้ถมกลบร่องสายด้วยวัสดุควบคุมค่าความต้านทานความร้อน (Thermal Backfill) แทนดินเดิมเมื่อค่าที่วัดได้สูงเกินเกณฑ์ที่โครงการยอมรับ (ที่มา: IEEE Std 442-2017; Farouki, O.T. (1986) Thermal Properties of Soils; Clauser & Huenges (1995))

ตัวอย่างผลทดสอบจริง โครงการสายส่ง 115 kV จังหวัดปราจีนบุรี

ข้อมูลชุดนี้มาจากงานทดสอบของ SPN ในโครงการก่อสร้างขยายเขตสายส่งระบบ 115 kV ภายในโรงงานแห่งหนึ่งที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ทดสอบ 2 จุดที่ระดับความลึก 3.0 เมตร ในเดือนกันยายน 2026 พื้นที่ตั้งอยู่บนตะกอนที่ราบน้ำท่วมถึงยุคควอเทอร์นารี (หน่วย Qff ตามแผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดปราจีนบุรี กรมทรัพยากรธรณี 2551) ดินที่ระดับทดสอบเป็นดินลูกรัง (Laterite, USCS: GP) ในสภาพความชื้นธรรมชาติ

1.38–1.73
ค่าความต้านทานความร้อน (m·K/W)
0.58–0.73
ค่าการนำความร้อน (W/m·K)
30.8–31.3°C
อุณหภูมิดินเฉลี่ยที่ 3.0 ม.

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

รายการจุดทดสอบที่ 1จุดทดสอบที่ 2
ระดับความลึกทดสอบ3.0 ม.3.0 ม.
ชนิดดิน (USCS)Laterite (GP)Laterite (GP)
ค่าการนำความร้อน k (W/m·K)0.7250.578
ค่าความต้านทานความร้อน ρth (m·K/W)1.3811.733
ระยะเวลา ATT / ช่วงบันทึก24 ชม. / ทุก 10 นาที (145 ค่า)24 ชม. / ทุก 10 นาที (145 ค่า)
อุณหภูมิต่ำสุด Tmin30.3°C29.8°C
อุณหภูมิสูงสุด Tmax34.8°C33.8°C
อุณหภูมิเฉลี่ย Tavg31.32°C30.75°C
ช่วงการเปลี่ยนแปลง ΔT4.5°C4.0°C

อ่านผลอย่างไร ค่าความต้านทานความร้อน 1.38–1.73 m·K/W อยู่ในช่วงของดินลูกรังสภาพชื้นธรรมชาติ (1.25–3.33 m·K/W) แสดงว่าดินยังไม่อิ่มตัวด้วยน้ำ ระบายความร้อนได้ระดับปานกลาง และสูงกว่าค่าอ้างอิงประมาณ 1.0 m·K/W ที่ผู้ออกแบบมักใช้เมื่อไม่มีผลทดสอบ ความต่างระหว่างสองจุดราว 25% มาจากความแน่นและความชื้นของดินที่ต่างกัน ส่วนอุณหภูมิดินเฉลี่ยของทั้งสองจุดต่างกันเพียง 0.57°C และช่วงแกว่งใกล้เคียงกันที่ 4.0–4.5°C จึงใช้เป็นค่าตัวแทนของพื้นที่ในช่วงเวลาที่วัดได้

ค่าที่ยอมรับได้ต้องมาจากผู้ออกแบบสายเคเบิลของโครงการ

บทความนี้อธิบายวิธีทดสอบและวิธีอ่านค่า ไม่ได้กำหนดว่าค่าใดผ่านหรือไม่ผ่าน ค่าความต้านทานความร้อนและอุณหภูมิดินที่วัดได้ต้องนำไปคำนวณพิกัดกระแสร่วมกับขนาดสาย ระยะห่างระหว่างสาย ความลึกฝัง และวัสดุถมกลบ โดยวิศวกรไฟฟ้าผู้ออกแบบของโครงการตามแนวทาง IEC 60287 นอกจากนี้ผล ATT 24 ชั่วโมงสะท้อนเฉพาะช่วงเวลาที่วัด หากต้องการค่าวิกฤตในรอบปีควรพิจารณาข้อมูลตามฤดูกาลเพิ่มเติม

ทดสอบนี้อ้างอิงมาตรฐานอะไรบ้าง?

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

มาตรฐานครอบคลุมเรื่อง
ASTM D5334-22ae1วิธีทดสอบหาค่าการนำความร้อนของดินและหินด้วย Thermal Needle Probe (Transient Line Heat Source) เป็นมาตรฐานหลักของวิธีวัดและสูตรคำนวณ ใช้ได้ทั้งในสนามและห้องปฏิบัติการ
IEEE Std 442-2017Guide for Thermal Resistivity Measurements of Soils and Backfill Materials แนวทางการวัดค่าความต้านทานความร้อนของดินและวัสดุถมกลบสำหรับงานสายไฟฟ้าใต้ดิน ครอบคลุมทั้งการวัดในสนาม ในห้องปฏิบัติการ และการประเมินสภาพดินแห้ง
IEC 60287-1-1สูตรคำนวณพิกัดกระแสของสายเคเบิลไฟฟ้า (Current Rating) ที่ใช้ค่าความต้านทานความร้อนของดินและอุณหภูมิดินเป็นตัวแปรนำเข้า
IEC 60287-3-1:2017เงื่อนไขอ้างอิงของสถานที่ติดตั้ง (Site Reference Conditions) รวมถึงอุณหภูมิดินและค่าความต้านทานความร้อนของดินที่ใช้ในการคำนวณพิกัดกระแส ใช้อ้างอิงสำหรับการทำ Ambient Temperature Test
ASTM D2487การจำแนกชนิดดินตามระบบ USCS ใช้ระบุชนิดดินที่ระดับทดสอบในรายงาน เช่น Laterite (GP)

ข้อผิดพลาดอะไรที่ทำให้ผลทดสอบใช้งานไม่ได้?

วัดที่ผิวดินแทนระดับวางสาย ดินผิวแห้งเร็วและร้อนตามอากาศ ค่าที่ได้จึงไม่ใช่ค่าของดินที่สายจะสัมผัสจริง ต้องขุดถึงระดับวางสายหรือใช้หลุมเจาะแล้ววัดที่ระดับนั้น

เข็มวัดไม่แนบกับดิน ช่องว่างอากาศรอบเข็มทำหน้าที่เป็นฉนวน ทำให้ค่าความต้านทานความร้อนสูงผิดจริง ในดินแข็งหรือดินลูกรังที่มีก้อนกรวด ควรเจาะนำด้วยแท่งขนาดเท่าเข็มก่อนเสียบ

ทดสอบบนดินที่ถูกรบกวน ดินก้นหลุมที่ถูกรถขุดบดหรือคลายตัวจากการขุดมีความแน่นต่างจากดินเดิม ต้องปาดดินที่ถูกรบกวนออกแล้ววัดในดินเดิมที่อยู่ลึกลงไป

ไม่บันทึกความชื้นและสภาพอากาศ ค่าเดียวกันมีความหมายต่างกันเมื่อวัดปลายฤดูแล้งกับกลางฤดูฝน รายงานต้องระบุวันที่ สภาพอากาศ และหากทำได้ควรเก็บตัวอย่างดินไปหาปริมาณความชื้นและความหนาแน่นเพื่อให้ผู้ออกแบบเผื่อกรณีดินแห้งได้

ตรวจวัดอุณหภูมิไม่ครบ 24 ชั่วโมงหรือเวลาเครื่องคลาดเคลื่อน ข้อมูลไม่ครบรอบวันจะหาค่า Tmax และ Tmin ที่แท้จริงไม่ได้ และเครื่องบันทึกที่นาฬิกาไม่ตรงทำให้เทียบข้อมูลสองจุดกันไม่ได้ ต้องตรวจเวลาเครื่องก่อนติดตั้งและระบุการปรับแก้ไว้ในรายงาน

ทำงานร่วมกับการทดสอบอื่นอย่างไร?

Soil Resistivity Test วัดความต้านทานไฟฟ้าของดิน (Ω·m) สำหรับออกแบบระบบรากสายดินของสถานีไฟฟ้าและโซลาร์ฟาร์ม เป็นการทดสอบคนละคุณสมบัติกับความร้อน แต่โครงการสายส่งใต้ดินมักทำทั้งสองอย่างในทริปเดียวกันเพื่อประหยัดค่าเดินทาง

การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring) ให้ข้อมูลชั้นดิน ระดับน้ำใต้ดิน และตัวอย่างดินสำหรับหาปริมาณความชื้นและความหนาแน่นในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ควบคุมค่าความร้อนโดยตรง ระดับน้ำใต้ดินยังบอกได้ว่าดินที่ระดับวางสายมีโอกาสแห้งในฤดูแล้งหรือไม่ ดูรายละเอียดได้ที่ ระดับน้ำใต้ดินมีผลอย่างไร และ การทดสอบดินในห้องปฏิบัติการ

Field Density Test ใช้ตรวจรับความแน่นของวัสดุถมกลบร่องสาย เพราะวัสดุ Thermal Backfill ที่บดอัดไม่ถึงเกณฑ์จะมีช่องว่างอากาศมากและค่าความต้านทานความร้อนสูงกว่าที่ออกแบบไว้ ส่วนงานฐานรากเสาไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าใช้ Plate Bearing Test และการทดสอบเสาเข็มตามปกติ

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเท่าไร?

ค่าใช้จ่ายประเมินเป็นรายโครงการ ตัวแปรที่มีผลมากที่สุดคือจำนวนจุดทดสอบ ระดับความลึกและวิธีเปิดหลุม (ขุดด้วยรถขุดหรือใช้หลุมเจาะ) จำนวนสภาพที่ต้องการวัด (ชื้นธรรมชาติอย่างเดียวหรือรวมสภาพแห้ง) และระยะทางเดินทาง ด้านเวลา งานสนามหนึ่งจุดใช้ประมาณ 2 วันรวมการเก็บข้อมูลอุณหภูมิ 24 ชั่วโมง และรายงานพร้อมส่งภายในประมาณ 1 สัปดาห์หลังงานสนามเสร็จ ผู้ที่ต้องการประเมินราคาควรเตรียมแบบแนววางสาย ระดับความลึกฝังสาย และจำนวนจุดที่ผู้ออกแบบกำหนด ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน — ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.