Plate Bearing Test คืออะไร?

Plate Bearing Test หรือ Plate Load Test (การทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกของดิน) คือการทดสอบภาคสนามที่ใช้แผ่นเหล็กแข็ง (Rigid Plate) กดถ่ายน้ำหนักลงบนชั้นดินที่ระดับฐานราก แล้วบันทึกความสัมพันธ์ระหว่าง "หน่วยแรงกด" (Applied Pressure) กับ "การทรุดตัว" (Settlement) ผลการทดสอบให้คำตอบเชิงวิศวกรรมโดยตรง 2 อย่าง คือ กำลังแบกทานของดิน (Bearing Capacity) และ ค่าโมดูลัสปฏิกิริยาดิน (Modulus of Subgrade Reaction, k) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการออกแบบฐานรากแผ่และโครงสร้างผิวทาง

ต่างจากการเจาะสำรวจดินที่ให้ข้อมูลชั้นดินตามความลึก Plate Bearing Test เป็นการ "ทดสอบพฤติกรรมการรับน้ำหนักจริง" ของดิน ณ ตำแหน่งและระดับที่จะวางฐานราก จึงเป็นการยืนยันสมมติฐานการออกแบบในสนามอย่างเป็นรูปธรรม

การทดสอบ Plate Bearing Test ทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกของดินในสนามด้วยแผ่นเหล็กกลม โดยทีมวิศวกร SPN
การทดสอบ Plate Bearing Test ในสนาม — แผ่นเหล็กกดถ่ายน้ำหนักลงดินที่ระดับฐานราก พร้อมมาตรวัดการทรุดตัว (ภาพ: SPN Soil Engineering)
💡 สรุปสั้น ๆ

Plate Bearing Test = กดแผ่นเหล็กลงดิน → วัดน้ำหนักเทียบกับการทรุดตัว → ได้กำลังแบกทาน (สำหรับฐานราก) และค่า k (สำหรับออกแบบถนน/พื้นคอนกรีต)

หลักการทางปฐพีกลศาสตร์และทฤษฎีการรับน้ำหนัก

เมื่อแผ่นเหล็กรับน้ำหนัก แรงกดจะกระจายลงสู่ดินในรูป "กระเปาะความเค้น" (Stress Bulb) ซึ่งมีอิทธิพลลึกลงไปประมาณ 1.5–2 เท่าของความกว้างแผ่น (B) พฤติกรรมที่วัดได้จึงสะท้อนเฉพาะดินในโซนตื้นนี้ กราฟความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยแรงกดกับการทรุดตัว (Load–Settlement Curve) จะบอกลักษณะการวิบัติของดิน:

  • การวิบัติแบบเฉือนทั่วไป (General Shear Failure) — พบในดินแข็ง/ทรายแน่น กราฟหักชัดเจนที่จุดวิบัติ อ่านค่ากำลังแบกทานประลัยได้ตรง
  • การวิบัติแบบเฉือนเฉพาะที่ (Local/Punching Shear) — พบในดินอ่อน/ทรายหลวม กราฟโค้งต่อเนื่องไม่มีจุดหักชัด ต้องใช้เกณฑ์การทรุดตัวหรือวิธี Tangent Intersection ช่วยตีความ

หลักการสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ดินเหนียว (Cohesive) และดินทราย (Cohesionless) ตอบสนองต่างกัน: ในดินเหนียว กำลังแบกทาน ไม่ขึ้นกับขนาดฐานราก แต่การทรุดตัวเพิ่มตามขนาด ส่วนในดินทราย กำลังแบกทาน เพิ่มขึ้นตามขนาดฐานราก หลักการนี้คือหัวใจของการแปลงผลจากแผ่นทดสอบเล็กไปสู่ฐานรากจริง

มาตรฐานการทดสอบที่เกี่ยวข้อง

การทดสอบ Plate Bearing Test อ้างอิงทั้งมาตรฐานของไทยและมาตรฐานสากลหลายฉบับตามวัตถุประสงค์ของงาน:

มาตรฐานขอบเขตการใช้งาน
มยผ. 1253-62มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง (DPT) — การทดสอบความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุกของพื้นดิน (Plate Bearing Test) มาตรฐานไทยที่ใช้อ้างอิงงานในประเทศโดยตรง
ASTM D1196 / D1196MNonrepetitive Static Plate Load Test — หาความสัมพันธ์น้ำหนัก–การทรุดตัวสำหรับประเมินและออกแบบผิวทางถนนและสนามบิน
ASTM D1195 / D1195MRepetitive Static Plate Load Test — ทดสอบแบบให้น้ำหนักซ้ำ ใช้หาค่าโมดูลัสยืดหยุ่นของชั้นทาง
ASTM D1194 (ยกเลิก 2016)เดิมเป็นมาตรฐานหากำลังแบกทานของดินสำหรับฐานรากแผ่ ปัจจุบันถูกถอน (Withdrawn) แต่ข้อกำหนดงานในไทยจำนวนมากยังอ้างชื่อนี้อยู่
BS 1377-9มาตรฐานสหราชอาณาจักร งานทดสอบในสนาม รวม In-situ Plate Loading Test
IS 1888มาตรฐานอินเดีย Method of Load Test on Soils ที่ใช้อ้างอิงแพร่หลายในภูมิภาค
AASHTO / กรมทางหลวงใช้หาค่าโมดูลัสปฏิกิริยาดิน (k) สำหรับออกแบบผิวทางคอนกรีต (Rigid Pavement)

หมายเหตุ: เมื่ออ้างอิงมาตรฐานควรตรวจสอบฉบับปีล่าสุดจาก ASTM และข้อกำหนดงานของไทยจาก กรมโยธาธิการและผังเมือง (มยผ.) และ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)

เครื่องมือและการสอบเทียบ (Instrumentation & Calibration)

ความแม่นยำของผลทดสอบขึ้นกับคุณภาพของเครื่องมือและการสอบเทียบ องค์ประกอบหลักได้แก่:

  • แผ่นเหล็กทดสอบ (Bearing Plate) — แผ่นกลม/สี่เหลี่ยมแข็ง หนาไม่น้อยกว่า 25 มม. ขนาดมาตรฐาน 300, 450, 600 และ 750 มม. (มักซ้อนกันเพื่อให้แผ่นเกร็งและกระจายแรงสม่ำเสมอ)
  • แม่แรงไฮดรอลิก + เกจวัดแรง/Load Cell — ให้น้ำหนักและวัดแรงกดที่ผ่านการสอบเทียบแล้ว
  • ระบบน้ำหนักต้าน (Reaction System) — ใช้ตุ้มถ่วง (Kentledge) หรือสมอยึดดิน (Anchor/Reaction Piles) เพื่อสร้างแรงต้านให้แม่แรงดันแผ่นได้
  • มาตรวัดการทรุดตัว (Dial Gauge / LVDT) — ติดตั้ง 2–4 ตัวรอบแผ่นบนคานอ้างอิง (Reference Beam) ที่อยู่นอกเขตอิทธิพล แล้วอ่านค่าเฉลี่ยเพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากการเอียง
📋 การสอบเทียบ (Calibration)

แม่แรง เกจวัดแรง และ Load Cell ต้องผ่านการสอบเทียบกับห้องปฏิบัติการที่รับรอง และคานอ้างอิงของมาตรวัดการทรุดตัวต้องตั้งบนหมุดที่อยู่ห่างจากแผ่นและขาตั้งน้ำหนักต้านเพียงพอ มิฉะนั้นค่าการทรุดตัวที่อ่านได้จะคลาดเคลื่อน

ขั้นตอนการทดสอบภาคสนาม

ลำดับการทำงานมาตรฐานของ Plate Bearing Test มีดังนี้:

  1. ขุดหลุมทดสอบถึงระดับฐานราก ปรับผิวดินให้เรียบ วางแผ่นเหล็กบนทรายปรับระดับบาง ๆ ให้แนบสนิท
  2. ติดตั้งแม่แรง ระบบน้ำหนักต้าน และมาตรวัดการทรุดตัวให้ได้ศูนย์
  3. ให้น้ำหนักเป็นขั้น ๆ ขั้นละประมาณ 1/5 ของน้ำหนักประลัยที่คาดการณ์ (หรือเท่ากับหน่วยแรงออกแบบ)
  4. คงน้ำหนักแต่ละขั้นจนการทรุดตัวเข้าสู่สภาวะคงที่ (อัตราน้อยกว่า 0.02–0.025 มม./นาที) หรือคงไว้ตามเวลาที่กำหนด แล้วบันทึกค่า
  5. ทำซ้ำจนเกิดการวิบัติ หรือการทรุดตัวถึงเกณฑ์ (เช่น 25 มม.) หรือถึง 1.5–3 เท่าของน้ำหนักออกแบบ
  6. ปลดน้ำหนัก บันทึกการคืนตัว (Rebound) และเขียนกราฟ Load–Settlement

การวิเคราะห์ข้อมูลและสูตรคำนวณ

ค่าที่วัดได้จากแผ่นทดสอบขนาดเล็กต้องถูก "แปลง" ให้สอดคล้องกับฐานรากจริงที่ใหญ่กว่าด้วยสูตรทางปฐพีกลศาสตร์

1. กำลังแบกทานประลัย (Ultimate Bearing Capacity)

ความสัมพันธ์ระหว่างกำลังแบกทานของแผ่นกับฐานรากจริงขึ้นกับชนิดดิน:

ดินเหนียว:   qu(ฐานราก) = qu(แผ่น) กำลังแบกทานไม่ขึ้นกับขนาด — ใช้ค่าจากแผ่นทดสอบได้โดยตรง
ดินทราย:   qu(ฐานราก) = qu(แผ่น) × ( Bฐานราก / Bแผ่น ) กำลังแบกทานเพิ่มตามอัตราส่วนความกว้างฐานรากต่อแผ่นทดสอบ

2. การคาดการณ์การทรุดตัวของฐานรากจริง (Settlement)

ภายใต้หน่วยแรงกดเท่ากัน ประเมินการทรุดตัวของฐานรากจริงจากการทรุดตัวของแผ่นตามสูตรของ Terzaghi & Peck (1948):

ดินเหนียว:   Sฐานราก = Sแผ่น × ( Bฐานราก / Bแผ่น )
ดินทราย:   Sฐานราก = Sแผ่น × [ 2Bฐานราก / ( Bฐานราก + Bแผ่น ) ]2 Bแผ่น มาตรฐานมักใช้ 0.30 ม. — การทรุดตัวเพิ่มแบบไม่เป็นเชิงเส้นกับขนาด

3. ค่าโมดูลัสปฏิกิริยาดิน (Modulus of Subgrade Reaction, k)

ค่า k คือความชันของกราฟหน่วยแรงกดต่อการทรุดตัว ใช้มากในการออกแบบผิวทางคอนกรีตและฐานรากแบบ Beam/Raft on Elastic Foundation:

k = p / δ มาตรฐานหาค่า k ใช้แผ่น Ø 750 มม. (30 นิ้ว) ที่ค่าการทรุดตัวอ้างอิง δ = 1.25 มม. หน่วย kN/m³

ค่า k จากแผ่นทดสอบยังต้องปรับแก้ตามขนาดฐานราก/แผ่นพื้นจริงก่อนนำไปออกแบบ (Terzaghi, 1955):

ดินเหนียว:   kฐานราก = kแผ่น × ( Bแผ่น / Bฐานราก )
ดินทราย:   kฐานราก = kแผ่น × [ ( Bฐานราก + Bแผ่น ) / 2Bฐานราก ]2
⚠️ ระวังผลกระทบจากขนาด (Scale Effect)

การนำค่ากำลังแบกทานหรือค่า k จากแผ่นเล็กไปใช้กับฐานรากจริงโดยตรงโดยไม่ปรับขนาด เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและอันตราย โดยเฉพาะในดินทรายซึ่งทั้งกำลังและการทรุดตัวไวต่อขนาดมาก

การประยุกต์ใช้งาน: งานฐานราก และงานถนน

Plate Bearing Test ใช้ได้ทั้งงานอาคารและงานทาง โดยให้คำตอบคนละด้าน:

งานฐานรากและอาคาร

  • ยืนยันกำลังแบกทานของดินสำหรับ ฐานรากแผ่ (Spread/Raft Footing) ของอาคารเตี้ยและสิ่งก่อสร้างน้ำหนักไม่มาก
  • ตรวจรับคุณภาพ ดินถมบดอัด หรือการ ปรับปรุงคุณภาพดิน (Ground Improvement) ว่ารับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบ
  • ออกแบบ พื้นโรงงาน/พื้นรับน้ำหนักจร (Slab on Grade)

งานถนนและพื้นคอนกรีต

  • หาค่า k (Modulus of Subgrade Reaction) สำหรับออกแบบผิวทางคอนกรีต (Rigid Pavement) ตามทฤษฎี Westergaard
  • ตรวจรับชั้นรองพื้นทาง (Subgrade/Subbase), ลานคอนกรีต, ลานจอด และทางวิ่งสนามบิน (Runway/Taxiway)

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง

🚫 อิทธิพลจำกัดเฉพาะดินตื้น

แผ่นทดสอบมีอิทธิพลลึกเพียงประมาณ 2 เท่าของความกว้างแผ่น หากมีชั้นดินอ่อนซ่อนอยู่ลึกกว่านั้นใต้ฐานรากจริงที่ใหญ่กว่ามาก ผลทดสอบจะ "ดูดีเกินจริง" และนำไปสู่การออกแบบที่ไม่ปลอดภัย จึงต้องใช้ร่วมกับการเจาะสำรวจดินเสมอ

  • ผลกระทบจากขนาด (Scale Effect) — เด่นมากในดินทราย ต้องปรับสูตรก่อนใช้กับฐานรากจริง
  • ไม่สะท้อนการทรุดตัวระยะยาวในดินเหนียว — การทดสอบใช้เวลาสั้น จึงไม่ครอบคลุมการทรุดตัวจากการอัดตัวคายน้ำ (Consolidation) ที่ใช้เวลาเป็นเดือนถึงปี
  • ต้องการน้ำหนักต้านมาก — การทดสอบกำลังสูงต้องใช้ตุ้มถ่วง/สมอยึดจำนวนมาก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และความปลอดภัยหน้างาน
  • ไวต่อการรบกวนก้นหลุม — สภาพดินก้นหลุมที่ถูกรบกวนและการปรับระดับที่ไม่ดีทำให้ค่าคลาดเคลื่อน

Plate Bearing Test เทียบกับการทดสอบอื่น

แต่ละวิธีตอบโจทย์ต่างกัน วิศวกรมักใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ภาพรวมที่ครบถ้วน:

  • Plate Bearing Test — ทดสอบการรับน้ำหนัก "จริง" ที่ระดับฐานรากตื้น ให้กำลังแบกทานและค่า k โดยตรง
  • SPT (N-Value) — วัดความแน่น/ความแข็งของดินตามความลึก เหมาะกับการออกแบบเสาเข็มลึก
  • CPT (Cone Penetration Test) — วัดแรงต้านอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับการแบ่งชั้นดินอ่อนอย่างละเอียด
  • การเจาะสำรวจดิน (Soil Boring) — ให้ภาพชั้นดินทั้งหมดและ Boring Log สำหรับการออกแบบโดยรวม

สรุปคือ Plate Bearing Test เหมาะกับงานฐานรากตื้นและงานทาง ส่วนงานเสาเข็มและอาคารสูงต้องอาศัยการเจาะสำรวจดินเป็นหลัก ดูแนวทางการเลือกวิธีและช่วงราคางานทดสอบดินเพิ่มเติมได้

📌 หมายเหตุ

บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทางวิศวกรรม การเลือกขนาดแผ่น เกณฑ์การให้น้ำหนัก และการแปลผลเพื่อการออกแบบ ควรอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของวิศวกรผู้มีใบอนุญาตและสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง