ทำไมการเจาะดินในน้ำถึงสำคัญ?
โครงการก่อสร้างจำนวนมากในประเทศไทยตั้งอยู่ในหรือใกล้แหล่งน้ำ ได้แก่ สะพานข้ามแม่น้ำ ท่าเรือ คลังน้ำมัน LPG โครงการ Offshore และ เขื่อน ทุกโครงการเหล่านี้ต้องการข้อมูลชั้นดินใต้น้ำเพื่อออกแบบฐานราก ซึ่งไม่สามารถใช้วิธีเจาะปกติบนบกได้
ดินใต้น้ำมีความท้าทายพิเศษ คือ มีน้ำเหนือผิวดิน 5-30 เมตรหรือมากกว่า ต้องใช้อุปกรณ์ที่ยึดติดกับฐานลอย และต้องป้องกันน้ำเข้าหลุมเจาะตลอดเวลา
4 ประเภทอุปกรณ์ที่ใช้เจาะดินในน้ำ
1. แพลอย (Floating Raft)
เป็นวิธีที่ ประหยัดที่สุดและใช้บ่อยที่สุด เหมาะกับน้ำสงบ เช่น แม่น้ำ คลอง ทะเลสาบ
- ใช้ทุ่นเหล็กหรือพลาสติกประกอบเป็นฐานลอย
- ยึดด้วยสมอ 4 จุด หรือใช้ Spud Leg ตอกลงพื้นทะเล
- เครื่องเจาะ Skid-mounted วางบนแพ
- เหมาะกับน้ำลึก 2-15 เมตร คลื่นต่ำกว่า 1 เมตร
2. เรือบรรทุก (Barge-mounted)
ใช้สำหรับงานในทะเลที่มีคลื่นและกระแสน้ำแรง:
- เรือ Barge ขนาด 20-40 เมตร พร้อม Spud Leg 3-4 ขา
- Spud Leg ตอกลงพื้นทะเลให้แพยึดมั่นคง
- เครื่องเจาะ Crawler-mounted หรือ Skid-mounted
- เหมาะกับน้ำลึก 5-50 เมตร คลื่นไม่เกิน 2-3 เมตร
3. Jack-up Platform
สำหรับงาน Offshore ที่ต้องการความมั่นคงสูง:
- แพลตฟอร์มยกตัวพ้นน้ำได้ด้วย Hydraulic Jack
- Spud Leg 3 ขายาวพิเศษ ใช้เจาะในน้ำลึกได้
- เหมาะกับน้ำลึก 10-80 เมตร
- ราคาเช่าสูง 200,000-500,000 บาท/วัน
4. Drilling Vessel (เรือเจาะ)
สำหรับงานทะเลลึกระดับ Petroleum Industry — ไม่ค่อยใช้ใน Civil Engineering
Case Study 1: เจาะดินในแม่น้ำนครชัยศรี — สะพานข้ามแม่น้ำ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำนครชัยศรี ความยาว 400 เมตร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เจาะสำรวจดินรวม 6 หลุม (BH-1 ถึง BH-6) — เป็นหลุมกลางลำน้ำ 3 หลุม (BH-2, BH-3, BH-4) และบนตลิ่งสองฝั่งอีก 3 หลุม (BH-1, BH-5, BH-6) เจาะลึกหลุมละประมาณ 40.95 เมตร ดำเนินการเดือนพฤษภาคม 2565
ปัญหาที่พบ
- 3 หลุมอยู่กลางลำน้ำ: BH-2, BH-3, BH-4 ต้องเจาะจากฐานลอยกลางแม่น้ำ ขนย้ายเครื่องมือและทีมงานด้วยเรือ
- กระแสน้ำและผักตบชวา: กระแสน้ำดันแพให้เคลื่อน และผักตบชวาหนาแน่นกีดขวางการวางแพและการยึดสมอ
- ดินเหนียวอ่อนใต้ท้องน้ำ: ชั้นบนเป็นดินเหนียวอ่อนถึงแข็งปานกลาง (Very Soft–Medium Stiff CLAY) ผนังหลุมพังง่ายและน้ำ/ตะกอนไหลเข้าหลุม
- ชั้นทรายแน่นอยู่ลึกกลางลำน้ำ: บริเวณกลางแม่น้ำ (BH-3) มีชั้นดินเหนียวแข็งหนาเป็นพิเศษคล้ายร่องน้ำเก่า ทำให้ชั้นทรายแน่นรับน้ำหนักอยู่ลึกกว่าฝั่ง
การแก้ไขของทีม SPN
- ใช้ แพลอย (Floating Raft) พร้อมขาตั้งสามเส้า เจาะแบบ Wash Boring และเก็บตัวอย่าง SPT ทุก ~1.5 เมตร ตามมาตรฐาน ASTM D1586
- ยึดแพด้วยสมอ/เชือกหลายจุดต้านกระแสน้ำ และจัดวางแพในช่วงกระแสน้ำนิ่ง พร้อมเปิดทางผักตบชวาก่อนตั้งแพ
- ใส่ ปลอกเหล็ก (Casing) ในชั้นดินเหนียวอ่อน เพื่อกันผนังหลุมพังและกันน้ำ/ตะกอนเข้าหลุม
- เก็บตัวอย่างดินเหนียวแบบคงสภาพ (Undisturbed – Shelby Tube) สำหรับทดสอบกำลังในห้องปฏิบัติการ
- ใช้เรือบริการรับ-ส่งทีมงานและลำเลียงตัวอย่างเข้าฝั่งอย่างต่อเนื่อง
ลำดับชั้นดินที่พบ
จากภาพตัดขวางชั้นดิน พบลำดับชั้นจากบนลงล่างคือ ดินเหนียวอ่อนถึงแข็งปานกลาง (Very Soft–Medium Stiff CLAY, CH) ทับด้วยดินเหนียวแข็งถึงแข็งมาก (Stiff–Hard CLAY, CH/CL) มีชั้นทรายหลวมถึงแน่นปานกลาง (Very Loose–Medium Dense SAND) แทรกเป็นเลนส์ และชั้นล่างสุดเป็น ชั้นทรายแน่นถึงแน่นมาก (Dense–Very Dense SAND) ที่ค่า SPT-N สูงจนถึงระดับ Refusal (เช่น 50/6", 86/9", 92/12")
ผลลัพธ์
เจาะสำรวจครบทั้ง 6 หลุม ลึกหลุมละประมาณ 40.95 เมตร โดยหยั่งทะลุชั้นทรายแน่น–แน่นมากซึ่งเป็นชั้นรับน้ำหนัก ข้อมูล SPT-N และตัวอย่างดินที่ได้ถูกนำไปใช้ออกแบบ ฐานรากเสาเข็มเจาะ (Bored Pile) ของตอม่อสะพาน โดยกำหนดให้ปลายเข็มหยั่งลงถึงชั้นทรายแน่น/ดินเหนียวแข็งมาก โดยเฉพาะตอม่อกลางลำน้ำที่ชั้นรับน้ำหนักอยู่ลึกกว่าฝั่ง
Case Study 2: เจาะสำรวจดินกลางเขื่อนศรีนครินทร์ — เจาะผ่านชั้นหินปูน จ.กาญจนบุรี
โครงการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สะพานข้ามเขื่อนศรีนครินทร์ ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เจาะสำรวจชั้นดิน-หิน รวม 3 หลุม (SB-01, SB-02, SB-03) โดยมี SB-02 อยู่กลางเขื่อน ส่วน SB-01 และ SB-03 อยู่ริมฝั่ง ดำเนินการเดือนธันวาคม 2558
ปัญหาเฉพาะของงานในเขื่อน
- น้ำลึกและกว้างกลางเขื่อน: หลุม SB-02 อยู่กลางเขื่อน ต้องประกอบโป๊ะ/แพเหล็กขนาดใหญ่ลอยลำเลียงเครื่องเจาะออกไปกลางน้ำ
- ระดับน้ำในเขื่อนเปลี่ยนแปลง: ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการน้ำของเขื่อน ต้องเผื่อระยะและยึดโป๊ะให้มั่นคงตลอดการทำงาน
- พื้นที่ห่างไกลในเขตป่า/ภูเขา: การขนส่งเครื่องมือและอุปกรณ์เข้าถึงจุดเจาะทำได้ยาก
- พื้นเป็นหินแข็งและตื้นมาก: ชั้นทรายแน่นมากถึง Refusal อย่างรวดเร็ว (เช่น 50/3", 50/5") ใช้ค่า SPT เจาะต่อไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นการเจาะเก็บแท่งหิน
- พบ "หินลอย" (Float Rock): ที่หลุม SB-03 ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าถึงชั้นหินฐานแล้ว
วิธีการของ SPN
- ประกอบ โป๊ะ/แพเหล็กขนาดใหญ่ กลางเขื่อน ยึดด้วยสมอหลายจุด ติดตั้งเครื่องเจาะและชุดเจาะหินบนโป๊ะ
- ทีมงานสวมเสื้อชูชีพและมีเรือเล็กประจำการรับ-ส่งและดูแลความปลอดภัยตลอดเวลา
- เมื่อ SPT ถึง Refusal ในชั้นทรายแน่นมาก เปลี่ยนเป็น การเจาะเก็บแท่งหิน (Rock Coring) ด้วยกระบอกเก็บตัวอย่างหิน แล้ววัดคุณภาพหินด้วยค่า RQD (Rock Quality Designation)
- ที่ SB-03 เจาะทะลุ Float Rock เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นก้อนหินลอย ไม่ใช่ชั้นหินฐาน แล้วเจาะต่อจนถึงหินปูนต่อเนื่อง
ลำดับชั้นดิน-หินที่พบ
จุดเด่นของงานนี้คือชั้นหินฐานอยู่ตื้นมาก ต่างจาก Case Study 1 อย่างสิ้นเชิง ชั้นบนเป็น ทรายแน่นมาก (Very Dense SAND, SM/SC) บาง ๆ (มีดินเหนียวแข็ง Hard CLAY แทรกบางจุดที่ SB-02) จากนั้นเข้าสู่ชั้นหินฐานคือ ควอตซ์ไซต์ (Quartzite) และ หินปูน (Limestone) ภายในความลึกเพียงไม่กี่เมตร โดยวัดคุณภาพหินด้วยค่า RQD ที่ผันแปร (เช่น 10–99%) บ่งชี้ว่าหินปูนมีรอยแตกและโพรง (ลักษณะภูมิประเทศแบบหินปูน/karst)
ผลลัพธ์
เจาะสำรวจครบทั้ง 3 หลุม โดยหยั่งทะลุชั้นทรายแน่นและเจาะเก็บแท่งหินจนถึง ชั้นหินฐาน (หินปูน/ควอตซ์ไซต์) ที่อยู่ตื้น ข้อมูลชั้นหิน ค่า RQD และตำแหน่งหินลอย ถูกนำไปใช้ประกอบรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและออกแบบฐานรากตอม่อสะพาน โดยต้องพิจารณารอยแตกและโพรงในหินปูนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ฐานรากวางอยู่บนหินที่มีคุณภาพ (ค่า RQD ดี) อย่างมั่นคง
Case Study 3: เจาะสำรวจดินพื้นที่ชายฝั่งทะเล — ดินเหนียวอ่อนทะเล อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร
โครงการในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ต.บางกระเจ้า อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร เจาะสำรวจชั้นดิน 4 หลุม (BH-1 ถึง BH-4) โดย BH-1 อยู่บนบก ส่วน BH-2, BH-3, BH-4 อยู่ในน้ำบริเวณหาดเลนชายฝั่ง พื้นที่อยู่ในเขตดินเหนียวอ่อนทะเล (Soft Marine Clay) ของอ่าวไทยตอนใน
ปัญหาที่พบ
- ดินเหนียวอ่อนทะเลหนามาก: ชั้นบนเป็นดินเหนียวอ่อนถึงแข็งปานกลาง (Very Soft–Medium Stiff CLAY) หนาราว 15 เมตร ผนังหลุมพังง่ายและเก็บตัวอย่างยาก
- 3 หลุมอยู่ในน้ำ: BH-2, BH-3, BH-4 อยู่บริเวณหาดเลนชายฝั่ง เข้าถึงด้วยแพได้เฉพาะช่วงน้ำขึ้น
- น้ำขึ้น-น้ำลงชายฝั่ง (Tidal): หาดเลนโผล่ช่วงน้ำลงทำให้แพเกยตื้น ต้องวางแผนตามตารางน้ำ
- สิ่งกีดขวางชายฝั่ง: หลักประมง โป๊ะ และเลนอ่อน ทำให้การวางแพและยึดสมอทำได้ยาก
วิธีการของ SPN
- ใช้ แพลอย (Floating Raft) พร้อมขาตั้งสามเส้า เจาะแบบ Wash Boring และเก็บตัวอย่าง SPT ตามมาตรฐาน ASTM D1586
- วางแผนงานหลุมในน้ำ ตามตารางน้ำขึ้น-น้ำลง เจาะช่วงน้ำขึ้นพอให้แพลอยตัวและเคลื่อนเข้า-ออกได้
- ใส่ ปลอกเหล็ก (Casing) ผ่านชั้นดินเหนียวอ่อน เพื่อกันผนังหลุมพังและกันเลนเข้าหลุม
- เก็บตัวอย่างดินเหนียวคงสภาพ (Undisturbed – Shelby Tube) สำหรับทดสอบกำลังรับแรงเฉือน (Su) ในห้องปฏิบัติการ
- หลุม BH-1 บนบก เจาะด้วยชุดเจาะปกติเพื่อเทียบลำดับชั้นกับหลุมในน้ำ
ลำดับชั้นดินที่พบ
จากภาพตัดขวางชั้นดิน พบลำดับชั้นจากบนลงล่างคือ ดินถม/ดินผิวหน้า (Fill / Top soil) ที่หลุมบนบก ทับด้วย ดินเหนียวอ่อนถึงแข็งปานกลาง (Very Soft–Medium Stiff CLAY, CH) หนาประมาณ 15 เมตร ต่อด้วยดินเหนียวแข็งถึงแข็งมาก (Stiff–Hard CLAY, CH/CL) และชั้นล่างสุดเป็น ทรายแน่นถึงแน่นมาก (Dense–Very Dense SAND, SP-SM/SM/SC) ที่ระดับลึกกว่าประมาณ 20 เมตร ซึ่งเป็นลักษณะดินเหนียวอ่อนทะเลแบบฉบับของที่ราบลุ่มอ่าวไทยตอนใน
ผลลัพธ์
เจาะสำรวจครบทั้ง 4 หลุม ลึกประมาณ 22–23 เมตร จนถึงชั้นทรายแน่น–แน่นมากซึ่งเป็นชั้นรับน้ำหนัก ข้อมูลความหนาของดินเหนียวอ่อนและค่ากำลังรับแรงเฉือนถูกนำไปใช้ออกแบบฐานราก โดยกำหนดให้ ปลายเสาเข็มหยั่งผ่านชั้นดินเหนียวอ่อนลงสู่ชั้นทรายแน่น เพื่อหลีกเลี่ยงการทรุดตัวสูงของดินเหนียวอ่อนทะเล
เปรียบเทียบราคา: เจาะดินบนบก vs ในน้ำ
| ประเภท | ราคาต่อหลุม | เวลา | ความท้าทาย |
|---|---|---|---|
| บนบก ทั่วไป | 15,000-30,000 บาท | 1-2 วัน | ต่ำ |
| ในแม่น้ำ น้ำลึก <5 ม. | 40,000-80,000 บาท | 3-5 วัน | ปานกลาง |
| ในแม่น้ำ น้ำลึก 5-15 ม. | 80,000-150,000 บาท | 5-7 วัน | สูง |
| ในทะเลใกล้ฝั่ง | 120,000-250,000 บาท | 5-10 วัน | สูงมาก |
| Offshore น้ำลึก 20+ ม. | 500,000-1,500,000+ บาท | 7-14 วัน | สูงสุด |
* ราคาเป็นค่าประมาณการ ขึ้นกับสภาพแต่ละโครงการ
ปัญหาคลาสสิกที่พบในงานเจาะดินในน้ำ
1. หลุมพังทลาย (Hole Collapse)
เกิดจากน้ำดันตะกอนเข้าหลุม วิธีแก้คือใช้ Casing เหล็ก หรือ Bentonite/Polymer Mud รักษาผนังหลุม
2. ตัวอย่างดินถูกรบกวน (Disturbed Sample)
การเก็บตัวอย่างใต้น้ำมักได้ตัวอย่างที่ ถูกรบกวนมากกว่าบนบก ทำให้ผล Lab Test ไม่ตรงกับสภาพจริง วิธีแก้คือใช้ Thin-walled Shelby Tube หรือ Piston Sampler
3. ระบุตำแหน่งหลุมยาก
ในทะเลกว้าง ต้องใช้ DGPS หรือ RTK GPS ระบุตำแหน่งให้แม่นยำ ±0.5 เมตร
4. สภาพอากาศ
ลมแรง คลื่นใหญ่ ฝนตก ทำให้หยุดงานได้ ต้องเผื่อเวลา 20-30% สำหรับวันที่ทำงานไม่ได้
มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
- ASTM D4823: Marine Sediment Sampling
- ISO 19901-8: Petroleum Industries Marine Soil Investigation
- BSI BS EN ISO 22475-1: Geotechnical Investigation and Testing
- API RP 2A: Offshore Platforms Foundation Design
สรุป
การเจาะสำรวจดินในน้ำและทะเลเป็นงานที่ต้องอาศัย ประสบการณ์ อุปกรณ์เฉพาะทาง และการวางแผนที่ละเอียด ราคาสูงกว่างานบนบก 3-50 เท่า แต่จำเป็นสำหรับโครงการที่ตั้งอยู่ในแหล่งน้ำ
SPN Soil Engineering มีประสบการณ์งานเจาะดินในน้ำกว่า 20 ปี ครอบคลุมทั้งแม่น้ำ ทะเล อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ Offshore ทั่วประเทศไทย พร้อมอุปกรณ์ครบครันและทีมงานชำนาญงาน ติดต่อเพื่อปรึกษาโครงการของคุณได้ฟรี