วิธีนี้เหมาะกับงานตรวจแผ่นพื้น ผนัง ดาดฟ้า และโครงสร้างที่สงสัยว่ามีโพรงหรือการแยกชั้นภายใน บทความนี้อธิบายหลักการ การคำนวณความหนา ขั้นตอนหน้างาน วิธีอ่านสเปกตรัมความถี่ และข้อจำกัด
Impact Echo ทำงานยังไง?
Impact Echo อาศัยหลักการสะท้อนของคลื่นความเค้น เมื่อเคาะผิวคอนกรีตด้วยหัวเคาะขนาดเล็ก จะเกิดคลื่นความเค้นวิ่งเข้าไปในเนื้อคอนกรีต คลื่นจะสะท้อนไปมาระหว่างผิวบนกับผิวล่าง (หรือกับตำแหน่งที่มีโพรง/การแยกชั้น) ทำให้เกิดการสั่นพ้องที่ความถี่หนึ่ง
เซนเซอร์ที่วางใกล้จุดเคาะจับสัญญาณการสั่นแล้ววิเคราะห์เป็นสเปกตรัมความถี่ ความถี่การสั่นพ้องนี้สัมพันธ์กับความลึกของตัวสะท้อน ถ้าคลื่นสะท้อนจากผิวล่าง จะบอกความหนา ถ้าสะท้อนจากโพรงที่ตื้นกว่า ความถี่จะสูงขึ้น บ่งชี้ว่ามีตำหนิ
Impact Echo คำนวณความหนายังไง?
ความหนาคำนวณจากความเร็วคลื่นในคอนกรีตและความถี่การสั่นพ้อง ตามความสัมพันธ์
ตัวอย่างเช่น ความเร็วคลื่น 4,000 m/s และยอดความถี่ 10 kHz จะได้ความหนา 0.20 m ดังนั้นก่อนคำนวณต้องทราบความเร็วคลื่นในคอนกรีตนั้น ซึ่งหาได้จากการสอบเทียบกับจุดที่ทราบความหนา หรือวัดความเร็วคลื่นที่ผิวตามวิธีใน ASTM C1383 ซึ่งกรณีหลังต้องคูณตัวประกอบ β ≈ 0.96 สำหรับแผ่นพื้น ถ้าค่าที่คำนวณได้น้อยกว่าความหนาจริง แสดงว่ามีตัวสะท้อน เช่น โพรงหรือการแยกชั้น อยู่ตื้นกว่าผิวล่าง
ภาพด้านล่างจำลองการทดสอบ Impact Echo เป็นรูปตัด 2 มิติ ที่เทียบสเปกตรัมความถี่ของจุดเนื้อคอนกรีตสมบูรณ์กับจุดที่มีโพรง และแบบจำลอง 3 มิติของการสแกนแผ่นพื้นเป็นกริดจุดทดสอบจนได้แผนที่ผล
ขั้นตอนทดสอบ Impact Echo หน้างานมีอะไรบ้าง?
การทดสอบหน้างานมี 5 ขั้นตอน ตั้งแต่วางกริดจนถึงเจาะยืนยันเฉพาะจุดที่ผลผิดปกติ
- วางกริดจุดทดสอบบนผิวคอนกรีต — ระยะกริดกำหนดตามขนาดตำหนิที่ต้องการตรวจและพื้นที่ทั้งหมด ผิวต้องสะอาดและเรียบพอให้เซนเซอร์แนบสนิท
- เคาะและอ่านสเปกตรัมทีละจุด — เคาะซ้ำจนได้ยอดความถี่ที่ชัดและซ้ำกัน แล้วบันทึกค่า
- สอบเทียบความเร็วคลื่น Cp — ทดสอบที่จุดซึ่งทราบความหนาจริง เช่น ขอบแผ่นพื้น ช่องเปิด หรือจุดที่เจาะ Core ไว้ เพื่อใช้แปลงความถี่ของทุกจุดเป็นความหนา
- ทำแผนที่ความหนา/ความถี่ — จุดที่ยอดความถี่ต่างจากกลุ่มคือบริเวณที่ต้องสงสัย
- ยืนยันจุดผิดปกติ — เจาะ Concrete Core Test เฉพาะจุดก่อนสรุปผล
อ่านสเปกตรัมความถี่ยังไง?
สเปกตรัมอ่านจากตำแหน่งของยอดความถี่เด่น (Peak) เทียบกับยอดของจุดที่เนื้อคอนกรีตสมบูรณ์
- ยอดเดียวชัดเจนที่ความถี่ของความหนาเต็ม (fT) — คลื่นสะท้อนจากผิวล่าง เนื้อคอนกรีตตลอดความหนาต่อเนื่อง
- ยอดเลื่อนไปที่ความถี่สูงขึ้น (fd) — มีตัวสะท้อนตื้นกว่าผิวล่าง สงสัยโพรงหรือการแยกชั้นที่ความลึก d
- ยอดไม่ชัดหรือมีหลายยอด — อาจเกิดจากเหล็กหนาแน่น ขอบชิ้นส่วน หรือผิวขรุขระ ต้องทดสอบซ้ำและให้ผู้เชี่ยวชาญแปลผล
Impact Echo ตรวจอะไรได้บ้าง?
Impact Echo ใช้ได้กับงานวัดความหนาและหาตำหนิภายในของชิ้นส่วนแบบแผ่น ดังนี้
- วัดความหนาแผ่นพื้น ผนัง หรือดาดฟ้า เมื่อเข้าถึงได้ด้านเดียว
- ตรวจหาโพรงและการแยกชั้นภายในคอนกรีต
- ตรวจการยึดเกาะระหว่างชั้นคอนกรีต (เช่น พื้นทับหน้า)
- ประเมินความสมบูรณ์ของการอัดน้ำปูนในท่อ Post-tension (ในบางงาน)
ทั้งนี้ ASTM C1383 เป็นมาตรฐานสำหรับการวัดความหนาแผ่นคอนกรีตโดยตรง ส่วนการหาโพรงและการแยกชั้นใช้หลักการเดียวกัน โดยแปลผลตามแนวทาง ACI PRC-228.2
Impact Echo เทียบกับ UPV ต่างกันยังไง?
Impact Echo วิเคราะห์ความถี่ของคลื่นสะท้อนจากผิวด้านเดียว ส่วน UPV Test วัดความเร็วคลื่นที่วิ่งผ่านเนื้อคอนกรีตระหว่างหัววัดสองตัว
← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →
| หัวข้อ | Impact Echo | UPV |
|---|---|---|
| การเข้าถึง | ด้านเดียวได้ | แม่นสุดต้องสองด้านตรงข้าม |
| จุดเด่น | วัดความหนา / หาโพรง | ความสม่ำเสมอ / คุณภาพเนื้อใน |
| หลักการ | คลื่นความเค้น + ความถี่สั่นพ้อง | ความเร็วคลื่นผ่านเนื้อ |
| ชิ้นส่วนที่เหมาะ | แผ่นพื้น ผนัง ดาดฟ้า | เสา คาน ผนังที่เข้าถึงได้สองด้าน |
| ข้อมูลที่ต้องมีก่อน | ความเร็วคลื่น Cp ของคอนกรีตนั้น | ระยะทางระหว่างหัววัด |
| มาตรฐาน | ASTM C1383 | ASTM C597 |
Impact Echo เด่นเรื่องวัดความหนาและหาโพรงในแผ่นพื้นเมื่อเข้าถึงด้านเดียว ส่วน UPV เด่นเรื่องประเมินคุณภาพและความสม่ำเสมอ วิศวกรเลือกตามวัตถุประสงค์และมักใช้เสริมกัน
Impact Echo มีข้อจำกัดอะไร?
ข้อจำกัดหลักคือการแปลผลต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ เพราะสเปกตรัมความถี่ในโครงสร้างจริงมักซับซ้อน ประเด็นที่ควรรู้มีดังนี้
- เหล็กหนาแน่นหรือรูปทรงไม่สม่ำเสมอ — ทำให้เกิดยอดความถี่หลายยอด อ่านยากขึ้น
- ต้องทราบความเร็วคลื่นของคอนกรีตนั้น — ถ้าความเร็วที่ใช้คลาดเคลื่อน ความหนาที่คำนวณได้จะคลาดเคลื่อนตาม
- เหมาะกับโครงสร้างแบบแผ่น (Plate-like) — ชิ้นส่วนที่มีรูปทรงซับซ้อน หรือเสาและคานหน้าตัดเล็ก ให้สเปกตรัมที่แปลผลยากกว่า
- เป็นการตรวจเฉพาะจุด — ผลแต่ละครั้งบอกสภาพใต้จุดเคาะเท่านั้น พื้นที่กว้างจึงต้องทดสอบเป็นกริด
ในทางปฏิบัติ วิศวกรมักใช้ Impact Echo คู่กับ GPR หรือ UPV เพื่อยืนยันตำแหน่งเหล็กและคุณภาพเนื้อคอนกรีต และเจาะ Core Test เฉพาะจุดเมื่อจำเป็นต้องยืนยันด้วยค่าจริง
SPN Soil Engineering ให้บริการตรวจโพรงและวัดความหนาคอนกรีตด้วย Impact Echo และงาน NDT ครบวงจร พร้อมรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม.