ทำความเข้าใจทั้งสองวิธีก่อน

วิธีที่ 1
Dynamic Load Test
ASTM D4945-17
  • ติด Strain Gauge + Accelerometer บนหัวเสาเข็ม
  • บันทึกสัญญาณระหว่างการตอกหรือกระแทก
  • วิเคราะห์ด้วย CAPWAP เพื่อหา Pile Capacity
  • ได้ผล Skin Friction + End Bearing แยกกัน
  • ทดสอบเสร็จในวันเดียว ผลเร็ว
เร็ว · ประหยัด · นิยมใช้มากที่สุด
วิธีที่ 2
⚖️ Static Load Test
ASTM D1143 / AASHTO
  • วางน้ำหนักจริงหรือใช้เสาเข็มสมอดึงกลับ
  • กดเสาเข็มด้วยแม่แรงไฮดรอลิกค่อยๆ เพิ่ม
  • วัดการทรุดตัวแต่ละขั้นน้ำหนักอย่างละเอียด
  • ได้ Load-Settlement Curve ที่แม่นยำที่สุด
  • ต้องใช้เวลาและอุปกรณ์มากกว่า
🎯 แม่นยำสูงสุด · เหมาะงานสำคัญ

เปรียบเทียบแบบตารางครบทุกมิติ

หัวข้อ Dynamic (PDA) Static
มาตรฐานASTM D4945-17ASTM D1143 / AASHTO T-96
ความแม่นยำสูง (±15–20%)สูงสุด (Direct measurement)
ระยะเวลาทดสอบครึ่งวัน–1 วัน1–3 วัน
ราคาสัมพัทธ์ประหยัดกว่าแพงกว่า 3–5 เท่า
ข้อมูลที่ได้Capacity, Integrity, Driving StressLoad-Settlement, Residual Settlement
ยอมรับโดยราชการ✓ ยอมรับ✓ ยอมรับ
เสาเข็มเจาะ✓ ทำได้✓ ทำได้
ตรวจ Integrity✓ ทำได้เบื้องต้น✗ ไม่ได้
วัดแรงในเสาเข็ม✓ ได้ (Driving Stress)✗ ไม่ได้

เลือกวิธีไหน? คู่มือตัดสินใจ

🧭 เลือกตามสถานการณ์

เลือก Dynamic (PDA) เมื่อ...

งานมีเสาเข็มจำนวนมาก, ต้องการตรวจสอบระหว่างก่อสร้าง, งบจำกัด, ต้องการผลเร็ว, หรือเป็นโครงการที่ไม่ได้มีข้อกำหนดพิเศษ — เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ทั่วไป และโรงงานขนาดกลาง

เลือก Static Load Test เมื่อ...

อาคารมีความสำคัญสูง (โรงพยาบาล สะพาน ไซโล), ผู้ออกแบบต้องการ Load-Settlement Curve ที่แม่นยำ, มีข้อกำหนดพิเศษในสัญญา, หรือ Dynamic Test ให้ผลที่น่าสงสัยและต้องยืนยันซ้ำ

ใช้ร่วมกันทั้งสองวิธี

โครงการขนาดใหญ่มักใช้ Static Test เป็น Proof Test สำหรับเสาเข็มตัวแทน และ Dynamic Test สำหรับตรวจสอบเสาเข็มจำนวนมากในระหว่างก่อสร้าง เพื่อสมดุลระหว่างความแม่นยำและต้นทุน

Dynamic Load Test ทำงานอย่างไร?

วิธี Dynamic Load Test หรือ High Strain Dynamic Testing ทำงานโดยการติดตั้ง Strain Gauge และ Accelerometer บนหัวเสาเข็ม จากนั้นใช้ปั้นจั่นยกลูกตุ้มหรือค้อนกระแทกลงบนหัวเสาเข็ม เครื่องมือจะบันทึกคลื่นแรงและความเร่งที่เกิดขึ้น

ข้อมูลที่ได้จะถูกส่งไปวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์ CAPWAP (CAse Pile Wave Analysis Program) ซึ่งจะคำนวณหา:

  • กำลังรับน้ำหนักรวม (Total Capacity)
  • แรงเสียดทานผิว (Skin Friction) แยกแต่ละชั้นดิน
  • แรงต้านที่ปลายเสาเข็ม (End Bearing)
  • แรงเค้นอัดและดึงในเนื้อเสาเข็ม (Driving Stress)
รู้ไว้ก่อน

Dynamic Load Test สามารถทำได้ทั้งระหว่างการตอก (During Driving) และหลังจากตอกเสร็จแล้ว (Re-strike) การทำ Re-strike จะให้ค่า Set-up Effect ซึ่งบอกว่ากำลังรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่าไหร่หลังหยุดพัก

Static Load Test ทำงานอย่างไร?

Static Load Test ทดสอบโดยการกดเสาเข็มด้วย แม่แรงไฮดรอลิก ค่อยๆ เพิ่มแรงกดเป็นขั้นๆ และวัดการทรุดตัวของเสาเข็มในแต่ละขั้น มี 2 วิธีหลัก:

  • Kentledge Method — วางน้ำหนักคอนกรีตบล็อกหรือเหล็กเป็น Counter Weight บนโครงเหล็ก แม่แรงดันเสาเข็มโดยอาศัยน้ำหนักเหล่านี้เป็นแรงต้าน เหมาะกับพื้นที่โล่งที่จัดเตรียมน้ำหนักได้มากพอ
  • Anchor Pile Method — ตอกเสาเข็มสมอรอบๆ เสาเข็มทดสอบ แล้วใช้คานเหล็กยึดเสาเข็มสมอกับแม่แรง เหมาะกับพื้นที่จำกัดที่ไม่สะดวกวางน้ำหนักมาก
ข้อดีของ Static ที่ Dynamic ทำไม่ได้

Static Load Test ให้ Load-Settlement Curve โดยตรง ซึ่งวิศวกรสามารถหา Ultimate Load จริงๆ ของเสาเข็มได้ รวมถึง Elastic และ Residual Settlement แยกกัน ข้อมูลนี้มีค่ามากสำหรับการออกแบบอาคารที่มีข้อกำหนดการทรุดตัวเข้มงวด

Seismic Integrity Test — ทางเลือกที่สาม

นอกจากสองวิธีหลัก ยังมี Seismic Pile Integrity Test (PIT) ตามมาตรฐาน ASTM D5882 ซึ่งเป็นการทดสอบ Low Strain เพื่อตรวจสอบ ความสมบูรณ์ ของเสาเข็มเท่านั้น ไม่ใช่กำลังรับน้ำหนัก

เหมาะมากสำหรับการตรวจสอบเสาเข็มเจาะทั้งโครงการในราคาประหยัด ก่อนที่จะทำ Dynamic หรือ Static Test กับเสาเข็มที่เลือก