คลอไรด์เป็นสาเหตุการกัดกร่อนที่รุนแรงที่สุดของเหล็กเสริมในคอนกรีต และเป็นปัญหาประจำของอาคารริมทะเล ท่าเรือ สะพานข้ามน้ำเค็ม โรงงานเคมี และโรงงานอาหารทะเล การวัดปริมาณคลอไรด์จึงเป็นงานตรวจสอบโครงสร้าง (NDE) ที่ควรทำก่อนตัดสินใจซ่อม เพราะถ้าคลอไรด์สะสมทั่วหน้าตัด การซ่อมเฉพาะจุดจะไม่ได้ผล

การเก็บผงคอนกรีตเป็นช่วงความลึกเพื่อหาการกระจายของคลอไรด์ และการอ่านค่าที่ระดับเหล็กเสริมเทียบกับระดับที่เริ่มกัดกร่อน ภาพบนซ้ายเป็นรูปตัดผนังคอนกรีตริมทะเล ไอเกลือและน้ำทะเลพาคลอไรด์แทรกซึมจากผิว ความเข้มข้นสูงที่ผิวแล้วลดลงตามความลึก เหล็กเสริมอยู่ที่ระยะหุ้มประมาณ 45 มิลลิเมตร ผิวเหล็กเริ่มเป็นหลุมสนิม การเก็บตัวอย่างใช้สว่านเจาะเก็บผงแยกเป็นช่วงความลึก 0 ถึง 25, 25 ถึง 50, 50 ถึง 75 และ 75 ถึง 100 มิลลิเมตร โดยสแกนหาเหล็กก่อนเพื่อเลี่ยงการเจาะโดนเหล็ก ภาพล่างซ้ายเป็นกราฟแท่งคลอไรด์ของแต่ละช่วงความลึกบนสเกลความลึกเดียวกัน ค่าเป็นค่าสมมติ เส้นประสีแดงคือระดับที่เริ่มกัดกร่อนราว 0.20 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักปูนซีเมนต์ของคลอไรด์ที่ละลายในกรดตามแนวทาง ACI 222R ค่าที่ใช้ตัดสินคือค่าที่ระดับเหล็กเสริม ไม่ใช่ค่าที่ผิว ด้านขวาสรุปสองวิธีทดสอบ ASTM C1152 วัดคลอไรด์ทั้งหมดที่ละลายในกรด ASTM C1218 วัดเฉพาะส่วนที่ละลายน้ำซึ่งต่ำกว่าเสมอ เกณฑ์ ACI 318-19 สำหรับคอนกรีตใหม่อ้างอิงคลอไรด์ที่ละลายน้ำ คือคอนกรีตอัดแรง 0.06 เปอร์เซ็นต์ สัมผัสคลอไรด์ 0.15 ชื้นแต่ไม่มีแหล่งคลอไรด์ 0.30 และแห้ง 1.00 เปอร์เซ็นต์ของวัสดุประสาน ต้องเทียบเกณฑ์ให้ตรงวิธีทดสอบ และแปลผลร่วมกับความลึกคาร์บอเนชัน ระยะหุ้ม และ Half-Cell Potential Chloride Content: เก็บผงเป็นช่วงความลึก แล้วดูค่าที่ระดับเหล็ก แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน รูปตัดผนังริมทะเล Cl⁻ 0–25 25–50 50–75 75–100 เหล็กเสริม ผิวเริ่มเป็นหลุมสนิม เจาะเก็บผงทีละช่วง · สแกนหาเหล็กก่อน 0.52 0.34 0.18 0.08 0 25 50 75 100 ความลึกจากผิว (มม.) คลอไรด์ (%) → 0.20 ระดับเริ่มกัดกร่อน (ACI 222R) ค่าที่ระดับเหล็ก = ค่าที่ใช้ตัดสิน % โดยน้ำหนักปูนซีเมนต์ (acid-soluble) · ค่าสมมติ เทียบเกณฑ์ให้ตรงวิธีทดสอบ ASTM C1152 · Acid-soluble คลอไรด์ทั้งหมด (เคลื่อนที่ + ถูกตรึง) อาคารเดิม: เริ่มกัดกร่อน ~0.20% ASTM C1218 · Water-soluble เฉพาะส่วนที่เคลื่อนที่ได้ ค่าต่ำกว่า C1152 เสมอ ACI 318-19 · คอนกรีตใหม่ water-soluble, % ของวัสดุประสาน คอนกรีตอัดแรง 0.06 สัมผัสคลอไรด์ (C2) 0.15 ชื้น ไม่มีแหล่งคลอไรด์ (C1) 0.30 แห้ง/ป้องกันความชื้น (C0) 1.00 แปลผลร่วมกับ: คาร์บอเนชัน · ระยะหุ้ม · Half-Cell เกณฑ์คอนกรีตใหม่ ≠ เกณฑ์รื้ออาคารเก่า
ตัวอย่างกราฟการกระจายคลอไรด์ตามความลึก คลอไรด์จะเข้มข้นสูงที่ผิวแล้วลดลงตามความลึก สิ่งที่ต้องดูคือค่าที่ระดับความลึกของเหล็กเสริม ว่าเกินระดับที่เริ่มเสี่ยงกัดกร่อนแล้วหรือยัง (ค่าตัวเลขในภาพเป็นตัวอย่างประกอบคำอธิบาย)

คลอไรด์ทำให้เหล็กเป็นสนิมได้อย่างไร?

คลอไรด์ทำลายฟิล์มป้องกันที่ผิวเหล็กเป็นจุด ๆ จนเกิดการกัดกร่อนแบบหลุม (Pitting) เหล็กเสริมในคอนกรีตที่ยังเป็นด่างจะมีฟิล์มบางเคลือบผิวไว้ เมื่อไอออนคลอไรด์แทรกซึมถึงผิวเหล็กในปริมาณมากพอ ฟิล์มนี้จะแตกเฉพาะจุด และจุดนั้นจะถูกกัดลึกเร็วกว่าการกัดกร่อนแบบทั่วผิว

คลอไรด์อันตรายกว่าคาร์บอเนชันตรงที่กัดกร่อนเหล็กได้แม้คอนกรีตยังเป็นด่างอยู่ และการกัดกร่อนแบบหลุมอาจทำให้หน้าตัดเหล็กหายไปมากโดยที่ผิวคอนกรีตยังดูปกติ กว่าจะเห็นคอนกรีตกะเทาะร่อน ความเสียหายก็มักลุกลามไปแล้ว

แหล่งของคลอไรด์มี 2 ทาง คือคลอไรด์ที่ผสมมากับส่วนผสมตั้งแต่แรก เช่น ทรายที่ล้างไม่สะอาดหรือน้ำที่ปนเปื้อน กับคลอไรด์ที่แทรกซึมเข้ามาภายหลังจากไอเกลือ น้ำทะเล น้ำใต้ดินเค็ม หรือสารเคมีในกระบวนการผลิต

📚 จุดสำคัญ

คลอไรด์ที่วัดได้ที่ผิวคอนกรีตมักสูงมาก แต่ค่าที่ใช้ตัดสินความเสี่ยงคือค่าที่ระดับความลึกของเหล็กเสริม การเก็บตัวอย่างจึงต้องแบ่งเป็นช่วงความลึก ไม่ใช่เก็บที่ผิวจุดเดียว

ทดสอบคลอไรด์มีกี่แบบ?

งานประเมินอาคารใช้ 2 มาตรฐานหลัก คือ ASTM C1152 และ ASTM C1218 ซึ่งวัดคลอไรด์คนละส่วนกัน

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

วิธีวัดอะไรใช้เมื่อไหร่
ASTM C1152
Acid-Soluble
คลอไรด์ทั้งหมดในตัวอย่าง ทั้งส่วนที่เคลื่อนที่ได้และส่วนที่ถูกตรึงไว้ในเนื้อซีเมนต์ประเมินปริมาณคลอไรด์รวม และติดตามการแทรกซึมตามความลึก
ASTM C1218
Water-Soluble
เฉพาะคลอไรด์ที่ละลายน้ำ ซึ่งใกล้เคียงส่วนที่เคลื่อนที่ได้และมีผลต่อการกัดกร่อนเทียบกับเกณฑ์ ACI 318-19 ซึ่งอ้างอิงคลอไรด์ที่ละลายน้ำ

ค่าจาก ASTM C1218 จะต่ำกว่าค่าจาก ASTM C1152 ในตัวอย่างเดียวกันเสมอ เพราะวัดคนละส่วน การเทียบผลกับเกณฑ์ใดจึงต้องดูก่อนว่าเกณฑ์นั้นอ้างอิงวิธีไหน

ในห้องปฏิบัติการ ผงตัวอย่างจะถูกบดให้ละเอียด สกัดคลอไรด์ออกด้วยกรดไนตริกเจือจาง (C1152) หรือน้ำ (C1218) กรอง แล้วไทเทรตด้วยสารละลายซิลเวอร์ไนเตรตเพื่อหาปริมาณคลอไรด์ ผลที่ได้เป็นร้อยละโดยน้ำหนักของตัวอย่างคอนกรีต ถ้าจะเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดเป็นร้อยละโดยน้ำหนักปูนซีเมนต์หรือวัสดุประสาน ต้องแปลงหน่วยก่อนโดยใช้ปริมาณปูนซีเมนต์ในส่วนผสม

แผนภาพ 2 มิติ ขั้นตอนวิเคราะห์ปริมาณคลอไรด์ในห้องปฏิบัติการ ตั้งแต่บดผงคอนกรีต สกัดด้วยกรดหรือน้ำ กรอง ไทเทรต จนถึงการแปลงหน่วยก่อนเทียบเกณฑ์ แผนภาพสามส่วน ส่วนบนเป็นลำดับงานห้าขั้นในห้องปฏิบัติการ ขั้นที่หนึ่งบดและร่อนผงคอนกรีตให้ละเอียด ขั้นที่สองชั่งตัวอย่างบนเครื่องชั่ง ขั้นที่สามสกัดคลอไรด์ออกจากผงบนเตาให้ความร้อน บีกเกอร์หนึ่งใช้กรดไนตริกเจือจางตาม ASTM C1152 อีกบีกเกอร์ใช้น้ำตาม ASTM C1218 ขั้นที่สี่กรองให้ได้สารละลายใส ขั้นที่ห้าไทเทรตด้วยสารละลายซิลเวอร์ไนเตรตโดยใช้ขั้วไฟฟ้าหาจุดยุติ แล้วคำนวณปริมาณคลอไรด์ ส่วนล่างซ้ายเป็นแถบแสดงว่าคลอไรด์ทั้งหมดในตัวอย่างประกอบด้วยส่วนที่ละลายน้ำและเคลื่อนที่ได้ กับส่วนที่ถูกตรึงในเนื้อซีเมนต์ ASTM C1152 วัดทั้งแถบ ส่วน ASTM C1218 วัดเฉพาะส่วนที่ละลายน้ำ ค่าจาก C1218 จึงต่ำกว่า C1152 ในตัวอย่างเดียวกันเสมอ สัดส่วนในภาพเป็นค่าสมมติ ส่วนล่างขวาแสดงการแปลงหน่วยจากร้อยละโดยน้ำหนักคอนกรีตเป็นร้อยละโดยน้ำหนักปูนซีเมนต์ โดยคูณด้วยอัตราส่วนน้ำหนักคอนกรีตต่อน้ำหนักปูนซีเมนต์ ตัวอย่างค่าสมมติ 0.03 เปอร์เซ็นต์ คูณ 2350 หาร 350 ได้ประมาณ 0.20 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องรู้ปริมาณปูนซีเมนต์ในส่วนผสม แถบล่างสุดย้ำสามข้อ คือระบุวิธีทดสอบ ระบุหน่วย และเทียบกับเกณฑ์ที่อ้างอิงวิธีเดียวกัน แผนภาพ 2 มิติ: ในห้องปฏิบัติการ จากผงคอนกรีตถึงค่า % คลอไรด์ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ลำดับงานในห้องปฏิบัติการ ASTM C1152 (ละลายกรด) · ASTM C1218 (ละลายน้ำ) 1 บดและร่อนผง ให้ละเอียดสม่ำเสมอ 2 ชั่งตัวอย่าง บันทึกน้ำหนักผง กรด น้ำ 3 สกัดคลอไรด์ กรด (C1152) หรือน้ำ (C1218) 4 กรอง ได้สารละลายใส mV 5 ไทเทรต AgNO₃ หาปริมาณคลอไรด์ สองวิธี วัดคลอไรด์คนละส่วน ละลายน้ำ · เคลื่อนที่ได้ ถูกตรึงในซีเมนต์ ASTM C1152 (acid-soluble) = คลอไรด์ทั้งหมด ASTM C1218 (water-soluble) ตัวอย่างเดียวกัน ค่า C1218 ต่ำกว่า C1152 เสมอ สัดส่วนในภาพเป็นค่าสมมติ หน่วยที่รายงาน: แปลงก่อนเทียบเกณฑ์ % คลอไรด์ โดยน้ำหนักคอนกรีต % คลอไรด์ โดยน้ำหนักปูนซีเมนต์ คูณด้วย น้ำหนักคอนกรีต ÷ น้ำหนักปูนซีเมนต์ ตัวอย่าง (ค่าสมมติ) คอนกรีต 2,350 · ปูน 350 กก./ลบ.ม. 0.03% × (2,350 ÷ 350) ≈ 0.20% ของน้ำหนักปูน ต้องรู้ปริมาณปูนซีเมนต์ในส่วนผสม ถ้าไม่ทราบ ให้วิศวกรระบุสมมติฐานในรายงาน 1 ระบุวิธีทดสอบ acid- หรือ water-soluble 2 ระบุหน่วยให้ชัด ต่อคอนกรีต หรือต่อปูนซีเมนต์ 3 เทียบเกณฑ์ที่ตรงกัน ACI 318-19 ใช้ water-soluble
แผนภาพ 2 มิติของงานในห้องปฏิบัติการ: บดผง ชั่ง สกัดด้วยกรด (C1152) หรือน้ำ (C1218) กรอง แล้วไทเทรต ด้านล่างแสดงว่า C1152 วัดคลอไรด์ทั้งหมด ส่วน C1218 วัดเฉพาะส่วนที่ละลายน้ำ และตัวอย่างการแปลงหน่วยจากร้อยละต่อน้ำหนักคอนกรีตเป็นร้อยละต่อน้ำหนักปูนซีเมนต์ (ตัวเลขเป็นค่าสมมติ)

อีกมาตรฐานที่พบในงานสะพานและงานทางคือ AASHTO T 260 ซึ่งครอบคลุมทั้งการเก็บตัวอย่างและการวิเคราะห์ ส่วน ASTM C1556 ใช้หาสัมประสิทธิ์การแพร่ของคลอไรด์สำหรับประเมินอายุการใช้งานในระยะยาว

ค่าคลอไรด์เท่าไหร่ถึงอันตราย?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้ทุกกรณี คอนกรีตใหม่ใช้เกณฑ์ ACI 318-19 ส่วนอาคารที่ใช้งานแล้วอ้างระดับเริ่มกัดกร่อนตาม ACI 222R สำหรับคอนกรีตใหม่ ACI 318-19 ตาราง 19.3.2.1 กำหนดปริมาณคลอไรด์ที่ละลายน้ำสูงสุด คิดเป็นร้อยละโดยน้ำหนักของวัสดุประสาน (cementitious material) ดังนี้

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

ประเภทคอนกรีต (Exposure Class)คลอไรด์สูงสุด (ละลายน้ำ)
คอนกรีตอัดแรง0.06%
คอนกรีตเสริมเหล็กที่สัมผัสคลอไรด์ในการใช้งาน (C2)0.15%
คอนกรีตเสริมเหล็กที่สัมผัสความชื้นแต่ไม่มีแหล่งคลอไรด์ภายนอก (C1)0.30%
คอนกรีตเสริมเหล็กที่แห้งหรือได้รับการป้องกันความชื้น (C0)1.00%

สำหรับอาคารที่ใช้งานมาแล้ว มักอ้างอิงระดับที่การกัดกร่อนเริ่มเกิดขึ้น ซึ่งเอกสารแนวทาง ACI 222R ระบุไว้ในระดับราว 0.20% ของคลอไรด์ที่ละลายกรด (acid-soluble ตาม ASTM C1152) โดยน้ำหนักปูนซีเมนต์ (สำหรับคอนกรีตอัดแรงใช้ 0.08%) ต้องระบุวิธีทดสอบกำกับทุกครั้ง เพราะเกณฑ์ acid-soluble กับ water-soluble นำมาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

ค่านี้ไม่ใช่เส้นตายตัว เพราะขึ้นกับความชื้น ค่า pH ของคอนกรีต ชนิดซีเมนต์ และการเข้าถึงของออกซิเจน การแปลผลจึงต้องดูร่วมกับความลึกคาร์บอเนชัน ระยะหุ้มเหล็ก และผล Half-Cell Potential

⚠️ ข้อควรระวัง

เกณฑ์ ACI 318-19 เป็นข้อกำหนดสำหรับคอนกรีตใหม่ตอนก่อสร้าง ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินว่าอาคารเก่าต้องรื้อหรือซ่อม การนำเกณฑ์คอนกรีตใหม่ไปตัดสินอาคารที่ใช้งานแล้วโดยตรงเป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ในบริบทไทย การประเมินอาคารที่ใช้งานแล้วอ้างอิง มยผ. 1902-62 มาตรฐานการตรวจสอบและประเมินกำลังของโครงสร้างอาคารเก่าและอาคารที่เสียหาย ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีหัวข้อการกัดกร่อนของเหล็กเสริมจากคลอไรด์ไว้โดยเฉพาะ (ข้อ 4.2.3.3 และ 5.3.3) ใช้เป็นกรอบการตรวจสอบ ส่วนงานซ่อมอ้างอิง มยผ. 1901-51 มาตรฐานปฏิบัติในการซ่อมแซมคอนกรีต

เก็บตัวอย่างอย่างไรให้ผลเชื่อถือได้?

ผลจะเชื่อถือได้เมื่อเก็บผงคอนกรีตแยกเป็นช่วงความลึก จากทั้งจุดที่เสียหายและจุดที่ยังปกติ แนวปฏิบัติที่ใช้กันมี 5 ข้อ

  • เจาะเก็บผงคอนกรีตเป็นช่วงความลึก เช่น 0–25, 25–50 และ 50–75 มม. เพื่อสร้างกราฟการกระจายตามความลึก
  • เลือกจุดเก็บให้ครอบคลุมทั้งบริเวณที่เสียหายและบริเวณที่ยังดูปกติ เพื่อเทียบกันได้
  • หลีกเลี่ยงการเจาะโดนเหล็กเสริม โดยสแกนหาตำแหน่งเหล็กด้วยเครื่องวัดระยะหุ้มเหล็กก่อน
  • เก็บผงในภาชนะปิดสนิท ระบุตำแหน่งและช่วงความลึกให้ชัด เพื่อไม่ให้สลับตัวอย่าง
  • บันทึกสภาพแวดล้อมของจุดนั้น เช่น ระยะห่างจากทะเล ทิศทางลม จุดน้ำขังหรือน้ำรั่ว
แบบจำลอง 3 มิติ การเก็บผงคอนกรีตหน้างานเพื่อทดสอบปริมาณคลอไรด์ที่เสาริมทะเล เจาะเป็นช่วงความลึกทั้งจุดที่เสียหายและจุดที่ยังดูปกติ แล้วแยกใส่ถุงตัวอย่าง ภาพสามมิติเชิงแนวคิดของเสาผนังคอนกรีตเสริมเหล็กบนลานคอนกรีตริมทะเล ผิวเสาด้านที่หันออกทะเลรับไอเกลือที่ลมพัดเข้ามา บนผิวมีเส้นประแสดงแนวเหล็กเสริมที่ได้จากเครื่องสแกน จุด A อยู่ในบริเวณที่มีรอยร้าวและคราบสนิม มีสว่านเจาะกระแทกพร้อมก้านกำหนดความลึกกำลังเจาะเก็บผงในช่องว่างระหว่างเหล็ก จุด B อยู่สูงขึ้นไปในบริเวณที่ยังดูปกติ ทำเครื่องหมายไว้สำหรับเก็บตัวอย่างเทียบกัน บนพื้นมีถุงตัวอย่างปิดสนิทสามถุงวางเรียงกัน กรอบล่างซ้ายแสดงว่ารูเจาะหนึ่งจุดให้ตัวอย่างสามถุงตามช่วงความลึก 0 ถึง 25 25 ถึง 50 และ 50 ถึง 75 มิลลิเมตร แล้วส่งวิเคราะห์ตาม ASTM C1152 หรือ C1218 กรอบล่างขวาแสดงดอกสว่านกับก้านกำหนดความลึกที่หยุดเจาะทุกช่วงเพื่อเก็บผงแยกกัน กรอบขวาสรุปแนวปฏิบัติห้าข้อ คือเจาะเป็นช่วงความลึก เก็บทั้งจุดเสียหายและจุดปกติ สแกนหาเหล็กก่อนเจาะ เก็บในภาชนะปิดสนิทพร้อมติดป้าย และบันทึกสภาพแวดล้อม พร้อมย้ำว่าค่าที่ใช้ตัดสินคือค่าที่ระดับเหล็กเสริม ไม่ใช่ค่าที่ผิว แบบจำลอง 3 มิติ (3D): เก็บผงคอนกรีตหาคลอไรด์ที่เสาริมทะเล แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน จุด B: บริเวณที่ยังดูปกติ เก็บไว้เทียบกับจุดเสียหาย แนวเหล็กจากเครื่องสแกน เจาะในช่องว่างระหว่างเหล็ก ลมทะเลพาไอเกลือ สะสมที่ผิว แล้วซึมเข้าใน จุด A: บริเวณเสียหาย มีรอยร้าวและคราบสนิม สว่านเจาะเก็บผง มีก้านกำหนดความลึก ถุงตัวอย่างปิดสนิท ระบุจุด + ช่วงความลึก ทะเล จุด A · 1 รูเจาะ = 3 ตัวอย่าง 0–25 มม. 25–50 มม. 50–75 มม. ส่งวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ASTM C1152 หรือ C1218 ก้านกำหนดความลึก ก้านแตะผิว = ถึงระยะ หยุดเจาะ เก็บผงแล้วจึงเจาะช่วงถัดไป เก็บตัวอย่างให้เชื่อถือได้ 1 เจาะเป็นช่วงความลึก เช่น 0–25 · 25–50 · 50–75 มม. 2 ทั้งจุดเสียหายและจุดปกติ เพื่อเทียบผลกันได้ 3 สแกนหาเหล็กก่อนเจาะ เลี่ยงการเจาะโดนเหล็กเสริม 4 ภาชนะปิดสนิท ติดป้าย ตำแหน่งและช่วงความลึก 5 บันทึกสภาพแวดล้อม ระยะจากทะเล ทิศลม จุดน้ำรั่ว ค่าที่ใช้ตัดสินความเสี่ยง คือค่าที่ระดับเหล็กเสริม ไม่ใช่ค่าที่ผิวคอนกรีต ทางเลือก: เจาะแท่ง Core ตัดเป็นชั้นในห้องปฏิบัติการ คุมความลึกแม่นกว่า แต่กระทบมากกว่า ภาพเชิงแนวคิด ไม่ใช่แบบจริง
แบบจำลอง 3 มิติของการเก็บผงคอนกรีตที่เสาริมทะเล: สแกนแนวเหล็กก่อน เจาะด้วยสว่านที่มีก้านกำหนดความลึกทั้งจุดที่เสียหาย (A) และจุดที่ยังดูปกติ (B) แล้วแยกผงแต่ละช่วงความลึกใส่ถุงปิดสนิทพร้อมป้ายกำกับ (ภาพเชิงแนวคิด)

อีกทางเลือกคือเจาะแท่งตัวอย่างคอนกรีตตาม ASTM C42 แล้วตัดเป็นชั้นในห้องปฏิบัติการ ซึ่งควบคุมความลึกได้แม่นกว่าการเจาะเก็บผงหน้างาน แต่กระทบโครงสร้างมากกว่าและใช้เวลานานกว่า

Chloride Content Test ต่างจาก RCPT อย่างไร?

สองวิธีนี้ตอบคนละคำถาม Chloride Content Test บอกว่า “ตอนนี้มีคลอไรด์อยู่เท่าไหร่” ส่วน Rapid Chloride Permeability Test (RCPT) ตาม ASTM C1202 บอกว่า “คอนกรีตนี้ยอมให้คลอไรด์ผ่านได้ง่ายแค่ไหน” โดยวัดประจุไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวอย่างเป็นตัวบ่งชี้

งานประเมินอาคารเก่าที่ต้องการรู้ว่าเหล็กเสี่ยงกัดกร่อนแล้วหรือยัง ต้องใช้ Chloride Content Test ส่วน RCPT เหมาะกับการตรวจรับคุณภาพคอนกรีตใหม่หรือเปรียบเทียบส่วนผสม

อาคารแบบไหนควรตรวจคลอไรด์?

ควรตรวจเมื่อโครงสร้างสัมผัสไอเกลือ น้ำเค็ม หรือสารเคมีที่มีคลอไรด์ หรือเมื่อพบสนิมโดยยังไม่ทราบสาเหตุ กลุ่มที่พบบ่อยมี 5 กลุ่ม

  • อาคาร คอนโด และรีสอร์ตในระยะที่ได้รับไอเกลือจากทะเล
  • ท่าเรือ เขื่อนกันคลื่น สะพาน และโครงสร้างที่สัมผัสน้ำเค็มหรือน้ำกร่อยโดยตรง
  • โรงงานเคมี โรงงานอาหารทะเล และห้องเย็นที่ใช้น้ำเกลือ
  • โครงสร้างที่พบคราบสนิมหรือคอนกรีตกะเทาะร่อนโดยยังไม่ทราบสาเหตุ
  • อาคารที่จะซ่อมใหญ่หรือเปลี่ยนการใช้งาน และต้องประเมินอายุที่เหลือ

ในโครงสร้างที่คลอไรด์กระจายทั่วหน้าตัด การซ่อมเฉพาะจุดอาจทำให้เกิดการกัดกร่อนที่ขอบรอยซ่อมตามมา ผลการทดสอบจึงมีผลโดยตรงต่อการเลือกวิธีซ่อม ตั้งแต่การซ่อมเฉพาะจุด การเคลือบผิวป้องกัน ไปจนถึงระบบป้องกันการกัดกร่อนเชิงไฟฟ้าเคมี ซึ่งต้องให้วิศวกรผู้รับผิดชอบเป็นผู้กำหนด

✅ SPN รับงานทดสอบคลอไรด์ครบวงจร

ตั้งแต่วางแผนจุดเก็บตัวอย่าง เก็บตัวอย่างหน้างาน วิเคราะห์ตาม ASTM C1152 / C1218 จนถึงออกรายงานรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน และข้อสรุปเชิงวิศวกรรมที่นำไปใช้วางแผนซ่อมต่อได้

ค่าบริการทดสอบคลอไรด์เท่าไหร่?

ค่าบริการขึ้นกับจำนวนจุดเก็บตัวอย่าง จำนวนช่วงความลึกต่อจุด วิธีทดสอบที่เลือก และการเข้าถึงหน้างาน ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชม. ราคานี้ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน