Manual กับ Automatic Monitoring ต่างกันตรงไหน?

ทั้งสองแบบใช้เครื่องมือวัดชุดเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ และตอบคำถามทางวิศวกรรมข้อเดียวกัน คือดินหรือโครงสร้างเคลื่อนตัวไปเท่าไรแล้ว สิ่งที่ต่างกันคือใครเป็นคนอ่านค่าและอ่านถี่แค่ไหน แบบ Manual เจ้าหน้าที่ถือเครื่องอ่านหรือกล้องระดับเข้าไปที่จุดวัดตามรอบที่ระบุในข้อกำหนดโครงการ บันทึกค่า แล้วนำกลับมาประมวลผลเป็นกราฟ ส่วนแบบ Automatic หัววัดถูกต่อสายค้างไว้กับดาตาล็อกเกอร์ที่หน้างาน ดาตาล็อกเกอร์อ่านค่าเองตามเวลาที่ตั้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วส่งข้อมูลออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ WiFi

ข้อเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าระบบอัตโนมัติให้ค่าที่แม่นยำกว่า ความจริงคือความแม่นยำมาจากตัวหัววัดและวิธีติดตั้ง ไม่ได้มาจากการที่ระบบอ่านค่าเอง หัววัดตัวเดียวกันจะอ่านด้วยเครื่องอ่านมือถือหรืออ่านด้วยดาตาล็อกเกอร์ก็ให้ค่าที่ความละเอียดใกล้เคียงกัน สิ่งที่ระบบอัตโนมัติเหนือกว่าอย่างชัดเจนคือความละเอียดตามแกนเวลา ข้อมูลรายชั่วโมงหรือรายนาทีทำให้เห็นแนวโน้มระยะสั้น เห็นผลกระทบจากกิจกรรมก่อสร้างแต่ละช่วง และเห็นค่าที่เปลี่ยนตอนกลางคืนหรือวันหยุด ซึ่งการอ่านด้วยคนไม่มีทางจับได้

ในทางกลับกัน การอ่านด้วยคนมีสิ่งที่ระบบอัตโนมัติให้ไม่ได้ คือสายตาของวิศวกรที่หน้างาน ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เข้าไปอ่านค่า จะเห็นรอยแตกใหม่ เห็นน้ำซึม เห็นดินร่วงหลังกำแพงกันดิน เห็นค้ำยันที่หลวม และเห็นว่าหัววัดยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ ข้อมูลเชิงสังเกตเหล่านี้หลายครั้งมีค่ามากกว่าตัวเลข ภาพรวมของเครื่องมือวัดทุกชนิดและหน้าที่ของแต่ละตัวอ่านได้ที่คู่มือเครื่องมือวัดทางธรณีเทคนิค

เครื่องมือชนิดไหนอ่านอัตโนมัติได้ ชนิดไหนต้องใช้คน?

ตัวแบ่งง่าย ๆ คือเครื่องมือนั้นให้สัญญาณไฟฟ้าออกมาหรือไม่ ถ้าให้สัญญาณไฟฟ้าที่ต่อเข้าดาตาล็อกเกอร์ได้ ก็ทำเป็นระบบอัตโนมัติได้ทันที ถ้าต้องอาศัยการรังวัดหรือการหย่อนหัววัดด้วยมือ ก็ยังต้องใช้คน

กลุ่มที่ทำอัตโนมัติได้ ได้แก่ Vibrating Wire Piezometer ที่วัดแรงดันน้ำในดินโดยตรงและเป็นเครื่องมือที่นิยมทำเป็นระบบอัตโนมัติมากที่สุด, Strain Gauge ที่วัดหน่วยการยืดหดในเหล็กเสริมหรือค้ำยัน, Tiltmeter ที่วัดการเอียงของอาคารและกำแพงกันดิน และ In-place Inclinometer ซึ่งใช้หัววัดชุดหนึ่งฝังค้างอยู่ในท่อ Inclinometer ตลอดโครงการแทนการหย่อนหัววัดลงไปทีละครั้ง

กลุ่มที่ยังต้องใช้คนอ่าน ได้แก่ Settlement Plate, Surface Settlement Marker และ Multi-level Settlement Point ซึ่งอ่านค่าด้วยการรังวัดระดับ, Standpipe Piezometer และ Observation Well ที่ใช้สายวัดระดับน้ำหย่อนลงในท่อ รวมถึง Inclinometer แบบหย่อนหัววัด (Probe-type) ตามแนวทางของ ASTM D6230 ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่หย่อนหัววัดไล่ทีละช่วงความลึกทั้งขาไปและขากลับ รายละเอียดของสองกลุ่มนี้อ่านต่อได้ที่Piezometer วัดแรงดันน้ำในดิน และInclinometer วัดการเคลื่อนตัวด้านข้าง

💡 จุดที่มักตัดสินใจผิด

หลายโครงการตัดสินใจว่าจะใช้ระบบอัตโนมัติหลังจากติดตั้งเครื่องมือไปแล้ว ซึ่งมักสายเกินไป เพราะการเลือกชนิดหัววัดตั้งแต่ต้นเป็นตัวกำหนดว่าจะต่อเข้าระบบอัตโนมัติได้หรือไม่ เช่น ถ้าติดตั้ง Standpipe Piezometer ไปแล้วแต่ภายหลังต้องการข้อมูลแบบต่อเนื่อง ก็ต้องเจาะติดตั้ง Vibrating Wire Piezometer เพิ่มใหม่ ควรตัดสินใจเรื่องนี้พร้อมกับการวางผังจุดวัด

ระบบ Automatic Monitoring ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ระบบตรวจวัดอัตโนมัติที่ใช้งานจริงหน้างานประกอบด้วยห่วงโซ่ข้อมูล 4 ส่วนต่อกัน คือ หัววัดที่หน้างาน ดาตาล็อกเกอร์ การส่งข้อมูล และระบบคลาวด์กับการแจ้งเตือน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งล้ม ข้อมูลก็ขาดช่วงทันที และยังต้องมีส่วนที่ห้าคือการเข้าหน้างานของเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลระบบและตรวจสอบสภาพจริงกำกับอยู่เสมอ การออกแบบระบบจึงต้องคิดถึงความทนทานของทุกส่วน ไม่ใช่แค่เลือกหัววัดที่ดี

องค์ประกอบของระบบ Automatic (Real-time) Monitoring: หัววัดไฟฟ้า ดาตาล็อกเกอร์ การส่งข้อมูล คลาวด์และการแจ้งเตือน และการเข้าหน้างานของเจ้าหน้าที่ ภาพเป็นหน้างานขุดดินลึกที่มีกำแพงกันดินและค้ำยัน หัววัดที่ให้สัญญาณไฟฟ้าต่อสายค้างไว้ตลอด ได้แก่ Tiltmeter บนผนังอาคารข้างเคียง Vibrating Wire Piezometer ในดินหลังกำแพง In-place Inclinometer ที่ฝังค้างในท่อ และ Strain Gauge บนค้ำยัน สายทั้งหมดต่อเข้าดาตาล็อกเกอร์ในตู้กันน้ำที่หน้างาน ซึ่งอ่านค่าตามรอบที่ตั้งไว้ บันทึกลงหน่วยความจำ ใช้แบตเตอรี่ร่วมกับแผงโซลาร์ แล้วส่งข้อมูลผ่านสัญญาณ 4G หรือ WiFi ไปยังระบบคลาวด์ที่แสดงกราฟ เทียบกับเกณฑ์ และส่งแจ้งเตือนทาง SMS Line หรืออีเมล ให้วิศวกรตรวจสอบก่อนสั่งการ ส่วนที่ห้าคือเจ้าหน้าที่ที่ยังต้องเข้าหน้างานตามรอบ เพื่อตรวจสภาพตู้ สาย และแผงโซลาร์ อ่านค่าด้วยมือเทียบกับค่าที่ระบบส่งมา และสังเกตรอยแตก น้ำซึม ที่หัววัดมองไม่เห็น กรอบขวาล่างสรุปส่วนที่มักถูกมองข้าม คือ ขนาดแบตเตอรี่และแผงโซลาร์ช่วงหน้าฝน การป้องกันฟ้าผ่าและแรงดันเกินตามสายยาว การชดเชยอุณหภูมิของหัววัด Vibrating Wire และ Strain Gauge และการเก็บข้อมูลในเครื่องเมื่อสัญญาณขาดแล้วส่งย้อนหลัง ภาพประกอบเชิงหลักการ องค์ประกอบจริงกำหนดตามข้อกำหนดการตรวจวัดของแต่ละโครงการ ระบบตรวจวัดอัตโนมัติ: ห่วงโซ่ข้อมูล 4 ส่วน + คนหน้างาน แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน Tiltmeter 1 หัววัดไฟฟ้า ต่อสายค้าง ↑ Strain Gauge บนค้ำยัน ← In-place Inclinometer ← VW Piezometer 5 2 3 Cloud 4 ! SMS / Line / Email ส่วนที่มักถูกมองข้าม • แบตเตอรี่ + โซลาร์ เผื่อหน้าฝนแดดน้อย • กันฟ้าผ่า / แรงดันเกินตามสายยาว • บันทึกอุณหภูมิ ชดเชยค่า VW / SG • สัญญาณขาด → เก็บในเครื่อง ส่งย้อนหลัง • เกินเกณฑ์ → วิศวกรตรวจก่อนสั่งการ 1 หัววัด ให้สัญญาณไฟฟ้า 2 Datalogger อ่านตามรอบ 3 ส่งข้อมูล 4G / WiFi 4 Cloud กราฟ + แจ้งเตือน 5 คนหน้างาน ตรวจสภาพจริง
ระบบอัตโนมัติเป็นห่วงโซ่ต่อกัน 4 ส่วน (① หัววัด ② ดาตาล็อกเกอร์ ③ การส่งข้อมูล ④ คลาวด์และการแจ้งเตือน) และยังต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าหน้างาน (⑤) กำกับอยู่เสมอ — ภาพประกอบเชิงหลักการ

ส่วนที่มักถูกมองข้ามคือพลังงานและการป้องกัน ระบบภาคสนามส่วนใหญ่ใช้แบตเตอรี่ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์ ถ้าคำนวณขนาดแผงและแบตเตอรี่ไว้ไม่พอสำหรับช่วงฤดูฝนที่แดดน้อย ระบบจะดับเป็นช่วง ๆ และข้อมูลขาดหายในจังหวะที่ต้องการมากที่สุด เช่นเดียวกับการป้องกันฟ้าผ่าและแรงดันเกินตามสายสัญญาณที่ยาวหลายสิบเมตร ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ดาตาล็อกเกอร์และหัววัดเสียหายบ่อยที่สุดในหน้างานไทย

อีกส่วนคือการชดเชยอุณหภูมิ หัววัดชนิด Vibrating Wire และ Strain Gauge ตอบสนองต่ออุณหภูมิด้วย ระบบจึงต้องบันทึกอุณหภูมิควบคู่กับค่าที่วัดได้ แล้วชดเชยตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนดในใบสอบเทียบของหัววัดแต่ละตัว มิฉะนั้นจะเห็นค่าขึ้นลงเป็นวงรอบรายวันตามอุณหภูมิอากาศแล้วเข้าใจผิดว่าโครงสร้างกำลังเคลื่อนตัว สำหรับหัววัดแรงดันน้ำแบบ Vibrating Wire ยังมีแนวทางการทดสอบรับรองก่อนนำไปติดตั้งตาม ASTM D7764 ซึ่งช่วยคัดหัววัดที่ผิดปกติออกตั้งแต่ก่อนลงหลุม

ตารางเปรียบเทียบ Manual กับ Automatic Monitoring

ตารางด้านล่างสรุปความต่างที่ใช้ตัดสินใจจริงในโครงการ โดยสมมติว่าใช้หัววัดชนิดเดียวกันทั้งสองแบบ

← เลื่อนดูตารางทั้งหมด →

หัวข้อManual MonitoringAutomatic (Real-time) Monitoring
วิธีอ่านค่าเจ้าหน้าที่เข้าหน้างานอ่านด้วยเครื่องอ่านมือถือหรือกล้องระดับดาตาล็อกเกอร์อ่านเองตามเวลาที่ตั้งไว้
ความถี่ของข้อมูลเป็นจุด ๆ ตามรอบที่เข้าหน้างานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งได้ตั้งแต่ทุก 1 นาทีจนถึงรายวัน
ความเร็วในการรู้ตัวเมื่อค่าผิดปกติรู้ในรอบถัดไปที่เข้าอ่านค่าแจ้งเตือนอัตโนมัติ ตามรอบส่งข้อมูลที่ตั้งไว้
ความแม่นยำของค่าใกล้เคียงกัน — ขึ้นกับชนิดหัววัดและวิธีติดตั้ง ไม่ได้ขึ้นกับว่าใครอ่าน
เครื่องมือที่ใช้ได้ได้ทุกชนิด รวมถึงงานรังวัดระดับเฉพาะหัววัดที่ให้สัญญาณไฟฟ้า
ค่าใช้จ่ายตอนเริ่มต่ำกว่าสูงกว่า เพราะมีดาตาล็อกเกอร์ ระบบไฟ และงานเดินสาย
ค่าใช้จ่ายเมื่ออ่านถี่ขึ้นเพิ่มตามจำนวนรอบที่เข้าอ่านแทบไม่เพิ่ม
การเห็นสภาพหน้างานจริงเห็น รอยแตก น้ำซึม ค้ำยันผิดปกติไม่เห็น เห็นเฉพาะค่าจากหัววัด
ความเสี่ยงข้อมูลขาดช่วงขาดเมื่อเข้าหน้างานไม่ได้ เช่น ฝนตกหรือพื้นที่ปิดขาดเมื่อไฟหมด สัญญาณล่ม หรือสายสัญญาณเสียหาย
เหมาะกับงานถมดินระยะยาว งานที่พฤติกรรมเปลี่ยนช้า งบจำกัดงานขุดลึกในเมือง งานใกล้อาคารข้างเคียง งานที่ต้องรู้ตัวทันที

ข้อสรุปจากตารางคือทั้งสองแบบไม่ได้แข่งกันที่คุณภาพของค่า แต่แข่งกันที่ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ถ้าความเสียหายเมื่อเกิดปัญหาสูงและพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงเร็ว การรู้ช้าไปหนึ่งสัปดาห์อาจแพงกว่าค่าระบบอัตโนมัติทั้งชุด ตัวอย่างงานที่เข้าเงื่อนไขนี้ชัดที่สุดคืองานขุดดินลึกในเขตเมือง ซึ่งอธิบายไว้ที่การตรวจวัดงานขุดดินลึกในชั้นดินอ่อนกรุงเทพ

ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติทำงานอย่างไร?

หัวใจของระบบ Real-time ไม่ใช่กราฟสวย ๆ บนหน้าจอ แต่คือการแจ้งเตือนเมื่อค่าเกินเกณฑ์ แนวปฏิบัติสากลจะกำหนดเกณฑ์ไว้เป็นขั้น โดยทั่วไปสามขั้น ได้แก่ ระดับเฝ้าระวัง (Alert) ที่บอกว่าค่าเริ่มไปทางที่ไม่ควร ให้เพิ่มความถี่การตรวจสอบ, ระดับต้องดำเนินการ (Action) ที่ต้องทบทวนวิธีทำงานและเตรียมมาตรการแก้ไข และระดับหยุดงาน (Alarm) ที่ต้องหยุดกิจกรรมที่เป็นต้นเหตุแล้วเข้าแก้ไขทันที

เกณฑ์แจ้งเตือน 3 ระดับ Alert Action Alarm ของระบบตรวจวัดอัตโนมัติ และการกันเตือนลวง กราฟซ้ายเป็นค่าที่วัดได้ตามเวลาเทียบกับเส้นเกณฑ์สามระดับ ล่างสุดคือ Alert ถัดขึ้นไปคือ Action และบนสุดคือ Alarm ช่วงแรกค่าแกว่งเล็กน้อยรอบค่าฐาน มีค่ากระโดดขึ้นเพียงรอบเดียวจากสัญญาณรบกวน ระบบที่ตั้งเงื่อนไขให้ต้องเกินติดต่อกันหลายรอบจะไม่ส่งแจ้งเตือนจากค่านี้ ต่อมาค่าไต่ขึ้นต่อเนื่องจนเกินระดับ Alert ติดต่อกันหลายรอบ ระบบจึงส่งแจ้งเตือนทาง SMS หรือ Line วิศวกรตรวจสอบค่าและสภาพหน้างานแล้วสั่งมาตรการ ค่าจึงนิ่งอยู่ใต้ระดับ Action ภาพขวาสรุปสิ่งที่ต้องทำในแต่ละระดับ Alert เฝ้าระวังและเพิ่มความถี่การตรวจสอบ Action ทบทวนวิธีทำงานและเตรียมมาตรการแก้ไข Alarm หยุดกิจกรรมที่เป็นต้นเหตุและแก้ไขทันที แถบด้านล่างสรุปว่า ค่าเกณฑ์แต่ละระดับกำหนดโดยวิศวกรผู้ออกแบบตามเงื่อนไขของโครงการ ไม่ลอกจากโครงการอื่น การกันเตือนลวงทำโดยให้ต้องเกินติดต่อกันหลายรอบ และระบบส่งแจ้งเตือนได้เอง แต่การตัดสินใจเป็นหน้าที่ของวิศวกรผู้รับผิดชอบ ภาพประกอบเชิงหลักการ เกณฑ์แจ้งเตือน 3 ระดับ: ระบบเตือน วิศวกรตัดสินใจ แผนภาพไม่ตามมาตราส่วน ค่าที่วัดได้เทียบเกณฑ์ (ภาพเชิงแนวคิด) Alarm Action Alert เวลา → ค่าที่วัดได้ → กระโดดรอบเดียว (สัญญาณรบกวน) → ไม่เตือน ! เกินต่อเนื่องหลายรอบ → ส่ง SMS / Line มาตรการ → ค่านิ่ง ค่าฐาน ต้องทำอะไรในแต่ละระดับ Alarm หยุดกิจกรรมที่เป็นต้นเหตุ เข้าแก้ไขทันที Action ทบทวนวิธีทำงาน เตรียมมาตรการแก้ไข Alert เฝ้าระวัง เพิ่มความถี่การตรวจสอบ 1 ค่าเกณฑ์ วิศวกรผู้ออกแบบกำหนด 2 กันเตือนลวง เกินติดต่อกันหลายรอบ 3 ตัดสินใจ วิศวกร ไม่ใช่ระบบ
ระบบส่งแจ้งเตือนได้เอง แต่การตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อยังเป็นหน้าที่ของวิศวกรผู้รับผิดชอบ

ตัวเลขของแต่ละระดับไม่มีค่ามาตรฐานกลาง ต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้ออกแบบจากผลการวิเคราะห์ของโครงการนั้น เช่น ค่าการเคลื่อนตัวที่ใช้ในการออกแบบ ระยะห่างจากอาคารข้างเคียง และความอ่อนไหวของสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ การไปลอกค่าเกณฑ์จากโครงการอื่นมาใช้เป็นความเสี่ยงโดยตรง

ปัญหาที่พบมากที่สุดของระบบแจ้งเตือนคือการเตือนลวง ค่าที่กระโดดเพียงรอบเดียวจากสัญญาณรบกวน อุณหภูมิที่เปลี่ยนเร็ว หรือแบตเตอรี่ที่แรงดันตก ทำให้ระบบส่งข้อความออกไปทั้งที่โครงสร้างปกติ เมื่อเกิดบ่อยเข้าทุกคนก็เลิกสนใจการแจ้งเตือน วิธีลดปัญหาคือตั้งเงื่อนไขให้ต้องเกินเกณฑ์ติดต่อกันหลายรอบก่อนจึงส่งแจ้งเตือน แยกระดับผู้รับตามความรุนแรง และกำหนดผู้รับผิดชอบตรวจสอบทุกครั้งที่มีการเตือน โดยข้อสรุปสุดท้ายต้องมาจากวิศวกร ไม่ใช่จากระบบ

เลือกแบบไหนดี? เกณฑ์ตัดสินใจ 5 ข้อ

คำถามที่ควรตอบก่อนตัดสินใจไม่ใช่ "แบบไหนดีกว่า" แต่เป็น "ถ้ารู้ช้าไปหนึ่งสัปดาห์จะเสียหายแค่ไหน" ห้าข้อต่อไปนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจได้

ข้อแรก ผลกระทบเมื่อเกิดปัญหา งานขุดลึกติดอาคารเก่า งานใกล้สาธารณูปโภคใต้ดิน หรืองานที่มีคนทำงานอยู่ใต้แนวเสี่ยง ควรใช้ระบบอัตโนมัติเพราะช่วงเวลาที่รู้ตัวมีความหมายต่อความปลอดภัยโดยตรง

ข้อสอง ความเร็วของพฤติกรรมที่เฝ้าดู การทรุดตัวของงานถมดินบนดินอ่อนเปลี่ยนแปลงในสเกลสัปดาห์ถึงเดือน การอ่านด้วยคนตามรอบก็เพียงพอ ต่างจากการเคลื่อนตัวของกำแพงกันดินระหว่างขุดที่เปลี่ยนได้ภายในวันเดียว

ข้อสาม ชนิดเครื่องมือที่ออกแบบไว้ ถ้าแผนการตรวจวัดใช้ Settlement Plate และการรังวัดระดับเป็นหลัก ระบบอัตโนมัติแทบไม่ช่วยอะไร แต่ถ้าใช้ Vibrating Wire Piezometer หรือ Strain Gauge อยู่แล้ว การต่อเข้าดาตาล็อกเกอร์คือส่วนเพิ่มที่คุ้มค่า

ข้อสี่ การเข้าถึงหน้างานและระยะเวลาโครงการ จุดวัดที่อยู่กลางถนนที่มีการจราจร ในพื้นที่ปิด หรือไกลจากสำนักงานควบคุมงาน ทำให้ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของการเข้าอ่านค่าด้วยคนสูงขึ้นมาก ยิ่งโครงการยาวและต้องอ่านถี่ จุดคุ้มทุนของระบบอัตโนมัติยิ่งมาถึงเร็ว

ข้อห้า ข้อกำหนดของเจ้าของงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการจำนวนมากระบุรูปแบบการตรวจวัดและรอบการรายงานไว้ในสัญญาหรือในเงื่อนไขการอนุญาตก่อสร้างอยู่แล้ว ควรตรวจสอบข้อกำหนดเหล่านี้ก่อนวางแผนงบประมาณ

ในทางปฏิบัติ โครงการส่วนใหญ่ลงตัวที่รูปแบบผสม คือใช้ระบบอัตโนมัติเฉพาะหน้าตัดวิกฤตและเครื่องมือที่ต่อเข้าระบบได้ ส่วนจุดที่เหลือใช้การอ่านด้วยคนตามรอบ พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่อ่านค่าด้วยมือเทียบกับค่าที่ระบบส่งมาเป็นระยะ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจับการเลื่อนของค่าจากหัววัด และเป็นเหตุผลที่ระบบอัตโนมัติไม่เคยแทนที่การเข้าหน้างานได้ทั้งหมด

SPN ให้บริการอะไรบ้าง ราคาเท่าไร?

SPN ให้บริการงานตรวจวัดพฤติกรรมทั้งสองรูปแบบ ตั้งแต่วางผังจุดวัดร่วมกับวิศวกรผู้ออกแบบ จัดหาและติดตั้งเครื่องมือ อ่านค่าฐาน อ่านค่าตามรอบ ประมวลผลเป็นกราฟและรายงาน จนถึงงานติดตั้ง Datalogger พร้อมระบบส่งข้อมูลเข้าคลาวด์และตั้งเกณฑ์แจ้งเตือนทาง SMS, Line และอีเมลตามค่าที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนด รายงานทุกฉบับลงนามรับรองโดยวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาต (กว.) สภาวิศวกร พร้อมลายเซ็นและเลขทะเบียน ใช้ประกอบการยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ดูขอบเขตงานทั้งหมดได้ที่หน้างานติดตั้งเครื่องมือวัดและตรวจวัดพฤติกรรม

เครื่องมือที่ต่อเข้าระบบอัตโนมัติได้ในขอบเขตบริการ ได้แก่ Vibrating Wire Piezometer, Strain Gauge, Tiltmeter และ In-place Inclinometer ส่วนงานที่อ่านด้วยเจ้าหน้าที่ ได้แก่ Settlement Plate และหมุดวัดการทรุดตัว, Observation Well และ Standpipe Piezometer รวมถึง Inclinometer แบบหย่อนหัววัด

ค่าบริการขึ้นกับจำนวนจุดวัด ชนิดหัววัด ระยะเวลาเฝ้าติดตาม จำนวนรอบการอ่านค่า และรูปแบบระบบส่งข้อมูลที่เลือก จึงประเมินเป็นรายโครงการ ติดต่อรับใบเสนอราคาฟรีภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ราคายังไม่รวมค่าเดินทางและค่าขนย้ายเครื่องมือ ซึ่งคิดเพิ่มตามระยะทางของหน้างาน

⚠️ บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป

เนื้อหาอธิบายหลักการเปรียบเทียบการตรวจวัดแบบ Manual และแบบอัตโนมัติเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น การเลือกรูปแบบการตรวจวัด ชนิดและจำนวนหัววัด รอบการอ่านค่า ค่าเกณฑ์แจ้งเตือนแต่ละระดับ และมาตรการที่ต้องดำเนินการเมื่อค่าเกินเกณฑ์ ต้องกำหนดโดยวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขเฉพาะของโครงการนั้น